xs
xsm
sm
md
lg

“ไดญา โทณะวณิก” นางแบบมาดเท่และเซ็กซี่ ที่เขาลือว่าเป็นหวานใจ “จูลี่ เดอะเฟซ”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 จูลี่ The Face Thailand Season 3 ได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการ “เรื่องร้อนออนไลน์” ทางช่องอมรินทร์ ทีวี ว่าเธอมีคนคุยด้วย แต่ไม่ใช่ผู้ชาย เขาคนนั้นเป็นนางแบบทอม ซึ่งคุยกันมา 6 เดือนแล้ว และเป็นคนที่เธอลงรูปและแท็กหาอยู่บ่อยๆ ซึ่งถ้าเช็กในอินสตาแกรมของเธอแล้วจะรู้ว่าเขาเป็นใคร! และเหตุนี้เองทำให้มีคนพุ่งเป้าไปที่เธอคนนี้ เพราะเธอเป็นนางแบบมาดเท่ แถมยังมีรูปคู่กันในอินสตาแกรมตั้งหลายรูป

ไดญา โทณะวณิก หรือ มิรา กัลย์มิรา ไวทย์สมิทธ์ ผู้ที่ได้รับฉายาว่าเป็นนางแบบลุคเท่ๆ ห้าวๆ หนึ่งเดียวในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งแต่งเป็นผู้ชายก็หล่อมาก แต่งเป็นผู้หญิงก็สวยมาก แถมความสามารถเต็มร้อย เพราะชีวิตเธอเริ่มจากการทำงานเบื้องหลังมาก่อน ทำให้มีคนเห็นแววและชักชวนมาเป็นนางแบบ และด้วยบุคลิกที่โดดเด่นทำให้มีงานเข้ามาไม่ขาดสาย อีกทั้งยังต่อยอดไปยังงานแขนงอื่นๆ อย่าง งานละคร งานโฆษณา และล่าสุดเธอก็กำลังจะมีผลงานเพลงในนามวง TWANG สังกัดค่าย Summer Ray Music ที่จะออกมาให้รับฟังเร็วๆ นี้อีกด้วย
      • ก่อนอื่นขอถามถึงกระแสข่าวที่ออกมาระหว่างไดญากับจูลี่ The Face Season 3 หน่อยค่ะ

ก็เป็นอย่างที่น้องพูดทุกอย่างเลยค่ะ น้องให้สัมภาษณ์อะไรในรายการไหนก็เป็นความจริงหมดทุกอย่าง ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงที่รู้จักพูดคุยกันอยู่ จริงๆ เรารู้จักกันผ่านทางงาน ได้เจอน้องผ่านทางอินสตาแกรม เราก็เลยสงสัยเหมือนเคยร่วมงานกันแน่เลย ก็ทักทายพูดคุยกันในอินสตาแกรม หลังจากนั้นก็เลยคิดว่าไม่ได้แล้วต้องมาเจอกันหน่อย เพราะเราเป็นคนที่ชอบเจอก่อน แล้วค่อยทำความรู้จัก เลยติดต่องานให้มาเดินแบบด้วย

พอเราได้รู้จักน้อง ก็ได้เห็นความใสซื่อ ความจริงใจ ความไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ อะไรหลายๆ อย่างในตัวเขา เขาเป็นคนอารมณ์ดี แล้วก็คิดในแง่บวกทำให้เราประทับใจเขาตรงนั้น จริงๆ อะไรที่เขาทำบางครั้งมันก็ซื่อตรงเกินไป เขาต้องการคนดูแลแล้วแหละ เราก็เลยน่าจะเป็นพี่ที่ดีที่สามารถดูแลเขาได้ เลยได้พูดคุยกันจนถึงวันนี้ค่ะ

      • นอกจากเรื่องความรักแล้ว จริงๆ หลายคนรู้จักไดญาผ่านผลงานการเดินแบบมาก่อน เล่าถึงเส้นทางก่อนจะมาเป็นนางแบบมาดเท่ในวงการแฟชั่นไทยให้ฟังหน่อยค่ะ

ตอนแรกเริ่มมาจากทำงานเบื้องหลังอยู่ในวงการมาก่อนค่ะ เพราะว่าก่อนหน้านี้ไดญาเรียนจบวิทยุโทรทัศน์มา แล้วอยู่ดีๆ ก็ได้มาถ่ายแบบกับรุ่นพี่ชื่อพี่ต้น พี่เขาเป็นคอสตูมที่กองถ่าย เขาเรียนแฟชั่นดีไซเนอร์ ระดับปริญญาโทอยู่ พี่เขาต้องการนางแบบถ่ายงานส่งอาจารย์ ก็เลยมาชวนเรา

ตอนแรกก็ตกใจนะคะว่าเรานี่นะจะถ่ายได้ เพราะว่าจะเป็นไปได้ไง ปกติเราแบกกล้อง จดสคริปต์ ทำงานอยู่แต่เบื้องหลัง แต่ด้วยความเป็นคนที่ชอบทำอะไรแบบท้าทาย และอีกใจหนึ่งก็คิดว่าช่วยพี่เขาด้วย ก็เลยตอบตกลงไปว่าได้ค่ะ ตอนนั้นไปถ่ายจริงๆ ก็ยืนแข็งๆ งงๆ นะ (หัวเราะ) สรุปว่าอาจารย์ชอบผลงานเรา หลังจากนั้นเอเยนซีก็ติดต่อให้ไปแคสต์งานแล้วก็ได้จนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ

งานแรกเป็นงานของพี่รอง จิตต์สิงห์ สมบุญ ดีไซเนอร์ของ Greyhound ค่ะ ครั้งแรกเขินมากค่ะ แต่ก็สนุกกับงานนะคะ ตื่นเต้นและดีใจด้วยเพราะเราได้อยู่ในห้องแต่งตัวของนางแบบ อารมณ์ประมาณว่ามันเป็นแบบนี้เหรอ (ยิ้ม)

      • ไม่เคยเดินแบบมาก่อนเลย แล้วเราฝึกฝนตัวเองยังไงบ้าง

การเตรียมตัวสำหรับงานแรก ตอนนั้นไดญาจะเปิดดู Fashion TV ดูทั้งวัน เอาส้นสูงมาเดินในบ้าน เข้าห้องน้ำก็ใส่ส้นสูงเข้าไปด้วยเอาให้ชิน ไม่มีใครฝึกให้ เดินในห้อง มีคำแนะนำบ้างจากรุ่นพี่ ถามเพื่อนว่ามันต้องเดินยังไง ก็ช่วยเหลือตัวเองให้เราได้พัฒนาขึ้น อาศัยการศึกษาด้วยตัวเอง หรือคนรอบข้างมีมาแนะนำบ้างแต่ไม่ได้เรียนจริงจัง

ส่วนใหญ่เราก็เดินเองในห้องเพื่อฝึกให้ตัวเองเดินได้ เรารับงานเขามาแล้ว เราก็ไม่อยากทำให้มันพลาดหรือว่าไปเดินทำให้เขาขายหน้า เราก็รับผิดชอบงานที่เรารับมาให้เต็มที่ค่ะ

      • หลังจากนั้นเป็นยังไงต่อคะ

จากวันนั้นก็มีงานเข้ามาให้แคสต์ต่อเนื่อง มีคนจ้างเข้ามาเรื่อยๆ เลยค่ะ คือเข้ามาแบบที่เราไม่ได้ตั้งตัว อย่างวันนี้มีงาน อีกสักพักก็มีงานอะไรต่างๆ เข้ามา เราก็เลยทำไปทำมากลายเป็นอาชีพหลักไปเลย จากที่ตอนแรกเป็นแค่ฟรีแลนซ์ค่ะ

แล้วเราก็ได้ไปประกวดด้วย เพราะเริ่มรู้สึกว่าเราน่าจะมีโปรไฟล์เป็นของตัวเองบ้างนะ เลยไปลองประกวดเวทีไทยซูเปอร์โมเดล (thai supermodel contest) นะคะ แต่อายุเกิน แล้วจากนั้นก็ไปประกวดเวทีแพรว ซูเปอร์โมเดล ปี 2011 ตอนนั้นที่ไปก็ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีใครไปด้วยนะคะ แต่อาจจะเพราะเป็นจังหวะ การเตรียมตัวของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพูด การแสดงอะไรต่างๆ ที่ทำให้เขาเห็น ก็เลยได้ตำแหน่งจากเวทีแพรว ซูเปอร์โมเดลมาค่ะ

ทุกวันนี้นางแบบก็กลายมาเป็นอาชีพหลักไปแล้ว ตอนนี้ก็มีรับสอนเดินแบบด้วยค่ะ เคยสอนให้สาวๆ จาก Playboy ซึ่งเราก็เคยมีประสบการณ์ เราก็เลยเอาข้อบกพร่องของเราที่มีในตอนนั้นมาสอนให้กับสาวๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือคนโต ก็รับสอนหมดค่ะ

      • ด้วยลุคของไดญาจะออกแนวห้าวๆ เท่ๆ แล้วพอต้องมาเดินแบบ ต้องมาแต่งเป็นผู้หญิงรู้สึกยังไงบ้างคะ

ครั้งแรกจำได้ว่าไดญาจะต้องแต่งตัวเป็นลุคผู้หญิงจ๋าเลยนะคะ คือเขาให้เราแต่งตัวเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับลุคที่เป็นอยู่เลย ช่วงแรกเราก็ต้องปรับตัวนะคะ เช่น บางวันก็มีใส่เดรสบ้าง ซึ่งเพื่อนก็จะตกใจว่าเป็นอะไร ทำไมต้องใส่ ทำไมต้องแต่งตัวแบบนี้มา ก็แต่งบ่อยนะคะ ใส่เดรส ใส่กระโปรง ใส่ส้นสูง แต่งหน้าไปเดินห้างสรรพสินค้าเลย ไม่รู้ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร (หัวเราะ) แต่เราก็ต้องทำให้ตัวเองเคยชิน ตอนนั้นก็ไปเดินห้างฯ คนเดียว ไปเดินแบบก้มหน้าก้มตา โทรศัพท์หาแม่ ให้แม่คุยเป็นเพื่อน เพราะเราไม่เคยใส่เดรส ไม่เคยใส่กระโปรงมาก่อน มันก็จะเขินๆ หน่อย แต่พอมาคิดดูอีกทีว่าเราจะอายทำไม ซึ่งจริงๆ เราคิดไปเองทั้งนั้น บางทีแต่งตัวสวยมากๆ มาส่องกระจกก็รู้สึกว่ามันก็สวยดีเหมือนกันนะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้กลายเป็นเรามั่นใจมาก ไม่เขินแล้วค่ะ

ตอนนี้ตู้เสื้อผ้าเราก็มีชุดเดรสนะ แต่จะมีแค่ชุดที่ใส่ไปงาน เพราะหลังๆ เราก็ไม่อะไรแล้วค่ะก็เป็นตัวของตัวเองเต็มที่เลย คือเวลาส่วนตัวหรือไม่ได้ทำงานก็จะแต่งตัวตามสไตล์ของตัวเองปกติเลยค่ะ แต่ตอนทำงาน เรามีความคิดว่าเราต้องทำ เพื่อให้เราสามารถทำงานอยู่ในวงการนี้ได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกเคยชินเวลาทำงานบนเวที แล้วก็แต่งตัวตามที่เขาให้แต่งได้ค่ะ

      • แล้วการที่เรามีลุคห้าวๆ แบบนี้ เป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือเปล่าคะ เพราะในวงการนางแบบส่วนใหญ่ คนมักจะติดภาพว่านางแบบต้องเป็นผู้หญิงสวยเซ็กซี่

ไม่มีเลยค่ะ บางครั้งก็มีบ้างที่เขาอยากได้ลุคแบบสไตล์ของเรา มันก็ทำให้ง่ายต่อการทำงานสำหรับเรา แต่ไดญาจะโดนแต่งเซ็กซี่บ่อยเหมือนกันนะ กลายเป็นแบบนั้นไปค่ะ อาจจะเป็นด้วยลุคของเรา หรือเสื้อผ้าอะไรต่างๆ ของคนไทยที่ไม่มีแบบนี้ ดังนั้นเราก็เลยโดนจับไปแต่งตัวแบบเปรี้ยวๆ หรือไม่ก็หวานไปเลย

มีครั้งหนึ่งเคยถามดีไซเนอร์เหมือนกันนะคะ เพราะเรารู้สึกว่าเราจะมีลุคแบบนี้ไปทำไม ซึ่งเขาก็บอกมาว่า เราหน้าหวาน แต่งตัวแบบนี้ได้ แต่ด้วยลุคของเราหรือลักษณะของเราไหล่จะกว้าง ตัวสูง เวลาถ่ายงานออกมามันก็จะดูแตกต่างจากคนอื่นหน่อย เท่ๆ หน่อย งานแบบนี้ทุกคนก็จะเรียกหาไดญา เพราะว่าเราทำงานได้หลายแบบ หลายลุค ซึ่งมันก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคเลยที่เราสามารถเปลี่ยนได้หลายลุค เพราะคำว่านางแบบคือคุณต้องเป็นแบบให้กับเขา ต้องเป็นให้ได้ทุกอย่าง

      • เห็นว่าได้รับฉายาว่าเป็นนางแบบห้าวๆ ลุคทอมบอยหนึ่งเดียวของวงการแฟชั่นไทยด้วย

ภูมิใจมากเลยค่ะ เพราะตราบใดที่มันไม่ใช่คำด่าทอ เราก็ยินดีรับ ยอมรับด้วยความดีใจ ไดญาเคยเปิดอ่านข่าวเหมือนกันนะคะ เขาเขียนประมาณว่าเราเป็นนางแบบลุคทอมบอยหนึ่งเดียวของประเทศไทย เราก็ภูมิใจนะที่เกิดมาชาตินึงได้รับคำชมแบบนี้จากการที่เราเป็นตัวของตัวเองแล้วมีคนยอมรับ กลับกลายว่าเป็นจุดเด่นของเราไปเลย แต่ที่เราเป็นแบบนี้เราไม่ได้คิดว่าตัวเองโดดเด่นหรือเป็นสีสันให้กับวงการอะไรขนาดนั้นนะคะ เราแค่ทำงาน ทำหน้าที่ไปตามที่เขาต้องการ ซึ่งคนอื่นจะมองว่าเป็นสีสันไหมก็แล้วแต่เขา แต่เราคิดว่าเราทำตรงนี้ให้มันเต็มที่ที่สุดก็พอแล้ว

ทุกวันนี้ก็ต้องขอบคุณตัวเองที่เป็นแบบนี้ แล้วทำให้ประสบความสำเร็จถึงจุดที่เป็นแบบนี้ได้ กระแสตอบรับถือว่าดีนะคะ ตอนนี้ก็มีแฟนคลับบ้างแล้ว มีคนทำเพจให้ มีคนติดตาม ก็เคยถามแฟนคลับเหมือนกันนะคะว่าติดตามเพราะว่าเราเป็นแบบนี้หรือเปล่า เขาก็บอกว่าใช่ เพราะเราเป็นแบบนี้แหละ

การที่เรามีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน เป็นของตัวเอง มันทำให้โดดเด่นออกมา วันนี้ที่คนจดจำได้ก็เพราะว่าเราเป็นแบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนตามใคร เราต้องเป็นตัวของตัวเองควบคู่กันไปด้วย แต่เวลาทำงาน เราก็ต้องทำให้ได้ด้วย

      • แล้วทั้งหมดทั้งมวลที่ทำมาเคยคิดไหมคะว่าสาวห้าวอย่างเราทุกวันนี้จะได้มาเป็นนางแบบ

ไม่ได้อยู่ในความฝันเลยค่ะ คิดว่ามันเป็นโชคชะตามากๆ ที่ทำให้เราเข้ามาในวงการนี้ จริงๆ ตอนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ไดญาก็เคยอยากแสดงละครกับเขาเหมือนกันนะคะ เพราะว่าการแสดงมันดูสนุกดี เราชอบแสดงออก ชอบกิจกรรม ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว

ความฝันของไดญาจริงๆ เลยก็คือ เป็นนักร้อง สิ่งนี้คือชอบมาเป็นอันดับหนึ่ง ชอบมากที่สุดเลยค่ะ แต่เส้นทางของเราอยู่ดีๆ ก็ได้ไปเป็นนางแบบ แต่ว่าการเป็นนางแบบมันมีประตูที่จะนำเราไปสู่เส้นทางหลายๆ อย่างในวงการบันเทิง เพราะถ้าเราเป็นนางแบบ โปรไฟล์มันก็จะดี คนก็ยอมรับ มันก็สามารถทำให้ก้าวเดินต่อไปในงานแขนงอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นงานแสดง งานพิธีกร งานเพลงอะไรต่างๆ

      • เพราะเหตุนี้เลยทำให้นอกจากงานเดินแบบแล้ว ไดญามีอีกหลายบทบาทเลย ทั้งการเป็นนักแสดง และการเป็นนักร้องค่าย Summer Ray Music ด้วย

ใช่ค่ะ ไดญามีโอกาสได้ไปเล่นละครหลายเรื่องเหมือนกัน มีทั้งที่ตรงกับคาแรกเตอร์จริงบ้าง มีทั้งฉีกคาแรกเตอร์บ้าง งานแสดงที่รับเรื่องแรกเลยก็คือ สาปพระเพ็ง ที่ได้เล่นเพราะคนที่เล่นต้องตัดผมได้ เขาต้องการคาแรกเตอร์ที่มีพลังหน่อย แล้วแม่น้องที่รู้จักกันก็ลองให้เราส่งรูปไปให้ดู ทางทีมงานก็ชอบลุคแบบเรา ก็เลยได้เล่นละครค่ะ

งานละครอื่นๆ ก็มีเข้ามา อย่างตอนแรกเราเป็นผู้จัดการกองถ่ายเรื่องผีแม่ม่ายกับผู้ชายปากแดงภาค 1 เป็นหนังดังสุดสัปดาห์ของทางช่อง 3 ตอนนั้นไดญาทำเบื้องหลังอยู่ พอมีภาค 2 ขึ้นมา ผู้กำกับก็ให้เราไปเป็นนักแสดงเล่นกับแนนนี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ และพี่ปอ ทฤษฎี ตอนนั้นได้เล่นเป็นกลุ่มเพื่อนของนางเอก ก็สนุกดีนะคะ

คาแรกเตอร์ที่ฉีกแนวเราไปเลยก็คือละครเรื่องเสื้อสีฝุ่น ตอนนั้นได้เป็นผู้หญิงสาวไฮโซ เรียนจบจากเมืองนอก มาแย่งผู้ชาย บทนั้นคือขัดกับตัวตนที่เป็นอยู่มากๆ แต่เราก็เล่นเพราะมันเป็นการแสดง และเชื่อว่าเราทำได้

ส่วนตอนนี้นอกจากงานเดินแบบ งานละครแล้ว ก็จะมีงานเพลงด้วยค่ะ กำลังจะออกซิงเกิล ซึ่งทางแพรวได้แนะนำให้เราไปประกวดรายการตีสิบดันดารา ก็ชนะมา ทำให้มีโปรดิวเซอร์ติดต่อเข้ามา จริงๆ ไดญาอยากเป็นนักร้องมานานมากแล้วนะคะ อย่างตอนเด็กๆ ก็เคยไปเข้าคอร์สของแกรมมี่ พอจบคอร์สครูก็จะมาเลือกศิลปินแล้วก็ได้เป็นหนึ่งในนั้นมาตั้งแต่อายุ 17-18 ปี แต่พอจากนั้นเขาก็ให้เราไปค้นหาตัวตน ก็มีไปตั้งวงเล่นกลางคืนบ้าง ทำมาตลอด แต่ก็มีหยุดพักบ้าง แล้วหลังๆ มันก็ห่างหายไป เพราะเรามาทำงาน จนมาถึงการประกวดตีสิบดันดารา เราถึงได้กลับมาทำเพลงอีกครั้ง

ทั้งหมดมันก็เป็นการต่อยอดไปเรื่อยๆ ซึ่งไดญาคิดว่าถ้าเราพลาดก้าวใดก้าวหนึ่งไป มันก็คงจะไม่ได้อยู่ ณ จุดนี้ ทุกครั้งเวลามีคนมาขอคำแนะนำ เราก็จะบอกไปว่ามันไม่เกี่ยวกับว่าเราใฝ่ฝันอะไร ทำมันไปเถอะ ลองทำไปทุกอย่าง

      • แบบนี้ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วหรือยังกับงานในวงการบันเทิง

ด้วยความที่เราทำหลายอย่าง เราจึงไม่รู้ว่าตรงจุดไหนเขาเรียกว่าสำเร็จ ถามว่าสำเร็จไหมคงตอบไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าพอใจไหมคงจะตอบว่าพอใจมากที่เราได้ลองทำทุกอย่างมาแล้ว ด้วยความเต็มที่และมันก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย

อย่างงานเดินแบบตอนนี้ภาคภูมิใจมากกว่าที่ทุกแบรนด์ให้โอกาสได้ร่วมงานด้วย ทุกๆ งานที่ให้โอกาสคนคนนี้ได้ไปทำงานให้เขา ซึ่งเขาเลือกคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเป็นนางแบบได้ให้มาเป็นนางแบบกับเขา เรารู้สึกขอบคุณและดีใจมากๆ

ส่วนความใฝ่ฝันสูงสุดของเราคือการเป็นนักร้องค่ะ เราทอดทิ้งมันไปนาน แต่ว่าโชคชะตามันก็พาให้มาประกวดแล้วก็ได้มาแต่งเพลง ก็เลยคิดว่าจะกลับมาจริงจังอีกสักตั้ง นี่ก็ลุยกันมาประมาณ 5 ปีแล้ว ตอนนี้ก็มีสังกัดชื่อว่าค่าย Summer Ray Music ซึ่งตอนนี้กำลังจะถ่าย MV ประมาณปลายเดือนมิถุนายนก็จะมีซิงเกิลให้ได้ชมได้ฟังกัน ชื่อเพลงว่า “ส่อง” เพลงนี้แต่งเองด้วย ทำในนามวง Twang เป็น Girl Band ค่ะ ก็สามารถติดตามผลงาน เพจ : Summer Ray Music, Facebook.com/mytwang และอินสตาแกรม @mytwang ค่ะ

นอกเหนือจากนั้นคงเป็นความมั่นคงของชีวิตมันเป็นเรื่องของอนาคตที่ต้องวางแผนต่อไปก็เลยไม่ได้โฟกัสอะไรมาก ทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด ไดญาเชื่อว่าการหาตัวเองให้เจอเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าเราหาตัวเองเจอมากเท่าไหร่ มันก็จะทำให้เราก้าวไปหาจุดหมายที่เราฝันไว้เร็วขึ้น แต่ถ้าหาไม่เจอก็ไม่เป็นไร คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบอะไรมากขนาดนั้น มันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะวางเส้นทางชีวิตของเราไปในรูปแบบไหน ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณต้องมองโลกในแง่ดีเยอะๆ แต่ถ้าอยากใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยคุณก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ได้ ตอบรับกับทุกอย่างในชีวิต มีความสุขกับสิ่งที่เราค้นหาตัวเองอย่างมีสติ

      • ตอนนี้คนจะติดภาพไดญาว่าเป็นนางแบบทอมบอยไปแล้ว คิดเห็นยังไง แล้วไดญามีทัศนคติต่อเรื่องเพศที่สามในยุคปัจจุบันยังไงบ้าง

ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยค่ะ ใครจะคิดเห็นยังไงก็เป็นสิทธิของเขา เขาจะคิดดี ไม่ดียังไงก็แล้วแต่ ไดญาไม่ได้เอามาใส่ใจ ไดญารู้ว่าเขาก็รู้แหละว่าใครเป็นอะไรยังไง คือมองก็รู้ ไม่จำเป็นต้องมาบอกอะไร ส่วนตอนนี้การทำงานของไดญายังต้องทำงานเต็มรูปแบบในทุกอย่างเราก็พยายามทำให้ภาพลักษณ์ของเราเป็นกลางๆ ที่เราสามารถทำงานต่อไปได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เพื่อสามารถรับงานได้หลายรูปแบบ

ส่วนเรื่องเพศที่สามทุกวันนี้ดีใจนะที่สังคมไทยของเราเปิดรับมากขึ้น เราไม่อาจปฏิเสธได้หรอกว่ามีคนเหล่านี้อยู่ในสังคม แล้วมันก็มากขึ้นด้วย ไดญามองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีหรือเรื่องเสียหายอะไร แต่มองว่ามันเป็นเรื่องปกติ

ถ้าให้พูดในเรื่องของความรักจริงๆ แล้วมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศแล้วแหละ ทุกวันนี้หาคนที่ดีจริงใจยากมาก เพราะฉะนั้นคนก็เลยเริ่มมองหาคนที่จะเข้าใจ แล้วก็รักเรามากกว่า เรื่องเพศปิดกั้น แต่สุดท้ายเราได้มาเจอคนที่รักเรา อยู่กันเป็นครอบครัว ทำให้เราสบายใจ อบอุ่น ทำให้เรามีความสุข แค่นั้นก็พอ เราต้องการความสุขทางใจ การที่หญิงชายคบกันมันเป็นเรื่องหลักของธรรมชาติ มีลูกมีหลานก็ด้วยวัฒนธรรมที่ถูกสร้างมา แต่ทุกวันนี้ทุกคนต้องการความรัก บางคนปฏิเสธการมีครอบครัวด้วยซ้ำ เพราะอยู่คนเดียวสบายใจกว่า เพราะฉะนั้นเราเลยรู้สึกว่ามันดีที่ทุกคนเปิดรับความเป็นตัวเองมากขึ้น บางคนออกมาเปิดเผยตัวเองว่าเราเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ ซึ่งมันดี มันทำให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้นในการใช้ชีวิต มันเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เขาสามารถค้นพบคนที่จะเข้ามาเข้าใจในตัวเขาได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนตัวไดญาไม่ได้ปิดกั้นว่าจะต้องเป็นเพศไหนมองว่ามันเป็นเรื่องของความรัก ความเข้าใจ ความรู้สึกที่เราต้องการใครสักคนมาอยู่ข้างๆ เรา ให้กำลังใจเรา อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แล้วก็มีอนาคตไปด้วยกัน

สเปกของไดญา คือ ชอบคนดี แน่นอนว่าทุกคนก็ชอบคนดีหมดแหละ อีกอย่างจะชอบคนคิดบวก อารมณ์ดี มีน้ำใจ ตรงนี้เป็นเสน่ห์ที่สำคัญมาก ถ้าคนนั้นไม่เห็นแก่ตัว มีน้ำใจ นึกถึงคนอื่น เราจะชอบมาก จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้เพียงแค่เขาเข้ามาแล้วเข้าใจเรา คุยกันรู้เรื่องก็โอเคแล้วค่ะ





เรื่อง : วรัญญา งามขำ และ จิราพร คงทรัพย์
ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์ และอินสตาแกรม xxdiyar

กำลังโหลดความคิดเห็น...