“บ้านเก้าห้อง” และ “หอปราบโจร” นับเป็นสถานที่บันทึกประวัติศาสตร์ชุมชนแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ บ้านโบราณชื่อแปลกนี้ ได้บอกเล่าความเป็นมาของชุมชนที่ได้ชื่อตามบ้าน ซึ่งเริ่มมาแต่ในรัชกาลที่ ๓ ส่วน “หอปราบโจร” ก็ยืนยันความเป็นแดนดาวโจรของสุพรรณบุรีในอดีต แต่เมื่อมีคนคิดสู้ ไอ้เสือขนาดขุนโจรก็ยังขยาดไม่กล้ามาระราน รู้ดีว่าขืนไปก็ตายเปล่า และได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในปัจจุบัน
“บ้านเก้าหห้อง” เป็นชุมชนเล็กๆริมแม่น้ำสุพรรณ ในตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ชื่อตามบ้านเก่าหลังหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำกับชุมชน ซึ่งเป็นบ้านของหัวหน้าชุมชนรุ่นบุกเบิก และได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีแม้กาลเวลาจะผ่านมากว่า ๑๐๐ ปี ส่วนชุมชนที่เป็นตลาด ก็เคยเป็นย่านการค้าที่คึกคั่งมั่งคั่งในสมัยที่ยังไม่มีถนนเชื่อมกับกรุงเทพฯ
ผู้คนรุ่นบุกเบิกของบ้านเก้าห้องเป็นลาวพวน เช่นเดียวกับคนพื้นที่บ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งอาจารย์สุภาพรณ์ ตัณศลารักษ์ แห่งหมวดประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เคยออกสำรวจภาคสนาม ศึกษาประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำท่าจีน พบว่า ลาวพวนที่อยู่หมู่บ้านเก้าห้องนี้ ได้อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกับอีกหลายกลุ่มที่แยกย้ายกันไปอยู่ที่สุโขทัย ลพบุรี นครนายก และปราจีนบุรี
กลุ่มที่มาอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณแห่งนี้ หัวหน้ากลุ่มเป็นแม่ทัพนายกองของเมืองเชียงขวาง เมื่อถูกกองทัพพม่าตีแตกพ่าย ก็นำผู้คนและข้าทาสหลบเข้ามาไทย จนมาปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณที่เป็นบ้านเก้าห้องในขณะนี้ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนกำแหงฤาชัย นายกองส่วย มีหน้าที่เก็บส่วยส่งกรุงเทพฯ และดูแลปกครองลูกบ้านตลอดจนตัดสินคดีความ
ขุนกำแหงฤาชัยได้สร้างบ้านหลังแรกขึ้นด้วยไม้ไผ่ เป็นเรือนใหญ่ที่สุดในย่าน เป็นที่ว่าการดูแลลูกบ้านด้วย มีเสาเรือนตามแถวยาวถึง ๑๐ เสา เป็น ๙ ช่วงเสา ซึ่งเรียกกันว่า “เก้าห้อง”
ต่อมาเรือนหลังแรกนี้ได้ผุพังไปตามกาลเวลา ลูกหลานได้สร้างขึ้นใหม่เป็นเรือนไม้สัก โดยย่อขนาดลงให้สั้นกว่า ๙ ช่อง แต่เกิดไฟไหม้ ทำให้เชื่อว่าเป็นอาถรรพณ์ที่ต้องรักษาความเป็น ๙ ห้องไว้ จึงได้สร้างขึ้นใหม่เป็น ๙ ช่องเสาเหมือนเดิม ทำให้ชุมชนรอบบ้านถูกเรียกว่า “บ้านเก้าห้อง” ตามบ้านไปด้วยจนถึงวันนี้
ปัจจุบัน “บ้านเก้าห้อง” ยังอยู่ในความครอบตรองของคนในตระกูล “ประทีปทอง” ทายาทของขุนกำแหงฤาชัย ซึ่งยังดูแลและบูรณะไว้อย่างดี บนบ้าน ๙ ช่วงเสานั้นแบ่งเป็น ๒ ห้องเท่านั้น เก็บรักษาสมบัติโบราณไว้หลายอย่าง เช่น สมุดใบลานที่เป็นตำรายาและตำราหมอดู ทั้งที่เป็นภาษาลาวและภาษาไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีเอกสารบัญชีรายชื่อคนที่ขุนกำแหงฤาชัยต้องเก็บส่วย รวมทั้งอัตราและวิธีคิดค่าเช่านา ซึ่งนับเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีค่า และยังมีโซ่ล่ามทาส ก็อปปี้เหล็กสำหรับอัดผ้าให้เรียบ เครื่องทำทอง และที่แปลกตาก็คือไม้ไผ่เหลาแหลมมัดรวมกัน ๕-๖ อัน มีด้ามจับงอโค้ง ซึ่งเป็นสุ่มใช้จับเต่าในนา
ตรงข้ามกับบ้านเก้าห้องคนละฝั่งแม่น้ำสุพรรณ ก็คือตลาดเก้าห้อง ซึ่งเป็นตลาดชุมทางส่งสินค้าในสมัยที่ยังไม่มีถนนเชื่อมกับกรุงเทพฯ การคมนาคมต้องใช้ทางน้ำ มีเรือเมล์ ๒ ชั้นซึ่งเรียกว่า “เรือเมล์แดง” ของบริษัทสุพรรณขนส่ง ออกจากตลาดเก้าห้องประมาณบ่ายโมง ไปถึงตลาดท่าเตียนในตอนเช้า ส่วนเรือด่วนจะออกจากตลาดเก้าห้องประมาณตี ๕ ไปถึงงิ้วรายราวบ่าย เพื่อให้ผู้โดยสารต่อรถไฟไปถึงสถานีบางกอกน้อย
ผู้สร้างตลาดเก้าห้องคือ นายบุญรอด เหลียงพานิช ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เจ๊กรอด” เป็นชาวจีนอพยพไปจากกรุงเทพฯในสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ ได้สมรสกับหลานสาวของขุนกำแหงฤาชัย ที่ชื่อ แพ เมื่อปี ๒๔๒๔ จากนั้นก็สร้างแพขึ้นหลังหนึ่งจอดที่หน้าบ้านขุนกำแหงฯ เปิดเป็นร้านขายของชำสารพัด รวมทั้งเครื่องมือทำนาและสังฆภัณฑ์ จนร่ำรวยเป็นที่เลื่องลือ
สุพรรณบุรีในยุคนั้นถือว่าเป็นแดนดาวโจร มีไอ้เสือปล้นอยู่หลายกลุ่ม ต่อมาในปี ๒๔๖๗ โจรก็เข้าปล้นแพนายบุญรอดและฆ่าภรรยาตาย นายบุญรอดจึงย้ายขึ้นบกมาสร้างตลาดที่ฝั่งตรงข้าม กิจการของนายบุญรอดเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มีคนมาร่วมเปิดร้านค้าขายในตลาดอีกหลายร้าน จนตลาดเก้าห้องกลายเป็นศูนย์รวบรวมสินค้าของย่าน ส่งลงเรือเมล์แดงเข้ากรุงเทพฯ
ด้วยประสบการณ์ที่เคยถูกโจรปล้นบ้านฆ่าเมียมาแล้ว ในปี ๒๔๗๗ นายบุญรอดจึงสร้างหอคอยสี่เหลี่ยมสูงราวตึก ๔ ชั้นขึ้น มีความกว้าง ๓ คูณ ๓ เมตร และยังมีดาดฟ้าขึ้นไปอีก ๒ ชั้น มองเห็นบริเวณโดยรอบทั้งทางบกและทางน้ำ นับเป็นหอคอยที่แข็งแรงมาก ขนาดบานประตูเข้าซึ่งมีอยู่บานเดียว ยังหล่อด้วยคอนกรีตหนาถึง ๓ นิ้ว
สิ่งพิเศษของหอคอยนี้ก็คือ ทุกชั้นไม่มีหน้าต่าง แต่เจาะรูกลมๆไว้โดยรอบ ความกว้างของรูภายนอก ๓ นิ้ว แต่ด้านในคว้านให้กว้างขึ้น สำหรับเป็นที่ส่องปืนออกมา ซึ่งนายบุญรอดสร้างขึ้นสำหรับใช้เป็นป้อมคุ้มครองครองตลาดจากโจรโดยเฉพาะ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “ป้อมปราบโจร” ซึ่งทำให้ป้อมนี้เป็นที่ขยาดของไอ้เสือปล้นในยุคนั้นกันมาก จนไม่มีใครกล้ามาปล้นตลาดเก้าห้องกันเลย
เสือมเหศวร ขุนโจรชื่อดังที่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๕๗ ในวัย ๑๐๐ ปี ได้เคยเล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งอยากจะลองดีกับป้อมปราบโจรเหมือนกัน จึงไปชวน เสือดำ เพื่อคู่หู ซึ่งปัจจุบันก็คือ “หลวงพ่อทวีศักดิ์” หรือ พระครูสุนทรธรรมวิมล เจ้าอาวาสวัดศรีนวล เขตหนองแขม ไปปล้นตลาดเก้าห้องด้วยกัน แต่เสือดำขยาดป้อมนี้ บอกว่าไปก็ตายเปล่า จึงไม่ขอรวม เมื่อหาเพื่อนร่วมไม่ได้เสือมเหศวรจึงต้องเลิกล้มความตั้งใจที่จะไปลองดีกับป้อมปราบโจร เพราะการปล้นตลาดเป็นงานใหญ่ ไม่อาจทำกลุ่มเดียวได้ ตลาดเก้าห้องจึงร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีไอ้เสือคนใดกล้าท้าทายป้อมปราบโจร
“บ้านเก้าห้อง””และ “ป้อมปราบโจร” จึงเป็นตำนานหนึ่งของอดีตที่ยังไม่สิ้นความหมาย และเป็นปัจจุบันที่สดใส ในฐานะสถานท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี ส่วน “ตลาดเก้าห้อง” ก็จัดเป็นตลาด ๑๐๐ ปีอีกแห่งที่น่าไปเยี่ยมเยียน