xs
xsm
sm
md
lg

คุยกับ “นันทพัฒน์ อุ่นพิกุล” สิงห์รถแต่งเบอร์ต้นๆ ของประเทศ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

จอดปุ๊บรู้ปั๊บ ว่านี่คือพาหนะของสารถีคนใด
โดยเฉพาะนักเลงรถรุ่น “Harley-Davidson V-ROD Muscle” คงจะรู้ในทันทีถึงรังสีดำในดวงไฟนัยน์ตายักษ์สว่างขาว นั่นเพราะในแวดวงจักรวาลผู้ชอบรถแต่งทั้งสองและสี่ล้อ เขาคือหนึ่งในตองอู ผู้เจนจบตั้งแต่โชว์ถึงลงถนน
จากความชื่นชอบคลั่งไคล้ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นของคนในตระกูล นำพาให้เด็กน้อยวัยเยาว์ก้าวเติบโตสู่ตำนานที่เปรียวปราดอย่างฮาเลย์ เดวิสัน อันควบทะยานพาเขาเข้าสู่โลกของ “ฮอทรอด” จนกลายเป็นผู้สรรค์สร้างมหกรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยครั้งที่สองกับงานมหกรรมโชว์รถที่ฉีกทุกกรอบที่เคยมีมา “Bangkok Hot Rod Custom Show”
หากเชื่อว่า “การได้อยู่กับคนสำเร็จ คนเก่ง ทำให้เราได้เรียนรู้และพัฒนา
เขาคนนั้นก็อยู่กับเราแล้ว ตรงนี้... “บอมบ์ - นันทพัฒน์ อุ่นพิกุล”

• อะไรคือเสน่ห์ของ “Toy boy” ประเภทรถที่ทำให้หลงใหล
 
เริ่มตั้งแต่สมัยเด็กๆ ผม 2-3 ขวบ ตอนนั้นมีรุ่นร้องคุณพ่อขี่มอเตอร์ไซค์ฮาเล่ย์เดวิดสัน แล้วก็มักจะชอบพาผมนั่งซ้อนท้าย ผมก็ค่อยๆ ซึมซับ รู้ตัวอีกทีก็มักจะไปอยู่ที่สนามพีระเซอร์กิจเป็นประจำ ทีนี้ผมก็ฝันว่าโตขึ้นอยากจะมีมอเตอร์ไซค์สักคันหนึ่งและซึ่งมันก็จะมีคำๆ หนึ่งที่คุณอาชอบพูดบอกว่า ขี่มอเตอร์ไซค์ขี่อะไรก็ได้ แต่ถ้าขี่ฮาเล่ย์ เรากำลังขี่ตำนานของมอเตอร์ไซค์อยู่ ผมก็เลยอยู่ในแวดวงรถทั้งเล็กใหญ่มาตั้งแต่เด็กๆ ได้สัมผัสเรื่องเรสซิ่งมาตลอด ก็ชอบและหลงมันโดยไม่รู้ตัว ก็เลยมีความรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งเราจะทำอะไรสักอย่าง เราต้องทำให้มันเป็นตำนานให้ได้
 
คือมันเหมือนกับคนเราเกิดมาสักครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าทำอะไรเป็นประโยชน์กับประเทศชาติได้บ้าง เราก็ควรจะทำ และทำให้คนอื่นเขาจดจำ อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้สึกว่าเกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้ว ก็เป็นความชอบ สะสมมาเรื่อยๆ พอเราโต เราเริ่มมีปัญญาที่จะซื้อรถเป็นของตัวเองได้ แต่งรถเองได้ ก็ซื้อก็แต่ง แต่ถามวาผมเก่งไหม คำตอบคือไม่เก่ง เพียงแค่โชคดีที่มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่คอยซัพเพอร์ต นำไอเดียที่เราอยากจะได้ ทำให้เป็นรูปเป็นร่าง ผมโชคดีที่มีตรงนั้น มันจึงให้เวลาที่เราจะแต่งรถขึ้นมาสักหนึ่งคัน มันก็เลยได้อย่างที่เราอยากได้ ซึ่งแม้มันอาจจะไม่ตรงใจคนอื่น แต่ผมชอบ ผมก็ไม่สนใจใครเหมือนกัน เพราะผมขี่ คุณไม่ได้ขี่ ผมเท่เพราะผมคิดว่าผมเท่ ไม่จำเป็นต้องฟังว่าใครจะพูดว่าอะไร เพราะมันคือจิตวิญญาณของแต่ละคน

• เป็นความเป็นมาของงานโชว์รถนอกกรอบที่ไม่เหมือนใคร “Bangkok Hot Rod Custom Show”
 
 
ครับ…งานนี้ “Bangkok Hot Rod Custom Show” ถือว่าเป็นงานนอกกรอบที่เราต้องบอกว่า เราไม่ได้ไปแหกคอกกฎหมายหรือว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่มันเหมือนเป็นการดึงแรงบันดาลใจ ดึงจิตวิญญาณของคุณออกมาแล้วใส่ในตัวรถ แล้วรถคันนี้คุณไปขับคุณก็จะเกิดความภาคภูมิใจว่านี้แหละคือตัวตนของผม ผมเป็นคนที่ชอบรถแบบนี้ ผมก็เลยแต่งแบบนี้ คือเราแค่รู้สึกว่าเราเคยมี แต่ทำอยู่เบื้องหลังให้คนอื่นมาตลอด คิดงานให้คนอื่นมาโดยตลอด มันน่าจะมีวันที่เรามีงานเป็นของตัวเองบ้าง เราก็เลยคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่เราจะได้เอาประสบการณ์ที่เราได้จัดงานให้คนอื่นมาใช้กับงานที่เราอยากจะทำ ผมก็เลยมองว่าจริงๆ แล้วพยายามดูว่าเราชอบงานอะไร เราถนัดงานแนวไหน แล้วเราก็เลยมาลงเอยกันด้วยงานนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคืออย่างที่บอกว่าในการจัดงานจะไม่ใช่เป็นงานที่โชว์รถสต็อก รถที่เป็นสแตนดาร์ดจากโรงงาน แต่เรากำลังจะทำงานที่เป็นงานให้คนมาเดินดูแล้วได้แรงบันดาลใจกลับไปใช้ในการไปแต่งรถของตัวคุณเอง บางคนมีรถยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน แต่งออกมาไม่เหมือนกัน มันคือตัวตนของแต่ละคน แต่คุณรู้หรือเปล่าว่า มันยังมีสุดยอดอีกหลายๆ คนนะ ที่สามารถทำให้รถคันนี้อออกมาจนคุณแทบไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า คือรุ่นอะไร ทั้งๆ ที่จริงแล้ว มองดีๆ ลึกๆ มันคือรุ่นของคุณก็เลยเป็นที่มาของการจัดงานนี้ขึ้น
 
อีกประการหนึ่งของการจัดงานนี้คือก่อนหน้านั้น ด้วยความที่ผมเติบโตมากับรถทำให้ผมเป็นคนที่ชอบแต่ง ชอบทำอะไร ชอบหาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ แต่ด้วยความที่เราทำอีเว้นท์เป็นอาชีพหลัก หลังเรียนจบทางด้านโฆษณาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ก็อย่างว่าล่ะครับ เด็กนิเทศฯ เรียนไม่ค่อยเท่าไหร่ ชอบเฮฮาปาร์ตี้ อยู่กับเพื่อนฝูง แล้ววันหนึ่งที่เราออกมา เรารู้สึกว่าราโชคดีที่ได้ทำประกอบอาชีพอย่างที่เราได้เรียนมา เป็นเอเจนซี่อยู่หลายบริษัท จนเราได้มาทำของเราเอง เปิดบริษัทของเราเอง ไอเดียตรงนี้ ไอเดียที่เป็นอีกหนึ่งชีวิตของเรายังไม่ได้เกิดขึ้น ด้วยทุน ด้วยสปอนเซอร์ จนเราพอพร้อมมาตกผลึกในปีที่แล้ว มันก็เกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะเกิดจากความรักและคลุกคลี

• คือเมื่อเป็นสิ่งที่รัก ก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะรั้งรอสร้างให้มันเกิดขึ้น
 
 
ผมว่ามันไม่มีนิยามหรือไม่มีคำบรรยายกับคำว่าความรักความชอบ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะไปเริ่มต้นจากอะไร แต่ใจตัวเองมันจะตอบได้ เหมือนอย่างเราๆ ไปเจออะไรสักอย่างที่ชอบ มันไม่รู้หรอกชอบตอนไหน แต่เราชอบ ตัวอย่างเราไปเห็นรถคันหนึ่งระหว่าง เฟอร์รารี่กับแลมโบกินี่ ทำไมถึงมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ มันก็เหมือนกับผม ผมเกิดจากผมชอบในเรื่องของความเร็ว ชอบในเรื่องของสองล้อสี่ล้อ ที่มันต้องตอบโจทย์เราได้ว่าเราไปอยู่ใกล้ๆ มันแล้วเรามีความสุข ดังนั้นมันก็เลยรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว ความชอบที่ผมมี อาจจะแตกต่างจากคนอื่น แต่ผมแค่รู้สึกว่าความชอบของผมมันต้องแปลกและว้าว มันถึงจะเป็นความชอบที่มีคุณค่า เป็นความชอบที่ลึกลงไปอีก ทำให้มันแตกต่างจากคนอื่น
 
คือสมัยก่อน เราเรียนมหา’ลัย ขับรถรุ่นเดียวกับเพื่อน ซื้อมาเหมือนกันเลย พอเราแต่ง เพื่อนแต่ง สลับกันไปมา มันจะมีเหมือนเป็นไอเดีย แต่สำหรับผม สุดท้ายไม่เป็นไร เราจะหาทำอะไรในสิ่งที่พวกเพื่อนทำไม่ได้ อย่างเช่นโหลดอัดยันซุ่มล้อ เรียกว่าขับไม่ได้ แต่เราขับได้ เบาะไม่เปลี่ยนก็ได้ แต่ต้องทำอย่างอื่นที่ต้องให้คนรู้สึกว่ามันทำไปได้อย่างไรวะ มันต้องเป็นอย่างนั้น

• งานครั้งแรกแตกต่างอย่างไรบ้าง
 
ต้องบอกก่อนว่างานคัสตอม หรือ “ฮอทรอด” จริงๆ คนในวงการจะรู้ดีว่าคำสองคำนี้คืออะไร คนไทยเยอะมากที่บินไปดูงานต่างประเทศ แต่ยังมีอีกหลายคนที่เขาไม่มีโอกาสได้ไป เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงจัดงานขึ้นมาโดยที่พวกคุณไม่ต้องเสียค่าตั๋วเป็นหมื่นๆ บาทไปดูที่เมืองนอก แต่ดูที่บ้านเราได้เลย แล้วก็มาดูฝีมือคนไทย ว่าคนไทยเก่งอย่างไร
 
ความแตกต่างของครั้งนี้คือนอกจากครั้งที่แล้วไฮไลท์ได้รับเกียรติจากมิสเตอร์ชิเกะ ซึ่งเป็นเจ้าของ Moon eyes เขาถือเป็นคิงของวงการคัสตอมของโลก เป็นเบอร์หนึ่ง ผมเชิญเขามา พอมา ความฮือฮามันเกิดตรงที่ว่า พี่ๆ น้องๆ ที่คัสตอมรถด้วยกันเขารู้ แต่เขาไม่เคยมีโอกาสที่จะเข้าไปได้สัมผัสใกล้ชิด พอชิเกะมา มันกลายเป็นสิ่งที่มันถูกพูดถึงออกไป ทำให้อีกหลายๆ คนในต่างประเทศ เห็นว่าทำไมเขาถึงต้องมาที่บ้านเรา และมางานนี้แปลว่างานนี้ต้องมีอะไรดี นี้มันก็เลยเป็นไฮไลท์แรกของงานเรา
 
สองคือมีบิลเดอร์บ้านเราที่ไม่เคยถูกเปิดตัว คือคนไทยเก่งๆ เยอะมาก แต่รุ่นใหญ่จะเก็บตัว แต่ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่รุ่นใหญ่บางคนไม่ได้เจอกันเป็นสิบปี มาเจอกันในงานของผม มันก็เลยสร้างความเป็นมิตร รวมไปถึงเรื่องของเทรนด์ เรื่องของรถมอเตอร์ไซค์ บ้านเราที่มันกำลังมาแรงมาก บางคนถึงขั้นเดินมาถาม “พี่ ผมจะซื้อรุ่นอะไรดี” เพราะเดินดูในงานผมแล้วชอบหมดทุกรุ่นเลย ไม่เคยคิดมาก่อนว่ารุ่นนี้แต่งได้ขนาดนี้เลยหรือ
 
ในครั้งนี้ Bangkok Hot Rod Custom Show 2017 วันที่ 13-14 พฤษภาคม 2560 ไบเทค บางนา ฮอลล์ 106 มีความพิเศษเยอะมากกว่าเดิมอีก เพราะว่าครั้งนี้หนึ่งคือเราย้ายสถานที่เปลี่ยนจากโรงงานร้าง แม้ว่าครั้งที่แล้วที่จัดมันมีฟีดแบคที่ดีมากๆ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ก็มีคอมเม้นท์คือเรื่องไม่มีที่จอดรถ สถานที่ร้อนและเดินทางลำบาก แต่ถึงกระนั้นวันแรกมีพี่น้องให้ความสนใจกว่า 7-8 พัน คน ยิ่งในวันที่สอง 20,000 กว่าคน ครั้งนี้ก็เลยมาสู่สถานที่ใหม่ ก็คือไบเทค ซึ่งเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามันตอบได้ทุกโจทย์ 

• จากสถานที่และวาระโอกาส ฟังดูร่วมสมัยตามเทรนด์ของยุคมากขึ้น
 
ใช่ครับ…เพราะมันเริ่มเป็นพลับบลิคมากขึ้น แล้วจริงๆ เราก็มองไปถึงว่าสถานที่ไบเทค ผมไม่อยากให้ทุกคนติดคำว่ามันเป็นฮอลล์ ซึ่งคอนเซ็ปต์ของเราในปีนี้มันคือ การาจ ต่างจากปีที่แล้วที่เป็น แฟคทอรี่ ซึ่งการาจในความหมายของคนคัสตอมมันคือที่สิ่งสถิตของพวกบิลเดอร์ พวกคนที่รักในเรื่องของการแต่งรถ เข้าไปอยู่ในนั้นมันจะมีความสุขมากๆ ทุกอย่างอินสไปเรชั่นทุกอย่างมันจะเกิดจากในนี้ คุณจะแต่งรถ คุณก็เข้าไปดูรถในการาจ แล้วเดี๋ยวคุณก็จะเกิดไอเดียเกิดความคิดว่าคุณจะแต่งรถอย่างไร เพราะฉะนั้นครั้งนี้ ไบเทคที่ผมมาจัด ผมกำลังจะทำให้นี้เป็นการาจหนึ่งการาจที่เขาจะมาคอยเสริมอินสไปเรชั่น เสริมแรงบันดาลใจ ให้กับอีกหลายคน ที่ยังไม่รู้ว่าเราจะแต่งรถอย่างไร แนวไหน อันนี้คือความพิเศษอย่างหนึ่งแล้ว

• คล้ายๆ ว่าดึงจิตวิญญาณเขาออกมาให้ได้
 
ใช่…ตรงนั้นยังไม่มีรถ ก็ไม่รู้จะไปแล้วยังไง แต่ตรงนี้เรามาดูก่อนได้ คืออยากให้คนมองว่าจริงๆ งานของเราคืองานที่ทำให้ทุกคนได้มารู้จัก ได้มาเจอกัน แลกเปลี่ยนไอเดียกัน แล้วหลังจากนั้นมาจอยงานกัน ผมเชื่อว่าร้านค้าทุกร้านที่มาออกงานจะได้ประโยชน์กลับไป ได้เจอลูกค้าที่เป็นทาเก็ตเป้าหมายโดยตรงของพวกเขา ได้สานธุรกิจกันต่อไป ในขณะเดียวกัน นอกเหนือจากปีนี้เราจะมีสถานที่ๆ กว้างขึ้น ไม่ร้อน เดินทางมาง่าย ยังจะเจอกับสุดยอดบิลเดอร์ระดับโลกอีก ก็คือ Mr.Kaichiroh Kurosu เป็นเจ้าของสำนักแต่งชื่อ Cherry’s Company Japan เขาคนนี้เป็นบิลเดอร์อันดับต้นๆ ของโลก ที่เราตามจีบเขามานาน
 
แต่ปีนี้เราได้รับเกียรติจากเขาในการมาร่วมงานกับเรา และเขาก็มีหนึ่งสิ่งที่จะเอามาโชว์ให้กับชาวไบค์เกอร์บ้านเรา ชาวฮอทรอดบ้านเราได้เห็นกันนั้นก็คือมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันที่เขาได้ทำอยู่ ซึ่งเป็นการคอร์เปอร์เรชั่นกันระกว่าง Cherry’s Company กับ Mark-Fatboy Design ที่มีคนไทย โดยคุณมาร์ค (จักรพันธุ์ รุ่งสุขเจริญ) เป็นเจ้าของ ซึ่งในปีที่แล้วคุณมาร์คทำรถมาหนึ่งคันแล้วมาประกวดที่งานชนะ ฉะนั้นแล้วรถมอเตอร์ไซค์คันนี้มันคือการทำให้ทุกคนเห็นคนไทยสามารถที่จะร่วมมือกับบิลเดอร์ระดับโลกได้เหมือนกัน และอีกมุมซึ่งมันก็ไม่ง่ายที่คนอย่างเชอร์รี่จะมาร่วม
 
ที่สำคัญในครั้งนี้งานปีที่แล้วของเราไปได้สวยมันก็จะมีในเรื่องเจ้าของแบรนด์ เจ้าของงานต่างๆ อีกมากมายที่เล็งเห็นเราประเทศไทยเราเป็นประเทศที่น่าจะมาลงทุน น่าที่จะมาลองดูธุรกิจใหม่ เพราะหนึ่งไม่แพงในเรื่อค่าครองชีพ สองฝีไม้ลายมือไม่แพ้ใครเลย สามวัตถุดิบบ้านเราไม่ได้ด้อยกว่าใคร ฉะนั้นแล้วในครั้งนี้นอกเหนือจะเจอเชอร์รี่ ปีนี้ชิเกะก็มาอีก แกบอกว่าครั้งนี้แกต้องมาแล้ว เพราะเปลี่ยนที่ใหม่มันต้องมีอะไรที่มันกว่าเดิม แล้วก็ยังไปเจอในเรื่องของบิลเดอร์ระดับโลกที่จะมา ผมว่าคุ้มกับการจัด

• ครั้งแรกก็ไม่เคยมีมาก่อน ครั้งที่สองนี้ก็อีกเช่นกัน
 
ครับ เรารวมรวบรถคัสตอม รวมรวบเรื่องความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสองล้อ สี่ล้อ มากที่สุดในประเทศไทย เพราะปีที่แล้วเป็นปีแรกที่เราจัดและเราไม่ได้คาดหวังว่าเราจะได้รับฟีดแบคที่ดีขนาดนี้ ในปีแรกตรงนั้นเรามีคอนเซ็ปต์ว่าเป็น Normal but Normal มันคือความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพียงแต่ว่าเราต้องหาสถานที่ที่ทำอย่างไรก็ได้ที่ไม่ซ้ำใคร เพราะว่าสถานที่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ ที่มันจะทำให้เรามีความแตกต่างจากงานคนอื่น งานคนอื่นก็ดีของเขาอยู่แล้ว แต่เราเองถ้าเราไปจัดแล้วเหมือนเขาเราก็ไม่แตกต่างจากใคร
 
ส่วนในเรื่องของรถตอนนี้ผมก็กำลังทำคัสตอมให้รุ่น รีเบล ของค่ายฮอนด้า เหมือนกัน ซึ่งทางค่ายได้ให้ความร่วมมือโดยที่มีรถรางวัลลักกี้ดรอว์สำหรับงานในครั้งนี้ เป็นฮอนด้ารีเบล 300 ที่เรากำลังที่จะทำการคัสตอมเพื่อเป็นของรางวัลพิเศษสำหรับงานในครั้งนี้

• อะไรคือเสน่ห์ของการตกแต่งรถสไตล์คอสตอม
 
จริงๆ มันขึ้นอยู่กับความรักความชอบ ผมพูดจากตัวผมส่วนตัวคิดว่าคนที่ขับหรือขี่ ผมมองว่าถ้าคุณเป็นคนแต่งรถสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขที่สุดคืออะไรรู้ไหม คือตื่นเช้ามาคุณไม่ต้องทำอะไร สิ่งแรกคุณตื่นเช้ามาคุณมองรถคุณ คุณมีความสุขแล้ว เห็นรถที่คุณแต่ง มีความสุขแล้ว อย่างผมตื่นเช้ามา กาแฟหนึ่งแก้วยืนมองรถแล้ว ก่อนไปทำงาน มีความสุข ถึงแม้จะไม่ได้ขี่มัน กลับมาบ้านเห็นมันมีความสุขแล้ว นั้นคือเสน่ห์ของมันอย่างแรก

สอง ทุกคน ผมเชื่อขับรถไปจอดขอให้มีคนมอง เข้ามาถาม เข้ามาถ่ายรูป นี่คือความสุข ผมแต่งรถมา ถ้าไม่มีใครมาสนใจรถผม ผมคงต้องกลับไปนั่งมองตัวเองว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ แต่ถ้าผมขี่หรือผมขับแล้วไปจอด แล้วมีคนเดินผ่านมาแล้ว โทษนะครับ ขอถ่ายรูปหน่อยได้ไหมครับ เนี่ยมีความสุข ผมมองแค่นี้ ผมมองว่าเสน่ห์มันอยู่แค่นี้ ไม่ว่าจะเป็นรถใหญ่ รถบิ๊กไบค์ รถฮอทรอด รถอะไรทั้งหมด ทุกคน ผมว่าคิดไมต่างจากผม คือมีรถสวยๆ รถในฝันจอดอยู่ในโรงรถของตัวเองนี้คือมันสุขที่สุดแล้ว สำหรับชีวิตๆ หนึ่งที่เราจะมีปัญญาทำได้ ผมจะพยายามพูดเสมอใครที่อยากจะแต่งรถ ต้องทำอย่างไร ห้าร้านไหน แต่ไม่มีใครคิดว่าถามใจตัวเองหรือยัง ถามใจตัวเองก่อนอยากจะแต่งแบบไหน หาขอมูล เสริช์หา

แต่ส่วนใหญ่แล้วคนไทยวัยรุ่นใจร้อน สวยแต่งที่ไหนไปแต่งด้วย คนพวกนี้คือแต่งแห่ตามกันไป มันก็จะออกมาเหมือนกันหมด แต่ถ้าเราหยุดแล้วถามใจตัวเองก่อนว่าเราอยากได้รถแบบไหน แต่งแบบนี้เพราะคาแรคเตอร์เขาเป็นนี้ แต่รู้ไหมว่ารถหนึ่งคันมันออกมาได้หลายคาแรคเตอร์มากด้วยนะ แต่มันต้องอยู่กับคนที่ค่อมมัน นี่คือสิ่งแรก สองคนที่จะดีไซด์ให้มัน เราจะแชร์อย่างไร ก็ต้องมางานนี้ถึงจะรู้ คือมีหลายๆคนที่ไม่จำเป็นที่ต้องบอกเลย ไม่ต้องติดชื่อว่ารถคันนี้ใครทำ จอดปุ๊บ…คนรู้ทันทีว่านี้รถของพี่คนนี้นี่หว่า ทำไมเขาถึงรู้ นี่ละครับมันคือเสน่ห์ของรถคัสตอม
 
และสุดท้ายการสัมผัสถึงคำว่า ‘อิสระ’ คำว่า ‘อิสระ’ ถ้าคุณไม่มีรถที่เป็นรถที่คุณเป็นความภาคภูมิใจกับมัน คุณจะไม่เจอคำว่าอิสระ แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณมีรถที่คุณรัก ชอบ แล้วได้ไปในสถานที่ๆ หนึ่ง อิสระมันจะเกิดขึ้นได้ทันที่ คำนี้มันยังเป็นนิยามที่ยังใช้ได้ดีกับคนพวกผม ไม่ต้องอะไรมากขับออกจากบ้านเพื่อไปกินกาแฟที่เขาใหญ่ก็ทำมาแล้ว แค่นั้นเอง
 
เวลาผมอยู่หลังแฮนด์ ไม่ได้ขี่เร็วเลย เพราะเดี๋ยวคนมันไม่รู้ว่าไม่เท่อีก ไปช้าๆ เรื่อยๆ ขี่ไป แล้วได้ไปกินกาแฟแก้ว สบายใจแล้ว กลับบ้าน อิสระ บางทีฝนตก ทำไงดีอยากออกไปข้างนอก ไปแค่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ ก็เอา จะไม่เปียกก็ได้ขับรถเก๋งไป แต่ไม่เอา พูดๆ ไปแล้วเหมืนตัวเองโง่ แต่คนที่ไม่เป็นอย่างพวกผมก็ไม่เข้าใจ มันเป็นฟีลิ่งว่ามันเป็นอย่างไร ฉะนั้นแล้วคนแบบพวกผมอาจจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ก็อยู่กับคนทั่วไปได้ เพียงแต่ว่าถ้าใครไม่ได้เข้ามาสัมผัสหรือพูดคุยก็อาจจะไม่รู้ ก็ต้องลองมาที่งานนี้ดู อาจจะค้นเจอวิญญาณ เพราะทกคนมีจิตวิญญาณ แต่แค่ไม่มีที่ปลดปล่อย

• นอกจากเรื่องของจิตวิญญาณในวงการรถทั้งเล็กใหญ่ มีการแต่งแนวนี้มานานแล้วหรือยัง
 
ผมก็ตอบไม่ถูกว่าเขาเริ่มแต่งกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะไม่ได้มีการถูกคุดคุ้ย ไม่ได้มีการถูกพูดถึงคนพวกนี้เลย เพราะอย่างที่บอกว่าสำนักแต่งเองหรือคนที่เป็นบิลเดอร์เอง เขามีพื้นที่และไม่ชอบโชว์ตัวกัน เพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้หรอกว่าคนนี้เป็นใคร คนนั้นเป็นใคร แต่ผมกับการที่ได้สัมผัสกับวงการนี้มา รู้สึกว่ามันมีมาพักใหญ่แล้ว เพียงแต่แค่ว่าเราไปทำให้เขามาเจอกับโลกภายนอก คือเรารู้สึกว่าพี่มีฝีมือดีๆ มีรถสวยๆ เก็บไว้ทำไม พี่ไม่แบ่งให้คนอื่นชมบ้างหรือครับ ว่าพี่ทำรถได้ขนาดนี้ พี่ไม่อยากให้คนต่างชาติได้เห็นบ้างเหรอว่าคนไทยทำอะไรก็ไม่แพ้ใครในโลก
 
งานนี้ก็จะทำให้รู้เลยว่าเรามีฝีมือ แล้วเราก็จะได้มาเจอกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่เขาพร้อมที่จะแลกเปลี่ยน พร้อมที่จะคุยกันแบบพี่ น้อง เพื่อนกัน แล้วจะได้มิตรภาพแบบใหม่เกิดขึ้น ผมถึงอยากที่จะให้คนมาดูงานนี้ เพราะว่าคุณมาแล้วคุณจะได้อะไรอีกเยอะในสิ่งที่คุณไม่เคยรู้และไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ไปดูงานแพงๆ ที่เซเล็บจัดจากต่างชาติ คุณแค่มาดูในงานนี้ และในอนาคตก็อยากจะให้งานนี้เป็นงานที่สร้างเศรษฐกิจ ช่วยให้บรรดาร้านแต่งต่างๆ ในบ้านเรา ขยายธุรกิจของตัวเขาเอง เมื่อเขามาออกงานที่งานผม เขาได้เจอคนต่างชาติที่เป็นเจ้าของงาน หรือเป็นคนที่มาเที่ยวในงานแล้วมีความชอบเหมือนๆ กัน หวังว่าวันหนึ่ง เขาน่าที่จะได้ดีลธุรกิจกันแล้วโตขึ้นไป ผมอยากทำให้ตรงนี้เหมือน Hub อันหนึ่งซึ่งทำให้ทุกคนลืมตาอ้าปากกันได้ อยากให้มาโชว์ความเก่งกล้าของพวกเรา อยากฝากไว้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ทำให้มันมีประโยชน์ตอนที่คุณมีลมหายใจดีกว่า ไม่ต้องทำเพื่อผม ทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อบ้านเรา ไม่อยากให้มองว่าเป็นงานดาร์ก เพราะจริงๆ แล้วงานนี้เป็นงานที่กำลังจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจบ้านเราในอนาคตที่ผมวางรากฐานเอาไว้

• ความพิเศษของงานครั้งนี้คือนอกจากการเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ของแวดวงมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ ยังเป็นการช่วยเปิดขยายเศรษฐกิจอีกด้วย
 
จริงๆ แล้ว “Bangkok Hot Rod Custom Show” เกิดขึ้นได้เกิดจากความชอบของคนกลุ่มหนึ่ง เพราะมันไม่ได้มีแค่ตัวผม มันยังมีทีมงานผมอีกที่เรามีความชอบเหมือนๆ กันแล้วเราอยากที่จะทำให้งานนี้เป็นงานที่โชว์ศักยภาพคนไทย ให้คนต่างชาติได้เห็น มีของดีอย่าเก็บไว้ดูคนเดียว เอามาแบ่งปั่น เอามาเป็นอินสไปเรชั่นให้กับใครอีกหลายๆ คน ให้เขาได้มีแรงบันดาลใจ เหมือนอย่างผมตอนเด็กๆ ผมก็คลำทางไม่ถูกหรอก ผมอยากจะแตงรถ แต่งอย่างไร ไปแบบไหน ทำไมพี่คนนี้แต่งออกมาได้สวยจัง มันง่ายๆ มันแค่ถามใจตัวเองก่อน อยากได้รถแบบไหน เสร็จก็แค่หาสไตล์ จบแล้ว อยากให้ทุกคนคิดถึง “Bangkok Hot Rod Custom Show” อยากให้ทุกคนที่มางานนี้ได้มาเจอกับมิตรภาพ ได้มาเจอกับพี่ๆ น้องๆ ได้มาเจออย่างที่บอกตอนต้น แรงบันดาลใจในการแต่งรถ
 
แต่จากประการณ์ที่ผมผ่านมา ผมแค่รู้สึกว่าธุรกิจหลายๆ ธุรกิจที่เขาเติบโตกัน โกยเงินกันเป็นร้อยๆ พันๆ ล้าน แต่ในขณะที่ธุรกิจอย่างที่เราทำอยู่ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนการผลักดันอย่างที่ควร ผมก็มาแค่มองว่าเพราะอะไร ทำไมร้านเก่งๆ ร้านดังๆ ถึงไม่มีใครสนับสนุนให้ความสนใจเลย ถ้าไม่ใช่ในกลุ่มนี้ เขาก็รู้จักแค่นั้น นี้คือสิ่งที่ผมมอง ผมก็แค่รู้สึกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวผมมีสนามหญ้าให้พี่ พี่คนนี้มานะ คนนั้นมา แล้วมาคุยกันซะ พวกนี้เขาจะมีแฟนคลับของเขา เขาจะมีลูกค้าของเขา มันจะยากอะไรกับการที่เขามาแล้วแฟนคลับลูกค้าเขาจะไม่มี นี้คือจุดหนึ่งที่ผมจะแก้ปัญหาตลาดตรงนี้กับปัญหาเรื่องการแต่งรถ
 
สองคือ ลำพังตบมือข้างเดียวไม่ดัง หลายๆ ธุรกิจที่ต่างชาติมาลงมือเพราะเห็นว่า อันนี้คุ้มกับสิ่งที่เขาจะลงทุน ผมก็เชิญมา แต่คนต่างชาติที่เชิญมา เขามีโพรนเทนเชียลที่จะตัดสินใจได้ว่าน่าลงทุน ไม่ได้เชิญนักท่องเที่ยว แต่ผมเชิญผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์มาในงาน เพราะฉะนั้น เมื่อบิลเดอร์ เมื่อช็อปบ้านเรามาเจอผู้ประกอบการแล้วช็อป เราสามารถโชว์ให้เขาเห็นว่าเราเจ๋ง มีดี ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ประกอบการจะมาแวะคุยกันเพราะเรามีทุนที่ดีกว่าหลายๆ ประเทศเยอะ บ้านเมืองเราก็น่าอยู่ อาหารการกินก็เยอะแยะ ค่าครองชีพก็ไม่แพง แล้วประเทศเราชื่อเสียงท่องเที่ยวระดับโลก ผมคิดว่าแค่ประกาศว่าเมืองไทยมีการจัดงานแบบนี้ ไทยแลนด์ มันได้แต้มไปเกินครึ่งแล้ว มันก็อยู่ที่แค่องค์ประกอบภายในงาน ว่าองค์ประกอบภายในงาของเรามันจะทำให้พวกเขาแฮปปี้แล้วได้เก็บเกี่ยวอะไรกลับไปมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งครั้งนี้คนไทยต้องร่วมมือกันก่อน คนไทยเจ้าของหมดทุกคนงานนี้ ใครที่เดินมาก็หนึ่งในเจ้าของงาน มีหน้าที่คนต้อนรับแขกต่างชาติ ผมทำคนเดียวไม่ได้ แค่ทีมงานผมอย่างเดียวไม่พอ ผมมองกำลังของพี่ๆ น้องๆ เพื่อน ทั้งสองและสี่ล้อที่มีใจรักทางด้านการคัสตอม การแต่งรถ มาช่วยกันทำให้พวกเขาเห็น ทำให้ต่างชาติเห็นว่า คนไทยหนึ่งสามัคคีรักกันและพร้อมจะช่วยกันตลอด อย่างที่บอกไปว่า พวกผมอาจจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ก็อยู่กับคนทั่วไปได้ เพียงแต่ว่าถ้าใครไม่ได้เข้ามาสัมผัสหรือพูดคุยก็อาจจะไม่รู้และมิตรภาพมันจะเกิดขึ้นในสังคม ผมเชื่อว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : ศิวกร เสนสอน

กำลังโหลดความคิดเห็น...