ด้วยพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลำดับแรก คือ ‘เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์’ ซึ่งเป็นเรื่องราวบันทึกความทรงจำส่วนพระองค์ หลังจากที่ทรงรับคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นสืบสันตติวงศ์ไอศวรรย์สมบัติแล้ว และจำต้องเสด็จฯ กลับไปศึกษาต่อให้จบ ใน พ.ศ. 2489 และได้ทรงให้นิตยสารวงวรรณคดี ประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 ได้เผยแพร่สู่วงกว้าง ผ่านทางนิตยสารเล่มดังกล่าว

และเมื่องานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 - 29 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นี้ ได้มีการจัดนิทรรศการในธีมงานว่า “ความทรงจำ” ซึ่ง ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์ จำกัด ในฐานะนักสะสมหนังสือโบราณ และเจ้าของนิตยสารฉบับนี้ ได้นำสิ่งพิมพ์เล่มดังกล่าวมาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมงานได้ชมภายในงาน และนอกจากนี้ ก็มีการรวบรวมสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เล่มอื่นๆ ภายในงานด้วย

• ที่มาที่ไปของการนำนิตยสารเล่มดังกล่าวมาจัดแสดงนี่คือยังไงครับ
ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ติดต่อผมไป เพราะเห็นว่าผมเป็นนักสะสมคนหนึ่ง ที่มีหนังสือมากพอสมควร โดยเฉพาะหนังสือของรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่ใช่แค่หนังสืออย่างเดียว มีทั้งนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และภาพถ่ายเก่า ซึ่งถ้านับรวมกันก็คงมีหลายชิ้น ส่วนในวันนี้ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่มาจัดแสดง ซึ่งจริงๆ ก็มีส่วนที่ตัดจากหนังสือพิมพ์ในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 อีกเยอะมากที่ขนมาไม่หมด เป็นลังๆ เลย แล้วก็มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านด้วย เช่นหนังสือที่พระองค์ท่านโปรดเกล้าให้พิมพ์ในงานศพบุคคลสำคัญต่างๆ ในรัชสมัยของพระองค์ท่าน ที่เยอะแยะเต็มไปหมดเลย แล้วก็พวกหมายกำหนดการ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ปฏิทินพระราชทานปีใหม่ อันนั้นคือพิมพ์ทุกปีแจกราษฎร ประมาณว่าพระราชทานความสุขแก่พสกนิกร เป็นเล่มเล็กๆ แต่พระองค์ท่านพิมพ์แจกตลอดรัชกาลเลย ผมเก็บครบเกือบทุกปี ซึ่งถ้ามาเรียงกันก็น่าจะประมาณเกือบ 100 เล่มได้ ผมเก็บมาตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5 ถึง รัชกาลที่ 9 ไล่มาเลย อาจจะมีแหว่งบ้างบางปี แต่ในส่วนของรัชกาลที่ 9 ก็น่าจะมีครบ เรียงไล่ตาม พ.ศ. เลย แล้วอาร์ตเวิร์กพวกที่ก็มีการปั๊มทองไม่เหมือนกันเลย ซึ่งแค่ให้ดูฟอนต์ก็สนุกแล้ว
• เหมือนกับว่า การที่พระองค์ท่านได้แจกปฏิทินตามที่ อ. บอกมาเมื่อกี้ เหมือนกับว่าเข้าถึงประชาชนส่วนหนึ่งด้วย
ในมุมมองของผม คิดว่าราษฎรหรือพสกนิกรเข้าไปเซ็นถวายพระพรปืใหม่ในทุกปีในพระบรมมหาราชวัง พอเซ็นเสร็จก็แจกคนละเล่ม แล้วข้างในนั้นก็มีรายละเอียดของสำนักพระราชวังอะไรต่างๆ นอกจากนี้ก็มีบอกถึงวันสำคัญและฤกษ์ต่างๆ คือเป็นแค่สมุดเล็กๆ แต่ให้รายละเอียดต่างๆ กับบ้านเมืองในแต่ละช่วง ในแต่ละปีว่ามีเหตุการณ์อะไร และวันเดือนปีต่างๆ โดยส่วนตัวผมคิดว่ามันมีเสน่ห์ แต่คนในยุคนั้น อาจจะไม่ค่อยเห็นความสำคัญเท่าไหร่ ซึ่งนับวันหนังสือพวกนี้มักจะถูกทิ้งหรือโดนทำลายไป แล้วที่สำคัญหายากมาก เล่มเล็กๆ เล็กกว่ามือถือเราอีก แต่เป็นปกปั๊มทองซึ่งสวยครับ

• เช่นเดียวกันจากที่คุณบอก พูดกันตรงๆ เลยว่า คนไทยมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆ เท่าไหร่
ใช่ครับ คือพอหมดปีเขาก็โยนทิ้งกัน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันน่าจะมีการเก็บไว้ เนื่องจากหอสมุดแห่งชาติน่าจะไม่มีเก็บ เพราะมันไม่ใช่หนังสือในเชิงวิชาการ ซึ่งเขาคงไม่เก็บกัน แต่ผมคิดว่าสิ่งพิมพ์พวกนี้ ถ้าเราเก็บไว้มันก็เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ อย่างตอนที่สมาคมติดต่อมา ที่ให้เผยแพร่นิตยสารเล่มที่ว่า เพราะหาจากที่อื่นไม่ได้ หอสมุดแห่งชาติไม่มี นักสะสมรายอื่นที่แม้ว่าจะมีนิตยสารเล่มนี้ด้วย แต่ก็ไม่มีฉบับนี้ มันเป็นเล่มที่ติด เหมือนกับแสตมป์น่ะครับ มันมีดวงที่หายาก ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็คล้ายกัน เป็นฉบับหายากของเดือนนั้น ปีนั้น ฉะนั้น เนื่องด้วยความหายาก เลยคิดว่า ถ้าให้เขาเอามาเผยแพร่แล้วคนชม อย่างน้อยก็เป็นการให้คนทั่วไปได้เห็นอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในด้านการประพันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นงานประพันธ์ชิ้นแรกของพระองค์ท่าน ในพระชนมายุ 19 พรรษา แต่พระองค์ท่านก็ประพันธ์ชิ้นงานในแง่ของการบันทึกเรื่องราวก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จออกจากเมืองไทย จนไปถึงสวิสด้วย แล้วในระหว่างทางได้พบอะไร เช่นตอนที่ไปกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา และกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ นั้นได้เกิดอะไรขึ้นและเป็นยังไง ก่อนที่จะเสด็จโลซานน์
• ตอนที่คุณได้เล่มนี้มา นอกจากความรู้สึกดีใจแล้ว ยังมีความรู้สึกอื่นมั้ยครับ
จริงๆ ต้องเรียนตามตรงว่า ในช่วงเวลา 30 กว่าปีที่แล้ว เราก็เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก เพราะว่าเราเกิดมาก็อยู่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 แล้ว ถูกมั้ยครับ แล้วเราก็คิดว่าพระองค์ท่านคงอยู่กับเราไปชั่วนิรันดร์ หรืออย่างภาพเก่าเหมือนกัน ทุกคนก็ไม่เห็นความสำคัญ ในตอนที่พระองค์ท่านยังมีพระชนมชีพอยู่เนี่ย เราเกิดมาซัก 60-70 ปี ก็คงคิดว่าพระองค์ท่านก็อยู่กับเราต่อไป คงไม่ได้คิดหรอกว่าพระองค์ท่านจะจากเราไป เพราะหลังจากนั้น พอพระองค์ท่านจากไปปุ๊บ ทุกคนโหยหาสิ่งที่อยู่ก่อนสวรรคต เช่นภาพถ่ายเก่า หนังสือเก่า เราก็กลับมาหากัน แล้วอย่างพระราชนิพนธ์ชิ้นแรกนี้ ตอนที่ได้มาแรกๆ ก็ไม่ได้เห็นความสำคัญอะไรหรอกครับ ได้อ่านแล้วก็เหมือนกับได้หนังสือเก่ามาเล่นหนึ่ง แค่นั้น รู้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ ได้อ่านผ่านไปรวดเดียวจบ ก็แค่นั้นไม่มีอะไร (หัวเราะเบาๆ) หรืออย่างภาพพระบรมฉายาลักษณ์เก่าๆ เมื่อก่อนนี่คือราคาถูกมาก ไม่มีใครเอา ซึ่งรูปฉายของท่านเยอะมาก ตลอด 70 ปี ซึ่งมีไม่รู้กี่ล้านภาพ แล้วผมก็มีเก็บบ้าง เพราะรูปสมัยต้นรัชกาลของพระองค์ท่านนั้นมีเสน่ห์ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นสมเด็จพระอนุชาฯ นี่คือมีเสน่ห์จริงๆ แล้วตอนทรงเจริญพระชนมายุ 18-19 พรรษา แล้วทรงสวมชุดที่มีเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ที่เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าภาพเหรียญเดี่ยว เราก็ได้มา รูปหนึ่งไม่กี่สตางค์ แล้วก็ใส่กรอบบูชา แต่ปัจจุบันนี้ ราคาพุ่งไปเป็นแสนบาท เรียกว่าราคาเพิ่มเป็นพันๆ เท่าเลย ซึ่งก็ทำให้เราภูมิใจ แล้วภาพถ่ายที่เราเก็บๆ มา เช่น ตอนที่พระองค์ท่านทรงผนวช เราก็ใส่กรอบบูชาไว้ แต่ตอนนี้ราคาก็ขึ้น หาไม่ได้แล้ว แล้วที่มีมาวางตอนนี้ จะเป็นลักษณะพิมพ์ใหม่ ออกลูกออกหลานกันมา แต่ของผมจะเป็นภาพต้นฉบับเลย ซึ่งแม้อาจจะไม่ใช่ต้นฉบับซะทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่อัดในยุคนั้น

• พอได้นิตยสารเล่มนี้มาแล้ว คุณมีการศึกษาโดยรวมยังไงบ้างครับ
นิตยสารเล่มดังกล่าว ผมได้มาพร้อมกัน 30 เล่ม คือเราก็ซื้อมาทั้งปึก เราได้มาแบบนี้ แต่ว่าจะเป็นต่างเดือนกันนะ ผมไปไล่ดูมา มันแบบหลอบ้าง เล่มแรกน่าจะเป็นฉบับปี 2489 เป็นฉบับปฐมฤกษ์ ไปจนถึงเล่มของเดือนและปีต่างๆ ต่างกันไป แล้วคนแต่งก็ไม่เหมือนกันเลย ผมก็คิดว่าเล่มนี้มันมีเสน่ห์ดี เพราะเดี๋ยวนี้มันไม่มีออกมาแล้วไง คล้ายๆ กับนิตยสารที่เลิกผลิตไปแล้ว มันก็กลายเป็นสิ่งหายาก เราก็เก็บ แต่วันหนึ่งพอท่านสวรรคต เราก็นึกขึ้นได้ว่ามีฉบับนี้ เราก็รีบสแกนก็ส่งมาทางนี้ ทางสมาคมก็ไปจัดการต่อ
พอมาลงในรายละเอียด ผมก็มาอ่านอีกเที่ยวหนึ่ง มันก็มีภาพถ่ายประกอบพระราชนิพนธ์ชิ้นนี้ ที่สำคัญหลายภาพ เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฉายภาพจากหน้าต่างเครื่องบินออกมาที่ท้องฟ้าเป็นเมฆ แล้วบรรยายใต้ภาพว่า “เมฆดูเหมือนเมืองสวรรค์” ถ้าเปรียบเป็นสมัยนี้คือ caption ของพระองค์ท่าน เราเลยคิดว่าพระองค์ท่านก็มีจินตนาการว่าเมฆก็เหมือนสวรรค์ นอกจากนี้ก็มีภาพถ่ายกับสมเด็จพระศรีนครินทรฯ ที่ทรงรถพระที่นั่งระหว่างทางไปดอนเมือง ในตอนที่กำลังจะทรงพระดำเนินไปขึ้นเครื่องบิน แล้วก็มีคนมาส่งเสด็จท่าน แล้วก็มีรูปที่พระองค์ท่านทรงไปลาพระแก้วมรกต นี่คือกิจวัตรในช่วงสุดท้าย แต่สิ่งที่สะท้อนใจที่สุด คือ ทุกวันนี้ ตอนนี้ ขณะนี้ ราษฎรตลอดทั้งปีที่ผ่านมา คนไทยเข้าไปกราบสักการะพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททุกวัน ในยุคนั้นก็เช่นกัน ตอนช่วงรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต ในช่วงนั้น พระศพก็ตั้งไว้ ณ ที่เดียวกัน แล้วในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เสด็จไปร่วมงานพระบรมศพทุกวัน ท่านก็เห็นพสกนิกรเข้ามาไหว้พระบรมโกศทุกวัน จนกระทั่งวันสุดท้าย ก่อนที่จะกลับสวิส ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกกับพระองค์ท่านว่า จะกันราษฎรไม่ให้เข้ามาได้มั้ย พระองค์ท่านก็ตอบกลับไปว่า “จะไปกันเขาทำไม ในเมื่อวันนี้เป็นวันอาทิตย์ เขาอยากจะกราบ ก็ต้องให้เขาเข้ามา แล้วเราก็อยากจะเห็นราษฎรด้วย เพราะเป็นวันสุดท้ายของเราในประเทศไทย”
คิดดูสิครับว่า พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงราษฎรแค่ไหน แล้วมาสะท้อนถึงช่วงเวลานี้ ตอนที่พระองค์ท่านอยู่ในพระโกศแล้ว แล้วคนไทยมาไหว้ท่าน ซึ่ง 70 ปีผ่านไป ผมอ่านถึงตรงนี้แล้วก็ซึ้งว่า ในขณะนั้น พระองค์ท่านอยู่ตรงนั้น แล้วมีราษฎรมากราบพระบรมโกศพระเชษฐาของพระองค์ท่าน เราก็ฟังแล้วน้ำตาซึมเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เราได้จากพระราชนิพนธ์นี้ แล้วก็อยากให้ทุกคนได้อ่านกัน
• ในแง่การศึกษาทางประวัติศาสตร์ ผลตอบรับของนิตยสารเล่มนี้ในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ
ผมคิดว่ามันก็อยู่ในวงแคบๆ นะ เพราะ หนึ่ง นิตยสารวงวรรณคดีก็ไม่แพร่หลายนัก และมันก็หายาก มันก็อาจจะมีการเอาพระราชนิพนธ์ไปตีพิมพ์ซ้ำในหลายๆ โอกาสหลายวาระ หรืออาจจะมีการตีพิมพ์ซ้ำในเว็บไซต์บ้าง มันเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่ไม่ยาว 14 หน้า ซึ่งถ้าพิมพ์ในหนังสือเล่มใหญ่ ก้คงจะได้ไม่กี่หน้า แล้วส่วนใหญ่ก็ไม่เอารูปประกอบต้นฉบับลง เพราะคุณภาพรูปอาจจะไม่ดี แต่ในการพิมพ์ครั้งนี้ เขาเอารูปลง แต่การที่มีการพิมพ์หลังจากนี้ เขาตัดรูปทิ้งหมดเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสำคัญ เพราะว่ารูปในส่วนนี้มันหายาก อย่างคนทั่วไปก็คงไม่เคยเห็นมาก่อนในการพิมพ์ครั้งนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วที่ทางสมาคมได้พิมพ์ซ้ำในส่วนต้นฉบับนี้ออกมา
ผมคิดว่านิตยสารเล่มนี้อาจจะพิมพ์ไม่ถึงหมื่นเล่มหรอกครับ ในช่วงเวลา 70 ปีก่อน อาจจะพิมพ์ประมาณไม่กี่พันเล่ม แล้วคนที่ซื้อมาอ่านเสร็จก็โยนทิ้งไป เนื่องจากมันเป็นนิตยสาร และด้วยความเป็นนิตยสารด้วย เขาก็คงไม่คิดหรอกว่ามันเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 9 ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์เป็นในหลวงใหม่ๆ ทุกคนก็แค่อ่านว่าเป็นบันทึกส่วนพระองค์ใหม่ๆ แค่นั้นเอง ประมาณบันทึกว่าไปสวิสแล้ว แค่นั้นเอง

• ถ้าในแง่ทางประวัติศาสตร์แล้ว จะเรียกพระราชนิพนธ์นี้ว่า เป็นหลักฐานชั้นต้นได้มั้ยครับ
ผมว่าน่าจะเป็นประวัติศาสตร์ในปีแรกที่พระองค์ท่านทรงขึ้นครองราชย์ แล้วมันก็จะมีการอ้างอิงมาตลอด ถือว่าเป็นพระราชนิพนธ์ แล้วก็เป็นลิขสิทธิ์ของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นส่วนนี้ พระองค์ท่านพระราชทานในกรณีพิเศษกับนิตยสารนี้ แต่ผมคิดว่า ถ้าไม่ได้พิมพ์มาเพื่อการพาณิชย์ก็คงไม่เป็นไร พิมพ์เพื่อแจก เพื่อเผยแพร่ โดยไม่มีส่วนซื้อขาย สามารถเป็นหลักฐานชั้นต้นได้แน่นอน เพราะว่ารายละเอียดปลีกย่อยที่ท่านได้บันทึกไว้ เช่น ตอนที่ทรงถึงศรีลังกา ท่านเสด็จไปตรงไหน ใครมารับบ้าง ไปเสวยพระกระยาหารตอนกลางคืนที่ไหน ทรงพักแรมที่ไหน เครื่องบินบินจากกรุงเทพฯ ไปศรีลังกากี่ชั่วโมง มันคือหลักฐาน ซึ่งไม่มีใครบันทึกหรอกครับ
• ในความเห็นส่วนตัวของคุณเอง คิดว่าคนไทยจะได้อะไรจากพระราชนิพนธ์ชิ้นนี้ครับ
ผมว่าพระราชนิพนธ์ชิ้นนี้ จะฉายภาพกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน หลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ว่าเกิดอะไรขึ้น พระองค์ท่านทรงมีความรู้สึกในพระราชหฤทัยยังไงกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 กับการเห็นราษฎรเข้าไปถวายสักการะพระบรมโกศของรัชกาลที่ 8 แล้วพระองค์ท่านก็เป็นพระอนุชาที่จะต้องสูญเสียพระเชษฐาอย่างกะทันหันแบบนั้น ทรงเศร้าโศกสลดขนาดไหน แล้วต้องจากบ้านเมืองเพื่อไปเรียนต่อ ซึ่งจริงๆ พระองค์ท่านก็คงไม่ทรงอยากไปหรอก แต่ในเมื่อยังทรงศึกษาไม่จบก็ต้องกลับไป แล้วก็จะกลับมาใหม่ในอีก 3 ปีต่อมา มาเพื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็ดี พระราชพิธีถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 8 พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระราชินี และนับจากปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา พระองค์ท่านก็ทรงประทับในพระนครตลอด อาจจะมีบ้างที่เสด็จประพาสในที่ต่างๆ ไม่กี่ครั้ง เช่นที่อเมริกา หรือ ยุโรป ก็เป็นเพื่อสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ นอกจากนั้นคือเสด็จอยู่ในประเทศตลอด โดยเฉพาะปลายรัชกาลนี่คือไม่ได้เสด็จไปไหนเลย พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรในประเทศมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะตอนช่วงต้นรัชสมัยพระองค์ท่านเสด็จหมดแล้ว หลังจากนั้นก็อย่างที่บอกละครับ ว่าพระองค์ท่านก็เสด็จไปที่ต่างๆ ในประเทศ ทุกตารางนิ้วเลย

• เช่นเดียวกัน คิดว่าการที่ได้แสดงนิตยสารเล่มนี้ออกสู่สาธารณะ จะยังผลอย่างไรบ้างครับ
ผมคิดว่า คนที่มาดูก็คงตื่นตาตื่นใจแน่นอน เพราะภาพเหล่านี้มันไม่ได้เห็นแบบทั่วไป มันไม่ได้มีการเอามาพิมพ์ซ้ำเลย แม้กระทั่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมว่าสิ่งพิมพ์ไทยก็ไม่ได้ไปเน้นในตรงนี้ เขาไปเน้นตรงการเตรียมถวายพระเพลิง หรือ การถวายสักการะ แต่หลังจากนี้เขาก็คงมีมาเรื่อยๆ ผมคิดว่าการจัดงานในมหกรรมหนังสือนี้ อาจเป็นการปลุกกระแสก็ได้ ให้คนมาย้อนเอาสิ่งพิมพ์ในรัชกาลที่ 9 มาพิมพ์ซ้ำ ผมว่ามันอาจจะเป็นการจุดกระแส ขึ้นอยู่กับความนิยม ก็ต้องดูว่างานนี้เป็นยังไง (ยิ้ม)
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
และเมื่องานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 - 29 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นี้ ได้มีการจัดนิทรรศการในธีมงานว่า “ความทรงจำ” ซึ่ง ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์ จำกัด ในฐานะนักสะสมหนังสือโบราณ และเจ้าของนิตยสารฉบับนี้ ได้นำสิ่งพิมพ์เล่มดังกล่าวมาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมงานได้ชมภายในงาน และนอกจากนี้ ก็มีการรวบรวมสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เล่มอื่นๆ ภายในงานด้วย
• ที่มาที่ไปของการนำนิตยสารเล่มดังกล่าวมาจัดแสดงนี่คือยังไงครับ
ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ติดต่อผมไป เพราะเห็นว่าผมเป็นนักสะสมคนหนึ่ง ที่มีหนังสือมากพอสมควร โดยเฉพาะหนังสือของรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่ใช่แค่หนังสืออย่างเดียว มีทั้งนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และภาพถ่ายเก่า ซึ่งถ้านับรวมกันก็คงมีหลายชิ้น ส่วนในวันนี้ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่มาจัดแสดง ซึ่งจริงๆ ก็มีส่วนที่ตัดจากหนังสือพิมพ์ในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 อีกเยอะมากที่ขนมาไม่หมด เป็นลังๆ เลย แล้วก็มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านด้วย เช่นหนังสือที่พระองค์ท่านโปรดเกล้าให้พิมพ์ในงานศพบุคคลสำคัญต่างๆ ในรัชสมัยของพระองค์ท่าน ที่เยอะแยะเต็มไปหมดเลย แล้วก็พวกหมายกำหนดการ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ปฏิทินพระราชทานปีใหม่ อันนั้นคือพิมพ์ทุกปีแจกราษฎร ประมาณว่าพระราชทานความสุขแก่พสกนิกร เป็นเล่มเล็กๆ แต่พระองค์ท่านพิมพ์แจกตลอดรัชกาลเลย ผมเก็บครบเกือบทุกปี ซึ่งถ้ามาเรียงกันก็น่าจะประมาณเกือบ 100 เล่มได้ ผมเก็บมาตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5 ถึง รัชกาลที่ 9 ไล่มาเลย อาจจะมีแหว่งบ้างบางปี แต่ในส่วนของรัชกาลที่ 9 ก็น่าจะมีครบ เรียงไล่ตาม พ.ศ. เลย แล้วอาร์ตเวิร์กพวกที่ก็มีการปั๊มทองไม่เหมือนกันเลย ซึ่งแค่ให้ดูฟอนต์ก็สนุกแล้ว
• เหมือนกับว่า การที่พระองค์ท่านได้แจกปฏิทินตามที่ อ. บอกมาเมื่อกี้ เหมือนกับว่าเข้าถึงประชาชนส่วนหนึ่งด้วย
ในมุมมองของผม คิดว่าราษฎรหรือพสกนิกรเข้าไปเซ็นถวายพระพรปืใหม่ในทุกปีในพระบรมมหาราชวัง พอเซ็นเสร็จก็แจกคนละเล่ม แล้วข้างในนั้นก็มีรายละเอียดของสำนักพระราชวังอะไรต่างๆ นอกจากนี้ก็มีบอกถึงวันสำคัญและฤกษ์ต่างๆ คือเป็นแค่สมุดเล็กๆ แต่ให้รายละเอียดต่างๆ กับบ้านเมืองในแต่ละช่วง ในแต่ละปีว่ามีเหตุการณ์อะไร และวันเดือนปีต่างๆ โดยส่วนตัวผมคิดว่ามันมีเสน่ห์ แต่คนในยุคนั้น อาจจะไม่ค่อยเห็นความสำคัญเท่าไหร่ ซึ่งนับวันหนังสือพวกนี้มักจะถูกทิ้งหรือโดนทำลายไป แล้วที่สำคัญหายากมาก เล่มเล็กๆ เล็กกว่ามือถือเราอีก แต่เป็นปกปั๊มทองซึ่งสวยครับ
• เช่นเดียวกันจากที่คุณบอก พูดกันตรงๆ เลยว่า คนไทยมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆ เท่าไหร่
ใช่ครับ คือพอหมดปีเขาก็โยนทิ้งกัน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันน่าจะมีการเก็บไว้ เนื่องจากหอสมุดแห่งชาติน่าจะไม่มีเก็บ เพราะมันไม่ใช่หนังสือในเชิงวิชาการ ซึ่งเขาคงไม่เก็บกัน แต่ผมคิดว่าสิ่งพิมพ์พวกนี้ ถ้าเราเก็บไว้มันก็เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ อย่างตอนที่สมาคมติดต่อมา ที่ให้เผยแพร่นิตยสารเล่มที่ว่า เพราะหาจากที่อื่นไม่ได้ หอสมุดแห่งชาติไม่มี นักสะสมรายอื่นที่แม้ว่าจะมีนิตยสารเล่มนี้ด้วย แต่ก็ไม่มีฉบับนี้ มันเป็นเล่มที่ติด เหมือนกับแสตมป์น่ะครับ มันมีดวงที่หายาก ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็คล้ายกัน เป็นฉบับหายากของเดือนนั้น ปีนั้น ฉะนั้น เนื่องด้วยความหายาก เลยคิดว่า ถ้าให้เขาเอามาเผยแพร่แล้วคนชม อย่างน้อยก็เป็นการให้คนทั่วไปได้เห็นอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในด้านการประพันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นงานประพันธ์ชิ้นแรกของพระองค์ท่าน ในพระชนมายุ 19 พรรษา แต่พระองค์ท่านก็ประพันธ์ชิ้นงานในแง่ของการบันทึกเรื่องราวก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จออกจากเมืองไทย จนไปถึงสวิสด้วย แล้วในระหว่างทางได้พบอะไร เช่นตอนที่ไปกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา และกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ นั้นได้เกิดอะไรขึ้นและเป็นยังไง ก่อนที่จะเสด็จโลซานน์
• ตอนที่คุณได้เล่มนี้มา นอกจากความรู้สึกดีใจแล้ว ยังมีความรู้สึกอื่นมั้ยครับ
จริงๆ ต้องเรียนตามตรงว่า ในช่วงเวลา 30 กว่าปีที่แล้ว เราก็เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก เพราะว่าเราเกิดมาก็อยู่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 แล้ว ถูกมั้ยครับ แล้วเราก็คิดว่าพระองค์ท่านคงอยู่กับเราไปชั่วนิรันดร์ หรืออย่างภาพเก่าเหมือนกัน ทุกคนก็ไม่เห็นความสำคัญ ในตอนที่พระองค์ท่านยังมีพระชนมชีพอยู่เนี่ย เราเกิดมาซัก 60-70 ปี ก็คงคิดว่าพระองค์ท่านก็อยู่กับเราต่อไป คงไม่ได้คิดหรอกว่าพระองค์ท่านจะจากเราไป เพราะหลังจากนั้น พอพระองค์ท่านจากไปปุ๊บ ทุกคนโหยหาสิ่งที่อยู่ก่อนสวรรคต เช่นภาพถ่ายเก่า หนังสือเก่า เราก็กลับมาหากัน แล้วอย่างพระราชนิพนธ์ชิ้นแรกนี้ ตอนที่ได้มาแรกๆ ก็ไม่ได้เห็นความสำคัญอะไรหรอกครับ ได้อ่านแล้วก็เหมือนกับได้หนังสือเก่ามาเล่นหนึ่ง แค่นั้น รู้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ ได้อ่านผ่านไปรวดเดียวจบ ก็แค่นั้นไม่มีอะไร (หัวเราะเบาๆ) หรืออย่างภาพพระบรมฉายาลักษณ์เก่าๆ เมื่อก่อนนี่คือราคาถูกมาก ไม่มีใครเอา ซึ่งรูปฉายของท่านเยอะมาก ตลอด 70 ปี ซึ่งมีไม่รู้กี่ล้านภาพ แล้วผมก็มีเก็บบ้าง เพราะรูปสมัยต้นรัชกาลของพระองค์ท่านนั้นมีเสน่ห์ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นสมเด็จพระอนุชาฯ นี่คือมีเสน่ห์จริงๆ แล้วตอนทรงเจริญพระชนมายุ 18-19 พรรษา แล้วทรงสวมชุดที่มีเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ที่เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าภาพเหรียญเดี่ยว เราก็ได้มา รูปหนึ่งไม่กี่สตางค์ แล้วก็ใส่กรอบบูชา แต่ปัจจุบันนี้ ราคาพุ่งไปเป็นแสนบาท เรียกว่าราคาเพิ่มเป็นพันๆ เท่าเลย ซึ่งก็ทำให้เราภูมิใจ แล้วภาพถ่ายที่เราเก็บๆ มา เช่น ตอนที่พระองค์ท่านทรงผนวช เราก็ใส่กรอบบูชาไว้ แต่ตอนนี้ราคาก็ขึ้น หาไม่ได้แล้ว แล้วที่มีมาวางตอนนี้ จะเป็นลักษณะพิมพ์ใหม่ ออกลูกออกหลานกันมา แต่ของผมจะเป็นภาพต้นฉบับเลย ซึ่งแม้อาจจะไม่ใช่ต้นฉบับซะทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่อัดในยุคนั้น
• พอได้นิตยสารเล่มนี้มาแล้ว คุณมีการศึกษาโดยรวมยังไงบ้างครับ
นิตยสารเล่มดังกล่าว ผมได้มาพร้อมกัน 30 เล่ม คือเราก็ซื้อมาทั้งปึก เราได้มาแบบนี้ แต่ว่าจะเป็นต่างเดือนกันนะ ผมไปไล่ดูมา มันแบบหลอบ้าง เล่มแรกน่าจะเป็นฉบับปี 2489 เป็นฉบับปฐมฤกษ์ ไปจนถึงเล่มของเดือนและปีต่างๆ ต่างกันไป แล้วคนแต่งก็ไม่เหมือนกันเลย ผมก็คิดว่าเล่มนี้มันมีเสน่ห์ดี เพราะเดี๋ยวนี้มันไม่มีออกมาแล้วไง คล้ายๆ กับนิตยสารที่เลิกผลิตไปแล้ว มันก็กลายเป็นสิ่งหายาก เราก็เก็บ แต่วันหนึ่งพอท่านสวรรคต เราก็นึกขึ้นได้ว่ามีฉบับนี้ เราก็รีบสแกนก็ส่งมาทางนี้ ทางสมาคมก็ไปจัดการต่อ
พอมาลงในรายละเอียด ผมก็มาอ่านอีกเที่ยวหนึ่ง มันก็มีภาพถ่ายประกอบพระราชนิพนธ์ชิ้นนี้ ที่สำคัญหลายภาพ เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฉายภาพจากหน้าต่างเครื่องบินออกมาที่ท้องฟ้าเป็นเมฆ แล้วบรรยายใต้ภาพว่า “เมฆดูเหมือนเมืองสวรรค์” ถ้าเปรียบเป็นสมัยนี้คือ caption ของพระองค์ท่าน เราเลยคิดว่าพระองค์ท่านก็มีจินตนาการว่าเมฆก็เหมือนสวรรค์ นอกจากนี้ก็มีภาพถ่ายกับสมเด็จพระศรีนครินทรฯ ที่ทรงรถพระที่นั่งระหว่างทางไปดอนเมือง ในตอนที่กำลังจะทรงพระดำเนินไปขึ้นเครื่องบิน แล้วก็มีคนมาส่งเสด็จท่าน แล้วก็มีรูปที่พระองค์ท่านทรงไปลาพระแก้วมรกต นี่คือกิจวัตรในช่วงสุดท้าย แต่สิ่งที่สะท้อนใจที่สุด คือ ทุกวันนี้ ตอนนี้ ขณะนี้ ราษฎรตลอดทั้งปีที่ผ่านมา คนไทยเข้าไปกราบสักการะพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททุกวัน ในยุคนั้นก็เช่นกัน ตอนช่วงรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต ในช่วงนั้น พระศพก็ตั้งไว้ ณ ที่เดียวกัน แล้วในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เสด็จไปร่วมงานพระบรมศพทุกวัน ท่านก็เห็นพสกนิกรเข้ามาไหว้พระบรมโกศทุกวัน จนกระทั่งวันสุดท้าย ก่อนที่จะกลับสวิส ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกกับพระองค์ท่านว่า จะกันราษฎรไม่ให้เข้ามาได้มั้ย พระองค์ท่านก็ตอบกลับไปว่า “จะไปกันเขาทำไม ในเมื่อวันนี้เป็นวันอาทิตย์ เขาอยากจะกราบ ก็ต้องให้เขาเข้ามา แล้วเราก็อยากจะเห็นราษฎรด้วย เพราะเป็นวันสุดท้ายของเราในประเทศไทย”
คิดดูสิครับว่า พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงราษฎรแค่ไหน แล้วมาสะท้อนถึงช่วงเวลานี้ ตอนที่พระองค์ท่านอยู่ในพระโกศแล้ว แล้วคนไทยมาไหว้ท่าน ซึ่ง 70 ปีผ่านไป ผมอ่านถึงตรงนี้แล้วก็ซึ้งว่า ในขณะนั้น พระองค์ท่านอยู่ตรงนั้น แล้วมีราษฎรมากราบพระบรมโกศพระเชษฐาของพระองค์ท่าน เราก็ฟังแล้วน้ำตาซึมเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เราได้จากพระราชนิพนธ์นี้ แล้วก็อยากให้ทุกคนได้อ่านกัน
• ในแง่การศึกษาทางประวัติศาสตร์ ผลตอบรับของนิตยสารเล่มนี้ในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ
ผมคิดว่ามันก็อยู่ในวงแคบๆ นะ เพราะ หนึ่ง นิตยสารวงวรรณคดีก็ไม่แพร่หลายนัก และมันก็หายาก มันก็อาจจะมีการเอาพระราชนิพนธ์ไปตีพิมพ์ซ้ำในหลายๆ โอกาสหลายวาระ หรืออาจจะมีการตีพิมพ์ซ้ำในเว็บไซต์บ้าง มันเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่ไม่ยาว 14 หน้า ซึ่งถ้าพิมพ์ในหนังสือเล่มใหญ่ ก้คงจะได้ไม่กี่หน้า แล้วส่วนใหญ่ก็ไม่เอารูปประกอบต้นฉบับลง เพราะคุณภาพรูปอาจจะไม่ดี แต่ในการพิมพ์ครั้งนี้ เขาเอารูปลง แต่การที่มีการพิมพ์หลังจากนี้ เขาตัดรูปทิ้งหมดเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสำคัญ เพราะว่ารูปในส่วนนี้มันหายาก อย่างคนทั่วไปก็คงไม่เคยเห็นมาก่อนในการพิมพ์ครั้งนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วที่ทางสมาคมได้พิมพ์ซ้ำในส่วนต้นฉบับนี้ออกมา
ผมคิดว่านิตยสารเล่มนี้อาจจะพิมพ์ไม่ถึงหมื่นเล่มหรอกครับ ในช่วงเวลา 70 ปีก่อน อาจจะพิมพ์ประมาณไม่กี่พันเล่ม แล้วคนที่ซื้อมาอ่านเสร็จก็โยนทิ้งไป เนื่องจากมันเป็นนิตยสาร และด้วยความเป็นนิตยสารด้วย เขาก็คงไม่คิดหรอกว่ามันเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 9 ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์เป็นในหลวงใหม่ๆ ทุกคนก็แค่อ่านว่าเป็นบันทึกส่วนพระองค์ใหม่ๆ แค่นั้นเอง ประมาณบันทึกว่าไปสวิสแล้ว แค่นั้นเอง
• ถ้าในแง่ทางประวัติศาสตร์แล้ว จะเรียกพระราชนิพนธ์นี้ว่า เป็นหลักฐานชั้นต้นได้มั้ยครับ
ผมว่าน่าจะเป็นประวัติศาสตร์ในปีแรกที่พระองค์ท่านทรงขึ้นครองราชย์ แล้วมันก็จะมีการอ้างอิงมาตลอด ถือว่าเป็นพระราชนิพนธ์ แล้วก็เป็นลิขสิทธิ์ของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นส่วนนี้ พระองค์ท่านพระราชทานในกรณีพิเศษกับนิตยสารนี้ แต่ผมคิดว่า ถ้าไม่ได้พิมพ์มาเพื่อการพาณิชย์ก็คงไม่เป็นไร พิมพ์เพื่อแจก เพื่อเผยแพร่ โดยไม่มีส่วนซื้อขาย สามารถเป็นหลักฐานชั้นต้นได้แน่นอน เพราะว่ารายละเอียดปลีกย่อยที่ท่านได้บันทึกไว้ เช่น ตอนที่ทรงถึงศรีลังกา ท่านเสด็จไปตรงไหน ใครมารับบ้าง ไปเสวยพระกระยาหารตอนกลางคืนที่ไหน ทรงพักแรมที่ไหน เครื่องบินบินจากกรุงเทพฯ ไปศรีลังกากี่ชั่วโมง มันคือหลักฐาน ซึ่งไม่มีใครบันทึกหรอกครับ
• ในความเห็นส่วนตัวของคุณเอง คิดว่าคนไทยจะได้อะไรจากพระราชนิพนธ์ชิ้นนี้ครับ
ผมว่าพระราชนิพนธ์ชิ้นนี้ จะฉายภาพกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน หลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ว่าเกิดอะไรขึ้น พระองค์ท่านทรงมีความรู้สึกในพระราชหฤทัยยังไงกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 กับการเห็นราษฎรเข้าไปถวายสักการะพระบรมโกศของรัชกาลที่ 8 แล้วพระองค์ท่านก็เป็นพระอนุชาที่จะต้องสูญเสียพระเชษฐาอย่างกะทันหันแบบนั้น ทรงเศร้าโศกสลดขนาดไหน แล้วต้องจากบ้านเมืองเพื่อไปเรียนต่อ ซึ่งจริงๆ พระองค์ท่านก็คงไม่ทรงอยากไปหรอก แต่ในเมื่อยังทรงศึกษาไม่จบก็ต้องกลับไป แล้วก็จะกลับมาใหม่ในอีก 3 ปีต่อมา มาเพื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็ดี พระราชพิธีถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 8 พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระราชินี และนับจากปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา พระองค์ท่านก็ทรงประทับในพระนครตลอด อาจจะมีบ้างที่เสด็จประพาสในที่ต่างๆ ไม่กี่ครั้ง เช่นที่อเมริกา หรือ ยุโรป ก็เป็นเพื่อสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ นอกจากนั้นคือเสด็จอยู่ในประเทศตลอด โดยเฉพาะปลายรัชกาลนี่คือไม่ได้เสด็จไปไหนเลย พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรในประเทศมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะตอนช่วงต้นรัชสมัยพระองค์ท่านเสด็จหมดแล้ว หลังจากนั้นก็อย่างที่บอกละครับ ว่าพระองค์ท่านก็เสด็จไปที่ต่างๆ ในประเทศ ทุกตารางนิ้วเลย
• เช่นเดียวกัน คิดว่าการที่ได้แสดงนิตยสารเล่มนี้ออกสู่สาธารณะ จะยังผลอย่างไรบ้างครับ
ผมคิดว่า คนที่มาดูก็คงตื่นตาตื่นใจแน่นอน เพราะภาพเหล่านี้มันไม่ได้เห็นแบบทั่วไป มันไม่ได้มีการเอามาพิมพ์ซ้ำเลย แม้กระทั่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมว่าสิ่งพิมพ์ไทยก็ไม่ได้ไปเน้นในตรงนี้ เขาไปเน้นตรงการเตรียมถวายพระเพลิง หรือ การถวายสักการะ แต่หลังจากนี้เขาก็คงมีมาเรื่อยๆ ผมคิดว่าการจัดงานในมหกรรมหนังสือนี้ อาจเป็นการปลุกกระแสก็ได้ ให้คนมาย้อนเอาสิ่งพิมพ์ในรัชกาลที่ 9 มาพิมพ์ซ้ำ ผมว่ามันอาจจะเป็นการจุดกระแส ขึ้นอยู่กับความนิยม ก็ต้องดูว่างานนี้เป็นยังไง (ยิ้ม)
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ


