xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 20-26 ส.ค.2560

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.ศาลฎีกานักการเมืองออกหมายจับ “ยิ่งลักษณ์” หนีคดีทุจริตจำนำข้าว ด้าน “บุญทรง” เจอคุก 42 ปี คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี “เสี่ยเปี๋ยง” หนักสุด 48 ปี!
(บนซ้าย) นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ (ล่าง) นายบุญทรงกับพวก จำเลยคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี เดินขึ้นรถเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก เป็นจำเลย และคดีปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้งทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย โดยบรรยากาศที่หน้าศาล มีมวลชนกลุ่มเสื้อแดง อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายบุญทรงจำนวนมาก

สำหรับคดีนี้มีจำเลยหลบหนีไปแล้ว 2 ราย และศาลฎีกาฯ ได้ออกหมายจับไปแล้ว ได้แก่ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือหมอโด่ง อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุธี เชื่อมไธสง

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังผู้สื่อข่าวปักหลักทั้งที่บ้านพัก น.ส.ยิ่งลักษณ์ และที่ศาลฎีกาฯ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ปรากฏตัวแต่อย่างใด กระทั่งในเวลาต่อมา ทนายความ น..ส.ยิ่งลักษณ์แจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษา แต่โจทก์คัดค้าน เพราะไม่เชื่อว่าจำเลยป่วยจริง เนื่องจากไม่มีใบรับรองแพทย์ และอาการป่วยที่อ้าง ไม่ถึงขนาดที่จะเดินทางมาศาลไม่ได้ ศาลพิเคราะห์แล้ว ไม่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ป่วยถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์มีเหตุอันควรให้เชื่อได้ว่าจำเลยหลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลย และริบเงินประกัน 30 ล้านบาท และให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

ด้านนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เพิ่งได้รับการประสานงานเรื่องการป่วยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในเวลาประมาณ 08.00 น.และไม่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ที่ไหน ส่วนที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ เนื่องจากเป็นเรื่องด่วน

ส่วนคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 และพวกซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง 3 คน ข้าราชการการเมือง 3 คน และนิติบุคคลกับกรรมการผู้มีอำนาจในนิติบุคคล รวม 28 ราย เป็นจำเลยที่ 1-28 พร้อมทั้งขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นเงิน 35,274,611,007 บาท ซึ่งคิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 50,000 ตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับนั้น

ปรากฏว่า จำเลย และกรรมการผู้มีอำนาจเดินทางมาศาล ขาดเพียง น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21 อ้างว่าป่วยอยู่ รพ.ค่ายสุรสีห์ จ.นครราชสีมา ขณะที่จำเลยที่ 3 และ 16 หลบหนี โดยศาลพิพากษาว่า นายภูมิ จำเลยที่ 1 นายบุญทรง จำเลยที่ 2 นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 นายฑิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 และนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6 กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 มาตรา 4 วรรค 1, 10, 12 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 มาตรา 4 วรรค 1, 10, 12 โดยเป็นความผิดหลายกระทง

โดยนายภูมิมีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 18 ปี รวมจำคุก 36 ปี นายบุญทรงมีความผิด 3 กระทง รวมจำคุก 42 ปี จำเลยที่ 4-6 มีความผิดคนละ 4 กระทง จำคุกกระทงละ 10 ปี นายมนัส จำคุก 40 ปี นายทิฆัมพร จำคุก 32 ปี นายอัครพงศ์ จำคุก 24 ปี นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำคุก 48 ปี และให้ร่วมกับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และนายนิมล รักดี ชดใช้ค่าเสียหาย 16,912,128,273 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยอื่นศาลพิพากษาลงโทษลดหลั่นตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งการกระทำผิด

ทั้งนี้ ศาลได้ยกฟ้องจำเลยที่ 19 และ 22-25 และให้ออกหมายจับจำเลยที่ 21 มาฟังคำพิพากษา เนื่องจากไม่เชื่อว่าป่วยจนถึงขนาดมาศาลไม่ได้

หลังศาลฯ อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายบุญทรง และนายภูมิ พร้อมจำเลยคนอื่นๆ ได้ถูกควบคุมตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะที่ญาติๆ และทนายความได้เตรียมเอกสารและหลักทรัพย์เพื่อยื่นขอประกันตัว และอุทธรณ์คดีภายในกำหนด 30 วัน อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีไม่ระงับยับยั้งทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า ได้วิทยุสั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการเดินทางเข้า-ออกตามด่านตรวจ และให้ตำรวจที่มีพื้นที่เขตติดต่อตามแนวชายแดนเฝ้าระมัดระวังการเดินทางเข้า-ออกตามช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยออกสืบสวน ติดตามจับกุมตัว

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีไม่ระงับยับยั้งทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า “แล้วทำไมไม่เข้าไปอยู่ในระบบ ในเมื่อมั่นใจ ผมก็ให้เกียรติ เข้าไปอยู่ในระบบสิครับ บรรดาคนที่มาอออยู่ที่ศาล มากันทำไม มาแล้วทุกอย่างวุ่นวาย ปั่นป่วนเพราะคนมันเยอะ ไหนจะคนรอบๆ ข้าง วุ่นวายไปอีก ตอนแรกก็ว่าดีที่บอกจะมาฟังคำพิพากษา ผมก็สบายใจ ศาลเขาก็ดูแลในส่วนของการพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรม แต่ไม่มาเพราะว่าป่วย ป่วยแล้วแต่ยังหาตัวไม่เจออยู่เลย”

ด้านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงของพรรคเพื่อไทยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วเมื่อวันพุธที่ 23 ส.ค. ก่อนหน้าจะถึงวันที่ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษา 2 วัน โดยขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พักอยู่ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว ซีเอ็นเอ็นระบุด้วยว่า ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเช่นกัน ก็ใช้ชีวิตอยู่ทั้งในดูไบและลอนดอน หลังหลบหนีออกนอกประเทศ หลีกเลี่ยงข้อหาคอรัปชันเมื่อหลายปีก่อน

2.พันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์จี้ ป.ป.ช.อุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ 7 ต.ค.51 เหตุใกล้หมดเวลาอุทธรณ์ พร้อมจี้ รบ.สอบใครช่วย “ยิ่งลักษณ์” หนี!
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรฯ แถลงมติอดีตแกนนำพันธมิตรฯ และคณะทำงานเรียกร้องให้ ป.ป.ช.อุทธรณ์คดีสลายพันธมิตรฯ 7 ต.ค.51 และเรียกร้องรัฐบาลสอบสวนว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐช่วย ยิ่งลักษณ์ หนีคดีหรือไม่
วันนี้ (26 ส.ค.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้อ่านแถลงการณ์มติของที่ประชุมอดีตแกนนำพันธมิตรฯ ที่บ้านพระอาทิตย์ เรื่อง เรียกร้องรักษาความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและความมั่นคง จากการเพิกเฉยการอุทธรณ์คดีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ถึงการปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีอาญาแผ่นดิน โดยในประเด็นการอุทธรณ์คดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 มีใจความสรุปว่า หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายกฟ้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่ง ป.ป.ช.มีสิทธิอุทธรณ์คดีใน 30 วัน

ซึ่งคณะทำงานพันธมิตรฯ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 ส.ค.เรียกร้องให้ ป.ป.ช.อุทธรณ์คดีดังกล่าว แต่เวลาได้ผ่านไป 24 วันแล้ว ป.ป.ช.ยังไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งๆ ที่ได้รับคำพิพากษาฉบับเต็มและคำวินิจฉัยส่วนตนในคดีดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๒ ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้อดีตแกนนำพันธมิตรฯ เป็นห่วงว่า ป.ป.ช.อาจไม่เอาจริงเอาจังในการอุทธรณ์คดีนี้ให้ทันเวลา หรือไม่ดำเนินการอุทธรณ์อย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในสังคมต่างรับทราบว่า มี ป.ป.ช.บางคนมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยในคดีดังกล่าว

หาก ป.ป.ช.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการไม่อุทธรณ์ หรืออุทธรณ์ไม่ทันเวลา หรืออุทธรณ์ด้วยเนื้อหาที่ขาดความละเอียดรอบคอบ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างบาดแผลร้าวลึกในจิตใจของประชาชนจนไม่สามารถจะเกิดความปรองดองในสังคมไทยได้ คณะทำงานพันธมิตรฯ ทนายความ ผู้เสียหาย และผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงมีมติดังนี้

1.เรียกร้องขอให้ ป.ป.ช. จัดประชุมเพื่อลงมติอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 2. เนื่องจากคำพิพากษาฉบับเต็มและคำวินิจฉัยส่วนตนเพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 22 ส.ค. จึงทำให้การอุทธรณ์อย่างละเอียดรอบคอบ ไม่สามารถดำเนินการได้ทันใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษา หรือเสียสิทธิที่จะใช้เวลาให้ครบ 30 วันในการเขียนคำอุทธรณ์ อีกทั้งคณะทำงานด้านกฎหมายของพันธมิตรฯ ต้องการเวลาเพื่อนำส่งข้อท้วงติงและเสนอการอุทธรณ์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในคดีสำคัญนี้ จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการขยายเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน และ 3. เพื่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ ป.ป.ช. และเพื่อให้การอุทธรณ์เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบและมีข้อที่สมบูรณ์ในทางกฎหมายจากผู้เสียหายโดยตรง จึงขอเรียกร้องให้คณะทำงานและทีมกฎหมายของพันธมิตรฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานของทีมกฎหมายของ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ที่ประชุมแกนนำพันธมิตรฯ มีมติมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็นตัวแทนส่งหนังสือให้ ป.ป.ช. ในวันจันทร์ที่ 28 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

นอกจากนี้ คณะทำงานของพันธมิตรฯ ยังมีมติเรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช.สอบสวนข้อเท็จจริงว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้ปรากฏข่าวอย่างชัดเจนว่าฝ่ายความมั่นคงได้ส่งทหารติดตามถ่ายรูปและประกบการเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างใกล้ชิดไปในทุกที่ ทุกเวลา แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์หลบหนีไปได้อย่างง่ายดาย หากพบว่ามีการกระทำอันเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดให้หลบหนี และหลุดพ้นจากการถูกบังคับตามคำพิพากษาของศาล ก็ขอให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวจนถึงที่สุด

และเนื่องด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ก.พ.2559 เกี่ยวกับการส่งทหารติดตามการเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างใกล้ชิดว่า "เจตนาของ คสช. ที่ส่งทหารไปเพื่อดูแลคุ้มครอง ให้เกิดความสงบเรียบร้อย หากมีอะไรเกิดขึ้น คสช.ที่รับผิดชอบในพื้นที่ ก็ต้องรับผิดชอบ" ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์หลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง รวมทั้ง คสช. จึงต้องแสดงความรับผิดชอบตามที่ได้ประกาศไว้

3.ศาลฎีกา พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิต 4 จำเลยยิง M79 ใส่ผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.หน้าบิ๊กซี ราชดำริ ดับ 3 ศพ!
(บน) โฉมหน้าจำเลยคดียิง M79 ใส่ผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.ที่หน้าบิ๊กซี ราชดำริ จนมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก (ล่าง) สภาพจุดเกิดเหตุ
เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการศาลอาญากรุงเทพใต้พิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชัชวาล หรือชัช ปราบบำรุง, นายสมศรี หรือเยอะ มาฤทธิ์, นายสุนทร หรือทร ผิผ่วนนอก และนายทวีชัย หรือวี วิชาคำ เป็นจำเลยที่ 1-4 กรณีร่วมกันยิงกระสุนระเบิดขนาด 40 มม. ด้วยเครื่องยิง M79 ไปตกบริเวณที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ราชดำริ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2557 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บสาหัส 9 ราย และได้รับอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจอีก 12 ราย และทำให้แผงร้านค้าและรถตุ๊กตุ๊กที่จอดอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุได้รับความเสียหายด้วย

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2558 ว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามฟ้อง ให้ประหารชีวิต แต่คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้บาดเจ็บ 534,700 บาท หลังจากนั้น จำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยได้ยื่นฎีกาสู้คดี

ทั้งนี้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ตัดสินประหารชีวิตจำเลย ในข้อหาร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพกพาอาวุธไปที่สาธารณะ แต่การสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 โดยข้อหาร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เหลือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนข้อหาพกพาอาวุธ เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษแล้ว ศาลให้ลงโทษเพียงสถานเดียว คือจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ศาลสั่งให้ริบเครื่องยิงกระสุนระเบิด M79 และเครื่องกระสุนไว้ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุ ส่วนรถยนต์ทั้ง 3 คันเป็นเพียงพาหนะที่ใช้อำนวยความสะดวกในการกระทำความผิด จึงไม่สามารถริบได้ ให้คืนเจ้าของ

4.ศาลออกหมายจับโจรใต้ชุดแรก 6 ราย ปล้นเต็นท์รถนาทวีทำคาร์บอมบ์ ถูกแจ้ง 11 ข้อหาหนัก เผยผู้ก่อเหตุมี 40 ราย!
ผู้ที่ถูกศาลออกหมายจับชุดแรกคดีปล้นรถกระบะ 6 คัน จากเต็นท์รถ ที่ อ.นาทวี จ.สงขลา เพื่อไปทำคาร์บอมบ์
ความคืบหน้าคดีกลุ่มก่อความไม่สงบบุกปล้นรถกระบะจากเต็นท์รถยนต์มือสอง วังโต้คาร์เซ็นเตอร์ อ.นาทวี จ.สงขลา จำนวน 6 คัน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา พร้อมจับเจ้าของเต็นท์รถและพนักงานรวม 4 คนเป็นตัวประกัน ก่อนใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 1 คน และหนีรอดได้ 2 คน โดยกลุ่มคนร้ายได้ปล้นรถ 1 คันจาก จ.ปัตตานี เพื่อนำไปก่อเหตุปล้นเต็นท์รถที่ จ.สงขลา ด้วย กระทั่งหลังก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามและเกิดการปะทะกับกลุ่มคนร้าย คนร้ายถูกวิสามัญฯ เสียชีวิต 1 ราย ส่วนรถกระบะ คนร้ายนำไปทำคาร์บอมบ์ 2 คัน ส่วนที่เหลือ เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจนพบรถทั้งหมดแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ สภ.นาทวี จ.สงขลา เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้า และตรวจสอบสำนวนคดี ก่อนเผยในเวลาต่อมาว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปมาก และสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาชุดแรกจำนวน 6 ราย ซึ่งมีหลักฐานแน่นหนา ทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะดีเอ็นเอที่พบในรถที่ปล้นไป และประจักษ์พยานบุคคล และจะต้องขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ ซึ่งเชื่อว่ายังคงกบดานอยู่ในพื้นที่รอยต่อ 4 อำเภอชายแดนสงขลา กับ จ.ปัตตานี และว่า หลังจากนี้ก็จะมีการติดตาม และวางมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงให้มีความรัดกุมมากกว่านี้ด้วย

หลังจากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เดินทางไปเยี่ยมนายธานีศักดิ์ ยี่จิน เจ้าของเต็นท์รถยนต์มือสอง วังโต้คาร์เซ็นเตอร์ เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งนายธานีศักดิ์ยังคงมีขวัญกำลังใจดี โดยขณะนี้ยังคงต้องให้อยู่ในที่ที่ปลอดภัย และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

สำหรับกลุ่มผู้ต้องหาชุดแรกจำนวน 6 ราย ที่ถูกออกหมายจับ เป็นชาว จ.สงขลา 4 ราย และชาว จ.ปัตตานี อีก 2 ราย ประกอบด้วย นายบูคอรี หลำโสะ อายุ 28 ปี และนายรอซารี หลำโสะ อายุ 26 ปี สองพี่น้องชาว อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา, นายสุไลมาน สาเมาะ อายุ 35 ปี ชาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี, นายซารีซานฮัมรี ดือราแม อายุ 35 ปี ชาว อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา, นายอัตนันท์ สาอิ ชาว อ.นาทวี จ.สงขลา และนายอับดุลเลาะ มะแด อายุ 34 ปี ชาว อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่รับผิดชอบเคลื่อนไหวก่อเหตุอยู่ในพื้นที่ชายแดน จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี

โดยทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาหนัก 11 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันก่อการร้าย, เป็นอั้งยี้หรือซ่องโจรเพื่อก่อการร้าย, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดและร่วมกันขนย้ายวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันปล้นทรัพย์, ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว, มีอาวุธมือและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

ส่วนที่มีรายงานว่า ทหารคุมตัวผู้ต้องสงสัยร่วมก่อเหตุครั้งนี้ 3 คนนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า เป็นการควบคุมตัวตามการขยายผล แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน

มีรายงานข่าวจากชุดสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคงระบุว่า จากการแกะรอยพยานหลักฐานต่างๆ ทราบว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้มีจำนวน 40 คน โดยวางแผนก่อเหตุเป็นขั้นตอนและแบ่งเป็นจุด ขณะนี้เจ้าหน้าที่รู้ตัวแล้วกว่า 10 คน กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมออกหมายจับ เช่นเดียวกับผลการตรวจพยานหลักฐาน ขณะนี้เริ่มทยอยออกมามากแล้ว ทำให้รู้ตัวคนร้ายที่ก่อเหตุเพิ่มขึ้น

5.“เปรี้ยว” และพวก พลิกลิ้นชั้นศาล อ้างไม่ได้ฆ่า “แอ๋ม” แค่ทำร้ายและฝังศพ ด้านศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน 19 ก.ย.!
น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว กับพวก จำเลยคดีฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ แอ๋ม
วันที่ 23 ส.ค. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้เบิกตัว น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว, น.ส.กวิตา ราชดา หรือเอิร์น, น.ส.อภิวันทน์ สัตยบัณฑิต หรือแจ้, น.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ หรือเบนซ์ และนายวศิน นามพรม ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม มาสอบคำให้การนัดแรก หลังอัยการพิจารณาสั่งฟ้งผู้ต้องหาทั้งหมดเมื่อวันที่ 22 ส.ค. โดยแยกเป็น น.ส.เปรี้ยว, น.ส.เอิร์น, น.ส.แจ้ และนายวศิน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ, ร่วมกันลักทรัพย์, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว และร่วมกันพาอาวุธไปในที่สาธารณะ และ น.ส.อภิวันทน์ หรือแจ้ ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมคือเสพสารเสพติด ขณะที่ น.ส.จิดารัตน์ หรือเบนซ์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันลักทรัพย์เพียงข้อหาเดียว

ต่อมา เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางขอนแก่นได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งห้า ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่น และทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น มายังศาลจังหวัดขอนแก่น ด้วยรถคุมขังนักโทษ พบว่าผู้ต้องหาต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม โดยผู้ต้องหาหญิง 4 คน ตัดผมสั้นเสมอหู ขณะที่ น.ส.เปรี้ยว ทาปากสีชมพูสด

จากนั้นศาลใช้เวลาในการสอบคำให้การและรับทราบข้อกล่าวหานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนหรือผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปสังเกตการณ์หรือรับฟังการสอบคำให้การแต่อย่างใด มีเพียงผู้ต้องหา, ทนายจำเลย, ทนายฝ่ายโจทก์ และอัยการ อยู่ในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น พร้อมกันนี้ ศาล จ.ขอนแก่น มีคำสั่งห้ามถ่ายภาพภายในห้องพิจารณาคดี รวมถึงบริเวณห้องควบคุมตัวผู้ต้องหา และโดยรอบบริเวณศาลเด็ดขาด

ต่อมา นายนพดล สีดาทัน ทนายความฝ่ายโจทก์ เผยว่า ศาลได้อ่านข้อหาทั้งหมดให้ผู้ต้องหาทั้ง 5 คนได้รับทราบ ซึ่ง น.ส.เปรี้ยว และ น.ส.เอิร์น ปฏิเสธว่าไม่ได้ฆ่าน้องแอ๋ม และปฏิเสธข้อหาต่างๆ โดยรับสารภาพเพียงว่าทำร้ายร่างกาย และข้อหาร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้นศพเท่านั้น ขณะที่ น.ส.เบนซ์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วน น.ส.แจ้ รับสารภาพว่าเสพยาเสพติด และข้อหาลอบฝัง ซ่อนเร้นศพ นอกนั้นปฏิเสธทุกข้อหา ส่วนนายวศิน รับเพียงข้อหาลอบฝัง ซ่อนเร้นศพ ส่วนข้อหาอื่นก็ให้การปฏิเสธเช่นกัน ศาลจึงมีคำสั่งนัดตรวจพยานและหลักฐานของฝ่ายโจทก์และจำเลย ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน พ.ค. น.ส.เปรี้ยว ได้รับสารภาพต่อตำรวจ รวมทั้งสารภาพต่อแม่และพี่สาวตนเองว่า ตนและเพื่อนทั้งหมด 4 คนลวงแอ๋มไปซ้อมและฆ่าจริง เนื่องจากแค้นและคิดว่า แอ๋มนำความลับเรื่องยาเสพติดไปบอกตำรวจ ทำให้สามีของเปรี้ยวถูกจับติดคุก ก่อนลงมือหั่นศพแอ๋มในรีสอร์ท และนำไปฝังดิน

6.“พระองค์หญิง” ทรงนำทีมขี่ม้าไทยคว้าเหรียญเงินซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ทรงดีใจ พร้อมถวายเหรียญ “เสด็จปู่” !
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ หลังทรงคว้าเหรียญเงินในการแข่งขันกีฬาขี่ม้า ประเภทศิลปะการบังคับม้า ประเภททีม ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
เมื่อวันที่ 22 ส.ค. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงนำทัพนักกีฬาขี่ม้าไทยที่ประกอบด้วย เฉลิมฉาน ยศวิริยะพาณิชย์, ภัคจิรา ธงภักดิ์ และอาริย์ณัฏฐา ชวตานนท์ คว้าเหรียญเงินในการแข่งขันกีฬาขี่ม้า ประเภทศิลปะการบังคับม้า ประเภททีม ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ด้วยคะแนนรวม 206.211 คะแนน สำหรับเหรียญทอง เป็นของมาเลเซีย 210.947 คะแนน และเหรียญทองแดง สิงคโปร์ 201.289 คะแนน

ทั้งนี้ ระหว่างพิธีการรับเหรียญรางวัล พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงนำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 กอดเอาไว้ ขณะที่ผู้ร่วมทีม ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นรับเหรียญรางวัลด้วย

หลังพิธีมอบเหรียญรางวัล พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า "ถามว่าดีใจไหม ก็ดีใจมากค่ะ ดีใจจนแบบว่าสิ่งที่อยู่ข้างในมันจะไหลออกมา ตอนที่ดีใจที่สุดคือ ตอนที่ได้กอดพระบรมฉายาลักษณ์ทูลกระหม่อมปู่ แล้วเรานำเหรียญมาวางใกล้พระองค์ เหมือนถวายให้ ซึ่งปกติเวลาที่เรามาแข่งแล้วได้เหรียญแบบนี้ พระองค์จะทรงคล้องให้ท่านหญิง แต่คงจะไม่มีวันนั้นอีกแล้ว จึงเหมือนเป็นการทำให้ท่านได้รู้ ตอนนี้ไม่มีคำพูดใดที่จะสื่อออกมา เราคิดว่าคนไทยทุกคนเข้าใจในสิ่งที่เราทำ ความรู้สึก ณ ตอนนั้นมันสุดๆ จนน้ำตาเกือบไหลออกมา"

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประทานสัมภาษณ์ด้วยว่า “ขอบคุณคนไทยทุกท่านที่ส่งกำลังใจมาให้ทุกๆ ทาง ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ตามมาเชียร์ และที่สำคัญคือเสด็จพี่ที่ส่งข้อความมาให้กำลังใจตลอด ขอบคุณทีมงาน สตาฟโค้ช และม้าปรินซ์ชาร์มมิ่ง และประชาชนชาวไทยที่ส่งกำลังใจมาให้ ก็จะสู้ต่อไปลุ้นจนนาทีสุดท้าย”

ทั้งนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเคยคว้าเหรียญทองในการแข่งขันแบดมินตันทีมหญิง ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 23 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2005 มาแล้ว
กำลังโหลดความคิดเห็น...