xs
xsm
sm
md
lg

เพราะชีวิตมีไว้ให้สู้! “อ้อยใจ แดนอีสาน” คนลูกทุ่งหัวใจยอดนักสู้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มีความฝันอยากจะเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก เลยทำให้เด็กชัยภูมิขวนขวายเข้ามาทำตามความฝันในเมืองกรุงกระทั่งมีโอกาสได้เป็นนักร้องสมใจ

“อ้อยใจ แดนอีสาน” นักร้องที่มีคาแรกเตอร์เด่นคื
อชอบใส่หมวก เมื่อได้ยินชื่อเสียงเรียงนามดังกล่าวก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าสมัยนั้นชื่อของเธอเรียกได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของวงการลูกทุ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเทปของเธอสามารถทำรายได้ขายออกวันละ 5 แสนม้วน แต่กระนั้นก็เถอะมีดังก็มีดับได้เพราะอัลบัมชุดต่อ ๆ มา ของเธอกลับไม่ดังอย่างที่คาดคิดไว้ เธอจึงหันมาทำอาชีพเสริมที่เคยทำในสมัยยังไม่เข้าวงการเพลง นั่นก็คือ “ขายยำแหนมสด”


ปัจจุบันนั้นแม้ว่ามีจะมีผลงานเพลงให้ได้ยลอยู่บ้างกับอัลบัมชุดใหม่ “ผัวเซ็งกระบวย” แต่หลักๆ แล้วเธอก็ยังยึดอาชีพขายยำแหนมสดอยู่ที่ย่านพุทธมณฑลสาย 4 เพื่อเลี้ยงชีพ อีกทั้งยังเลี้ยงสุนัขจรจัดด้วย…ซึ่งศิลปินคนนี้เธอกล่าวไว้ว่าอนาคตเธอไม่วางแผนอะไรทั้งนั้น ขอแค่มีสุขภาพที่ดี สามารถทำมาหากินไป เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงสุนัขจรจัดไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะดับสิ้นก็พอ

   • อยากให้อัปเดตชีวิตตอนนี้หน่อยค่ะ

ชีวิตทุกวันนี้อยู่แบบสมถะ ไม่ได้ฟุ้งเฟ้อ แล้วก็ไม่เที่ยวไปไหนเลยค่ะ มีสุนัขจรจัดเป็นเพื่อน ทุกวันนี้ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ว่าที่กลัวที่สุดคือกลัวไม่สบาย เพราะว่าญาติพี่น้องเสียชีวิตหมดแล้ว อยู่ตัวคนเดียว ก็เลยต้องรักษาสุขภาพ กินอาหารให้ถูกต้อง พักผ่อนให้เพียงพอ ทำทุกวันนี้ให้มันดีที่สุด ไม่ไปเบียดเบียนใคร ไม่เป็นหนี้ใคร หรือถึงจะเป็นหนี้ก็ต้องใช้เขา แต่อย่าเป็นเลยจะดีกว่า

ส่วนอาชีพเราก็ยังขายยำแหนมสดเลี้ยงชีวิตไป เพราะว่าต้องรับตัวเองให้ได้ว่าการเป็นศิลปินมันไม่แน่นอนหรอก เรารู้มาก่อนแล้วว่าวันใดวันหนึ่งถ้าเราไม่มีผลงานเพลง เราก็ต้องกลับมาอาชีพเดิมอาชีพหลักของเรา คือการค้าขาย ขายได้ไม่ได้ ดีหรือไม่ดีเราก็ต้องขาย เพราะเราไม่มีความรู้ที่จะต้องไปนั่งห้องแอร์ เรียนป.4 ก็ไม่จบ ไม่มีความรู้อะไร เราก็ต้องค้าขาย เพราะว่าเราเคยค้าขายมาก่อน ไม่ต้องไปอาย ไม่ต้องไปหมิ่นเงินน้อย เราทำได้ ทุกวันนี้ก็ได้รับคำชมจากลูกค้าว่าอร่อย อย่างหยุดไปวัน 2 วันก็จะโดนถามแล้ว (ยิ้ม)

   • ทุกวันนี้คือพี่อ้อยใจขายยำแหนมสดเป็นอาชีพ?

ใช่ค่ะ พี่ขายมานานแล้วนะคะ ตั้งแต่ยังไม่เข้าวงการเลย เมื่อสมัยก่อนอยู่แถวคลองเตยต้องหาบขาย ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีรถเข็น ตอนนั้นขายของเสร็จประมาณ 2 ทุ่มเราจะต้องอาบน้ำแต่งตัวไปร้องเพลงที่คาเฟ่ต่อ ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ

ยำแหนมมันเป็นวิชาชีพพี่เลยนะคะ พี่ได้ติดตัวมาจากตอนที่เคยไปเป็นลูกจ้างร้านอาหารคนญวนเมื่อตอนมาอยู่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ เขาไม่ได้สอนหรอกนะคะ ก็ครูพักลักจำเอามาปรับสูตร ประยุกต์กันไป ตอนนี้ก็จะขายเป็นอาชีพหลัก แต่จะเปลี่ยนจากหาบมาเป็นรถเข็น ขายประจำอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 4 แถวๆ ป้ายรถเมล์ตรงข้ามกับโตโยต้าสาย 4 จะขายทุกวัน เวลา 1 ทุ่ม ถึง 4 ทุ่มครึ่ง หรือไม่ก็ห้าทุ่มครึ่งโดยประมาณค่ะ บางทีเก็บร้านอยู่ ลูกค้าอยากกินแต่มาไม่ทัน รื้อมาทำให้ใหม่ก็มี (หัวเราะ)

นอกจากขายเองแล้วก็มีเปิดสอนด้วย ถ้าใครอยากจะเรียนก็สามารถมาเรียนได้ แต่พี่อ้อยใจก็เป็นลูกจ้างเขาอีกทีนะคะ เพราะว่าพี่เอาวิชาของพี่ไปเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์ ก็ได้เป็นเงินเดือนจากเขา ซึ่งค่าสอนจะอยู่ที่ 10,000 บาท เป็นราคาลดแล้วนะ จากแต่ก่อน 30,000-40,000 บาท แต่ค่าอุปกรณ์ วัตถุดิบต่างๆ จะต้องซื้อเอง ของพวกนี้ไม่กี่บาท ซึ่งพี่เป็นคนสอนเอง สามารถเอาไปหากินได้เลย แล้วมันเป็นวิชาชีพติดตัว พี่ไม่กั๊กวิชาอะไรทั้งนั้น

ก็มีคนมาเรียนเยอะเหมือนกันนะคะ มีมาจากเชียงใหม่ เชียงราย โคราช อุดรธานี ขอนแก่น มาหมด เพราะเขาเห็นในรายการ เขาอยากกินว่ามันจะอร่อยจริงไหม พี่จะให้ชิมก่อนแล้วค่อยเรียนด้วยนะคะ ไม่ใช่ว่าจะอยากได้เงินอย่างเดียว อาจจะมีคนอื่นทำอร่อยกว่าพี่ก็ได้ ถ้าไม่อร่อยไม่ต้องเรียนกับพี่ก็ได้ เราก็จะเปิดใจให้เขา เพราะเราไม่คิดว่าเราอร่อยที่สุดอยู่แล้ว ถ้าอยากเรียนก็สามารถติดต่อมาได้ที่ 08-1917-7101 หรือว่าเบอร์ 08-2356-9082  ค่ะ

   • ขายดีไหมคะ ลูกค้าเยอะไหม

ก็ขายดีนะคะ ลูกค้าจะมาจอดรถแวะซื้อกันก็เยอะ มีทั้งคนทั่วไป ดารา ไฮโซมาหมด ขายดีแต่กำไรน้อยนะคะ  เพราะพี่จะใช้วัตถุดิบที่ดี ขายอยู่ที่ชุดละ 50 บาท

เอกลักษณ์ยำแหนมสดของพี่คือจะใช้ของดีอย่างที่บอกไป หนังหมูก็จะต้มเอง ทำเองเลย แล้วผักเราก็มีครบ ผักจะเยอะมาก แช่และล้างให้แบบสะอาดๆ เลย อีกอย่างเราใช้มะนาวแท้ จะไม่ใช้มะนาวขวด มะนาวลูกละ 10 บาทเราก็ต้องใส่ บางคนเวลามะนาวถูกไม่กินนะ แต่เวลามะนาวแพงเขาจะมาสั่งว่าเอาเปรี้ยวๆ นะ ขอมะนาว 3 ลูกไปเลย ซึ่งเราก็เป็นคนใจดี ค่อนข้างจะตามใจลูกค้า เลยไม่ค่อยมีกำไรหรอก (หัวเราะ)

ส่วนใหญ่ลูกค้าจะบอกว่าซื้อมาเก็บไว้ได้นาน ไม่เสีย เอาไปแช่ช่องฟรีซไว้เอาออกมาตั้งไว้ให้หายเย็น ก็สามารถกินได้เหมือนเดิม มีลูกค้ามาจากดอนเมืองมาซื้อเป็น 10 ชุดเลย เขาบอกเอาไปใส่ช่องฟรีซไว้ เอาออกมากิน เขาบอกก็อร่อยเหมือนเดิม กรอบเหมือนเดิม เราเคยทำตามอย่างเขานะซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ (ยิ้ม)

นอกจากยำแหนมสดแล้วตอนนี้ก็มีขายหลายอย่าง ยำผัดไทย เมี่ยงวุ้นเส้นงาดำ เมี่ยงมะม่วงงาดำ ซึ่งเมี่ยงมะม่วงงาดำจะขายดีที่สุดรองมาจากยำแหนมสด (ยิ้ม)

   • เป็นนักร้องดัง แล้วมายึดอาชีพค้าขายเป็นหลักมีคนถามเยอะ หรือให้ความสนใจเยอะไหมคะ

ก็ยังมีคนมองว่าแปลกนะคะ นานาจิตตัง คือขายยำแหนม เพราะว่าเราต้องรับตัวเองให้ได้ เพราะถ้างานร้องเพลงไม่มี แล้วเราจะไปทำอะไร เราจะไปเดินโต๋เต๋คนก็มองดูถูกเรา หาว่านอกจากร้องเพลงแล้วจะทำงานอะไร จะไปทำอะไร เป็นอะไร เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

บางวันขายๆ อยู่ก็มีคนมาคุยมาพูด เธอทำไมไม่ไปเปิดร้านใหญ่ๆ เขาหารู้ไม่ว่า เราไม่มีสตางค์ที่จะไปเปิดร้านใหญ่ๆ เราไม่มีคนช่วยด้วย ต้องทำคนเดียวทั้งหมด และเราก็ยังมีงานร้องเพลง เขาไม่รู้เรื่อง มีบางคนบอกเหมือนกันว่า มาทำอย่างนี้ทุเรศรู้ไหม เขาก็พูดแบบไม่เกรงใจเราเลยนะ เราก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ก็ขอยอมอยู่แบบทุเรศแบบนี้แล้วกัน 

หรือบางคนก็พูดแขวะเลยนะคะว่าจะพาไปดูอ้อยใจ ขี่จักรยานมาดูเราเลยนะ แล้วพาสามีมาด้วย แล้วก็มาถามว่าทำไม เป็นอะไรถึงมาขายของ ไม่มีงานทำแล้วเหรอ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะมาขายของ ไปร้องเพลงไม่ดีกว่าเหรอ เขาก็ยังเซ้าซี้ถามไม่เลิก ก็เลยมีผู้ชายคนหนึ่งพอดีเขาเป็นแฟนคลับเราเขาก็นั่งอยู่ตรงนั้น เขาไม่ยอม เขาก็เถียงแทนให้ ก็จะเจอประมาณนี้ค่ะ แต่คนส่วนมากจะเข้ามาจะบอกว่าขยันนะ ไม่เคยเจอนักร้องระดับนี้มาขายของแบบนี้เลย ทำอาหารอร่อยด้วยนะ ก็จะมีคนยกยอปอปั้นเราก็มีค่ะ

ทุกวันนี้ก็ขายได้มาไม่รู้ว่ากำไรอยู่ที่ไหน ได้มาก็ซื้อข้าวให้หมากิน ไม่รู้หรอกว่ากำไรมันเป็นยังไง



   • เรียกว่าถึงจะเป็นนักร้องก็สู้ชีวิตมาโดยตลอด เพราะนอกจากค้าขายที่ต้องโดนดูถูกแล้ว เราก็ยังเจอเรื่องอื่นๆ มาเยอะพอสมควร

ใช่ค่ะ เดิมทีพี่เป็นคนจังหวัดชัยภูมิ พี่เข้ามากรุงเทพฯ คนเดียวแล้วคิดไว้เลยว่าถ้าไม่เด่น ไม่ดี ไม่ดัง เราจะไม่กลับ

เรามาอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ในกรุงเทพฯ มันน่ากลัวนะ แต่ว่าในเวลานั้นเราแต่งตัวเป็นผู้ชาย มันเลยปลอดภัย เพราะเราเป็นคนไม่มีหน้าอก ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อกล้าม เดินไปไหนไม่มีใครสนใจ เวลาไปร้องเพลงก็ใส่วิก เวลาเราอยู่เป็นคนธรรมดา แล้วก็ใส่กางเกงขาสั้น ใส่เสื้อกล้าม แล้วก็ไปไหนมาไหนก็สบาย ไม่มีใครมาจีบ ไม่มีใครมารังแก คือเราไม่ไปอะไรกับใคร มันก็สบาย เราจะเป็นผู้หญิงก็ได้ เราจะเป็นผู้ชายก็ได้ แล้วจะเป็นผู้ชายก็ต่อเมื่อเราขึ้นแฟลต จะมีพวกเสพยาเสพติด นั่งอยู่เวลาร้องเพลงกลับมา ตอนเราจะไปร้องเพลงคาเฟ่ แล้วจะเอาเสื้อผ้าใส่ถุง ขึ้นรถไปแต่งตัวที่นู่น แต่ตอนเรากลับจะแปลงร่างออกมาแต่งตัวเป็นผู้ชาย เราจะทำท่าทำทาง เออออไปตามเขา แล้วกว่าจะถึงชั้น 4 มีทุกชั้น แถวคลองเตย ต้องเออออไปตามนั้น เขาเรียกเราลูกพี่นะ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีอะไรหรอก เรายิ่งกลัวด้วยซ้ำไป แต่ทำตัวไปยังงั้นแหละ เพื่อเอาตัวรอด

สมัยนั้นพี่ไม่มีใครมาจีบ เพราะเขาคิดว่าไอ้นี่มันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ แต่เวลาเราร้องเพลงก็จะร้องเพลงผู้หญิง เพราะว่าเราจะแต่งตัวใส่วิก ร้องเพลงผู้หญิง จนเขาคิดว่าจะจีบมันดีไหม แต่ใจเราไม่ใช่ว่าไม่ชอบนะ ชอบ แต่ว่าการมีคู่ครอง มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ เราเป็นนักร้อง ไม่มีใครมาชอบเราจริงหรอก คิดว่าสวยกว่าเราเขายังเลิกได้เลย แล้วเราไม่ใช่คนสวยกลัวความรักไม่ยั่งยืน กลัวเขาทิ้งลูกไว้ให้เราเลี้ยง แล้วเราอยู่ตัวคนเดียว แล้วเราจะไปทำงานอะไรไหนจะเลี้ยงลูก ไหนจะต้องไปทำงาน แล้วเห็นส่วนมากเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เราตัดสินใจอย่านะ อย่าไปไหนกับใคร อย่าไปกินเหล้า อย่าไปเที่ยว เราไม่มีเพื่อน เพื่อนชอบพาไปเที่ยวเธค ซึ่งเราไม่ชอบเลย แต่ก็ไปนะ ไปอย่างนั้นแหละ

เราเป็นคนที่ไม่ชอบสีสัน เราชอบอยู่แบบสงบ นั่งฟังเพลงสบายๆ ไม่ใช่ไปเย้วๆๆ กลั้นใจไป ควันบุหรี่ เขาก็เย้วๆ กัน สนุกไหมพี่อ้อย เอาเหล้าไหม ไม่เคยเลย พวกเหล้ายาปลาปิ้ง พี่ไม่เคยแตะต้องเลย เพราะว่าเรารู้ดีว่าอันไหนไม่ดี เราก็ไม่เอา การทำตัวดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่ตัวเรา สิ่งที่มันไม่ดีคุณจะทำทำไม รู้ว่ามันไม่ดี เพราะยาเสพติดรู้ว่ามันไม่ดีคุณจะไปลองทำไม ลองดูไม่ติดหรอก อย่าลืมสิว่าคำว่าลอง มันติดไปหลายรายแล้ว ต่อให้พี่อยู่ยังไงนะ พี่ก็ไม่ติด เพราะว่าพี่ก็เออออไปอย่างนั้น แต่พี่ไม่ทำ มันไม่มีใครบังคับเราหรอก ถ้าเราไม่ทำ นอกจากเขาจะมาจับกรอกปาก บังคับเรา คือพ่อแม่ไม่ได้สั่งสอน พ่อแม่ไม่เคยสั่งสอนเลยว่า ลูกจะต้องเป็นคนดี ทุกวันนี้เกิดมา รู้สึกภูมิใจในตัวเองว่า เราไม่ไปติดคุกติดตะราง ไม่รักขโมยใคร ไม่อยากได้ของใคร

ขนาดเราไม่เคยอยากได้ของใครนะ แต่มีครั้งหนึ่งจะเล่าให้ฟังเรียกว่าแย่สุดๆ เลยก็ว่าได้ ที่พี่เคยโดนป้ายยา คือวันนั้นเราพกเงินก้อนประมาณ 47,000 บาท หยอดกระปุกเก็บไว้มา 4 ปีแล้ว พอดีจะเอามาทำบ้าน บ้านมันจะพังเพราะปลวกกิน เราก็ออกไปขายของข้างนอกแล้วเลยบอกให้เขาออกมาเอาตรงป้ายรถเมล์ที่เราขายยำแหนมแทน

วันนั้นจำได้ว่ามีผู้หญิงกับผู้ชายมายืนหน้าร้านแล้วเขาก็หยิบของที่ร้านเราขว้างไปขว้างมา แล้วก็หัวเราะกัน ซึ่งเราไม่กล้าพูด ก็เห็นเขาเป็นลูกค้าจะมาซื้อเราไม่กล้าที่จะพูด เขามาดักหน้าดักหลัง วันนั้นจะเรียกว่าเขาฟลุกก็ได้ ที่เขาได้เงินไปเพราะว่าเราซ่อนไว้ลึกพอสมควรถึงข้างในตัวเลยนะ แต่อยู่ๆ ก็โดนป้ายยาเขามาจับมือชมว่าเราสวยจังเลย จากนั้นเราก็เบลอๆ ไป น้ำลายจะไหล พอเขาพูดอะไร ถามอะไร ถามว่ามีเงินไหม เราก็ให้เขาไปหมดเลย แล้วตัวเองก็มานอนน้ำลายไหลยืดอยู่ที่ป้ายรถเมล์ คนมาซื้อของก็บอกว่ามันทุเรศ มานอนอะไร มานอนขายได้ไง เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น มันสะลึมสะลือ ได้ยิน คนมาซื้อของเต็มเลยคนจอดรถเก๋งซื้อ แต่เราก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

คือชีวิตเราแย่มาตลอดอยู่แล้ว แล้วดันมาเจอเรื่องแย่ๆ อีก ก็ไม่คิดอะไรเพราะเราเป็นคนปลง ก็ได้แต่คิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวหาใหม่ ไม่ด่าไม่ซ้ำเติม ถึงแม้ว่าเขาจะมาคืน ก็ยินดีที่จะให้เขา ตอนนั้นแจ้งความก็ไม่ได้แจ้ง เพราะว่าเราไม่มีหลักฐาน มันไม่มีกล้องวงจร ก็เลยตัดสินใจไม่แจ้งดีกว่า

   • เมื่อสักครู่บอกว่าชีวิตแย่มาตลอดอยู่แล้ว คือชีวิตเราเป็นแบบนั้นเหรอคะ

ใช่ค่ะ พี่เจอจนชินแล้วนะ แต่พี่คิดว่าชีวิตพี่มีค่า คนเราเกิดยากนะ เกิดมาเป็นคนได้นี่สุดประเสริฐแล้ว เราอย่าไปคิดว่าจะต้องฆ่าตัวตายหรืออะไรอย่างนี้ เงินทองหาใหม่ได้ เรายังแข็งแรงอยู่ เพราะพี่อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ไม่เคยมีใครมาสั่งสอนทำอะไรด้วยตัวเอง เป็นคนคิดดี คิดบวก กลัวมีเรื่อง พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ดี แล้วเราจะเดินไปไหนต่อไหนสบาย อยู่ง่าย

พี่มีวิธีการสร้างกำลังใจให้ตัวเองเสมอ เราจะดูคนตาบอด เขามองไม่เห็น เขาทุกข์กว่าเรานะ ดูพวกสิงสาราสัตว์ พวกสุนัขจรจัด เขาไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีคนเลี้ยง เขาไม่ได้กินข้าวนอกจากคนจะหยิบยื่นให้เขา เขาถูกว่า เราเป็นคนสุดประเสริฐ เรากินของสะอาด คนตาบอดเขามองไม่เห็น แต่เขายังอุตสาห์เดินถือไม้เท้าเดิน เราตาดี มือดี เท้าดีเราจะไปแคร์ทำไม บางคนเกิดมาทั้งชาติ เขามองไม่เห็นโลกอะไรเลย ว่าโลกนี้สวยงามขนาดไหน เมืองไทยน่าอยู่ขนาดไหน ทำไมเขาถึงอยู่ได้ แล้วเราทำไมถึงอยู่ไม่ได้ กว่าเราจะเกิด เกิดยากนะ กว่าจะโต เพราะแม่เลี้ยงหมดข้าวสารกี่กระสอบ กินนมแม่หมดไปเท่าไหร่ แม่ทนทุกข์ทรมานขนาดไหน กว่าจะคลอดเรามา แต่ละคนกว่าจะเลี้ยงโต อย่าไปท้อ พี่จะไม่เคยท้อเลย

พี่อยากให้กำลังใจคนที่กำลังต่อสู้ชีวิตนะว่าไม่ต้องท้อ ถ้าท้อให้ดูพี่อ้อยใจ พี่อ้อยใจเป็นนักร้องถึงระดับคนรู้จักทั่วประเทศ พี่อ้อยใจยังรับได้เลยที่จะมาค้าขาย พี่อ้อยใจไม่เคยอายใคร เพราะว่าทำกิน ไม่อายใคร แล้วก็ไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย ทำดี คิดดี ไม่ไปมีเรื่อง มีราว ไม่ติดคุก ไม่ติดตะราง ไม่ลักขโมยใคร ให้ทำความดี ขยัน เพราะถ้าขยันจริงๆ ไม่อดตายแน่นอน

   • ย้อนถามถึงเส้นทางการมาเป็นนักร้องหน่อยค่ะ 

ชีวิตพี่อยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก พอได้เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ พี่เคยตระเวนสมัครเป็นนักร้องตามห้องอาหารและคาเฟ่เป็น 10 แห่ง แต่ก็ไม่มีใครรับ เผอิญไปเจอที่หนึ่งเขาเหลือแค่ตำแหน่งล้างชาม เราก็เลยรับเอาไว้ก่อน เพราะจะได้มีที่ซุกหัวนอน จนกระทั่งที่นั่นนักร้องขาด พี่เลยได้มีโอกาสขึ้นร้องเพลง ตอนนั้นได้เงินเดือนเดือนละ 800 บาท

พี่เข้าวงการเพลงจากการที่ร้องเพลงตามห้องอาหาร มีนักข่าวเขามาถ่ายรูป เขาเห็นว่าเราร้องเพลงของพุ่มพวง เขาก็บอกว่าเราร้องเพลงดีมาก ถ้าได้อัดแผ่นเสียงรับรองดังแน่ๆ ปกติพี่ก็ร้องเพลงทุกสไตล์นะ วันนั้นไปร้องเพลงช้าของพุ่มพวง ดวงจันทร์ นักข่าวที่ชื่อ สรชัย ชำนาญแพง เขาก็เดินมาบอกว่า น้องๆ ร้องเพลงดีมากเลย เดี๋ยวพี่จะพาเข้าบริษัทไปฝากเพราะเขารู้จักคน แต่เรากลัวเขาหลอก เพราะเรายังไม่เจนจัด เป็นคนขี้กลัวอยู่แล้ว กลัวเขาหลอกไปขายเข้าซ่อง มาชวนตั้งหลายรอบ เลยบอกไปกลางวันนะ หนูไม่ไปกลางคืนนะ จ้างหนู 100 บาท เดี๋ยวหนูไป เขาก็จ้างจริงๆ นะ

เราเลยได้ไปรู้จักพี่คนหนึ่ง ชื่อ "ณรงค์ รอดเจริญ" ผู้บริหารบริษัทท็อปไลน์ ไดมอนด์ ตอนนั้นพี่เขาก็แกล้งใช้งานนั้น งานนี้ ไม่ได้สตางค์หรอก ไกลแค่ไหนก็แกล้งให้เราขึ้นรถเมล์ไป เขาก็บอกไอ้เด็กคนนี้มันขยัน ตั้งแต่เห็นนักร้องมา แล้วมันไม่เคยปริปากพูดเรื่องเงินเลยแม้แต่สลึงเดียว มาตรงเวลา มาก่อนเวลา นิสัยดี ร้องเพลงก็ดี เขาก็เลยเอาไปฝากที่บริษัทท็อปไลน์ ไดมอนด์ เลยได้ออกเทปชุดแรกเป็นแนวหมอลำ “ผัวฉันหาย” แต่เสียงพี่ไปแนวลูกทุ่ง มันเลยไม่เกิด เชื่อไหมพี่ต้องไปวัด 7 วัด เลยนะ เพื่อไปตั้งจิตอธิษฐานขอให้โด่งดัง ขอให้ลูกมีชื่อเสียง กลับไปหาพ่อแม่ ให้ชื่อเสียงโด่งดังในชื่ออ้อยใจ แดนอีสาน

จากนั้นก็ได้มาออกอีกอัลบัมในชุด “เบรกแตก” ตอนนั้นเพลงเราขายดีมาก ทำรายได้ให้เขา เทปออกวันละ 500,000 ม้วน แต่ก่อนยังไม่มีของปลอมด้วย สุดท้ายนายห้างท่านก็เรียกเราไปให้เงิน 1 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ เราจะไม่เอาด้วยซ้ำเพราะว่าเราเกรงใจ สุดท้ายก็ได้รับมา เอาไปซื้อบ้าน แต่ปัจจุบันขายบ้านไปแล้วเพราะต้องเอาเงินไปรักษาพี่ชาย

   • แบบนี้พอเป็นนักร้องแล้ว ชีวิตเราไม่ได้สุขสบายขึ้นเลยเหรอคะ

สมัยก่อนเงินที่เราได้ก็ไม่ได้เอามาเข้าพกเข้าห่อ เพราะเราอยากแจกจ่ายให้ครอบครัวบ้างเพราะพี่อ้อยใจจะมีพี่น้อง 6 คน เราเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แต่เราก็ดีใจนะที่พี่น้องเรารักกัน แบบประมาณว่าพี่สาวของน้อง น้องสาวของพี่เป็นคนดี เป็นนางฟ้า จะได้รับคำชมจากพี่ชาย น้องชายอยู่บ่อยๆ

หรือบางทีก็เอาเงินไปแจกจ่ายให้เด็กสลัมที่เขาไม่มีกินบ้าง เราไปร้องเพลงได้วันต่อวัน เด็กสลัมเขาจะมานั่งเรียงกันแล้ว หรือไม่ก็จะเอาไปแจกคนไข้แถวโรงพยาบาล แต่ไม่ได้แจกมากนะคะ แค่นิดหน่อยๆ คนละ 50 บาทบ้าง 100 บาทบ้าง ก็จะให้หลายคน หมดไปวันๆ จะทำอย่างนี้มาตลอด ก็ไม่ได้เก็บอะไร เพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรงอยู่ หาได้แล้วอยากจะทำทานอย่างเดียว ทำแล้วเราสบายใจ

ถามว่าชีวิตดีขึ้นไหมตอนมาเป็นนักร้องแล้ว ตอนนั้นเรามีผู้จัดการ 4 คน เขารับทีกันเป็นหลักแสน แต่เราได้ 2,000-3,000 บาท ซึ่งเราก็ไม่กล้าพูด เราเหนื่อยนะ แต่ก็ไม่กล้าพูดว่าเขาจะให้เราเท่าไหร่ บางทีลองถามเจ้าภาพ เจ้าภาพก็บอกให้เช็คไปแล้วนะแสนนึง พอรู้ใจเรามันไปแล้ว พอมาถึงเราได้หลักพัน แต่เราก็ไม่คิดอะไรนะ กลัวเขาเอาไปลงข่าว กลัวว่าเราเนรคุณ กลัวอะไรหลายๆ อย่าง ก็เลยปล่อยตามเลยไป

   • แล้วชีวิตในวงการเพลงปัจจุบันนี้เป็นยังไงบ้างคะ

ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าแย่กันทุกคน เพราะว่ามันเป็นโลกโซเชียลแล้ว เขาก็จะดูทางนั้นมากกว่า เทปก็ขายไม่ได้แล้ว นอกจากมีงานรับเชิญแล้วไปขายเทปหน้าเวทีเอาได้ ถ้าลำพังจะเอาไปวางแผงตอนนี้คนเขาไม่ซื้อแล้ว

ตอนนี้ก็มีงานเพลงชุดใหม่ "ผัวเซ็งกระบวย" แล้วก็พอมีงานจ้างอยู่บ้าง ออกรายการนั่นนี่ บอกเบอร์โทรศัพท์ คนเขาก็โทร.มาจ้างบ้าง แต่ก็เคยมีเหมือนกันนะที่คนไม่จ้างเพราะเขาคิดว่าเราเป็นอัมพาต เดินไม่ได้ ร้องเพลงไม่ไหวแล้ว เพราะเคยมีคนโจมตีเรา ถามว่าโกรธไหม ไม่โกรธนะ เพราะมันเป็นการทำมาหากินของเขา อย่างเคยมีคนโทร.มาจากลพบุรี จะติดต่อให้เราไปร้องเพลงงานบวชลูกเขา คนที่เขาไปเหมางานรับงานก็บอกว่าตอนนี้อ้อยใจเดินไม่ไหวแล้ว บอกว่าตาก็เสีย พูดก็ไม่ชัด แกเป็นอัมพาตแล้ว เป็นอย่างนั้นไป ซึ่งสุดท้ายเจ้าภาพก็หาเบอร์โทร.มาหาเราจนได้ แล้วเขาก็จ้างพี่ไปเล่น

เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขาทำไมโจมตีเรา ทั้งๆ ที่เราไม่เคยไปมีพิษมีภัยกับใครเลย แล้วก็ไม่ได้ดังเท่าเขานะ เขากลัวความสามารถเราเหรอ เพราะเวลาพี่อยู่บนเวทีพี่จะเป็นคนแสดงเต็มที่ เป็นคนเอนเตอร์เทน อย่างที่พี่ไปเมืองนอก คนจัดเขาบอกว่ามีอ้อยใจกับพุ่มพวงน่ะที่เอนเตอร์เทนคนได้ พี่อ้อยใจร้องเพลงได้ทุกสไตล์ ได้ทิปดี หรือเป็นแบบนี้หรือเปล่าพี่ก็ไม่แน่ใจนะ

   • นอกจากนี้แล้วเห็นว่าพี่อ้อยใจเป็นคนใจบุญมาก เพราะเห็นว่าเอารายได้จากการขายยำแหนมมาเลี้ยงสุนัขจรจัดมานานกว่า 30 ปีแล้ว

เราใจบุญมาตลอด ไม่เคยคิดว่า อยากจะรวย ทำไงถึงจะรวย อยากได้ของใครอะไรอย่างนั้น ไม่มี ไม่เอา ไม่อยากได้ของใคร อยากทำด้วยตัวเอง

ตอนนี้พี่ก็เลี้ยงหมาจรจัดด้วยทำมานาน 30 กว่าปีได้แล้ว ก็เป็นหมาที่อยู่ในป่านั่นแหละ เป็นหมาที่เจ้าของเขาหนีไป เราก็ต้องรับภาระเลี้ยงต่อ ไม่มีใครให้ข้าวเขากิน โดนรุกที่เขาก็ต้องอยู่ในป่า เดี๋ยวนี้บ้านช่องมันเจริญขึ้น เขาก็ถูกไล่ คนที่ชอบเขาก็มีน้อย มาอยู่ในป่าเขาจะกินอะไร ไปไหนเดินผ่านก็โดนตี โดนเอาน้ำร้อนราด เอาน้ำมันราด หน้าที่ของพี่ก็จะเอาข้าวไปให้เขากิน

พี่จะไม่ได้รับมาเลี้ยงเองนะคะ เพราะว่าเราขายอาหาร เราจะมาเลี้ยง คนก็จะรังเกียจ ต่อให้เราสะอาดแค่ไหนคนก็รังเกียจอยู่ดี ก็จะอาศัยให้อาหารเขากินตามเป็นจุดๆ ตอนเช้ามืดตีสามพี่จะต้องตื่นเช้ามาหุงข้าวทำกับข้าวให้เสร็จ เอาไปให้เขาวันละรอบ ซึ่งแต่ก่อนจะให้สามรอบแต่ตอนนี้เราไม่ไหวด้วยเงิน ด้วยอะไรต่างๆ ก็จะมีให้ตอนเที่ยงบ้าง หรือไม่ตอนขายของเสร็จ แต่เอาไปตอนดึกมันน่ากลัว มันมืด เพราะตรงนั้นจะเป็นพวกโรงปูน ไม่มีคน บางทีตอนเข้าไปก็ท่องสวดภาวนาตลอดว่า ข้าพเจ้าคิดดีทำดี อย่าให้มีพิษมีภัยอะไรต่อข้าพเจ้าเลยนะ อย่าให้เจออันตราย ก็พูดกับหมานั่นแหละ

   • มีคนบอกไหมว่าเราจะทำให้ตัวเองลำบากไปทำไม

พี่โดนหลายคนด่านะว่าให้เลิกทำ มันสกปรก ให้เราเลิกให้ เขามาห้ามเรื่อย เพราะพี่จะไม่ได้ให้แถวบ้านเพียงอย่างเดียว ไกลบ้านก็มีที่ต้องขับมอเตอร์ไซค์ไป บางคนก็ว่าเราบ้าเพราะบางทีเราเอาอาหารไปให้หมาดึกๆ ตี 1 ตี 2 ก็มี เราก็ได้แต่พูดดีกับเขาไปว่าต่อไปจะไม่เอามาให้แล้ว แต่เราก็แอบเอาไปให้อยู่ดี

พี่ชอบความลำบากนะ เพราะเราไม่เคยสบาย เราลำบากมาตลอด เราถึงทำได้ ถ้าคนเคยสบายมาก่อน เขาทำไม่ได้หรอก เขาจะมาทำแบบพี่ไม่ได้ ไหนจะงานขายของ ไหนจะไปจ่ายตลาด ไหนจะมาทำของขาย ไหนจะมาหุงข้าวร้อนๆ ไปซื้อกับข้าวมาคลุกให้หมา ซึ่งเราจะไม่ให้เขากินสกปรก ไม่ให้กินข้าวบูดเลยนะ เพราะเราอยากให้เขากินดีๆ

ก็คิดว่าจะทำไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ถ้าบอกให้เลิกก็คงไม่เลิก เลิกไม่ได้ เพราะพี่ทำมานานแล้ว เคยคิดว่าจะไม่ไปนะคะ แต่ก็นอนเอามือก่ายหน้าผาก คิดว่าถ้าเขาหิว เขาจะกินอะไร สุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี

   • แล้วตอนนี้เป้าหมายในอนาคตของพี่อ้อยใจเป็นยังไง

ไม่คิดค่ะ เพราะพี่ตัวคนเดียว ไม่มีลูก ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ไปเช่าบ้านอยู่ก็ได้ ทำงานหนักทำอาหารเลี้ยงสุนัขจรจัด ทำบุญทำทานมีเงินก็เข้าวัดเข้าวา ไม่ต้องคิดอะไรมาก คนเราอยู่ไม่ถึงร้อยปีหรอก เราอยู่ได้มาถึงทุกวันนี้ถือว่าเป็นบุญดีที่สุดแล้ว

ชีวิตตอนนี้มีความสุขแล้ว ไม่เจ็บป่วย ไปเช็กร่างกายเมื่อวานนี้ก็ดีหมด ไม่เป็นอะไรเลย ดีใจมาก ปกติทุกอย่าง พี่จะเอาเรื่องสุขภาพเป็นหลักไว้ก่อน แต่จะไม่วางแผนอะไรในอนาคตแล้วค่ะ เพราะพี่อ้อยใจไม่มีใคร ก็จะหากิน เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวจรจัด ไปจนกว่าชีวิตจะดับสิ้น

เรื่อง : วรัญญา งามขำ และ แพรวา คงฟัก
ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์

กำลังโหลดความคิดเห็น...