บรรยากาศพสกนิกรชาวไทย ตลอดทั้งวันเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
วันนี้ (2 เม.ย.) บรรยากาศการไว้อาลัยและกราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 151 ตลอดทั้งวันยังคงมีประชาชนจากทั่วสารทิศทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่ร้อนมาก
ด้าน นางศศมณฑ์ สงวนสิน อดีตนายกสโมสรซอนต้ากรุงเทพ 9 เผยความรู้สึกเมื่อมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ว่า จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ ตัวเองมีโอกาสได้มาถวายสักการะพระบรมศพทั้งด้านในและด้านนอกพระบรมมหาราชวังหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน เช่น บางครั้งเมื่อต้องมาธุระในเส้นทางบริเวณนี้ก็จะต้องขอให้อ้อมเข้ามาเท่าที่จะทำให้ เพื่อยกมือกราบพระองค์ท่าน ถึงแม้ว่าจะทำได้เพียงไกลๆ จากด้านนอก เราก็รู้สึกว่าได้ยังอยู่ใต้ฟ้าของพระองค์ท่านอยู่ดี และทุกๆ ครั้งน้ำตาก็ยังไม่หยุดไหลสักที สำหรับครั้งนี้ได้รับเกียรติให้มาพร้อมกับคณะของสโมสรซอนต้าจากหลายๆ แห่งทั่วประเทศ นับเป็นความปลาบปลื้ม และปิติในหัวใจอย่างยิ่งที่ได้มาถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน และหากมีโอกาสอีกก็ยังอยากจะมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“สำหรับในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงเป็นต้นแบบทั้งในส่วนของการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตนั้น ซึ่งจะมีคำพูดที่ติดอยู่ในใจและในสมองของตัวเองเสมอก็คือคำว่า พอเพียง นอกจากนี้ความเมตตากรุณาของพระองค์ท่านที่มีต่อพสกนิกร ยังเป็นตัวอย่างที่ตัวเองเห็นได้มาจากตั้งแต่รุ่นคุณทวด คุณปู่ คุณย่า ตั้งแต่เล็กจนโต ดังนั้น เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองมีความสุข ก็คิดว่าจะแบ่งปันความสุขกับผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า และนี่คือ จุดเปลี่ยนที่ตัวคิดว่าเมื่อครอบครัวของตัวเองมีความสุขแล้ว ธุรกิจเราประสบความสำเร็จแล้ว เราควรผันหน้าที่การงานมาช่วยเหลือสังคมบ้าง ดังนั้น ถ้าสังเกตจะเห็นว่าตัวเองไม่ค่อยได้ออกงานสังคมที่เป็นภาคธุรกิจ แต่ย้ายไปอยู่ในหน้าของงานเพื่อสังคมหรือเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการไปทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ แม้ไม่ใช่เวทีของนักธุรกิจระดับโลก แต่อย่างน้อยแค่ขึ้นเวทีแล้วมีประกาศว่า “ชี คัม ฟอร์ม ไทยแลนด์” ก็รู้สึกภาคภูมิใจแล้วว่ามีส่วนให้อีกหลายๆ ประเทศได้รู้จักประเทศไทยบ้าง นอกจากนี้ ทุกครั้งไม่ว่าเดินทางไปไหนก็ตาม ตัวเองจะอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ติดตัวไปด้วยเสมอ” นางศศมนฑ์ กล่าวพร้อมกับหยาดน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่
ด้าน นายตรีภพ ภัทรคามินทร์ อายุ 58 ปี อาชีพที่ปรึกษากฎหมาย ในฐานะประธานศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2521 กล่าวภายหลังร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนเหนือเกล้าของประชาชนชาวไทย เมื่อมีโอกาสได้มากราบสักการะพระบรมศพและได้ร่วมเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ถือเป็นบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต
นายตรีภพ กล่าวต่อว่า พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวไทยและประเทศไทยมากมายเหลือเกิน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวไทยและชาวโลก พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ดีกินดี ตนรู้สึกตื้นตันใจและเคารพศรัทธาพระองค์มาก นอกจากนี้ พระองค์ยังพระราชทานคำสอนดีๆ มากมายให้เราปฏิบัติตาม โดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สอนให้เรารู้จักประหยัด อดออม และมีความพอเพียงในการดำเนินชีวิต ซึ่งตนได้น้อมนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต ส่วนในการทำงานก็ได้น้อมนำเรื่องความเพียรมาใช้
ขณะชาวญี่ปุ่นที่ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย อย่าง นายยูโซะ ชิบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก และถือเป็นโอกาสพิเศษครั้งสำคัญในชีวิตที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง แม้ว่าตนเองจะเป็นคนต่างชาติ แต่ตลอดระยะเวลาที่ตนอยู่เมืองไทยมากว่า 3 ปี รับรู้ได้ถึงความรักที่ประชาชนคนไทยมีต่อในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยทั่วทุกหนแห่ง และการที่ประเทศไทยพัฒนามาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
“ได้เคยได้เห็นรูปภาพและสารคดีต่างๆ ที่นำเสนอเรื่องราวพระราชกรณียกิจต่างๆ ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ได้เห็นพระองค์ท่านเสด็จฯไปในพื้นที่ทุรกันดาร ลงไปคลุกคลีใกล้ชิดกับประชาชนอย่างไม่ถือพระองค์และทรงเข้าใจถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่ตนประทับใจต่อในหลวงรัชกาลที่ ๙ และเข้าใจว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวงมาก” นายชิบะ กล่าว
ด้าน นางสาวพนิดา โพธิแสง ฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กรสภาสตรีในพระบรมราชินูปถัมภ์ฯ กล่าวภายหลังที่สักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า มาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 12 แล้ว และความรู้สึกทุกครั้งที่ได้ก้มกราบพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ก็ไม่ต่างกัน เต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม ภูมิใจ พูดถึงในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทีไรน้ำตาก็ไหลออกมาทุกที เคยรอกราบสักการะพระบรมศพในช่วง 100 วันแรก รอนานที่สุด คือ ข้ามวันข้ามคืน ก็ไม่เคยท้อ เพราะรักพระองค์มาก พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อปวงชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ ทั่วทุกแห่งหนในประเทศไทยไม่มีที่ไหนที่พระองค์จะไม่เสด็จฯไป แม้พื้นที่นั้นจะเสี่ยงภัยแค่ไหนก็มิเคยทรงหวั่นเกรงภัยอันตรายใดๆ ด้วยทรงต้องการช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
“ทุกโครงการในพระราชดำริของพระองค์ล้วนทรงประโยชน์สุขให้กับพสกนิกรชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการชั่งหัวมัน โครงการฝนหลวง โครงการเศรษฐกิจพอเพียง และอีกกว่า 2,000 โครงการ ที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายทำมาโดยตลอด เพื่อความสุขที่ยั่งยืนของคนไทย หรือแม้แต่หลักคำสอนของพระองค์อย่างเรื่องความอดทน และความเพียรนั้น ก็ได้มาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะเราทำงานในองค์กรสตรี เราต้องมีความอดทน และความวิริยะ อุตสาหะ ในการทำงานเพื่อส่งเสริมให้สตรีไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี” นางสาวพนิดา กล่าว


