ประชาชนจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมกราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่อง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
วันนี้ (3 เม.ย.) บรรยากาศการไว้อาลัยและกราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 152 ตลอดทั้งวันยังคงมีประชาชนจากทั่วสารทิศทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง
นายดิเรก เสตสุวรรณ อายุ 78 ปี พสกนิกรจาก กทม. พักอาศัยอยู่ย่านเทเวศร์ เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ตนจึงเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับครั้งไม่ถ้วน และจากนี้ก็จะมากราบพระองค์จนกว่าร่างกายจะไม่ไหว
“ผมเดินทางไปในหลายๆ ประเทศ ทำให้ผมพูดได้เต็มปากว่าถ้าประเทศไทยไม่มีในหลวง รัชกาลที่ ๙ ประเทศไทยก็จะไม่มีวันนี้ ตลอดชีวิตผมทำงานด้านตรวจเงินแผ่นดิน น้อมนำในเรื่องการทำความดีตลอดมา และถือคติทำงานชดใช้แผ่นดิน รู้ว่าบาปอย่าทำ ก็จะทำให้ประเทศไทยเจริญ” นายดิเรก กล่าวพร้อมน้ำตา
น.ส.นิตยา สิ่งของ อายุ 38 ปี ครูโรงเรียนบรรพตวิทยา จังหวัดเชียงราย น.ส.ลลิดา กองกรม อายุ 41 ปี ครูโรงเรียนบ้านทรายทอง จังหวัดเชียงราย และ น.ส.ศิรินภา ทัดไธสง อายุ 31 ปี ครูโรงเรียนโคกสะอาดวิทยาคม จ.ศรีสะเกษ ที่มาอบรมครูยุวกาชาด ที่กรุงเทพฯ ร่วมกันกล่าวว่า แต่ละคนมาจากต่างถิ่นแล้วมาเจอกันโดยบังเอิญหลังจากลงทะเบียนช่วงเช้าเพื่อรออบรมช่วงสายก็พูดคุยกันแล้วชวนกันมาพระบรมมหาราชวัง โดยมีจุดหมายเดียวกันนั่นคือมาถวายความอาลัยในหลวง รัชกาลที่ ๙ ถือเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสมากราบพระบรมศพ รู้สึกทั้งตื่นเต้น ตื้นตัน และดีใจจนน้ำตาไหล
น.ส.นิตยา สิ่งของ ครูกลุ่มการงานอาชีพเทคโนโลยี เล่าว่า ครอบครัวยากจนจบชั้น ม.6 แล้วไปเรียนเย็บผ้าที่โรงเรียนศูนย์สงเคราะห์ ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แล้วไปทำงานโรงงานเย็บผ้า และเป็นผู้ช่วยพยาบาล ไหว้พระขอพรตลอดขอให้ได้ทำงานช่วยส่วนรวม วันเสาร์อาทิตย์ก็อ่านหนังสือเพื่อเรียนต่อ จนสอบเป็นครูได้ก็มีความคิดขอช่วยในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทำงาน สร้างคนให้เป็นคนดี คิดเสมอว่าถ้าบ้านเมืองเรามีคนดีมากๆ ในหลวงก็คงเหนื่อยน้อยลง คือ ถ้ามีคนดีมีศักยภาพเยอะๆ ก็สามารถมาช่วยกันทำงานพัฒนาชาติได้ และถ้าเรารู้จักพอเพียง พอประมาณ และมีเหตุผล ก็จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี พยายามนำแนวคิดนี้มาสอนนักเรียนเสมอ ชีวิตนี้ขอถวายตัวทำงานเพื่อพระองค์ท่าน ตอนเข้ากราบพระบรมศพก็อธิษฐานขอให้เสด็จสู่สรวงสวรรค์ไม่ต้องเป็นห่วงประชาชน ทุกคนจะทำความดีถวายพระองค์
ด้าน น.ส.ศิรินภา ทัดไธสง กล่าวว่า วางแผนว่าถ้าได้เข้ามากรุงเทพฯ จะเตรียมชุดมาเข้ากราบในหลวง รัชกาลที่ ๙ วันนี้ตื่นตี 5 แล้วเดินทางจากย่านบางแคมาพระบรมมหาราชวัง ได้เข้ากราบตอน 8 โมงเช้า รักและศรัทธาพระองค์ท่านมาก เพราะท่านทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องความเสียสละ ทำงานเพื่อคนอื่น คิดถึงตัวเองน้อยมาก
ขณะที่ น.ส.ลลิดา กองกรม เผยว่า ก่อนสอบบรรจุครู ก็อ่านหนังสือ ขอพรในหลวง รัชกาลที่ ๙ ขอให้สอบได้ ก็สำเร็จดังหวัง ทุกวันนี้ก็พยายามทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด ประทับใจในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทุกเรื่องโดยเฉพาะพระราชดำรัสที่ว่า บ้านเมืองเรานี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้ก่อความเดือดร้อน วุ่นวาย
พล.อ.อ.สุรศักดิ์ โปร่งจันทึก อดีตเจ้ากรมการแพทย์ทหารอากาศ กล่าวว่ารู้สึกดีใจที่คณะนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ รุ่นที่ 1-5 ในนามสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแพทย์สภา ได้มาร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพในวันนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีมากที่ได้มารวมตัวกันเพื่อเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระองค์ เพราะหลักสูตรธรรมาภิบาลฯ เพิ่งจะมีเพียง 5 รุ่น และโอกาสที่จะรวมตัวกันได้ทั้งหมดนั้นคงไม่ง่ายนัก
“ผมเป็นอดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ และอยู่ดูแลโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งชื่อโรงพยาบาลก็เป็นชื่อของพระองค์ ดังนั้น พวกเราจึงได้น้อมนำพระราชดำรัส และหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ ทั้งเรื่องพอประมาณ ความมีเหตุมีผล มีภูมิต้านทาน หลักคุณธรรม การช่วยเหลือ ความมีน้ำใจ ซึ่งได้นำมาปรับใช้ในการทำงานและสามารถนำไปใช้ได้ในทุกเรื่องและทุกกิจกรรมเชิงศิลป์ โดยเฉพาะในหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ก็ได้นำมาปรับใช้ในทางสายการแพทย์เยอะมาก” พล.อ.อ.สุรศักดิ์ กล่าว


