ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีนักคิดนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ที่โด่งดังอยู่คนหนึ่ง คือ “ก.ศ.ร.กุหลาบ” ในตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “สยามประเภท” นอกจากตอบปัญหาทั่วไปได้ถูกใจคนอ่านแล้ว ยังเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ที่ได้รับความสนใจออกมาหลายเล่ม แต่ท่านผู้นี้ก็เป็นต้นเหตุให้เกิดคำว่า “เรื่องกุ” และถูกจับไปปรับทัศนคติในโรงพยาบาลบ้าจนกว่าจะหาย ในฐานที่ “นั่งเทียนเขียนประวัติศาสตร์” แต่กลุ่มปัญญาชนกลับยกย่อง ที่เอาเรื่องถูกเก็บซ่อนออกมาให้คนทั่วไปได้อ่าน
ก.ศ.ร.กุหลาบ มีชื่อจริงว่า นายกุหลาบ ตฤษณานนท์ แต่เนื่องจากคบหาสมาคมกับชาวตะวันตกมาก จึงนิยมเอาอักษรย่อมานำหน้าชื่อแบบฝรั่ง โดยเอาชื่อครั้งบวชเณรได้นามภาษาบาลีว่า “เกศะโร” มาใช้
นายกุหลาบเขียนประวัติตัวเองลงใน “สยามประเภท” ไว้ว่า มารดาชื่อ ตรุศ สืบเชื้อสายมาจากพระทุกขราษฎร์ กรมการเมืองนครราชสีมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๔ ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๗๗ ซึ่งตรงกับวันในพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินทร์ในรัชกาลที่ ๓ เรียนภาษาไทยชั้นต้นกับพระองค์เจ้ากินรี ราชธิดาในรัชกาลที่ ๓ ที่ทรงนำเขาไปเลี้ยงในวังตั้งแต่เด็ก เรียนภาษาขอมกับพระราชมุนี (เอี่ยม) วัดพระเชตุพนฯ อายุ ๑๔ ปีบวชสามเณร ได้ศึกษาภาษาไทยแบบจินดามณี เลข ภาษาขอม และพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งเป็นพระอุปัชฌายาจารย์
เมื่อสึกจากเณรแล้วได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กอยู่เวรหลวงนายศักดิ์ (เอม) ในรัชกาลที่ ๔ ได้เรียนภาษาลาติน ฝรั่งเศส และอังกฤษ กับสังฆราชปาลเลอกัวซ์ วัดอัสสัมชัญ บางรัก อายุ ๒๕ ได้สมรสกับ หุ่น ธิดาของพระพี่เลี้ยงคง มีบุตรด้วยกันคนหนึ่ง คือ นาย ก.ห.ชาย (กุหลาบ+หุ่น) เมื่ออายุ ๒๖ อุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดพระเชตุพนฯ โดยมีพระราชมุนี (เอี่ยม) เป็นอุปัชฌายาจารย์ ระหว่างนี้ได้เรียนภาษาไทยชั้นสูงเกี่ยวกับการประพันธ์ร้อยแก้วร้อยกรองกับขุนสารประเสริฐ (นุช) เรียนภาษาสันสกฤตกับขุนทราบาลย์ (ทรัพย์) และเรียนกฎหมายโบราณกับขุนศักดิพลแสน (คล้อย) ทั้งได้เรียนกับพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) เมื่อเป็นพระศรีสุนทรโวหารด้วย
นับว่าเป็นประวัติของสามัญชนที่โก้มากในยุคนั้น
หลังจากลาสิขาบทแล้ว นายกุหลาบได้ทำงานเป็นเสมียนตามห้างฝรั่ง ๕ แห่ง รวมเป็นเวลา ๑๕ ปี ได้มีโอกาสติดตามนายห้างไปต่างประเทศหลายประเทศทั้งยุโรปและเอเชีย นายกุหลาบจึงเป็นคนมีหน้ามีตาของสังคม เรียกกันว่า “เสมียนกุหลาบ” และมีรายได้ดี กินอยู่และใช้ชีวิตแบบชาวยุโรปทั้งครอบครัว
นายกุหลาบเป็นคนสนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในปี ๒๔๒๖ ได้ให้โรงพิมพ์หมอสมิธพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นงานเขียนของเขาออกมาเล่มหนึ่ง ในชื่อ “คำให้การขุนหลวงหาวัด” ซึ่งเป็นคำบอกเล่าของพระเจ้าอุทุมพรที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปตอนเสียกรุงครั้งที่ ๑ เป็นเรื่องที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน จึงได้รับความสนใจมาก ต่อมาก็มีนักประวัติศาสตร์และวรรณคดีตั้งข้อสังเกตว่า ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งสำนวนเก่าและสำนวนใหม่ปนกัน ไม่รู้ว่านายกุหลาบไปเอาข้อมูลมาจากไหน
ต่อมาในปี ๒๔๔๐ นายกุหลาบก็ลาออกจากตำแหน่งบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ “สยามออบเซอร์เวอร์” มาออกหนังสือพิมพ์รายเดือนของตัวองในชื่อ “สยามประเภท” เสนอเรื่องราวโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และตอบปัญหาที่คนอ่านถามมา เป็นที่ชื่นชมของคนอ่านว่ามีภูมิปัญญาแตกฉาน จึงได้ทำให้สยามประเภทขายดี และนายกุหลาบได้รับการยกย่องว่าเป็นปัญญาชนของยุค
ในปลายปี ๒๔๔๓ นายกุหลาบได้เขียนแสดงภูมิความรู้ลงในสยามประเภทว่า งานพระเมรุของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศนั้น ไม่ถูกต้องตามแบบแผนโบราณราชประเพณี ตามตำราเก่าที่ตัวมีอยู่ ทำให้รัชกาลที่ ๕ ทรงกริ้ว รับสั่งให้เรียกตัวนายกุหลาบมาสอบถาม นายกุหลาบก็สารภาพว่าไม่มีตำราที่อ้าง แต่เขียนขึ้นมาเพื่อจะอวดภูมิความรู้เท่านั้น จึงทรงคาดโทษไว้ และรับสั่งให้นำแบบแผนประเพณีเรื่องนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นการแก้ข้อเขียนของนายกุหลาบ
หลังจากนั้นไม่นาน นายกุหลาบก็นำหนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราช (สา) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ฯ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของรัชกาลที่ ๕ จำนวน ๒,๐๐๐ เล่ม ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ร.๕ เพื่อแจกในงานพระเมรุสมเด็จพระสังฆราช แต่ไม่ทันได้แจกก็เป็นเรื่อง เพราะเป็นการเขียนแบบเดาสุ่ม ต่อเติมด้วยข้อความที่เป็นเท็จ จึงโปรดให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ และพระยาศรีสุนทรโวหารเป็นคณะไต่สวน ซึ่งผลปรากฏออกมาว่าข้อความในหนังสือนี้มีความจริงปนเท็จ นายกุหลาบนำมาทูลเกล้าฯก็เพื่อจะได้รับรองว่าเป็นเรื่องจริง อันจะเป็นชื่อเสียงของตน เช่นนี้จึงถือได้ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ด้วยพระเมตตาที่ทรงเห็นว่าเป็นคนชรา มีอายุ ๖๖ ปีแล้ว จึงให้ภาคทัณฑ์ไว้
ต่อมาในปี ๒๔๔๗ นายกุหลาบก็ยังไม่เข็ดหลาบ ทำเรื่องร้ายแรงขึ้นอีก นั่งเทียนเขียนประวัติศาสตร์สุโขทัย ว่ามีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “พระปิ่นเกษ” มีพระโอรสทรงพระนาม “พระจุลปิ่นเกษ” แต่ไม่ทรงพระปรีชาสามารถ จึงเสียเมืองแก่กรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงกริ้วที่เอาพระนามของพระองค์ไปเลียนว่าเป็นกษัตริย์ที่เสียเมือง จึงโปรดให้มีการสอบสวนนายกุหลาบอีก ในที่สุดนายกุหลาบก็ถูกส่งตัวไปสงบสติอยู่ในโรงพยาบาลบ้าจนกว่าหาย โดยไม่ได้กำหนดวันออก แต่หลังจากนั้นประมาณ ๑ เดือน นายกุหลาบก็ทำฎีกาถวาย ว่าสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานโทษให้ และยังทรงพระกรุณาส่งตัวไปรักษาร่างกายและอารมณ์ในโรงพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติ และว่า
“...ข้าพระพุทธเจ้ารักษาร่างกายและอารมณ์อยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมนี้ จนข้าพระพุทธเจ้าหายปกติแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าคิดด้วยเกล้าฯว่า หายครั้งนี้คงไม่มีสติวิปลาดเหมือนแต่ก่อนต่อไป...”
นายกุหลาบจึงได้กลับไปอยู่บ้าน หลังจากสงบสติอารมณ์มาได้ ๓๓ วัน
ต่อมาเบื้องหลังงานเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ของนายกุหลาบก็ถูกเปิดเผยออกมาว่า ในปี ๒๔๒๔ ที่มีงานสมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี มีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ที่ท้องสนามหลวง มีพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางข้าราชการ ตลอดจนประชาชนนำของ “น่าอวด” มาร่วมแสดง นายกุหลาบได้นำหนังสือตลอดจนใบปลิวที่จัดพิมพ์ในสมัยแรกๆมาจัดแสดงด้วย เผอิญไปติดกับห้องแสดงหนังสือจากหอหลวงที่กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ กรมอาลักษณ์ นำมาจัดแสดง นายกุหลาบเห็นหนังสือเหล่านั้นก็เกิดความสนใจ อยากจะได้ไปคัดลอก จึงตั้งหน้าตั้งตาประจบกรมหลวงบดินทรฯ จนงานเลิกก็ตามไปประจบถึงวังอีก เพราะกรมหลวงบดินทรฯนำหนังสือเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่วัง เนื่องจากยังหาห้องเก็บหนังสือของหอหลวงไม่ได้ แต่กรมหมื่นบดินทรฯให้ไม่ได้ เพราะเป็นหนังสือที่ห้ามคัดลอก นายกุหลาบก็ออกอุบายขอไปอ่านครั้งละเล่ม กรมหลวงบดินทรฯไม่ทรงระแวงก็ประทานอนุญาต นายกุหลาบจึงไปจ้างนายทหารมหาดเล็ก ๒-๓ คนช่วยกันลอก เป็นเวลาถึงกว่าปี ได้หนังสือหอหลวงที่หวงห้ามไปทำสำเนาไว้มาก
อย่าง “คำให้การขุนหลวงหาวัด” เดิมเป็นของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปราบปรปักษ์ มีชื่อในฉบับลายมือเขียนว่า “พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ” เป็นคำให้การของพระเจ้าอุทุมพรและข้าราชการไทยที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ให้ช่วยกันบันทึกพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาไว้ อังกฤษไปพบอยู่ในหอสมุดเมืองร่างกุ้ง ต้นฉบับเป็นภาษามอญ ไทยจึงไปขอคัดสำเนามา โปรดให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิทแปลเป็นภาษาไทย นายกุหลาบคงเห็นว่าจะเอาไปพิมพ์ตามต้นฉบับก็จะถูกจับได้ว่าเอามาจากไหน จึงแก้ไข ตกแต่ง ดัดแปลง และระบายสีแทรกให้ผิดเพี้ยนออกไป แต่ก็ถูกจับได้อยู่ดี และคนที่รับจ้างคัดลอกยอมเปิดเผยทั้งหมด เมื่อเอาทั้ง ๒ ฉบับมาเทียบกัน ก็รู้ว่าตรงไหนที่เป็นของเดิม ตรงไหนที่แทรกเข้าไป กรมพระสมมตอมรพันธุ์ จึงเรียกหนังสือของนายกุหลาบเหล่านี้ว่า “หนังสือกุ” จนเกิดเป็นคำสแลงที่เรียกเรื่องยกเมฆแบบนี้ว่า “เรื่องกุ”
แต่อย่างไรก็ตาม แม้นายกุหลาบจะถูกหาว่าทำให้ประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อน โดยเอาเรื่องเท็จเข้าไปละเลงผสม แต่ปัญญาชนหลายคนก็ยกย่องนายกุหลาบ ว่าเป็นสามัญชนคนแรกที่อาจหาญเอาเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ถูกเก็บซ่อนออกมาให้คนทั่วไปได้อ่าน ได้ศึกษา จนทำให้เกิดการตื่นตัวสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ที่ระบายสีดัดแปลงแต่งเติมเข้าไปก็น่าเห็นใจ ที่ทำไปก็เพื่อทำลายหลักฐานว่า “แอบล้วง” ออกมาจากไหน
แต่ที่เขียนเรื่อง “พระจุลปิ่นเกษ” นั้น คงเพราะแก่ชราทำให้เลอะเลือนไป ก็สมควรแล้วที่จะต้องไปปรับทัศนคติ รักษาร่างกายและอารมณ์วิประหลาดเสียบ้าง


