เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กับฝรั่งได้ขึ้นครองราชย์ จับสังฆราชบาทหลวงฝรั่งเศสขังคุก ชาวตะวันตกพากันหนีออกนอกประเทศไปหมด หลังจากนั้นราว ๑๕๐ ปี จึงได้เริ่มกลับเข้ามาอีกในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เราก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวของโลกภายนอกจากฝรั่งที่เข้ามา เพราะคบหาอยู่แต่คนเอเชียด้วยกัน มีแต่คำบอกเล่าจากคนจีนและคนมลายูที่แล่นสำเภาเข้ามาค้าขาย ซึ่งคนพวกนี้ก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก อีกทั้งการถ่ายทอดทางภาษายังคลาดเคลื่อน
ยุคนั้น แม้มหาภัยจากการล่าอาณานิคมเคลื่อนทะมึนเข้ามาแล้ว แต่เราก็ยังอยู่ในโลกมืด ไม่รู้ว่าโลกภายนอกได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
จะเรียกว่าเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ที่เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติวงศ์ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ ๒ แม้พระองค์จะมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ตามกฎมณเฑียรบาลมากที่สุด เพราะเป็นพระราชโอรสองค์โตที่ประสูติจากสมเด็จพระราชินี แต่ขณะที่รัชกาลที่ ๒ ใกล้จะสิ้นพระชนม์นั้น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระเชษฐาที่ประสูติจากพระสนม ซึ่งมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์น้อยกว่า มีพระชนมายุ ๓๗ พรรษาแล้ว และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยพระราชบิดาว่าราชการแผ่นดิน จึงมีความพร้อมมากกว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงรับสั่งให้เจ้าฟ้ามงกุฎฯซึ่งพระชนมายุครบบวชพอดี รีบทรงผนวชเสียโดยเร็วในขณะพระองค์กำลังประชวรหนัก
เจ้าฟ้ามงกุฎฯจึงทรงมีเวลาเตรียมพระองค์ถึง ๒๗ ปีก่อนจะขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๔ ทรงใช้ช่วงเวลานี้ธุดงค์ไปทั่ว ได้พบเห็นชีวิตราษฎรในท้องที่ต่างๆ ได้คบหาสมาคมกับชาวต่างประเทศ ส่วนทางราชการ แม้ตอนนั้นจะมีทูตตะวันตกเข้ามาติดต่อบ้าง แต่ก็ไม่อาจจะเจรจาความกันได้โดยตรง ต้องอาศัยล่ามจำเป็นที่เป็นชาวมลายู แล้วจึงแปลภาษามลายูเป็นไทย ในที่สุดก็จบลงด้วยการเจรจากันไม่เข้าใจ อีกทั้งการไม่รู้ภาษาอังกฤษ ก็ไม่อาจรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก ไม่อาจเข้าใจโลกตะวันตกได้ ทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อเปิดประตูออกไปสู่โลก
เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ จึงทรงให้เปิดสอนภาษาอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก โดยขอให้มิชชันนารีอเมริกันเป็นผู้สอน ซึ่งนอกจากพระองค์จะทรงศึกษาเองแล้ว ยังมีคนหนุ่มหัวใหม่มาเรียนด้วยอีกหลายคน ซึ่งคนเหล่านี้ได้เป็นกำลังสำคัญเมื่อทรงขึ้นครองราชย์
นายแพทย์เจสซี คาสแวล รับเป็นผู้สอน แต่ไม่ขอรับค่าจ้าง กลับทูล “วัดใจ” ขอเปิดสอนศาสนาคริสต์ขึ้นที่วัดบวรฯเป็นการตอบแทน “ทูลกระหม่อมพระ” ก็พระทัยถึง ประทานอนุญาตให้ใช้ศาลาที่ด้านหน้าเป็นที่สอน ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความใจกว้างของศาสนาพุทธ ไม่ถือว่าศาสนาอื่นเป็นคู่แข่งที่จะต้องกีดกันแล้ว ยังแสดงถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนาในประเทศไทยอย่างแท้จริง
เมื่อศึกษาจนสามารถอ่าน เขียน พูด ได้แล้ว หลายคนก็เปิดหน้าต่างให้แสงจากโลกตะวันตกส่องเข้ามา ด้วยการสั่งหนังสือวิชาการต่างๆมาศึกษาด้วยตนเองตามความสนใจของตน อย่าง “เจ้าฟ้าน้อย” กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ซึ่งต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์คู่ในรัชกาลที่ ๔ ทรงสนใจวิชาทหาร สั่งตำราปืนใหญ่ และทรงแปลเป็นภาษาไทยเพื่อใช้ในกองทัพ ทั้งยังทรงแปลหนังสือเกี่ยวกับการทหารและเครื่องจักรไว้อีกหลายเล่ม ทรงดัดแปลงเรือกำปั่นไทยติดเครื่องจักรไอน้ำ เป็นเรือกลไฟลำแรกของไทย และใช้เป็นเรือรบ
นักเรียนอังกฤษรุ่นแรกอีกคนคือ หลวงนายสิทธิ์ ซึ่งก็คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ ๕ ท่านสนใจเรื่องเรือเป็นอันดับแรก เพราะบิดาคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ ปกครองหัวเมืองชายฝั่งตะวันออก จึงสั่งตำราเรือกลไฟมา แล้วไปกางตำราต่อเรือกลไฟแบบฝรั่งที่จันทบุรีในขณะที่ท่านอายุเพียง ๒๗ ปีเท่านั้น ตั้งชื่อ “แอเรียล” นำมาถวาย ร.๓ ซึ่งพระราชทานชื่อใหม่ว่า “เรือแกล้วกลางสมุทร” ถือได้ว่าเป็นเรือกลไฟลำแรกที่ต่อในไทย ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ ท่านยังต่อเรือรบและเรือใช้ในราชการอีกหลายลำ ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นผู้บัญชาการทหารเรือวังหลวงระหว่างปี ๒๓๙๔-๒๔๑๒ พร้อมกับที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือวังหน้าระหว่างปี ๒๓๙๔-๒๔๐๘ ส่วนทางด้านทหารบก ท่านก็ศึกษาตำราด้านนี้มาตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้ง “กรมทหารอย่างยุโรป” ขึ้น โดยตั้งโรงทหารขึ้นในบ้านของท่านเอง ทั้งท่านยังมีบทบาทสำคัญในการติดต่อกับต่างประเทศและเจรจากับคณะทูตในสมัยรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ ด้วยภาษาอังกฤษที่เรียนกันในครั้งนั้น
นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ มิชชันนารีอเมริกันผู้นำวิทยาการแผนใหม่มาสู่เมืองไทยหลายอย่าง ได้บันทึกไดอารีกล่าวถึงสมเด็จเจ้าพระยาฯเมื่อครั้งยังเป็นหลวงสิทธินายเวรไว้ตอนหนึ่งว่า
“วันนี้ได้ขึ้นไปชมเรือบริค (เรือใบสองเสา) ชื่อแอเรียล ซึ่งเป็นเรือบริคลำแรกที่ได้ต่อขึ้นในเมืองไทย และผู้ต่อได้นำมาจากจันทบุรีเมื่อสองสามวันนี้เพื่อถวายพระเจ้าแผ่นดิน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คนไทยต่อเรือแบบยุโรป เมื่อพิจารณาดูแล้ว ประกอบกับความคิดที่ว่าแบบที่ขุนนางผู้นี้ใช้อยู่ ก็เห็นจะไม่สู้ดีนัก และความรู้ในวิชาการต่อเรือของท่านก็คงเก็บเอาที่โน่นที่นี่บ้าง ข้าพเจ้าจึงขอยอมรับว่า เรือบริคลำนี้เป็นวัตถุพยานแสดงให้เห็นอัจฉริยะในการช่างของขุนนางหนุ่มผู้นี้ ว่ามีเหนือผู้อื่นทั้งหมดในเมืองไทย และถ้าจะเอาท่านไปเทียบกับคนฝรั่ง ก็จำต้องยอมนับท่านเข้าในจำพวกคนยุโรปผู้เฉียบแหลมผู้หนึ่ง ท่านผู้นี้กำลังต่อเรืออยู่ที่จันทบุรีหลายลำ มีระวางบรรทุกตั้ง ๓๐๐-๔๐๐ ตันทั้งนั้น เมื่อคนชั้นปกครองในเมืองไทยมีความกระหายที่จะเรียนรู้ความเจริญแบบยุโรปเช่นนี้ ก็ย่อมทำให้พวกเราเกิดมีใจมุมานะที่จะอยู่และปฏิบัติกิจการของเราต่อไปเป็นอันมาก...”
การอ่านและพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ทำให้สมเด็จเจ้าพระยาฯเป็นคนหนุ่มที่มีความคิดทันสมัยในยุคนั้น รู้เท่าทันบรรดาทูตต่างประเทศที่เข้ามาเจรจาการค้าและการเมือง จึงได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นผู้ร่วมเจรจาทุกครั้ง แม้ท่านจะเป็นเด็กที่สุดในที่ประชุม แต่เซอร์จอห์น บาวริ่ง ราชทูตอังกฤษที่มาจากราชสำนักควีนวิคตอเรียโดยตรง ได้เขียนไว้ว่า
“...มองดูปราดเดียวก็เป็นที่รู้ได้แน่ว่า ท่านเจ้าพระยาผู้นี้เป็นสมองของที่ประชุม และเป็นผู้ดำเนินการเจรจาแทบทั้งหมด...”
ส่วนเจ้าฟ้ามงกุฎฯ นอกจากจะทรงพบปะสนทนากับชาวตะวันตกแล้ว ยังได้ทรงสั่งหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเข้ามาหลายฉบับ แม้หนังสือพิมพ์จากยุโรปจะใช้เวลาเดินทางมาถึงกรุงเทพฯราว ๒ เดือน ช้าไปสำหรับการติดตามข่าวบางเรื่อง แต่ก็ทำให้ทรงทราบความเป็นไปของโลกโดยตรง ไม่ใช่อยู่ในโลกมืดและรับฟังคำบอกเล่าจากคนเอเชียด้วยกันอย่างแต่ก่อน
เมื่อขึ้นครองราชย์ บรรดามิชชันนารีได้นำพระเกียรติคุณเผยแพร่ไปในนานาประเทศ ทำให้นักเรียนในยุโรป อเมริกา และเอเชีย เขียนจดหมายมาทูลถามความรู้เกี่ยวกับประเทศสยาม ซึ่งก็ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบด้วยพระองค์เอง ซึ่งลายพระราชหัตถเลขาประเภทนี้ ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันอีกหลายฉบับ เป็นเอกสารที่มีค่าทางประวัติศาสตร์
ที่สำคัญก็คือ ทำให้พระองค์ทรงวางนโยบายของประเทศได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ รู้เขารู้เรา จึงทรงพาชาติรอดพ้นจากการล่าอาณานิคมมาสู่ความรุ่งเรืองทางการค้า
หนังสือ จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสยาม ที่ช่วยเปิดหน้าต่างให้แสงสว่างส่องเข้ามาให้รู้ตัว ทันเวลาหลบหลีกมหาภัยของการล่าอาณานิคมที่โหมมาถึง


