xs
xsm
sm
md
lg

ยลโฉม 5 นางฟ้าบนอานจักรยาน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ภาพจาก Facebook : Ravirath Srisopha
ว่ากันว่าพวกเธอเป็น 5 นางฟ้านักปั่นที่สวยที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนำโดย เอ๋-พรรณษร ปฐมาภินันท์, ปูนิ่ม-ธานัท วัชระอภิญา, แวว-อรทัย มูลคำแปง, อุ๊-นริศศรา อินทวงษา และ สอง-รวิรัฐ ศรีโสภา

หากจะพูดถึงเส้นทางการปั่นจักรยานของแต่ละคนนั้นถือได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะว่าพวกเธอช่ำชองและโชกโชนกับเส้นทางสายนี้มามากพอสมควร และล่าสุดก็ยังได้ไปเป็นพรีเซนเตอร์ของงาน ‘สวนผึ้ง แองเจิล ชาลเลนจ์ 2017’ งานที่สาวๆ ที่รักการปั่นจักรยานมารวมตัวกัน

ทั้งนี้สาวๆ นักปั่นทั้ง 5 คน ยังได้ทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อโปรโมตเส้นทางของจักรยาน โดยการให้คอนเซ็ปต์ว่า “นางฟ้าพาปั่น” ที่มี VTR ออกมาให้รับชมกันผ่านสื่อ

เอาเป็นว่าไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากมาย มาเตรียมตัวปัดฝุ่นสองล้อคู่ใจของคุณ แล้วกระโดดขึ้นบนอาน ปั่นออกไปทำความรู้จักกับพวกเธอกันเลยดีกว่า

    • จุดรวมตัวนางฟ้านักปั่น Angel Team

เริ่มมาจากที่ทุกคนปั่นจักรยานเหมือนกัน เป็นผู้หญิงที่รักการปั่นมารวมตัวกันเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆ ถ้าจะพูดไปแล้วจักรยานคือมิตรภาพ เราชอบการปั่นเหมือนกัน มันมีความสนุก ท้าทาย ทุกคนต่างรักในการปั่นแล้วก็ได้มาเจอกัน ได้พูดคุย สนิทสนมกัน


ก่อนหน้านี้แต่ละคนก็จะมีวิถีการปั่นไม่เหมือนกันอยู่แล้ว และวันหนึ่งก็มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคกลาง เขาอยากจะโปรโมตเรื่องเส้นทางของจักรยาน โดยการให้คอนเซ็ปต์ว่า “นางฟ้าพาปั่น” โดยมี ผอ.ของททท.ท่านหนึ่งชื่อว่าพี่นก จัดโครงการนี้ขึ้นให้พวกเราได้มารวมตัวกัน

โครงการที่ว่านี้จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปั่นไปในที่ต่างๆ โดยทำ VTR ออกอากาศทางสื่อ เป็นการปั่นแบบสนุกๆ ปั่นเพื่อท่องเที่ยว ปั่นเพื่อดูว่าที่ไหนมีเส้นทางจักรยานที่น่าสนใจ และน่าไปบ้าง

ต่อเนื่องจากโครงการครั้งนั้น ทำให้ปีนี้มีโครงการใหม่ขึ้นมาจากผอ.ททท.คนเดิม ซึ่งครั้งนี้ได้ไปดูแลภูมิภาคอีสาน เลยเป็นที่มาให้เราได้ไปทำเกี่ยวกับเส้นทางจักรยานพาเที่ยวของภาคอีสานอีก โดยจะมีให้รับชมเร็วๆ นี้
เอ๋-พรรณษร ปฐมาภินันท์ และอุ๊-นริศศรา อินทวงษา
    • แล้วเส้นทางการปั่นจักรยานของแต่ละคนเริ่มต้นอย่างไร

อุ๊ : อุ๊เริ่มปั่นมาได้ 3 ปีแล้วค่ะ ตอนแรกจะเป็นการปั่นไปชิมอาหาร ปั่นไปเที่ยวในกรุงเทพฯ ปั่นแบบสนุกๆ ปั่นออกกำลังกาย พอช่วงหลังๆ เริ่มมีงานแข่งมากขึ้น อุ๊ก็เลยลองท้าทายตัวเองด้วยการเริ่มฝึกซ้อมตามตารางแล้วก็ไปลงแข่งบ้าง ก็รู้สึกติดใจในความมันและความท้าทาย อุ๊ทำแบบนี้มาได้ 2 ปี ก็ประสบอุบัติเหตุฟันหัก คางแตก แต่เราก็ยังไม่หยุดปั่นนะคะ ก็ยังคงปั่นอยู่ แต่ปั่นแบบสโลว์ไลฟ์แทนค่ะ

เอ๋ : เอ๋ชอบปั่นจักรยานมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ตอนแรกเอ๋เริ่มปั่นในสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีมาก่อน พราะว่าที่นั่นธรรมชาติสวย เส้นทางสวยมาก พอปั่นไปเรื่อยๆ เราก็เลยอยากแบ่งปันให้คนที่รัก ที่ชอบจักรยานเหมือนกันมาลองปั่นดู โดยเริ่มจากถ่ายภาพสวยๆ พร้อมรีวิวเส้นทางการปั่นในเฟซบุ๊ก

หลังๆ ปั่นจนติดใจ เลยไปลงงานตามรายการแข่งต่างๆ เริ่มจากใกล้ๆ บ้านก่อน ได้รางวัลบ้าง ไม่ได้รางวัลบ้าง แต่มันคือความสนุก เรารู้สึกว่าเราทำได้ มันเป็นการท้าทายตัวเอง จากนั้นก็ไปลงไตรกีฬากับเพื่อนๆ ตอนนั้นผู้หญิงยังน้อยอยู่ เราแข่งแบบทีม แล้วทีมเราก็ได้อันดับสองจากสนามแรกมา

หลังจากสนามแรก เอ๋รู้สึกว่าไตรกีฬามันสนุก มันได้ความสามัคคี ทำให้รักกัน ช่วยเหลือกันทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พอหลังจากนั้นก็เกิดอุบัติเหตุเหมือนกัน เพราะด้วยความที่ซ้อมจริงจังมากไปหน่อย ยืนปั่นเพราะว่าพื้นที่ที่เอ๋อยู่จะเป็นเขา เราก็เลยติดแนวแบบชอบปั่นบนเขาค่ะ

แวว : ส่วนตัวแววเป็นคนเหนืออยู่ที่จังหวัดลำปาง ไปเรียนที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วการสัญจรที่เชียงใหม่เขาก็จะใช้จักรยาน มอเตอร์ไซค์กัน ซึ่งแววจะเลือกใช้จักรยาน เราก็จะปั่นไปเรียนทุกวัน พอปั่นไปเรียนได้สักพักเราก็เกิดนึกอยากท้าทายตัวเอง ลองปั่นขึ้นดอยสุเทพดูสักหน่อย ตอนนี้ก็ปั่นมาได้ประมาณ 5 ปีแล้วค่ะ

ปูนิ่ม : ของนิ่มก็คล้ายๆ กันค่ะ จะออกแนวปั่นไปกินซะมากกว่า (หัวเราะ) เพราะว่าในทริปเขาจะชวนกันปั่นไปกินที่นั่นที่นี่ แล้วบวกกับอยากแข่งวัดใจตัวเองเหมือนกันกับน้องแววเลยค่ะ

ช่วงแรกที่นิ่มหันมาปั่นจักรยานเกิดจากการที่เราสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เลยอยากเริ่มต้นที่จะมาดูแลออกกำลังกาย

ปกตินิ่มจะเป็นคนที่กลัวแดด กลัวความร้อน กลัวหน้าเยิ้มนะคะ ซึ่งแรกๆ เราต้องต่อสู้กับความรู้สึกตัวเองมันเลยมีความรู้สึกว่า เราชอบ เราหลงรักชีวิตบนอานจักรยานไปแล้ว พออยู่บนอานมันทำให้เราพบอีกโลกหนึ่งที่เรายังไม่เคยได้พบเจอ

    • เมื่อสักครู่พูดถึงอุบัติเหตุที่ได้รับจากการปั่นจักรยาน แบบนี้เคยล้มเลิกที่จะอยากเป็นสายปั่นบ้างไหมคะ

แวว : แววเคยเกิดอุบัติเหตุตอนออกทริปของพันทิปค่ะ ตอนนั้นเราก็ปั่นไปแล้วก็ใช้ความเร็วอยู่เหมือนกัน พอปั่นไปปุ๊บปรากฏว่ามีจักรยานคันหนึ่งซึ่งเขาก็หลบอีกคันหนึ่งอยู่เหมือนกัน แล้วจังหวะนั้นเขาก็ดันมาเจอเรา จักรยานก็เลยเกี่ยวกันตอนนั้นแววก็เย็บหน้าไป 3 เข็ม แต่อันนี้ไม่ถึงขั้นกับสลบนะคะยังสามารถลุกขึ้นมาได้ 

หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแววก็ยังรัก ยังชอบการปั่นอยู่เหมือนเดิมนะคะ ขนาดเราต้องเย็บแผล ต้องแปะแผล แต่เราก็ออกไปปั่นต่อแบบนั้นเลย (หัวเราะ) มีคนเคยบอกว่าถ้าปั่นจักรยานแล้วไม่ประสบอุบัติเหตุ หรือว่าไม่มีบาดแผลนั่นแสดงว่าคุณยังไม่ใช่นักรบ ซึ่งนักรบย่อมมีบาดแผล มันต้องโดนสักหน่อย หลังจากนั้นเราจะรู้ว่าเราไม่ควรประมาทจริงๆ ตอนนี้ก็จะมีสติมากขึ้นเวลาปั่น จะมองซ้าย มองขวาก่อนทุกครั้ง แล้วก็ใส่อุปกรณ์ให้มิดชิดและก็เหมาะสมกับเราค่ะ

ปูนิ่ม : ของนิ่มจะเคยประสบอุบัติเหตุแค่ครั้งเดียวค่ะ ซึ่งตอนที่เราปั่นจักรยานเราต้องใส่รองเท้าที่มันมีคลีต ปรากฏว่าเราลืมปลดล็อกออก ก็เลยล้ม แต่ว่าจะเป็นการล้มแบบมีสตินะคะ ล้มแบบค่อยๆ ลงไป

เอ๋ : อย่างที่บอกว่าเอ๋จะชอบปั่นบนเขามาก่อน ซึ่งเวลาปั่นบนเขามันต้องยืนปั่นเราก็จะไม่ค่อยมีสมาธิ สติก็น้อย พอปั่นก็ยืนโยกหันซ้ายหันขวา ไม่ทันได้ตั้งตัวก็เลยเกิดอุบัติเหตุ ตอนนั้นหัวแตก เพราะใส่หมวกก็ไม่ดี หลวมไป หน้ากระดูกหัก ต้องผ่าตัดดันให้เข้าที่เข้าทาง นอนโรงพยาบาลไป 7 วันเลยค่ะ แต่เอ๋จะไม่มานั่งคร่ำครวญเสียใจว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้นะคะ มีแต่ความรู้สึกว่าเดี๋ยวมันก็หาย ก็จะให้กำลังใจตัวเอง ทำให้แผลหายไวๆ โดยวิธีที่เป็นไปได้มากกว่าค่ะ หลังจากนั้นเลยทำให้เรามีสติในการปั่นมากขึ้นเลยค่ะ
ปูนิ่ม- ธานัท วัชระอภิญา และแวว-อรทัย มูลคำแปง
    • เหมือนว่าตอนนี้อยู่ในสายปั่นท่องเที่ยวมากกว่าสายแข่งขัน แล้วยังมีใครไปลงแข่งจริงจังบ้างไหมคะ


อุ๊ : อุ๊เคยอยู่สายแข่งมาก่อนเขาก็จะไปตามสายแข่งขัน แต่เกิดอุบัติเหตุอย่างที่บอก เลยต้องมาเป็นสายสโลว์ไลฟ์แทนค่ะ

ปูนิ่ม : ของนิ่มก็ลงแข่งขันเยอะอยู่เหมือนกันค่ะ ส่วนมากจะเป็นการแข่งวัดใจ อย่างเช่นปั่นให้ครบ 60 กิโลเมตรภายในกี่ชั่วโมงหรือ 100 กิโลเมตรภายในกี่ชั่วโมง ล่าสุดสามารถปั่นได้ไกลถึง 180 กิโลเมตร ทริปปั่นไปบอกรักพ่อ (กรุงเทพฯ-หัวหิน) ก็จะถือว่าเป็นอะไรที่ท้าทายความสามารถ เพราะว่าเราไม่ได้เป็นสายสตรองหรือว่าสายแข่งโดนตรง แต่ว่าก่อนจะไปเราก็มีการฝึกซ้อมก่อนเพื่อที่เวลาไปเราจะได้ไม่หลุดกลุ่ม ก็จะมีกิจกรรมประมาณนี้ค่ะ

เอ๋ : ก่อนหน้านี้เอ๋จะเป็นสายแข่งค่ะ บางทีก็จะไปแข่ง ไปไตรกีฬา ปั่นแบบไกลๆ 200 กิโลเมตรบ้าง ก็ได้รับรางวัลมาหลายรายการ แต่ตอนนี้ก็มีบ้างเป็นบางรายการตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุเราก็ลดการแข่งขันลง ก็หันมาปั่นเพื่อสุขภาพแทน ไปปั่นวัดใจกับน้องๆ แทน หรือไม่ก็ไปปั่นแบบมีกำหนดให้ว่ากี่กิโลเมตร กำหนดระยะเวลาเท่าไหร่ ก็จะมีสลับๆ ไปบ้าง หรือไม่ก็ปั่นแถวบ้าน ปั่นตามเส้นทางใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เราก็จะได้ประสบการณ์หลายๆ แบบค่ะ ก็สนุกดีค่ะ

แวว : แววจะอยู่ในสายปั่นท่องเที่ยว จะไม่ได้เป็นสายลงแข่งขัน แต่จะเป็นสายสร้างการแข่งขันกับตัวเองมากกว่า คือเราไม่ได้เป็นนักแข่งจริงจัง แต่เราก็สามารถปั่นไปถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่า 75 กิโลเมตร 100 กิโลเมตรได้ เราสามารถไปร่วมกิจกรรมกับเขาได้ เราได้เจอเพื่อนกลุ่มใหม่อย่างเช่นพวกพี่ๆ กลุ่มนี้ เขาก็จะบอกให้เราลองระยะทางเท่านั้นเท่านี้ดู ซึ่งเราก็ทำนะคะ ก็ปั่นตามเขา เพราะเขาก็ไม่เคยทิ้งเรา มันก็เป็นมิตรภาพใหม่ที่ดีนะคะ
เอ๋-พรรณษร ปฐมาภินันท์ และอุ๊-นริศศรา อินทวงษา
    • ส่วนใหญ่จะไปปั่นที่ไหนกันบ้าง มีที่ไหนที่ไปปั่นแล้วประทับใจบ้าง

เอ๋ : เอ๋ประทับใจทุกที่เลยค่ะ เพราะว่าพวกเราได้มีโอกาสไปกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บ่อยมาก หรือแม้กระทั่งไปเอง

เอ๋จะชอบในแต่ละที่ที่ไปไม่ว่าจะเป็นภาคไหนๆ อย่างภาคเหนือเอ๋มีโอกาสได้ไปขึ้นดอยแม่สะลอง อันนี้คือไปส่วนตัวทุกปีอยู่แล้ว ขนาดตอนหัวแตกเราก็ยังขึ้นไปปั่นอยู่เลย เอ๋ชอบนะคะ ที่นั่นอากาศดีมากๆ แล้วก็หลายๆ ที่ที่ได้ไปกับ ททท. อย่างล่าสุดเอ๋ได้ไปจังหวัดนครพนม เส้นทางปั่นเขาดีเลยค่ะ หรืออย่างบางจังหวัดเขาจะทำเส้นทางไว้ให้นักปั่นเลยนะคะ

อีกที่ที่ไม่อยากให้นักปั่นพลาดเลยก็คือสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีค่ะ อันนี้เจ๋งเลย คืออากาศดี มีธรรมชาติ มีเส้นทางจักรยาน รถยนต์น้อย และใกล้กรุงเทพฯ มาก

ส่วนต่างประเทศก็มีบ้างค่ะ ซึ่งเอ๋ชอบไปปั่นประเทศซ้ำๆ ก็เคยมีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่นบ่อย ต้องยอมรับเรื่องสภาพอากาศเขาดีจริงๆ ดีมาก และที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เขาก็จะใช้จักรยานกันอยู่แล้วด้วยค่ะ ก็สนุกดี

ปูนิ่ม : ปกติเวลาทำงานประจำเราก็จะเครียดอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเวลามาปั่นจักรยานเรารู้สึกว่าเราต้องการความผ่อนคลาย อย่างเช่นปั่นไปทานอาหาร ปั่นไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่นิ่มประทับใจเลยก็อย่างเช่น ปีที่แล้วเราเพิ่งไปจังหวัดกระบี่มา จะบอกว่าที่นั่นเป็นอะไรที่สวยมาก อากาศดีมาก แต่จริงๆ ก็มีหลายที่ที่ชอบนะคะ อย่างที่ใกล้ๆ ก็จะเป็นที่จังหวัดสระบุรีค่ะ ที่นี่ก็สวยค่ะ หรือจะเป็นที่กรุงเทพฯ นิ่มจะไปปั่นที่สวนหลวง ร.9 อันนี้ก็สวยเหมือนกัน เช้าๆ อากาศดี คนจะไปออกกำลังกายเยอะมากค่ะ

แวว : แววประทับใจทุกที่เลยค่ะ เพราะว่าแต่ละที่จะเป็นการท้าทายเนื่องจากเส้นทางปั่นมันไม่เหมือนกัน ระยะทางก็ไม่เหมือนกัน มันก็เป็นการซ้อมตัวเอง แล้วก็เป็นการพัฒนาฝีมือตัวเองไปด้วย เช่น ที่บางขุนเทียน เส้นนั้นคือเส้นปั่นจักรยานเลย เวลาไปเราก็จะได้เจอนักปั่นเยอะ ใครที่เป็นมือใหม่หัดปั่นก็ลองไปที่นี่ได้ เพราะว่ามีทั้งสะพาน มีทั้งเนิน มีทั้งทางตรงให้เราปั่น ไปไม่ยากแล้วของกินก็เยอะด้วยค่ะ

อุ๊ : อุ๊ชอบที่เทียนทะเลค่ะ เพราะว่าเพิ่งย้ายไปอยู่แถวนั้น อารมณ์ก็จะเป็นแบบลมๆ นิดนึง ชมพระอาทิตย์ตก อาหารทะเลก็อร่อย สองข้างทางก็จะมีแม่น้ำ ตรงกลางก็จะมีป่าโกงกาง สัมผัสกับธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ แล้วก็ใกล้กรุงเทพฯ ด้วย แถวนั้นก็จะมีทั้งนักวิ่ง นักปั่นเลยค่ะ

ส่วนต่างประเทศล่าสุดอุ๊เพิ่งไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาค่ะ คือมันเป็นทิวทัศน์ที่เอื้อต่อการปั่นเพราะว่าโอบล้อมด้วยภูเขาและก็มีแม่น้ำใสๆ ไหลผ่าน นักปั่นจักรยานก็จะมีทั้งแบบปั่นชิล ปั่นซ้อม มีทุกประเภทเลยค่ะ ซึ่งคราวหน้าอุ๊จะพาจักรยานคู่ใจเอาไปปั่นที่สวิตเซอร์แลนด์อีกแน่นอน
สอง-รวิรัฐ ศรีโสภา และแวว-อรทัย มูลคำแปง ภาพจาก Facebook : Ravirath Srisopha
    • เป็นสายปั่นเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวแบบนี้ เรามีการฝึกซ้อมยังไงบ้างคะ อย่างกรณีที่เราต้องไปทริปไกลๆ

อุ๊ : ถ้าปั่นไกลๆ ก็ขึ้นอยู่กับระยะทาง อย่างเช่นถ้าปั่น 100 กิโลเมตร เราก็ต้องซ้อมให้ถึง 100 กิโลเมตร เพื่อให้ชินกับระยะทางที่เราปั่น เทคนิคการปั่นก็จะเป็นการปั่นแบบช้าๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องปั่นจนเหนื่อยหอบ คือถ้ารีบปั่น 15 นาทีก็จะไม่ไหวแล้ว

ส่วนตัวอุ๊จะค่อนข้างมีวินัยในการฝึกซ้อมพอสมควรค่ะ อุ๊จะใช้เวลาฝึกซ้อมปั่นอยู่บนเครื่องเทรนเนอร์ประมาณ 2-3 ชั่วโมง อยู่ตรงนั้นเลย ถามว่าเบื่อไหมมันก็มีทั้งเพลง ทั้งหนังแต่เราจะชอบมีสมาธิ อยู่กับความเร็วแล้วก็หัวใจมากกว่า

เอ๋ : ของเอ๋ก็จะเหมือนกับน้องอุ๊เลยค่ะ แต่เอ๋จะไม่มีวินัยมากเหมือนอุ๊ คือเหมือนวันไหนเรายุ่งเราเหนื่อย เราก็อาจจะไม่ได้ทำ แต่ก็พยายามว่าถ้าวันไหนไม่ได้ออกไปข้างนอกก็จะปั่นเทรนเนอร์อยู่กับห้อง แล้วก็เปิดซีรีส์ดูไปด้วย

อันนี้จะไม่ได้ดูจังหวะหัวใจอะไรเลยค่ะ แต่จะรู้ได้เพราะว่าดูซีรีส์ไปสองตอนก็จะปั่นไปประมาณ 80-100 กิโลเมตรแล้วนะ หรือถ้าวันไหนขี้เกียจหน่อยก็จะลดเหลือ 40 กิโลเมตร แต่ถ้าวันไหนมีเพื่อนปั่น เอ๋ก็จะออกไปปั่นวนอยู่ในสวนผึ้งแทนค่ะ เราก็จะไปปั่นเล่นๆ ควงรอบขาไปเรื่อยๆ ควงรอบขาบ่อยๆ ปั่นช้าๆ จะไม่ได้ปั่นเร็วมาก ปั่นซ้อมแบบนี้จะทำให้เราไม่ค่อยเหนื่อยเวลาไปปั่นจริงหรืออย่างเวลาออกทริปไกลๆ อีกอย่างทำให้ขาเราฟิตแล้วก็แข็งแรงขึ้นไปเอง


ปูนิ่ม : จริงๆ สัปดาห์หนึ่งนิ่มจะต้องปั่นสัก 3 วัน เพราะว่าเราไม่ค่อยมีเวลา หรือไม่เสาร์อาทิตย์ก็จะไปออกทริปทั้งวันเลยประมาณนี้ค่ะ

แวว : แววก็จะมีเทรนเนอร์อยู่ที่บ้าน ก็จะปั่นวันละชั่วโมงค่ะ เพราะว่าทำงานฟรีแลนซ์ถ้าใส่ชุดเขาไม่ได้เขาก็จะไล่ออก เราก็ต้องปั่นทั้งออกกำลังกาย ทั้งซ้อมไปด้วย
ภาพจาก Facebook : Ravirath Srisopha
    • จากการที่อยู่ในสายปั่นมา เราได้ประโยชน์อะไรจากการปั่นจักรยานบ้างคะ

อุ๊ : ของอุ๊ที่เห็นได้ชัดก็จะเป็นขานะคะ กล้ามเนื้อเฟิร์มขึ้นด้วย

ปูนิ่ม : ได้สุขภาพค่ะ เหมือนเรามีภูมิต้านทานมากขึ้น อย่างเมื่อก่อนจะป่วยง่ายเดี๋ยวนี้ก็แข็งแรงขึ้น แล้วก็ได้มิตรภาพ ได้เที่ยวด้วย บางสถานที่ที่รถยนต์เข้าไม่ถึง ที่แคบๆ แต่ว่าจักรยานเข้าได้เราก็จะได้เห็นตรงนั้นค่ะ

แวว : ได้เห็นที่สวยๆ จากที่เรานั่งหรือว่าขับรถยนต์ไปเราก็จะมองผ่านๆ แต่นี่พอเราปั่นจักรยานปุ๊บ กลายเป็นเราได้มองเห็นอะไรที่สวย ในเวลาที่ช้าลง และเรายังได้เข้ามาใกล้มากขึ้นด้วย

เอ๋ : จักรยานทำให้เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติจริงๆ ใกล้มาก มีครั้งหนึ่งเอ๋ไปปั่นจักรยานตอนค่ำๆ อยู่ๆ ก็มีหิ่งห้อยมาเกาะที่เสื้อ ตรงนี้ต้องเป็นคนปั่นจักรยานจริงๆ นะคะถึงจะเจออะไรแบบนี้

ส่วนเรื่องสุขภาพ เอ๋กล้ามเนื้อฟิตขึ้น โรคภัยไข้เจ็บที่เราเคยเป็นเล็กๆ น้อยๆ ก็จะเป็นช้ากว่าเดิมมาก เอ๋ไม่ได้บอกว่าไม่เป็นเลยนะคะ แต่มันค่อยๆ ลดลง อย่างตอนนี้ ไมเกรนลดลง ภูมิแพ้ลดลง แล้วก็ทำให้เรานอนหลับสบายขึ้น

นอกจากนี้เรายังได้ความสุข ได้มิตรภาพระหว่างทาง ได้ไปเจอคนนั้นคนนี้ ได้ไปกิน ไปเที่ยวในที่ต่างๆ ได้ไปทดลองเส้นทางใหม่ๆ ที่เราไม่เคยไป สุดท้ายพอมารวมกันอยู่กันแบบนี้ แล้วมี ททท. ให้เราทำงานนี้ขึ้นมา มันเลยทำให้รู้สึกว่าเป็นการปั่นที่สบายใจ สนุก และเป็นการทำเพื่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวประเทศไทยด้วยค่ะ
ภาพจาก Facebook : Ravirath Srisopha
    • ถ้ามีสาวๆ อยากปั่นแต่ยังกลัวว่าจะผิวเสีย ตัวดำ หน้าคล้ำ ขาใหญ่จะบอกพวกเขายังไงคะ เรามีเคล็ดลับตรงนี้ไหม

อุ๊ : เทคนิคเวลาปั่นไกลๆ ต้องตากแดด อุ๊ก็จะใช้ครีมกันแดดหน้า 2 ยี่ห้อ แขนก็ 3 ยี่ห้อ ขาก็ 5 ยี่ห้อ ผสมรวมกันเลยค่ะ (หัวเราะ) หรือจะหลีกเลี่ยงไม่ปั่นตอนแสงแดดจัดๆ ไปปั่นตอนเช้าหรือตอนเย็นไปเลยก็ได้ค่ะ

เอ๋ : หลังจากที่เราทาครีมกันแดดแล้ว เราก็เติมครีมกันแดดทุกครั้งที่เราได้แวะ ทาเข้าไปตรงรอยต่อกางเกงหรือเสื้อแล้วก็ทาตรงแก้มที่มันมีโอกาสที่จะโดนแดดได้ ตรงนี้ช่วยได้เยอะเลยนะคะ แล้วหลังจากปั่นเสร็จเราก็จะเอาแผ่นมาสก์หน้ามาพอกไว้ ซึ่งมันจะช่วยลดความร้อน ความแสบจากการที่เราไปโดนแดดมาได้ค่ะ

อยากจะเริ่มปั่นไม่ต้องกลัวขาใหญ่ ไม่ต้องกลัวน่องจะปูดนะคะ หลายคนจะเข้าใจผิดคิดว่าปั่นจักรยานแล้วน่องใหญ่ ซึ่งมันไม่จริงเลยค่ะ มันขึ้นอยู่กับสรีระของเราด้วย แต่จริงๆ มันช่วยให้ขากระชับมากกว่านะคะ ซึ่งเราก็ต้องใช้วิธีการปั่นที่ถูกต้องคือปั่นเบาๆ

ปูนิ่ม : หลายๆ คนจะถามว่ามาปั่นจักรยานกลัวแดดหรือเปล่านอกเหนือจากการทาครีมกันแดด แล้วเรายังใส่เสื้อแขนยาวได้ ใส่ปลอกขาได้ แรกๆ ก็ใส่เห็นแต่ลูกตา พอหลังๆ เราคิดว่าแสงแดดมันไม่ได้เป็นอันตรายขนาดนั้นก็จะใช้การทาครีมกันแดด อีกสูตรหนึ่งที่เป็นเคล็ดลับที่ดีของนิ่มเลยก็คือการใช้โยเกิร์ตหรือไม่ก็ว่านหางจระเข้พอกหน้ามันจะช่วยสมานผิวได้ดีมาก

แวว : ส่วนตัวแววทำงานฟรีแลนซ์ หลายคนก็จะบอกว่าทำงานนี้แล้วไปปั่นมันจะดำจะอะไรไหม ซึ่งก็หมดปัญหาไปเลยค่ะเพราะว่าแค่เราบำรุงผิวทาครีมกันแดด กลับมาจากปั่นเสร็จก็ดื่มน้ำเยอะๆ เพราะว่าผิวเรามันจะแห้งกร้านเจอมากับตัวเองเลย ก่อนปั่นเราก็ต้องบำรุง กลับมาเราก็ต้องบำรุงค่ะ อย่าไปกลัว

    • แล้วมีข้อแนะนำสำหรับมือใหม่อยากปั่นบ้างไหมคะ ทั้งเทคนิคการเลือกจักรยาน เทคนิคการเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ

เอ๋ : สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นการปั่นจักรยาน อย่างแรกต้องลองดูก่อนค่ะว่าตัวเองอยากจะปั่นจักรยานแบบไหน เราเน้นไปในแนวไหน เพราะว่าจักรยานมีหลายแบบ ทั้งเสือภูเขา เสือหมอบ ที่สำคัญก็คือเลือกให้เหมาะกับที่เราใช้งาน

อุปกรณ์อื่นๆ ที่สำคัญก็จะเป็นหมวกกันน็อก มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเราจะปั่นประเภทไหน หมวกก็จะต่างกันไปในแต่ละประเภท

ชุดปั่นก็จำเป็นเหมือนกัน เพราะชุดปั่นจะทำให้ไม่รุ่มร่าม จะเป็นทรงแบบแนบเนื้อ เรื่องของเป้าก็จะต้องลองด้วยเจล เพราะว่าเราจำเป็นที่จะต้องนั่งอยู่บนอานจักรยานนานๆ มันจะช่วยลดความเจ็บ ความเมื่อยล้าอะไรต่างๆ ได้


ส่วนในเรื่องของแว่นตาก็จะมีหลายแบบ หลายดีไซน์ให้เลือกตามท้องตลาด ถุงมือ ถุงเท้า รองเท้าก็จะขึ้นอยู่กับว่าเราจะปั่นชำนาญแค่ไหน ถ้าจะให้สบายที่สุดก็น่าจะเป็นรองเท้าที่ติดกับที่ปั่นจักรยานก็จะช่วยผ่อนแรงได้มาก

ปูนิ่ม : ตอนแรกนิ่มยังไม่มีจักรยานเป็นของตัวเองเลยนะคะ เราก็ไปปั่นที่สวนรถไฟเป็นจักรยานแม่บ้านสีชมพูเช่ามา มันทำให้รู้สึกว่าเราชอบ เราอยากปั่น เรามีความสุข หลังจากนั้นเราก็ค่อยไปถอยจักรยานมา


นิ่มจะบอกว่าจริงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้จักรยานตัวท็อป ราคาสูงก็ได้ จะใช้เป็นจักรยานแม่บ้านหรือว่าจักรยานอะไรก็ปั่นได้หมดเลย เลือกที่เหมาะกับตัวเองก็พอ อย่างบางคนอยู่ในเมืองหลวงก็อาจจะเป็นแบบพับเอาขึ้นรถไฟฟ้าก็ได้ หรือบางคนชอบแบบวิบากก็เลือกแบบเสือภูเขาไป แต่ถ้าเราต้องปั่นระยะทางที่ไกลๆ เราก็ควรเลือกใช้จักรยานที่มันเหมาะหรือว่าพอดีกับตัวเราเพื่อที่เวลาปั่นไปนานๆ มันจะได้ช่วยลดอาการบาดเจ็บ แล้วก็ปั่นได้สนุกมากขึ้นค่ะ

อุปกรณ์อื่นๆ ก็สำคัญอย่างที่พี่เอ๋บอก เพราะเวลาปั่นจักรยานเราต้องมีสติ ใส่อุปกรณ์ต่างๆให้ครบมันช่วยป้องกันได้จริงๆ ค่ะ

แวว : จริงๆ เราต้องไปเลือกจักรยานด้วยตัวเองว่าเราชอบแบบไหน มือสองก็ได้ เรามีแค่ไหนก็ปั่นแค่นั้นเอาตามงบ เพราะถ้าให้เราแนะนำ เราก็แนะนำได้แค่คร่าวๆ มันเป็นความชอบส่วนบุคคล เราต้องไปลองขึ้น ลองคร่อม เหมือนเราซื้อเสื้อผ้า จักรยานก็เช่นกันต้องซื้อให้พอดี แต่สิ่งที่สำคัญเลยอย่างที่ทุกคนบอกนั่นก็คือหมวกกันน็อก อันนี้ไม่มีไม่ได้ค่ะ ต้องใส่ ใส่ให้พอดีเพราะมันช่วยได้จริงๆ

เอ๋ : ปั่นให้มีความสุข ปั่นให้ได้สุขภาพ เราอย่าไปยึดติดเลยว่าจะต้องแพงหรือว่าอะไร ถ้าเห็นคนอื่นเขาใช้แพง เราก็คิดแค่ว่าเรามีความสุขกับสิ่งที่เรามีก็เพียงพอแล้ว ถามตัวเองก่อนว่าเราปั่นแล้วเรามีความสุขไหม เราได้สุขภาพไหม ได้มิตรภาพหรือเปล่า เราไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จะใช้จักรยานแม่บ้าน จักรยานเสือหมอบ เสือภูเขา ก็ใช้บนถนนเดียวกันได้
Profile 5 สาวนักปั่นที่เขาว่าสวยที่สุดในประเทศไทย

คนแรก เอ๋-พรรณษร ปฐมาภินันท์

อดีตดาราจากภาพยนตร์เรื่อง “วัยระเริง” ซึ่งปัจจุบันทำธุรกิจร้านเบเกอรี่ ณ สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ในชื่อ “Morning Glory The Bakery House” และล่าสุดเปิดอีกร้านชื่อ Grandma’s Oven ที่ซีนเนอรี่วินเทจฟาร์ม


ส่วนในวงการนักปั่นเธอเป็นทั้ง Blogger และคอลัมนิสต์นิตยสาร Bike Style คอลัมน์ Women on Bike, ทูตประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว Team Angel ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ภูมิภาคกลาง, Brand Ambassador จักรยาน Scott ของประเทศไทย และผู้ส่งเสริมภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวโดยจักรยานภายใต้สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง หรือ I Love สวนผึ้ง


ผลงานการปั่นที่ผ่านมา 3 ปีกว่าๆ มีประสบการณ์ปั่นทั้งแข่งขันและไม่ใช่แบบปั่นแข่งขันมาหลากหลายสนาม เช่นการแข่งขันไตรกีฬาประเภททีมหญิง โดยปั่นจักรยานเส้นทางเขาชันๆ ของภูเก็ตในระยะ 90 กิโลเมตร จนชนะได้อันดับ 2 ประเภททีมหญิงหรือจะเป็นการปั่นจักรยานไม่เน้นการแข่งขัน แต่เพื่อชนะใจตัวเองกับระยะทางที่ทั้งไกลและชัน อย่างการปั่นไต่เขางาน Audax จอมบึง-สวนผึ้ง ในระยะทาง 200 กิโลเมตร รวมถึงเป็นตัวแทนในการปั่นเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทย และในญี่ปุ่น เป็นต้น

คนที่สอง ปูนิ่ม-ธานัท วัชระอภิญา

คนที่สอง ปูนิ่ม ธานัท วัชระอภิญา จบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันงานหลักอาชีพผู้แทนยา หลงรักการปั่นจักรยานเพราะในอดีตมีสุขภาพไม่แข็งแรง ป่วยเรื้อรัง หลังจากได้มาปั่นจักรยานทำให้อาการโรคภูมิแพ้ดีขึ้น ไม่ต้องพึ่งยา ได้ต่อสู้กับใจตัวเอง ทำให้จากเด็กผู้หญิงขี้โรคกลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง สุขภาพดีขึ้นสามารถปั่นได้ไกลถึง 180 กิโลเมตร ทริปปั่นไปบอกรักพ่อ (กรุงเทพฯ-หัวหิน) และก่อนไปทำงานจะตื่นเช้ามากขึ้นเพื่อจะได้มีเวลาออกกำลังกายก่อน

คนที่สาม แวว-อรทัย มูลคำแปง

สาวลำปางหน้าหวาน อดีตนักศึกษาราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ที่ปัจจุบันทำงานเป็นฟรีแลนซ์และเป็นเจ้าของร้านขายอาหารเสริมนำเข้าออนไลน์


ส่วนเรื่องการปั่นเธอก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเพราะรักและอยู่ในสายนี้มาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว และแม้จะไม่ได้เป็นสายลงแข่งขัน แต่ก็สามารถปั่นไปถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายของตัวเองอย่าง 75 กิโลเมตร หรือ 100 กิโลเมตรได้

คนที่สี่ อุ๊-นริศศรา อินทวงษา

ดีกรีบัณฑิตจิตวิทยา เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย Miss Universe Thailand 2012, Brand Ambassador จักรยาน BMC ประเทศไทย แถมยังเป็นนักปั่นสายแข็งที่เคยผ่านการแข่งขันมาอย่างโชกโชน อาทิ

- “Thanyapura Gran Fondo : Phuket 2015” ระยะทาง 120 กิโลเมตรได้ที่ 6 รุ่น Open Female

- “มหกรรมปั่นพิชิตทุ่งดอกกระเจียวเที่ยวผาสุดแผ่นดิน” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ระยะทาง 111 กิโลเมตร ได้ที่ 4 ใน 5 อันดับ รุ่น Open Female

- “มหกรรมแข่งขันจักรยานทางไกลประเทศไทย (Ride to Khong's Legendary) ตอน นักปั่นแห่งลุ่มน้ำโขง 2015”
ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ 3 stages รวมระยะทาง 248 กิโลเมตร ได้อันดับที่ 5 รุ่น Open Female


- “World Travel Joy East Coast Challenge 2015” ระยะทาง 117 กิโลเมตร ประเภทคู่เกลอเข้าคู่แรกที่เป็นชาย-หญิง

- “Tour De Farm 2015” ระยะทาง 100 กิโลเมตร จากปี 2014 ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง 47 นาที ปีนี้ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมง 52 นาที เร็วขึ้นไป 55 นาที (ได้อันดับที่ 5) รุ่น Open Female

คนที่ห้า สอง-รวิรัฐ ศรีโสภา
ภาพจาก Facebook : Ravirath Srisopha
ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของร้านอาหาร 2 captain ที่จังหวัดสมุทรปราการ และปราจีนบุรี


ส่วนเส้นทางการปั่นเริ่มมาจากการหลงรักธรรมชาติจากการได้ลองปั่นจักรยานครั้งแรกเพราะทำให้เธอได้เข้าใกล้ธรรมชาติมากที่สุด อีกทั้งการปั่นยังทำให้เธอสุขภาพดีขึ้นได้พบมิตรภาพใหม่ๆ จึงเป็นที่มาทำให้เธอกลายเป็นนักปั่นเต็มตัว และมีประสบการณ์ปั่นจบระยะทางไกลหลายๆ รายการ รวมถึงปั่นในญี่ปุ่นทริป 1,000 กิโลเมตร
สามารถติดตามเรื่องราวการปั่นของสาวๆ ได้ที่ : Facebook :
เอ๋กลอรี่ พรรณษร

Tanat Watcharaapiya

เจ้าหญิง แมวน้อย

Narissara Inthavongsa

Ravirath Srisopha
เรื่อง : วรัญญา งามขำ และ จิราภรณ์ คงทรัพย์
ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์

กำลังโหลดความคิดเห็น...