xs
sm
md
lg

ตลกดาวรุ่ง! เปิดชีวิต “ถั่วงอก” หนุ่มผู้มีวันนี้ เพราะเต็มที่ ไม่มีกั๊ก

เผยแพร่:

“นายนัฐพล คล่องใจ” หรือ “นัด” อายุ 29 ปี จากจังหวัดปทุมธานี
แนะนำกันอย่างนี้ หลายคนคงงุนงงสงสัยว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน
ทว่าหากพูดชื่อ “ถั่วงอก” หลายคนคงจะร้องว่ารู้จัก

เป็นระยะเวลากว่า 4 ปี ที่โลดแล่นในจอแก้ว ต่างเป็นที่ถูกอกถูกใจด้วยมาดกวนมึน ปนตลกในทุกเทป และล่าสุดกับบทบาทภาพยนตร์ ถั่วงอกได้กลายเป็นขวัญใจใครต่อใคร จากเด็กนิ่งๆ ไม่ค่อยพูด มีความรักชอบทางศิลปะ ก่อนจะค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตัวเองในการสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

ทั้งหมดทั้งมวลไม่เกิดขึ้นด้วยโชคชะตาช่วย หากแต่เกิดจากการบ่มเพาะเมล็ดรดน้ำพรวนดินจนเติบใหญ่ ผลิดอกออกผลผลิต สู่ตลาดความฮาเบอร์ต้นของเมืองไทยที่ใครๆ ก็ชื่นชม...

จาก “ถั่วเขียว” สู่ “ถั่วงอก”
เรียบราบเหมือนสิ้น แต่แป๊กแล้วจึงโป้ง

“จริงๆ ไม่คาดคิดมาก่อนเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบทางด้านนี้ มารู้ก็ตอนได้มีโอกาสเข้าวงการ ออกหน้ากล้อง พูดไปแล้วก็เหมือนฉายาที่ค่อยๆ เกิดมาอีกแบบแล้วโตมาเป็นอีกแบบ”

นิ่งเงียบ จับตั้งตรงไหนเป็นนั่ง ไม่กระดุกกระดิก พูดน้อย ถามคำก็ตอบคำ
รักชอบการวาดรูป วาดหวังเอาดีทางลายเส้นสถาปัตยกรรม
ชายหนุ่มเบื้องหน้าถ่ายทอดอย่างราบเรียบลักษณะนิสัยไปจนถึงหมุดหมายของชีวิตวัยเด็กที่ใครๆ ยังรู้จักในชื่อ “นัด”

“เป็นเด็กปกติทั่วไป ราบๆ เรียบๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร ก็เลยไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ตลกหรือชื่นชอบความตลก รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ วัยเด็กเราก็แอบมีมุมตลกอยู่บ้าง เพราะชอบทำให้คนหัวเราะ เพื่อนหัวเราะ ครอบครัวหัวเราะ ญาติพี่น้องหัวเราะ ชอบเล่นมุก ชอบความสุข แต่งตังตลกๆ ให้เขาได้หัวเราะกัน แต่งตัวตลกๆ ใส่กางเกงขายาว พับขาข้างหนึ่ง ทาแป้งแบบพี่อ่าง ทำให้ญาติๆ พี่น้องได้ดูกัน สมัยเรียนก็เล่นมุกตลกๆ ซึ่งมันก็ขำบ้างไม่ขำบ้าง แต่เราก็ดีใจ รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ทำ”

หากมีโอกาสเปิด เป็นต้องหยอดมุก จนเพื่อนฝูงญาติมิตรระบุสรรพนามต่อท้ายด้วยความเอ็นดู “ไอ้นัดล้น” “ไอ้นัดสองสลึงไม่เต็มบาท” ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสุข

“เพราะเวลาเราได้เสพความสุขจากคนรอบข้างให้เขาได้มีความสุขแล้วเราก็จะมีความสุขตาม อีกส่วนหนึ่งเราก็ชอบดูเรื่องตลก ชอบมาก ดูรายการตลกๆ อยู่แล้ว กาตงการ์ตูนก็มีดูบ้าง แต่ไม่ได้ชอบ กีฬาก็ไม่ได้ดู ดูรายการตลกเป็นส่วนใหญ่ รายการชิงร้อยชิงล้าน ตั้งแต่เด็กๆ ยุคบูมสุดๆ พี่หม่ำ พี่เท่ง พี่โหน่ง ตั้งแต่เด็กๆ ดูตลอด หยิบจับเอามุกพวกนี้มาเล่นบ้าง มาแกล้งคน เลียนแบบเขา พยายามเล่น”

จากประถมสู่มัธยม แอบแทรกความตลกกวนมึนตลอดเวลาจนเป็นที่รักของเพื่อนๆ ได้เป็นถึงระดับหัวแถวด้านเอ็นเตอร์เทนรุ่นน้อง งานกีฬาสีของโรงเรียนโดยการคัดเลือกจากเพื่อนๆ ทั้งรุ่น ทว่าในขณะที่เสียงขำขันกังวานก้องของวัยวันหนุ่มกระทงก็สะดุดเข้ากับทางแยก ต้องลดเดซิเบลเสียงหัวเราะ

“มีครอบครัวครับ ตอนแรกเลยเครียด ร้องไห้เลย ไม่ตลกเลย ตลกไม่ออก เพราะต้องเปลี่ยนหน้าที่จากนักศึกษามาเป็นผู้นำครอบครัว มันก็หนักหนาแล้ว มันก็ที่สุดแล้ว แล้วเราฝันไว้กับการเรียนว่าเราจะไปทางนี้ แต่มันไปไม่ได้แล้ว ต้องหยุด ก็ใช้เวลาในการตั้งสติพักหนึ่ง จนคิดได้ว่าในเมื่อผมคิดจะมีครอบครัวแล้ว ผมต้องเลี้ยงได้ ต้องเป็นผู้นำให้ได้ มันก็เลยกลายเป็นว่าเราต้องรู้ตัวโดยอัตโนมัติว่าเราต้องทำอะไรให้ได้ ความเป็นธรรมชาติเราก็ค่อยๆ กลับมา ตลกเหมือนเดิม แต่ภาพลักษณ์บางอย่างก็เข้มขึ้นนิดหนึ่ง แต่ก็ยังเล่นยังสร้างเสียงหัวเราะให้ครอบครัว เพื่อนฝูง

“เพราะถ้าเรายิ่งเครียด ยิ่งอมทุกข์ มันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่การที่จะหัวเราะเลยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะหัวเราะให้กับปัญหาได้ ส่วนตัวก็คือ ถ้ามันเจอปัญหา ก็คิดซะว่าช่างมัน ณ เวลานั้นเลย แล้วค่อยมาหาวิธีการแก้ทีหลัง เอามาคิดเลย มันก็จะกลายเป็นว่าเราเครียดเข้าไปอีก คิดแล้วมันหาทางออกไม่ได้ มันก็จะกลายเป็นฝังๆๆ ฝังลึกลงไป เราต้องปล่อยก่อน แล้วค่อยกลับมาคิดว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร”

ทางแรกไม่ได้ ทางที่สองไม่ได้ ชีวิตมันไม่ได้มีแค่แปดด้าน มันมีด้านที่เก้า ด้านที่สิบ ด้านที่สิบเอ็ดเสมอ หรือถ้ามันไม่มีด้านถัดไปแล้ว แค่ออกมาทางที่คุณเข้าไป คือวิธีการแก้ปัญหาที่ช่วยประคับประคองให้รอดพ้น และหลังจากเก็บขี้ด้าย รับจ้างทำงานสารพัด ยกของในคลังสินค้า เป็นนายตั๋วรถเมล์ ทางออกที่ว่าก็ปะเข้าให้

“คือไม่อย่างนั้นมันจะส่งผลต่อคนรอบข้างด้วย มันจะยิ่งแย่ลงไปอีก ในสังคมอย่างที่เห็นๆ กัน เวลามีความเครียด หากเราควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ อาจจะไปทำร้ายคนใกล้ตัวโดยไม่ตั้งใจ ทั้งๆ ที่ความเครียดจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีหน้าตาหรือแสดงออกทางหน้าตาได้ ต่อให้ยิ้มยังไง มันก็ยังอยู่ในสมองเราอยู่ดี มันอยู่ในใจเราอยู่ดี วิธีการคือต้องปล่อยมันก่อน ปล่อยวางแล้วค่อยมาแก้ปัญหามัน

“ชีวิตในตอนนั้นก็ทำอย่างนั้นเต็มที่ อาจจะดูเหมือนไม่จริงจังแต่ตั้งใจในจังหวะวินาทีตอนนั้น ความฝันของเราก็คือทำให้ครอบครัวสบายนั้นคือเป้าหมายสูงสุด สิ่งที่เราทำได้ก็คือทำงานและสร้างเสียงหัวเราะในครอบครัว พอปัญหาทุกอย่างผ่านพ้นไป เราประคับประคองตัวเราเองได้ จังหวะนั้นพ้นน้ำท่วมพอดีในปี 2554 ก็มีคนแนะนำให้ไปลองสมัครงานที่เวิร์คพอยท์ เพื่อจะได้มีงานมีการประจำ ก็ไปสมัครกรอกเอกสารตำแหน่งที่คาดว่าเราทำได้ดี พอดีฝ่ายเสื้อผ้าขาดคน ก็เลยลอง หลังจากนั้นเขาก็โทรกลับมาว่าผ่าน ได้ทำงาน ก็ดีใจ

“เวลาทำงานกับเพื่อนๆ ก็เลยมีความสุข นอกจากสุขที่ดูแลครอบครัวได้ ยังสุขที่เราได้ทำในสิ่งที่เราก็ชอบด้วย ทำงานก็เล่นกันในวงเพื่อน เปิดเพลงเล่นกันตลกๆ เพลงดีเจรถปั๊มแดนซ์ฮิตๆ เต้นกวนๆ กันไป จนมีพี่ครีเอทีฟรายการหนึ่ง ขึ้นไปเห็นจังหวะที่กำลังเล่นอยู่พอดี เขาก็เลยบอกว่าไหนลองมาเล่นให้หน่อยตัวหนึ่ง สักคิว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ได้เข้ามาอยู่หน้ากล้อง”

ซีนความฮาของรายการ “หนูน้อยกู้อีจู้” รายการเด็กยอดฮิตในช่วงราวปี 2554 ขณะที่พีคสุดๆ นอกจากการรอฟังความไร้เดียงสาของหนูน้อย เรายังรอคอยการปรากฏตัวของหนุ่มหัวโตๆ ตัวผอมๆ หน้ามึน มาดกวน ไร้ชื่อไร้เสียงแต่สร้างเสียงหัวเราะในทุกเทปอย่างคุ้มค่าเวลาสั้นๆ

ชัยชนะของผู้กล้า(บ้า)ตามฝัน
อยู่ที่คุณจะทำมันให้เต็มที่หรือไม่?

• ชีวิตที่พลิกผันจากเบื้องหลังจากหน้ากล้องเทปแรก

ดีใจ (ยิ้ม) ประสบความสำเร็จเลย พี่ครีเอทีฟเขาชอบ ตัวผมเองก็ชอบ ที่บ้านก็ชอบ จำได้เลยที่นั่งดูตัวเอง บอกทั้งบ้านว่าได้ออกรายการนะ แม่ก็นั่งดู ปู่ย่าตายายก็นั่งเปิดทีวีรอดูรายการนี้เลย เพื่อดูแค่ไม่กี่วินาที จำภาพที่แม่ยิ้มแม่ดีใจได้เลยครับ ไม่คิดเลยว่าจะมาถึงตรงนี้ ไม่ได้วางแผน แต่เพียงแต่ว่าเรามีโอกาสได้ทำ มันมีโอกาสให้เราได้ทำแล้วเรามีความสุข เราก็อยากจะทำๆ ทำเต็มที่ รอบแรกชอบ รอบสองชอบ รอบสามชอบ เราก็ทำให้มันเต็มที่ ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่หลายๆ คนที่มอบโอกาส

• ทั้งหมดของรายการที่เราได้เข้าร่วมมีอะไรบ้าง

นอกจากรายการหนูน้อยกู้อีจู้ รายการ My Man แฟนฉันเก่ง ที่ได้ไปแจม มีรายการจำอวดหน้าจอ รายการเท่งโหน่งวิทยาคม รายการสายลับจับแกะ เป็นตัวหยั่งเชิง กระทั่งได้เป็นนักแสดงตลกตัวหลักของรายการซุปเปอร์หม่ำ

• ส่วนตัวเคยรู้เหตุผลไหมว่าทำไมต้องเป็นเราในรายการระดับตลกเบอร์หนึ่งเมืองไทยอย่างรายการซุปเปอร์หม่ำ

น่าจะเป็นจากการที่เราทำเต็มที่แล้วท่านเห็นโอกาส คือวินาทีแรกที่รู้ตัวว่าจะได้เล่นรายการนี้ ก็คือได้บังเอิญเดินไปเจอกันกับพี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) แกบอกว่าลองเล่นรายการนี้ไหม ถ้าเล่นจะให้โอกาส ซึ่งเป็นรายการที่พี่หม่ำเป็นพิธีกรหลัก แล้วจังหวะนั้นก็เจอพี่หม่ำพอดี พี่จิกก็เลยบอกพี่หม่ำว่าจะให้ผมไปเล่นด้วย พี่หม่ำเขาก็บอกว่า โอเคๆ เล่นๆ ได้ๆ เพราะเคยเล่นกันมาแล้ว

• และเป็นเวทีที่แจ้งเกิดและสร้างชื่อ 'ถั่วงอก' อย่างเป็นทางการ

ครับ...และทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปเลย ทุกคนจดจำในชื่อ 'ถั่วงอก' ได้เปิดโอกาสให้กับชีวิตผมมากๆ ทำให้คนจดจำ ได้มีโอกาสเยอะขึ้น ทุกคนจำได้ ไปไหนมาไหน เรียกถั่วงอกๆ มีแต่คนทัก ชื่อนัดแทบหายไปแล้ว มีแต่ที่บ้านที่เรียก

ถ้าถามถึงความรู้สึกแรกๆ ก็กดดัน แต่กดดันมากที่สุดคงเป็นในเรื่องที่เราต้องเพิ่มทักษะความสามารถ เราขยับมาทำหน้าที่มากขึ้น พูดง่ายๆ เหมือนอัพเลเวล (หัวเราะ) ก็ต้องศึกษาเพิ่มเติม นอกจากความตั้งใจที่เล่น ที่ทำทุกอย่างเต็มที่ที่สุด ดูรายการตลกตลอด ย้อนไปดูตลกย้อนหลัง ไปดูแม้กระทั่งช่วงตอนที่พี่หม่ำเล่นคาเฟ่ตอนแรกๆ ด้วยซ้ำว่าเขาเล่นยังไง เขามีมุกอย่างไร เพื่อพัฒนาตัวเองและเล่นรวมกับเขาได้ จากนั้นเอามาปรับใช้กับตัวเรา เพราะถ้าเอามาใช้เลย เล่นเลย มันอาจจะไม่เข้ากับยุคสมัยที่เราเป็นอยู่ปัจจุบัน เราก็จะปรับใช้กับตัวเรา

อย่างว่างๆ เป็นไม่ได้ครับ อยู่บ้านกินข้าวก็จะเปิดในมือถือดูแล้ว ดูแล้วก็มาดูตัวเอง พรีเซนเทชั่นตัวเองว่าตัวเองเล่นยังไง โอเคไหม ถามคนในครอบครัว คนรอบข้าง มาลองเทสต์ในบ้านก่อน เพราะโอกาสไม่ได้เกิดจากโชค เกิดจากความตั้งใจ เราต้องทำให้เต็มที่ ในเมื่อมันมีโอกาสมาแล้ว เราก็ต้องทำให้มันเต็มที่ เราจะไม่มีวันเสียดายเลย ถ้าเราทำกับมันเต็มที่แล้วมันจะมีความสุขมาก การที่เราได้ทำเต็มที่ อย่างของผมสร้างรอยยิ้ม เราได้เห็นคนอื่นมีความสุข มันเหมือนเราเสพความสุขจากคนอื่น เมื่อคนไหร่ที่เขาขำ เขามีความสุข เราก็จะมีความสุขตาม ก็จะหายเหนื่อยไปเลย เหมือนเล่นในทีวี เราเล่นแล้วฮา เล่นแล้วได้ก็มีความสุข แต่ถ้าไม่ฮา ไม่โอเค เราก็จะไม่รู้สึกไม่ดี ถ้าเราเล่นแล้วเรามีความสุขกับมัน ได้รอยยิ้มจากเขา มันจะไม่มีคำว่าเหนื่อย

คอมิดี้ Forever “สุขที่ยิ้ม ยิ้มที่สุข”
บทส่งท้ายถั่วงอกเมล็ดพันธุ์สายฮารุ่นใหม่

“คือคนอื่นมองตัวเองก่อน ทำไมเรามองถึงคนอื่นก่อน ให้ความสุขคนอื่นก่อน จริงๆแล้วถ้าลองได้ทำดู จะรู้ได้เลยว่ามันมีความสุขมากๆ กับการได้เห็นคนอื่นได้ยิ้ม หัวเราะ เพราะจริงๆ แล้วมนุษย์เราถ้าได้ยิ้มได้หัวเราะ มันคือตอนเรามีความสุข เราได้เห็นเขายิ้มหรือหัวเราะ เราก็จะมีความสุข เราก็ยิ่งเล่นใหญ่ๆ ใหญ่ๆ ใหญ่ อีกตลอดๆ”

ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการตลกกล่าวถึงทิศทางความรู้สึกของชีวิตในฐานะนักสร้างรอยยิ้มที่กลายเป็นไคอนคนหนึ่ง อย่างที่ล่าสุดเราได้เห็น “สุข” และ “รอยยิ้ม” เปื้อนทั่วใบหน้ายาวนานนับชั่วโมงๆ ในบทบาท จอน์หอิสระ ชายผู้มีดนตรีในหัวใจ แต่เล่นดนตรีไม่เป็น นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป หลงตัวเองและคิดว่าตัวเองเจ๋งเก่งตลอด ในภาพยนตร์เรื่อง 'สลัมบอย ซอยตื๊ด'

“ถามว่าส่วนตัวเราคิดว่าเก่งหรือยัง...ยังไม่เก่งครับและไม่มีวันเก่ง เพราะยังไงมนุษย์ก็ต้องศึกษาอยู่ตลอดเวลา ผมยังเชื่อว่าผมจะต้องศึกษาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเองได้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ อนาคตก็วางแผนไว้อย่างนั้น ต้องศึกษา ฝึกปรือฝีมือไปเรื่อยๆ ถ้าเราหยุดแค่นี้ คิดว่าตัวเองเก่ง สักวันหนึ่งพรุ่งนี้ก็จะมีคนที่เก่งกว่าเรา มีคนที่เจ๋งกว่าเรา มาทำให้เราหายไปจนได้ เราก็เลยต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ

“ก็ขอบขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส ขอบคุณแฟนคลับพี่น้องที่ชื่นชอบ อยากทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ เพราะว่ามันมีความสุข อยากทำไปเรื่อยๆ จนกว่าครอบครัวสบาย มันคือจุดสูงสุดแล้วครับ และได้สร้างรอยยิ้มให้คนรอบข้าง”

และก็จริงจากการสัมผัสถึงทั้งข้างในและข้างนอกหัวใจของชายผู้นี้
'ถั่วงอก' ที่แม้เริ่มต้นจาก 'ถั่วเขียว' แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือผ่านเปลี่ยนตัวตน
ทุกๆ วันรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเขายังคงแผ่ซ่านทั้งในจอและนอกจอ อย่างเมื่อเช้าก่อนการสัมภาษณ์ คุณยายโดยแกล้งเทน้ำขณะทำงานจากการร่วมความคิดของเขาและตา และสำหรับเราพรุ่งนี้จะเป็นอะไรที่เราจะได้รับจากชายผู้นี้คงไม่น้อยต่างจากที่ผ่านมาแน่แท้ อย่างที่เจ้าตัวบอกกล่าวอย่างจริงจัง

“ทำให้มันเต็มที่กับโอกาส เมื่อได้รับโอกาสมาแล้วก็ทำให้มันเต็มที่ ทำให้มันเต็มที่แล้วมันจะไม่รู้สึกเสียดาย ปัจจุบันนี้ โอกาสมันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย หรือรายการทางโทรทัศน์กว่า 20 ช่อง แค่หาทางของเราให้เจอ แล้วไปทำให้มันเต็มที่ แล้วเขาจะเห็นความเต็มที่ของเรา ที่จะนำมาซึ่งโอกาส ไม่ใช่เรื่องของโชค เกิดจากการที่เราสร้างจากตัวเราเอง”



เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : workpoint entertainment

10 จากทั้งหมด 11 รูป
กำลังโหลดความคิดเห็น...