xs
xsm
sm
md
lg

#MGRTOP7 : ปิดฉาก "เรือเหาะเรือเหี่ยว" | "กระทิงแดง" บุกรุกป่าชุมชน | โจรกรรมแนวใหม่ "บึ้มเอทีเอ็ม"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


#MGRTOP7 : ปิดฉาก "เรือเหาะเรือเหี่ยว" | "กระทิงแดง" บุกรุกป่าชุมชน | โจรกรรมแนวใหม่ "บึ้มเอทีเอ็ม"

MGR Online ขอนำเสนอ “Top 7 ข่าวฮอตในรอบ 7 วัน” สรุปข่าวเด่น ประเด็นฮอต ที่พลาดไม่ได้ เป็นประจำทาง mgronline.com และเฟซบุ๊ก MGROnline Live แฮชแท็ก #MGROnline #MGRTOP7

หมายเหตุ : เนื่องจากเว็บไซต์ MGR Online กำลังปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ ต้องการชมเนื้อหาย้อนหลัง คลิก https://bit.ly/mgrtop7 ขออภัยในความไม่สะดวก

(สรุปข่าวประจำวันที่ 9 - 15 ก.ย. 2560)

อันดับ 1 : ปิดฉากเรือเหาะฉาว! 8 ปี 350 ล้าน ใช้แล้วต้องซ่อม กองทัพบกตัดใจปลดระวาง

เป็นการปิดตำนานเรือเหาะตรวจการณ์ ที่ใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สังคมเรียกว่า "เรือเหาะฉาว" หนึ่งในยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกอีกชิ้นหนึ่งที่ไร้ประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า ขณะนี้ตัวเรือเหาะ ซึ่งเป็นบอลลูนครบอายุการใช้งานแล้ว เพราะเป็นผืนผ้าหมดอายุการใช้งาน แต่กล้องตรวจการณ์ยังใช้งานได้ ดังนั้นจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งาน ยืนยันว่าจะไม่มีการซื้อตัวบอลลูนใหม่ แต่ดูแลส่วนประกอบที่เป็นกล้อง มาปรับรูปแบบการใช้งานเพราะมีราคาแพง และถือเป็นหัวใจของกระบวนการในการค้นหา นำไปประยุกต์ใช้กับอากาศยาน ซึ่งขณะนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 สน.) กำลังทดลองทำอยู่ ถือเป็นการปิดฉากการใช้เรือเหาะ แต่ส่วนประกอบอื่นก็สามารถนำไปใช้กับอากาศยานได้ สำหรับรถลากเรือเหาะที่มีข่าวว่าจะมีการนำไปประมูลขายทอดตลาดนั้น อยู่ในขั้นตอนที่ของกรมขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) เป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป เพราะทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานก็จะเกิดความเสียหาย





สำหรับเรือเหาะตรวจการณ์ เมื่อปี 2552 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อนุมัติงบประมาณให้กองทัพบก โดย กอ.รมน. ยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จัดซื้อจากสหรัฐอเมริกา 350 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจความไม่สงบในภาคใต้ ถูกส่งถึงประเทศไทย และเข้าประจำการ ณ โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ในปีเดียวกัน ประสบปัญหาทางเทคนิคนับตั้งแต่ยังไม่รับมอบสินค้า แต่ พล.อ.อนุพงษ์ อ้างว่า การจัดซื้อเหมาะสม โปร่งใส สุดท้ายต้องยอมลงนามรับมอบ เคยใช้บินตรวจการณ์เก็บภาพพื้นที่ จ.ปัตตานี แต่ก็ต้องขอเปลี่ยนผ้าใบบอลลูนจากบริษัทผู้ผลิต กระทั่งเดือนกันยายน 2555 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ขณะนั้น อนุมัติ 50 ล้านบาทซ่อมแซมเรือเหาะ นำไปใช้ภารกิจสำรวจความปลอดภัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น กระทั่งหลังเสร็จสิ้น 13 ธ.ค. 2555 เรือเหาะประสบอุบัติเหตุ จึงได้ซ่อมแซมและบินทดสอบ เคยต้องลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อ 5 ก.ย. 2557 สุดท้ายปลดประจำการในที่สุด นับเป็นค่าโง่ที่ถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครรับผิดชอบ

อันดับ 2 : ป่าไม้มีไว้พุ่งชน! มท.1 ฉาว ไฟเขียวกระทิงแดง ปลอมแปลงเอกสารฮุบป่าชุมชน

การก่อสร้างโรงงานกระทิงแดง ขอนแก่น มีความไม่ชอบมาพากล ถูกเปิดโปงเมื่อวันที่ 8 ก.ย. เฟซบุ๊ก “ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน“ ของ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่เอกสาร ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2559 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้ลงนามอนุมัติให้ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ใช้ที่สาธารณะห้วยเม็ก บ้านหนองแต้ หมู่ 6 ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ 31 ไร่ 2 งาน เป็นที่กักเก็บน้ำสำหรับโรงงานน้ำดื่มและเครื่องดื่ม โดยให้เหตผลว่าที่แปลงสาธารณประโยชน์แปลงดังกล่าว ปัจจุบันมีสภาพแห้งแล้งไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ราษฎรไม่ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว และไม่ได้เป็นพื้นที่รับน้ำในฤดูฝนแต่อย่างใด ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ราษฎรในพื้นที่ สภา อบต. พิจารณาแล้วเห็นควรอนุมัติ กับได้มีการประกาศการขออนุญาตใช้ที่ดินแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลอย่างมาก เพราะที่ผ่านมามีชาวบ้านคัดค้านแต่ก็ไม่ได้มีการแก้ไขปัญหา อีกทั้งสภาพป่ายังอุดมสมบูรณ์ ใกล้กับทางน้ำล้นเขื่อนอุบลรัตน์ แถมบริษัทกระทิงแดงกว้านซื้อที่ดินในลักษณะปิดล้อมป่า ประชาชนไม่สามารถเข้าไปทำกินในป่าชุมชนได้ หนำซ้ำ ยังจ่ายค่าเช่าที่ดินไร่ละ 1,000 บาท หรือรวมทั้งหมด 32,000 บาทต่อปี











ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ อ้างว่า ดำเนินการลงนามตามระเบียบกฎหมาย แต่เอกสารที่ส่งขึ้นบอกว่าประชาชนเห็นด้วยเอกฉันท์ จึงสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน ขณะที่นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น อ้างว่าภาพถ่ายของสภาพป่าห้วยเม็กที่แนบส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย ขณะนั้นแห้งแล้งและเสื่อมโทรม แต่ปีนี้ฝนตกหนักต่อเนื่อง สภาพป่าจึงกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ และไม่เห็นคำร้องของชาวบ้าน แต่นายไพบูลย์ บุญลา ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านดง ยืนยันว่ามีหนังสือคัดค้าน กระทั่งเรื่องราวเริ่มชัดเจนขึ้น พบว่าองค์การบริการส่วนตำบลบ้านดงมีการปลอมลายมือชื่อชาวบ้าน 13 คน ในเอกสารจัดประชุมประชาคมสร้างโรงงานกระทิงแดง จึงได้แจ้งความกับ สภ.อุบลรัตน์ ต่อมา พล.อ.อนุพงษ์ โยนให้ทางคณะกรรมการข้างล่าง ตั้งแต่ท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด หากไม่ถูกต้องก็สามารถเพิกถอนได้ กระทั่งวันที่ 15 ก.ย. บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ส่งหนังสือถึงสื่อมวลชน ระบุว่า พร้อมที่จะยกเลิกใบอนุญาตเช่าพื้นที่สาธารณะห้วยเม็ก ให้ชุมชน ต.บ้านดง ได้บริหารจัดการกันเองต่อไป

อันดับ 3 : สลดใจ! คนร้ายบึ้มสับขาหลอก ทหาร-ตำรวจดับ 2 ใกล้วันฉลองกลุ่มก่อความไม่สงบ

ยังคงเกิดขึ้นไม่หยุดสำหรับเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. เวลา 01.30 น. มีเหตุระเบิดริมเสาไฟฟ้า บ้านลาเตอะ หมู่ 5 ต.กาบัง อ.กาบัง จ.ยะลา แต่เนื่องจากเป็นเวลาดึกจึงไม่มีใครกล้าออกไปดู กระทั่งช่วงเช้าแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ต่อมาเวลา 09.30 น. ระหว่างตำรวจ ทหาร และชุดอีโอดีกว่า 50 นายจะเข้าตรวจสอบได้เกิดระเบิดขึ้น พบวัตถุต้องสงสัย ถูกวางไว้บนหัวสะพาน ทางหลวงหมายเลข 4070 ยะหา-กาบัง ห่างจากจุดระเบิดจุดแรก 10 กิโลเมตร จึงเข้าไปตรวจสอบ ปรากฏว่าเกิดระเบิดขึ้นครั้งที่สอง และเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดจะเข้าไปตรวจสอบ ปรากฏว่าได้เกิดระเบิดครั้งที่สาม เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ ส.ต.ธเนตร พุทโธ อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 47 ที่ถูกระเบิดครั้งที่สอง และ จ.ส.อ.อนุรุต จันทวงศ์ อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่อีโอดี ถูกระเบิดครั้งที่สาม เสียชีวิตที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ส่วนผู้บาดเจ็บมี 27 คน ทั้งทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน และนักข่าว



มีรายงานจากหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ถึงแรงจูงใจของกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ ว่าอาจเกิดจากความไม่พอใจเจ้าหน้าที่ ที่จับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุปล้นเต็นท์รถมือสองวังโต้คาร์เซ็นเตอร์ ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา อีกด้านหนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นการลงมือใกล้กับวันที่ 16 ก.ย. ตรงกับวันครบรอบการก่อตั้งขบวนการกลุ่ม "มูจาฮีดีนอิสลามปัตตานี" ถือเป็นวันสำคัญของกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยคาดว่าจะใช้วันดังกล่าวก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มขบวนการทุกกลุ่มในพื้นที่ จะมีการสร้างสถานการณ์ในทุกรูปแบบ ทั้งลอบวางเพลิง หรือลอบวางระเบิดหลายจุดพร้อมกัน เพื่อแสดงศักยภาพว่ากลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบยังคงเดินหน้าทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของภาครัฐ เป้าหมายคือการทำร้ายเจ้าหน้าที่และเป้าหมายอ่อนแอ

อันดับ 4 : โจรกรรมแนวใหม่! บึ้มเอทีเอ็มหน้าโลตัสกลางกรุงฯ กวาดตู้ใส่เงินกว่า 4 แสน

ในยุคข้าวยากหมากแพง สารพัดเหตุอาชญากรรมเพื่อหวังชิงทรัพย์สินยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นเมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 13 ก.ย. ตำรวจ สน.ประเวศ รับแจ้งเหตุคนร้ายวางระเบิดตู้เงินสดอัตโนมัติ หรือเอทีเอ็ม บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขากรุงเทพกรีฑา ปากซอยกรุงเทพกรีฑา 35 แขวงสะพานสูง เขตประเวศ กรุงเทพฯ ที่เกิดเหตุบริเวณลานจอดรถใกล้กับประตูทางเข้าห้าง พบตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพ สภาพพังเสียหายจากแรงระเบิด ชิ้นส่วนตู้แตกกระจัด กระจายกว่า 30 เมตร สอบถามพยานในที่เกิดเหตุระบุว่า เวลาประมาณ 03.30 น. ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น เห็นชายรูปร่างสูง สวมเสื้อแจ๊กเกตสีดำ กางเกงสีดำ ใส่หมวกกันน็อกสีขาว และมีกล่องเหล็ก 1 กล่อง คาดว่าจะเป็น กล่องบรรจุธนบัตรออกมาจากกองไฟ ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ ออกมาจากห้างมุ่งหน้า ถ.ศรีนครินทร์ จำนวนเงินที่คนร้ายได้ไปคือ 481,700 บาท เป็นธนบัตร 1,000 และ 100 บาท



จากการตรวจสอบตู้เอทีเอ็ม และบริเวณโดยรอบพบว่าแผงปุ่มกดตัวเลข และช่องเงินกระเด็นไปไกลกว่า 50 เมตร และพบว่ามีรอยแรงระเบิดจากบริเวณด้านข้างซ้ายของตู้เอทีเอ็มนั้นคือส่วนที่เปราะบางที่สุด ลักษณะการระเบิดคือการสร้างแรงดันบริเวณนั้นเพื่อผลักให้กล่องเก็บเงินกระเด็นออกมาด้านหน้าอย่างง่ายดาย การลงมือในลักษณะนี้ได้คนร้ายต้องมีความรู้เรื่องตู้เอทีเอ็ม และระเบิดเป็นอย่างดี โดยใช้ระเบิดซีโฟร์ประกอบแบบง่าย วันต่อมา พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เปิดเผยว่า ถังแก๊สที่พบในที่เกิดเหตุนั้น เจ้าของร้านใกล้เคียงที่เกิดเหตุได้รับว่าเป็นเจ้าของ แต่ปืนยิงแก๊สที่พบในที่เกิดเหตุไม่ใช่ของที่ร้าน เจ้าหน้าที่จึงเก็บดีเอ็นเอเจ้าของร้านแก๊สกลับไปตรวจเทียบเคียงเป็นข้อมูล อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 ยืนยันว่า คนร้ายก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์ ไม่มีความเกี่ยวข้องด้านความมั่นคงอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่สถานที่สำคัญ หรือก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์ และที่สำคัญคนที่ก่อเหตุมีเพียงคนเดียว

อันดับ 5 : ไอโฟน X อ่านว่า “ไอโฟนเทน” สมาร์ทโฟนเกือบไร้ขอบ ไร้ปุ่มโฮม

ถึงเวลาไอโฟนที่อยู่ในมือจะตกรุ่นเสียที สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิล เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ในส่วนของสมาร์ทโฟนนั้นเปิดตัว 2 รุ่น ได้แก่ ไอโฟน 8 หน้าจอมาตรฐาน 4.7 นิ้ว พร้อมด้วยไอโฟน 8 พลัส จอใหญ่ 5.5 นิ้ว ใช้หน้าจอใหม่ที่คมชัดกว่า และแข็งแรงกว่าเดิม กล้องที่ดีกว่า ชาร์จไร้สายได้จากวัสดุหลังเครื่องที่เป็นกระจก ราคาเริ่มต้น 799 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 26,500 บาท ส่วนอีกรุ่นที่ฮือฮาและจัดเป็นรุ่นท็อปครั้งนี้ คือ iPhone X อ่านว่า “ไอโฟนเทน” ดีไซน์แบบกระจกทั้งหมด มีขอบสีดำเล็กน้อย ไม่มีปุ่มโฮม หน้าจอเทคโนโลยีใหม่ OLED ซูเปอร์เรตินา ขนาด 5.8 นิ้ว สามารถทนน้ำ และฝุ่น ที่ระดับ IP67 ระบบกล้องหลังคู่ความละเอียด 12 เมกะพิกเซล ส่วนการเข้าหน้าจอเพียงแตะที่หน้าจอก็สามารถเปิดโทรศัพท์โดยไม่ต้องกดปุ่มใด และจะปลดล็อกก็ต่อเมื่อเจ้าของมองที่เครื่องเท่านั้น โดยใช้ระบบ “เฟซไอดี” (FaceID) ในส่วนของกล้องหน้ามีการปรับปรุงโดยใช้ระบบ “ทรูเดปท์” (TrueDepth) บันทึกและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่แตกต่างกันกว่า 50 รูปแบบ ราคาเริ่มต้น 999 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 33,000 บาท สั่งซื้อล่วงหน้าตั้งแต่ 27 ต.ค. ก่อนวางจำหน่ายในร้าน 3 พ.ย. นี้



อันดับ 6 : “แมกซ์ นาโน” หัวเชื้อมโน? สคบ. สั่งหยุดขาย-สถาบันยานยนต์ขอทดสอบ 2 สัปดาห์

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลิตภัณฑ์สารเคลือบเครื่องยนต์ แมกซ์ นาโน (MAX NANO) ของนายเกริกพล จงเอื้อมกลาง อายุ 37 ปี เจ้าของฉายา “เมฆ มังกรบิน” เมื่อวันที่ 8 ก.ย. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ออกแถลงการณ์ระบุว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ต่อการกล่าวอ้างว่า มีการนำผลิตภัณฑ์ช่วยเคลือบป้องกันการสึกหรอ และช่วยเพิ่มความแรงของเครื่องยนต์ มาเข้าห้องแล็ปเพื่อทดสอบ เพราะศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เคยให้บริการวิเคราะห์องค์ประกอบของตัวอย่างน้ำมันเครื่องให้กับนักวิจัยภายในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ปรากฎว่ามีผู้ประกอบการภายนอกรายใดนำผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้าง ต่อมานายวรพล สิงห์เขียวพงษ์ นักจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับรถยนต์ เปิดเผยว่า เอกสารที่ เมฆ มังกรบินมาแสดง เป็นเพียงแค่ใบรายงานผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพชีววัตถุ หรือ ใบซีโอเอ ไม่ได้บ่งบอกถึงคุณภาพสินค้า และเมื่อตรวจสอบสารที่นำมาประกอบ พบว่าเป็นสารคลอริเนเตท พาราฟิน หรือ คลอรีน 51% (Chlorine 51L) ใช้ผสมทำท่อพีวีซี ทำรองเท้ายาง ซึ่งความเหนียวข้น ทำให้แหวนลูกสูบซีลกำลังอัดได้ดี คาดว่าเอามาผสมกับกลีเซอรีนเพื่อให้ใส เมื่อเจอความร้อนในเครื่องยนต์ กลีเซอรีนจะระเหยและคลอรีนจะกลับมาเหนียวหนืด อาจไหม้เป็นตะกรันหรือยางเหนียว ทำให้เครื่องยนต์พังได้

ต่อมาวันที่ 12 ก.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนไทย จ.นครราชสีมา พร้อมทหารและฝ่ายปกครอง เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 160 หมู่ 11 ต.กำปัง อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา หลังนายเกริกพล โพสต์ภาพตนเองยืนถืออาวุธปืน เอ็ม 16 และปืนลูกซองยาวลงบนเฟซบุ๊ก แต่ไม่พบอาวุธดังกล่าว หรือสิ่งของผิดกฎหมาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจค้นสำนักงาน ต.จอหอ อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นสำนักงานเก็บสินค้า โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมตรวจค้นด้วย พบว่ามีผลิตภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง แมกซ์ นาโน จำนวนมาก วันที่ 13 ก.ย. กระทั่งนายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. ได้เชิญ เมฆ มังกรบิน มาชี้แจงข้อเท็จจริง กระทั่งได้ขอความร่วมมือไปยังสถาบันยานยนต์ ให้ตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ คาดว่า ภายใน 2 สัปดาห์จะได้ข้อสรุป หลังพบว่า ฉลากของสินค้าไม่ถูกต้อง และโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง พร้อมขอให้หยุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นการชั่วคราวไว้ก่อน เพื่อพิสูจน์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ส่วนที่เมฆ มังกรบิน กล่าวว่า ถ้าซื้อสินค้าไปแล้ว ยังไม่ได้ใช้ และประสงค์จะคืนเงิน พร้อมจะรับซื้อคืน สคบ. ได้บันทึกปากคำไว้แล้ว ถ้าบิดพลิ้วจะถูกดำเนินการ ขณะนี้ได้หยุดการผลิตสินค้า และกำลังติดตั้งเครื่องจักร หลังถูกโจมตีว่ากระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐานเพราะกรอกด้วยมือ

อันดับ 7 : ปิดตำนาน "หมอดูอีที" โหรพม่า แม่นมาก "ทักษิณไร้แผ่นดิน-ยิ่งลักษณ์ดิ่งเหว"

นับเป็นความสูญเสียโหราจารย์ที่บรรดาไฮโซ ดารานักแสดง นักธุรกิจ ยันนักการเมืองบินข้ามประเทศไปใช้บริการ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. สำนักข่าว "7 Days News Journal" ประเทศพม่า เผยแพร่ข่าวว่า นาง ส่วย ส่วย วิน หรือ มะขุ่ย ที่คนไทยเรียกกันว่า "หมอดูอีที" เสียชีวิตที่บ้านพักในกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อเวลา 04.20 น. วันที่ 10 ก.ย. ด้วยวัย 58 ปี โดยมีชาวพม่าและลูกศิษย์มาแสดงความเสียใจจำนวนมาก ซึ่งหมอดูอีทีมีอาการหลังค่อม นิ้วมือและเท้าหงิก และพูดไม่ได้ แต่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องการทำนายทายทักที่แม่นยำ ผ่านการสื่อสารของน้องสาว และญาติๆ ที่พูดภาษาอังกฤษเป็นล่าม อ่านปากของหมอดูอีที แล้วญาติก็จะเขียนใส่กระดาษให้กับผู้ที่รับการทำนายอีกที โดยคิดค่าดูครั้งละ 1 พันเหรียญสหรัฐฯ หรือ 33,000 บาทไทย ใช้เวลาทำนายไม่เกิน 15-30 นาที และนำเงินจากการดูดวงไปสร้างสาธารณะประโยชน์ให้กับส่วนรวมของพม่า โดยทำรายได้จากการดูดวงมากถึงเดือนละกว่า 230-340 ล้านบาท ส่งผลให้บรรดานักการเมือง ผู้นำแถวหน้า และนักธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย รวมทั้งจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์และไทยที่แห่มาดูดวงกับหมอดูอีทีอย่างเนืองแน่น



หมอดูอีทีเคยทำนายดวงชะตานายทักษิณ ชินวัตร ก่อนเลือกตั้งปี 2555 ครั้งหนึ่งจะมีอำนาจรุ่งเรืองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่สุดท้ายต้องไปต่างถิ่นต่างแดน ต่อมา ก่อนเกิดรัฐประหารปี 2549 มีการเปิดเผยคำทำนายว่าให้นายทักษิณอยู่นอกประเทศระหว่างวันที่ 8 -22 ก.ย. 2549 เพื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้าย แต่ 19 ก.ย. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (คปค.) รัฐประหารยึดอำนาจขณะกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สหรัฐฯ หรือจะเป็นเดือน ม.ค. 2556 ทำนายว่า จุดต่ำสุดของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมีการต่อสู้กันเองของคนในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย หลังจากนั้นประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จะเริ่มเข้าที่เข้าทางในปี 2557 กระทั่งมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลโดย กปปส. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหาร นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองใหญ่ นายทหารระดับสูงหลายคน คุณหญิง คุณนาย และไฮโซชื่อดังต่างๆ ขณะที่แวดวงดารานักร้องนักแสดงที่เคยไปดูดวงกับหมอดูอีที ที่สนิทมากที่สุดคือ “ต๊ะ นิรัตติศัย กัลย์จาฤก” ผู้จัดละครค่ายกันตนา โก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา, ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล, บุ๋ม ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ และกระแต อาร์สยาม เป็นต้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...