xs
xsm
sm
md
lg

#MGRTOP7 : "น้ำมนต์" เจ้าสาวกำมะลอ | เด้ง "พงศ์พร" ย้ายคนดีไปลงเหว | สลด นศ.แพทย์ฆ่าหมาเอาประกัน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


MGR Online ขอนำเสนอ “Top 7 ข่าวฮอตในรอบ 7 วัน” สรุปข่าวเด่น ประเด็นฮอต ที่พลาดไม่ได้ เป็นประจำทาง mgronline.com และเฟซบุ๊ก MGROnline Live แฮชแท็ก #MGROnline #MGRTOP7

หมายเหตุ : เนื่องจากเว็บไซต์ MGR Online กำลังปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ ต้องการชมเนื้อหาย้อนหลัง คลิก https://bit.ly/mgrtop7 ขออภัยในความไม่สะดวก

(สรุปข่าวประจำวันที่ 2 - 8 ก.ย. 2560)

อันดับ 1 : เจ็บตรงที่เธอแกล้งทำเป็นรัก ... แกล้งทำเป็นมีเยื่อใย! สิ้นลาย "น้ำมนต์" สาวแสบแห่งวังสะพุง หลอกผู้ชายนับสิบแต่งงานแล้วเชิดทรัพย์

คดีฉ้อโกงประชาชนโดยใช้ความรักบังหน้า เกิดขึ้นภายหลังจากโลกโซเชียลแฉว่า มีสุภาพสตรีรายหนึ่ง ใช้ชื่อว่า "สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์" แต่งงานภายในเดือนเดียวกันถึง 4 คน แล้วนำรถยนต์ผู้เสียหายหลบหนี ลักษณะการฉ้อโกงก็คือ จะไล่แอดผู้ชายในเฟซบุ๊กแล้ว พูดคุยเพื่อดูใจกันผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนจะนัดเจอกัน ฝ่ายหญิงจะพาไปพบกับพ่อแม่พร้อมกับกล่าวว่า มีธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับผลไม้ และอยากให้ฝ่ายชายมาร่วมทำธุรกิจ สร้างครอบครัวไปด้วยกัน จึงตัดสินใจแต่งงานโดยเรียกค่าสินสอดหลักแสนบาท เหยื่อแต่ละรายถูกหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชี หลังแต่งงานทำทีให้ฝ่ายชายกลับภูมิลำเนา อ้างว่าจะตามมา ก่อนที่จะบ่ายเบี่ยงแล้วติดต่อไม่ได้ ก่อนจะสืบพบหญิงสาวรายนี้เป็นมิจฉาชีพและฉ้อโกงมาแล้วหลายครั้ง โดยมีเหยื่อที่เป็นผู้ชายหลายคนถูกหลอก ทั้งอ้างว่าท้องแต่ได้เสียลูกไปภายหลัง, อ้างว่าให้มาช่วยกันทำธุรกิจผลไม้ก่อนเชิดเงินหนีหาย ทิ้งไว้เพียงหนี้สินที่ฝ่ายชายต้องรับผิดชอบ





วันที่ 5 ก.ย. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าบ่าว 12 คน เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.จริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ หรือพร บัวใหญ่ อายุ 33 ปี ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นผู้อื่น หลังพบว่าใช้ชื่อเฟซบุ๊ก "สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์" หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งยังเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาบิ๊กซีเพชรบูรณ์ ต่อมา น.ส.สร้อยเพ็ชร เดินทางมาจาก จ.สระแก้ว ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ระบุว่าถูก น.ส.จริยาภรณ์ มีศักดิ์เป็นญาติ ขอบัตรประจำตัวประชาชน อ้างว่าจะไปสมัครงานบริการที่พัทยา พยายามขอคืนก็ไม่ให้ สุดท้ายต้องไปทำบัตรใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 7 ก.ย. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 ป. ได้แกะรอยจนพบว่า น.ส.จริยาภรณ์ ไปอยู่กับนายกิตติศักดิ์ ตันติวัฒน์กุล อายุ 33 ปี ที่บ้านเช่า ย่านตลาดเก้าแสน แยกกระทุ่มแบน ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ก่อนที่จะตามไปจับกุมนายกิตติศักดิ์ ที่โรงแรมไลค์อินน์ ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ขณะพาหญิงสาวที่เป็นกิ๊กมาร่วมหลับนอน





น.ส.จริยาภรณ์ อ้างว่า ตนทำอาชีพขายผลไม้ คบหาผู้ชายทีละคน คนที่แต่งงานด้วยก็ศึกษาดูใจ และไปมาหาสู่กัน ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลอกลวงใครมาแต่งงาน ที่ผ่านมาตนทำคนเดียว พ่อแม่ไม่เกี่ยวข้อง รับรู้เพียงว่าที่แต่งงานใหม่ เพราะเลิกรากับคนเก่าไป ส่วนรถกระบะไม่ได้ขโมย แต่อดีตสามีเอามาให้ที่ จ.ระยอง เพื่อทำธุรกิจผลไม้ร่วมกัน คนที่ได้แต่งงานด้วยมีเพียงแค่ 7 คนเท่านั้น คนอื่นๆ ไม่ได้ถูกหลอกแต่ง แค่ฉ้อโกงในเรื่องธุรกิจที่ทำร่วมกัน เพราะทุกคนยินยอมจะให้เงินกับตน แต่เมื่อถามว่า ผู้ชาย 7 คน ที่บอกว่าหลอกลวงเขานั้น เคยรักใครสักคนบ้างไหม เจ้าตัวสะอื้นพูดไม่ออก ส่วนนายกิตติศักดิ์ อ้างว่าเป็นแค่สามีใหม่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถูก น.ส.จริยาภรณ์ หลอกให้แต่งงานอ้างว่าท้องและแท้ง และยังถูกหมายจับข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หลอกซื้อทุเรียนจากเกษตรกรใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี โดยฝากบัตรประชาชนไว้ แต่ น.ส.จริยาภรณ์ไม่จ่ายเงิน จากการสอบสวนพบว่า น.ส.จริยาภรณ์ เริ่มหลอกลวงผู้ชายให้แต่งงานตั้งแต่ปี 2554 เป็นเวลา 6 ปี มีผู้ชายตกเป็นเหยื่อ 13-14 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท โดยจะเลือกเหยื่อจากผู้ชายที่ไม่มีครอบครัว พอมีฐานะทางการเงิน และหน้าตาไม่ดี และใช้มารยาหญิงเอาใจเหยื่อจนลุ่มหลงและเชื่อไปหมด

อันดับ 2 : ย้ายคนดีไปลงเหว! เด้ง "พงศ์พร" ไปอยู่ชายแดนใต้ จบเห่ทุจริตเงินทอนวัด

หลังจากที่สังคมจับตามองผลงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่แม้ข้ามห้วยมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้เข้ามาสางปัญหานับตั้งแต่คดีวัดพระธรรมกาย ที่สุดท้ายพระธัมมชโยหนีคดีและถูกถอดสมณศักดิ์ ไปจนถึงการตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด และเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม ที่เรียกว่า "เงินทอนวัด" ทั่วประเทศ กลายเป็นข่าวดังที่ทำให้สังคมตื่นตัว แกนนำพระที่นำโดยพระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือ เจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ไม่พอใจและเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนตัว ไม่เช่นนั้นพระสงฆ์จะคว่ำบาตร กระทั่งเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับโอน พ.ต.ท.พงศ์พร ไปนั่งตบยุงเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 5 ก.ย. ครม. มีมติรับโอน นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่ ตามที่นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอ สร้างความดีใจให้กับฝ่ายที่ต่อต้าน พ.ต.ท.พงศ์พร เช่น พระครูปลัดกวีวัฒน์ รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และ นายเสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา เครือข่ายคนเสื้อแดงและวัดธรรมกาย ขานรับว่าการแต่งตั้งนายมานัสเหมาะสม



ที่น่าสลดใจก็คือ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พ.ต.ท.พงศ์พร รับผิดชอบการตรวจราชการในเขตตรวจราชการที่ 8 ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา สตูล และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2560 เป็นต้นไป ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร ทำหนังสือถึงนายออมสิน มีความเห็นแย้งคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวเป็นข้อๆ เช่นการรับโอนและการให้ไปช่วยราชการข้างต้นนั้น มิได้เป็นไปโดยความรู้เห็นหรือความสมัครใจของเจ้าตัว การอนุมัติให้ยืมตัวไปช่วยราชการ มิใช่กฎหมาย จึงไม่ทำให้พ้นจากตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง อีกทั้งในความเป็นจริงยังปฏิบัติราชการในตำแหน่งได้ โดยมิต้องนั่งประจำที่สำนักงานพระพุทธศาสนา แต่ก็มิได้นำพา สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามคำสั่งให้ พ.ต.ท.พงศ์พร ลงไปชายแดนใต้ทันที ปิดฉากมือตรวจสอบเงินทอนวัด ย้ายคนดีไปลงเหว ราวกับ "เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล"

อันดับ 3 : อำมหิต! "นักศึกษาแพทย์" หวังเงินใช้ทางลัด ฆ่าหมาเอาเงินประกันจาก บ.ขนส่งสัตว์

เรื่องสะเทือนใจคนรักสัตว์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Jakkarin Ringngoen หรือ นายสัตวแพทย์ จักรินทร์ เรียงเงิน สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ เซ็นเตอร์ เพ็ท จ.นครราชสีมา ได้โพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าของสุนัขรายหนึ่ง ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้ทำการว่าจ้างรถบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยง ให้นำสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนเดินทางมาส่งให้กับตนเอง แต่ระหว่างทางสุนัขเกิดตาย ทำให้เจ้าของสุนัขเรียกร้องเงินค่าประกันกับทางบริษัทขนส่ง และได้นำสุนัขที่ตายไปตรวจหาสาเหตุที่โรงพยาบาลสัตว์ แต่เมื่อสัตวแพทย์ได้สอบถามข้อมูล และผ่าพิสูจน์ซากสุนัขกลับพบว่า มีเม็ดยาอยู่ภายในกระเพาะของสุนัขจำนวนกว่า 10 เม็ด บางเม็ดเป็นยาลดความดันที่ใช้กับคน จึงเขียนใบชันสูตรว่าได้รับยาเกินขนาด แต่เจ้าของสุนัขโทรศัพท์มา อ้างว่าป้อนวิตามินไป แต่เมื่อถามหาขวดวิตามินกลับบอกว่าทิ้งไปแล้ว









ต่อมาได้ขอใบชันสูตร ทางโรงพยาบาลสัตว์จึงได้ส่งไปให้ แต่ต่อมาเจ้าตัวได้ขอร้องให้แจ้งชื่อยา อ้างว่าเป็นยากลูตามีน อ้างว่าสุนัขเป็นข้อ รบกวนเจ้าของขอใบรับรองแพทย์ที่จ่ายยามาให้ด้วย กระทั่งทราบว่าเจ้าของสุนัขได้โทรศัพท์ไปที่โรงพยาบาลสัตว์ที่กรุงเทพฯ ให้สัตวแพทย์เขียนว่ามีการจ่ายยาตัวนี้ มาให้กับสุนัข และได้เรียกร้องค่าเสียหายกับโรงพยาบาลสัตว์แทนบริษัทขนส่ง พร้อมเรียกร้องเงินอีก 50,000 บาท และพบว่ามีการปลอมใบชันสูตรไปยังบริษัทขนส่งอีกด้วย โลกโซเชียลต่างขุดประวัติพบว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้ชาวเน็ตต่างประณามว่า หากจบออกไปเป็นแพทย์จะเกิดเรื่องแบบนี้กับคนหรือไม่ ซึ่ง ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า จะเชิญนักศึกษาคนดังกล่าว พร้อมพ่อแม่มาให้ข้อมูลในวันที่ 11 ก.ย. ส่วนตัวแทนกลุ่ม Watchdog Thailand และตัวแทนบริษัทขนส่ง ได้แจ้งความ สน.สุทธิสาร เอาผิดนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าว ฐานฉ้อโกงและทารุณกรรมสัตว์แล้ว

อันดับ 4 : สะเทือนใจ! พ่อค้าปลาประชดชีวิต ย้อนศรเลนขวาชนรถอีกคัน "น้องอั่งเปา" 6 เดือนสิ้นลม

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกได้บริเวณหน้าร้านโดมคอมพิวเตอร์ และกล้องวงจรปิด ถนนมาลัยแมน หลักกิโลเมตรที่ 86 - 87 ต.สวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เมื่อเวลา 17.22 น. ของวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา เผยให้เห็นรถกระบโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ สีเทา หมายเลขทะเบียน บษ 6579 สุพรรณบุรี ซึ่งมี นายวิมล พุ่มก๋ง อายุ 53 ปี อาชีพพ่อค้าขายปลาสลิด เป็นคนขับ ขับย้อนศรบริเวณช่องทางขวาสุดด้วยความเร็ว ชนประสานงาเข้ากับรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีดำ หมายเลขทะเบียน 5 กน 1781 กรุงเทพมหานครซึ่งมี นายพิพัฒน์ พันธุ์จันทร์ อายุ 25 ปี เป็นคนขับรถกระบะ เป็นเหตุทำให้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย คือ นายวิมล, นายพิพัฒน์, นางกมลชนก พันธุ์จันทร์ อายุ 26 ปี, นายสงคราม พันธุ์จันทร์ อายุ 50 ปี, นางระเบียบ พันธุ์จันทร์ อายุ 49 ปี และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ ด.ช.ไชยวัฒน์ พันธุ์จันทร์ หรือ น้องอั่งเปา อายุ 6 เดือน 8 วัน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ถึงการขับรถย้อนศรของรถกระบะสีบรอนซ์ดังกล่าวจำนวนมาก ว่ามักง่าย สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น และทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต





เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว คือ นางบำรุง พุ่มก๋ง อายุ 49 ปี ภรรยา นายวิมล กล่าวถึงวันเกิดเหตุ ว่า ก่อนหน้านี้ตนโทรศัพท์ตามหานายวิมล ให้ไปเอาปลาสลิดที่ จ.นครปฐม แต่ไม่รับสาย จึงไปตามที่บ้านญาติที่อยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ กระทั่งมีปากเสียงกันต่อหน้าพี่น้อง นายวิมล รู้สึกอับอายจึงเกิดความโมโห ขับรถกระบะสีเทาออกจากบ้านไป สักพักโทรศัพท์ไปหาแต่ไม่รับสาย จึงขับรถเก๋งอีกคันเพื่อไปตามหา กระทั่งพบรถของสามีชนกับรถกระบะดังกล่าว ส่วนอาการของสามีแพทย์ลงความเห็นว่าสะโพกหลุด ซี่โครงหัก ตับมีเลือดออก พักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี ด้านตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี สอบปากคำนายวิมลได้บางส่วน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ขอโทษ” ส่วนสาเหตุที่ขับรถย้อนศรในครั้งนี้ ยังไม่พูดว่าทำไปเพราะอะไร แต่ผลการตรวจร่างกายพบว่ามีระดับปริมาณแอลกฮอล์ในร่างกายในวันเกิดเหตุ ซึ่งมีการดื่มสุราในขณะขับรถอย่างแน่นอน และเป็นการตั้งใจเจตนาขับรถย้อนศร จึงแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่า

อันดับ 5 : คืนบาปที่เกาะแรด! เหยื่อผวา รุมโทรม 40 คน ชาวบ้านโวยหาว่าปรักปรำ-ขู่ฆ่าตัวตาย

เรื่องน่าช็อกที่หากเกิดขึ้นจริงคงกลายเป็นความเสื่อมทรามของสังคม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ก.ย. มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติสาขาภูเก็ต นำเยาวชนวัย 16 ปี พร้อมมารดา แจ้งความร้องทุกข์ พ.ต.ท.กิตติภูมิ ถิ่นกลาง สารวัตร (สอบสวน) สภ.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ให้หาตัวกลุ่มคนที่ร่วมกับผู้ต้องหา 3 คน ซึ่งอัยการจังหวัดพังงาสั่งฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุ 14 ปี ไปก่อนหน้านั้น กระทำชำเราในลักษณะโทรมหญิง ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2559 พบว่าผู้ต้องหา 3 คน อาศัยจังหวะนช่วงเวลาที่พ่อและแม่ออกไปรับจ้างกรีดยางพารา ได้ชักชวนคนในหมู่บ้านเข้ามาร่วมกระทำชำเรา กระทั่งมีการนำออกนอกพื้นที่และมีผู้ร่วมกระทำมากขึ้น 6 ครั้ง ครั้งละ 5-7 คน มากที่สุด 11 คน ทั้งบนขนำ (กระท่อมริมหาด) และบริเวณชายหาด รวมแล้วน่าจะมีผู้ก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 40 คน นอกจากนี้ยังบังคับให้เสพยาเสพติดอีกด้วย เรื่องนี้เป็นที่วิจารณ์จนผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาสั่งให้สอบสวน ขณะที่ชาวบ้านเกาะแรด ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง เกิดความวิตกกังวล วิพากษ์วิจารณ์หาทางเรียกร้องความเป็นธรรม โดยอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับคดีดังกล่าว จนเกิดภาวะความเครียดไปตามๆ กัน



ขณะเดียวกัน เหยื่อมีอาการผวาขึ้นมาอีกหลังจากชาวบ้านได้โทร.เข้ามาพูดคุยและด่าทอ ที่บ้านมีคนวนเวียนบริเวณบ้าน ขว้างปาสิ่งของขึ้นหลังคาเพื่อสร้างความหวาดกลัว และแม่ของเหยื่อประจันหน้ากับบุคคลในหมู่บ้านบริเวณเซฟเฮาส์ ขณะที่ตำรวจสืบสวนขยายผลไปยังผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชน รวมถึงราษฎรในพื้นที่บ้านนาใต้ และบ้านบางคลี ที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุกว่า 10 กิโลเมตร พบว่าผู้สูงอายุในหมู่บ้านหลายคนที่ถูกกล่าวหาตกอยู่ในอาการหวาดผวา บางรายประกาศจะฆ่าตัวตาย ต่อมาเพื่อนบ้านพาดพิงพ่อเลี้ยงว่ามีความใกล้ชิดกับเหยื่อปกติทั่วไป ตำรวจต้องนำตัวพ่อเลี้ยงไปตรวจร่างกาย ต่อมาได้แจ้งความกับชาวบ้านเกาะแรด 3 คนในข้อหาหมิ่นประมาท วันที่ 8 ก.ย. ศาลจังหวัดพังงาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 8 ราย มีทั้งคนในหมู่บ้านเกาะแรด และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ชาวบ้านนาใต้ ชาวบ้านบางคลี อ.ท้ายเหมือง ทำให้มีผู้ต้องหา 5 รายมอบตัวพร้อมให้การปฏิเสธ

อันดับ 6 : จัดฉากฆ่าตัวตาย! สาวเสิร์ฟถูกแฟนพาเพื่อนรุมโทรม ผงะลูกตำรวจ-นักการเมือง

คดีสะเทือนขวัญที่ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมเกิดขึ้น เมื่อมีพ่อแม่ของ น.ส.นิศากร (ขอสงวนนามสกุล) หรือน้องบุ๋ม สาวเสิร์ฟวัย 24 ปี พร้อมนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความ ร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. หลังลูกสาวใช้สายโทรศัพท์ผูกคอเสียชีวิตกับลูกบิดประตู ที่บ้านพักใน จ.สระบุรี อย่างมีเงื่อนงำ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยก่อนฆ่าตัวตายมีแฟนหนุ่มพร้อมเพื่อนอีก 3 คน ตั้งวงรับประทานหมูกระทะร่วมกันที่บ้านหลังดังกล่าว จึงไม่เชื่อว่าลูกสาวจะฆ่าตัวตายเอง อีกทั้งผลการชันสูตรพบแรงกดทับที่บริเวณลำคอ ไม่ใช่การผูกคอ อีกทั้งในที่เกิดเหตุยังพบชุดชั้นในใส่กลับด้าน พบซองถุงยางอนามัยด้วย เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะกลุ่มผู้ต้องหาเป็นลูกตำรวจและผู้อำนวยการโรงเรียน กระทั่งวันที่ 4 ก.ย. ตำรวจได้จับกุม นายสันติ หรือลาภ ทิพมล อายุ 23 ปี บุตรชายตำรวจยศ ด.ต. สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี นายนันทพร หรือโอ๊ต บุญมาก อายุ 23 ปี นายอธิพัชร์ หรือก้อง อภิญญากุล อายุ 23 ปี แฟนน้องบุ๋ม ลูกผู้อำนวยการโรงเรียน และเจ้าของบ้านที่พบศพ และนายศุภกร หรือกอล์ฟ โสภา อายุ 23 ปี ลูกผู้ใหญ่บ้าน ตามหมายศาล ทั้งหมดปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา







พล.ต.อ.ศรีวราห์ให้สัมภาษณ์หลังสอบปากคำผู้ต้องหาว่า ทั้งหมดยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และเป็นการปฏิเสธลอยๆ ที่ไม่มีเหตุผลมาหักล้าง แต่เจ้าหน้าที่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ 3 ใน 4 ตัวอย่าง เช่น ภายในเล็บของผู้เสียชีวิตมีเนื้อเยื่อของผู้ต้องหาถึง 3 คน และอีก 1 คน พบที่ขนเพชร และหลักฐานชิ้นสำคัญคืออสุจิของ 1 ในผู้ต้องหาที่อยู่ในตัวผู้เสียชีวิต จากผลทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่พบว่าในร่างกายผู้เสียชีวิตมีสารเสพติดใดๆ โดยหลักฐานต่างๆ ชัดเจน ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นเหตุฆาตกรรม ส่วนเหตุจูงใจก็ตามที่ศาลออกหมายจับคือรุมโทรมผู้เสียชีวิต ต่อมา สภ.หนองแค ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ไปขออำนาจฝากขังที่ศาลจังหวัดสระบุรี ผัดแรก เป็นเวลา 12 วัน โดยคัดค้านการประกันตัว

อันดับ 7 : วาระแห่งชาติ! "ชมพู่ อารยา" คลอดลูก ได้ฝาแฝด "น้องธันเดอร์-น้องสตรอม"

อัพเดททุกลมหายใจสำหรับนางเอกซุปตาร์ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่ตอนนี้เป็นภรรยาสาว น็อต-วิศรุต รังสีสิงห์พิพัฒน์ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ถือฤกษ์ดีเวลา 11.30 น. ทำการผ่าคลอด ให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝดที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ย่านสุขุมวิท ซอย 3 ผลการผ่าคลอดทั้งแม่ลูกปลอดภัยแข็งแรงดี แฝดพี่ตั้งชื่อให้ว่า “น้องธันเดอร์” หรือ ด.ช.สายฟ้า รังสีสิงห์พิพัฒน์ ส่วนแฝดน้อง “น้องสตรอม” หรือ ด.ช.พายุ รังสีสิงห์พิพัฒน์ เกิดห่างกัน 1 นาที แต่ที่ถือว่าไม่ธรรมดาก็คงจะเป็น ระหว่างผ่าคลอดบรรยากาศราวกับงานอีเวนต์ นอกจากจะมีคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดมาให้กำลังใจแล้ว ยังมีเพื่อนพี่น้องทั้งในและนอกวงการสวมใส่หมวกและเสื้อทีมรูปสายฟ้ากับพายุ ไว้รอต้อนรับ ส่วนพิธีกรสาว กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ ให้ชมพู่เฟซบุ๊กไลฟ์ว่า พร้อมมากวันนี้ รู้สึกลูกแฝดถีบหนักมาก อีกทั้งยังรู้สึกหิวข้าว เพราะต้องอดอาหาร อดน้ำ ตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อเตรียมผ่าคลอด แถมทีมงานรายการ “3 แซบ” ยกกองมาถ่ายทำถึงโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นว่านี่ไม่ใช่การคลอดธรรมดา แต่ทำราวกับเป็นวาระแห่งชาติ

ต่อมาไม่นานเพียงแค่ 1 วัน ชมพู่ในชุดสีขาว พร้อมด้วยสามีแต่งกายด้วยชุดสูท อุ้มลูกชายฝาแฝดทั้งสองไปถ่ายรูปที่มีฉากหลังเป็นพื้นสีน้ำเงิน ลงในอินสตาแกรม แม้จะมีชาวเน็ตออกมาวิจารณ์ว่าเพิ่งจะคลอดลูกได้หนึ่งวันถึงกับพาไปถ่ายภาพราวกับอยู่ในสตูดิโอแล้วหรือ แต่ทั้งคู่ก็แถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 ก.ย. เปิดใจว่า หลังจากคลอดยังงงๆ นิดหน่อย แต่ก็มีความสุข เพราะค่อนข้างวางใจกับทีมแพทย์ แม้คุณหมอจะอนุญาจให้กลับบ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมกลับ เพราะอยากให้ทุกอย่างเป็นระบบมากขึ้น ส่วนภาพที่ลงเป็นภาพวันแรกของสายฟ้าและพายุนั้น ก็ไม่ได้เวอร์อะไร แค่อยากให้มีภาพครอบครัวสวยๆ ขณะที่ น็อต วิศรุต ระบุว่า สาเหตุที่ชื่อ สายฟ้า และพายุ เพราะผมทำธุรกิจเกียวกับสายไฟฟ้า อยากให้ลูกมีชื่อเกี่ยวโยงกับธุรกิจที่เราทำ ส่วนเรื่องทายาทคนต่อไปนั้น ตอนนี้คงต้องพักก่อน ในอนาคตก็คิดว่าจะต้องมีผู้หญิง ตอนนี้ก็ได้มีการวางแผนเรื่องเรียนให้ลูกแล้ว จองเนอสเซอรี่ให้เขาทั้งสองคนไว้แล้ว วางแผนให้ลูกเรียนจนจบ ม.6 แต่แอบคิดเรื่องการเรียนต่างประเทศไว้แล้ว ตอนนี้ก็คุยกันว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไง
กำลังโหลดความคิดเห็น...