xs
xsm
sm
md
lg

ครูขาเปิดตำราแดนซ์...เปิดใจ “ครูจิน” สอนท่องสูตรคูณด้วยท่าเต้นแสนสนุก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เปิดใจคุณครูผู้เป็นปรากฏการณ์สุดโด่งดังจากการสอนสนุกๆ ด้วยการท่องสูตรคูณไปด้วย เต้นไปด้วย ชนิดาพา พรหมพรมิ หรือ “ครูจิน” ครูผู้เป็นที่รักยิ่งของนักเรียนชั้นประถมโรงเรียนอนุบาลชุมชนบางบ่อ สมุทรปราการ

ด้วยความที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นครูมาตั้งแต่จำความได้ จึงทำให้ครูจินพากเพียรจนสอบบรรจุครูได้สำเร็จ ปัจจุบันเธอเป็นครูพิเศษสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ที่โรงเรียนอนุบาลชุมชนบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

มาสัมผัสความคิดดีๆ จากแม่พิมพ์ของชาติว่าครูไทยกับการเรียนการสอนในยุค 4.0 ควรจะเป็นเช่นไหนอย่างไร? ได้ในบรรทัดถัดไป

  • ช่วยเล่าเหตุการณ์จากคลิปท่องสูตรคูณแล้วมีครูจินเต้นประกอบไปกับการท่องสูตรคูณของเด็กๆ ให้ฟังหน่อยค่ะ

เหตุการณ์ในคลิปวันนั้นคือเป็นช่วงที่กำลังจะกลับบ้านแล้วค่ะ แต่ละห้องก็เริ่มปล่อยเด็กกลับบ้านกันบ้างแล้ว ซึ่งก่อนกลับบ้านครูก็จะให้เด็กท่องสูตรคูณก่อน แล้วระหว่างที่ท่องสูตรคูณ ครูก็รู้สึกได้ว่าเด็กๆ ท่องได้น่าเบื่อจังเลย ครูอยากให้เด็กสนุก ก็เลยบอกเด็กๆ ไปว่า “ถ้าท่องมันส์ เดี๋ยวครูจะเต้นให้ดู แต่ถ้าท่องไม่ดี ครูจะให้ท่องอีกรอบ เดี๋ยวได้กลับบ้านช้านะ”

ตรงนี้ครูทราบดีว่าสูตรคูณแม่สอง-แม่สิบสอง แม่สิบจะเป็นสิ่งที่เด็กท่องได้เร็วที่สุด ท่องมันส์ที่สุด เราก็เลยบอกเด็กไปว่าถ้าแม่สิบแล้วถ่ายให้ครูหน่อยนะ ก็เป็นอย่างที่เห็นค่ะ (หัวเราะ) ซึ่งจะเป็นคลิปสั้นๆ ประมาณ 30 วินาที แล้วก็เอามาโพสต์ในเฟซบุ๊ก ซึ่งครูก็จะมีคลิปอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว แต่คลิปนี้กลายเป็นว่าดังขึ้นมา คนแชร์เยอะมากค่ะ (ยิ้ม)

  • คลิปนี้เกิดจากเพราะอยากให้เด็กสนุกเวลาท่องสูตรคูณล้วนๆ

ใช่ค่ะ ครูอยากให้เด็กรีแลกซ์ สนุกสนานก่อนกลับบ้าน วันนั้นก็จะมีเด็กที่ตั้งใจท่องอย่างเดียวก็มี ส่วนเด็กที่อยากจะลุกขึ้นเต้น ครูก็ให้เด็กลุกขึ้นมาเต้นได้ค่ะ ก็สังเกตว่าตอนที่ครูเต้น หลังห้องลุกขึ้นเต้นกันเยอะมาก (หัวเราะ) ซึ่งครูก็ไม่เคยว่านะคะ ถ้าเด็กคนไหนจะเต้น อยากจะแสดงออก ก็จะปล่อยให้เขาเต็มที่เลยค่ะ

  • แบบนี้การที่เต้นไปด้วย สอนท่องสูตรคูณไปด้วย เป็นสิ่งที่ครูจินเพิ่งทำครั้งแรกหรือว่าทำเป็นประจำอยู่แล้วคะ

จริงๆ ครูจะทำอย่างนี้มาตั้งแต่ฝึกสอนแล้วนะคะ ที่จะสอนไปด้วยเต้นไปด้วยอะไรทำนองนี้ จะทำเป็นประจำของเราอยู่แล้ว ถ้าถามว่าเต้นทุกคาบไหม ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องมาเต้นทุกคาบ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เนื้อหา จังหวะและเวลามากกว่าค่ะ ว่าช่วงไหนจังหวะมันกำลังได้นะ เพลงไหนได้ ก็จะมีบ้าง เป็นเหมือนเทคนิคการสอนอย่างหนึ่งค่ะ

ตรงนี้เป็นเทคนิคที่คิดขึ้นมาได้เอง เพราะส่วนตัวครูชอบเต้น ชอบสันทนาการ ครูเป็นลีดมาก่อน บางทีสอนอยู่ เราสอนให้เด็กมีเพลง ก็คิดขึ้นมาได้ เราอยากเต้น เราก็เต้นด้วยกับเด็กไปเลย (หัวเราะ)

  • แล้วผลตอบรับที่ได้กลับมาจากเด็กๆ เป็นยังไงบ้าง เขาสนุกแบบที่เราคิดไว้ไหมคะ

คือด้วยส่วนหนึ่งครูเป็นครูบรรจุใหม่ด้วย ครูใหม่ๆ มาเด็กก็อยากเรียนอยู่แล้ว แล้วครูเป็นครูผู้หญิงด้วย มาใหม่ๆ เด็กก็จะบอกว่าอยากเรียนกับครูคนสวยจังเลย แน่นอน ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าสอนดีหรือไม่ดี เขาก็อยากเรียนไว้ก่อน แต่พอได้เรียน เขาก็อยากเรียนอีก เด็กบางคนก็บอกเหมือนกันว่าครูจินดุนะ ครูมีมุมดุ ถ้าดุก็ดุเหมือนกัน

วิธีการดุของครูก็จะมองค่ะ มองก่อน จ้องเลย เด็กก็เริ่มเกร็งแล้ว อีกอย่างในเรื่องการทำงานของเด็ก สิ่งที่ครูจะกำชับเลยก็คือ หนึ่งจดงานต้องเขียนวันที่ จดงานเสร็จแล้วต้องขีดเส้นใต้ เด็กจะรู้อัตโนมัติว่าเรียนกับครูจินต้องเขียนวันที่ทุกครั้ง ขีดเส้นใต้ทุกครั้ง เหมือนกับฝึกระเบียบวินัยไปในตัว มันเป็นจุดเล็กๆ ที่จะต้องฝึกค่ะ

คือครูต้องมีทั้งมุมที่สนุก และมุมที่กวดขันก็ต้องมี อย่างเรื่องเวลา เด็กเล็ก ถ้าเราสอนจะชอบลุกไปเข้าห้องน้ำบ้าง ไปเหลาดินสอไปอะไร เราจะกำหนดเลยว่าก่อนเรียน 5 นาที หนึ่งเราจะให้เด็กเข้าห้องน้ำ เหลาดินสออะไรให้เรียบร้อย ภายใน 5 นาทีนั้นก่อนเรียน บางทีก็ 2 นาทีบ้าง อยู่ที่บริบทนั้น 2-5 นาทีเราจะให้เด็กทำกิจกรรมของตัวเองให้เรียบร้อยภายในเวลาที่กำหนด ถ้าเด็กทำครบกำหนดแล้ว เลยเวลาไม่ตรงเวลา เราก็จะทำโทษ ให้เด็กปั่นจิ้งหรีดบ้าง กระโดดตบบ้าง อะไรก็ว่าไป เขาก็จะรู้ในเรื่องของการตรงเวลามากขึ้น สองคือเด็กเขาจะไม่ลุกไปโน่นไปนี่แล้ว เพราะเราให้เวลาเขาไปแล้ว เขาก็จะรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ฝึกให้มีระเบียบวินัยมากขึ้นค่ะ

  • กระแสตอบรับจากทางโรงเรียนและสังคมล่ะคะ เป็นยังไงบ้าง

ผู้อำนวยการที่โรงเรียนอนุบาลชุมชนบางบ่อค่อนข้างโอเคนะคะ ท่านค่อนข้างหัวทันสมัย ท่านก็จะรู้แหละ ก็เป็นช่วงวัยเนอะ ช่วงวัยคุณครูผู้ใหญ่ก็จะอีกแบบหนึ่ง เขาก็จะเข้าใจ ให้อนุรักษ์ตรงนั้นไว้ ส่วนช่วงวัยคุณครูรุ่นใหม่ๆ มาก็จะเข้าใจว่าอีกแบบหนึ่ง ขนาดโลกยังหมุนรอบตัวเองเลย เราก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

ส่วนกระแสสังคมก็จะมีทั้งบวกและลบค่ะ ส่วนใหญ่บวกก็จะเป็นคนรุ่นใหม่ เขาก็ชื่นชมเรา ก็จะมีในแง่ลบก็จะเป็นครูผู้ใหญ่ ที่เขามองว่าเหมาะสมไหมที่ครูต้องนั่งเต้นเย้วๆๆ ครูเคยเป็นโคโยตี้มาก่อนรึเปล่าต้องเที่ยวผับบ่อยแน่เลย ก็มีหลายกระแสอะไรก็ว่ากันไปค่ะ ส่วนใหญ่กระแสลบก็มาจากครูด้วยกันเองนี่แหละ ที่อาจจะเป็นครูผู้ใหญ่ ที่เขาไม่พอใจในการสอนของเรา มองว่ามันเหมาะสมหรือเปล่า ที่จะใส่ชุดราชการมาเต้น ก็มีบ้างค่ะ

เอาจริงๆ แทบไม่ได้อ่านเลยนะคะ ถามว่าเห็นไหม เห็นค่ะ แต่เราก็ผ่านๆ ไป แล้วพอเราเห็นใครมาติ ไปดูโปรไฟล์ เป็นครูทั้งนั้นเลย บางทีเราก็คิดในใจนะคะว่าครูด้วยกันเองน่าจะเข้าใจครูด้วยกันเองนะ ว่ามันเป็นยังไง แต่กลับติครูด้วยกันเอง แต่ครูก็ไม่คิดอะไรนะคะ เข้าใจ ส่วนใหญ่เขาชมเราก็พอแล้ว (ยิ้ม)

  • แต่ก็มีครูด้วยกันมองว่าไม่เหมาะสม?

อยากถามว่าไม่เหมาะสมเรื่องอะไรคะ ส่วนตัวครูคิดว่า มีอะไรที่ผิดเหรอคะ การที่เราเต้นผิดรึเปล่า ครูไม่ได้เต้นแก้ผ้า ไม่ได้ใส่ชุดราชการแล้วเปลื้องผ้า ถูกไหม คือครูเต้น จุดประสงค์คือครูต้องการที่จะอยากยึดเด็กเป็นหลัก เด็กเขาได้จากตรงนี้ เขามีความสุขก็โอเคแล้ว แล้วครูก็จะบอกเสมอว่าครูแต่ละท่านมีเทคนิคการสอนไม่เหมือนกัน อย่างครูอาจจะเต้น เพราะครูชอบสายเอนเตอร์เทน ส่วนครูบางท่านอาจจะนั่งสมาธิ ครูบางท่านอาจจะสวดมนต์ ครูบางท่านอาจจะบ่นก่อน แล้วแต่ท่านไป คือแต่ละคนมีเทคนิคไม่เหมือนกัน แต่ครูเลือกเทคนิคนี้เพื่อให้เด็กไม่เบื่อกับการเรียน

อีกอย่างเพื่อให้เราไม่เบื่อในการสอนด้วย ถามว่าสอนไปเรื่อยๆ ได้ไหม ได้นะคะ แต่บางทีเราสอน พูดอย่างเดียวเรายังเบื่อเลย เราก็อยากสนุกบ้าง อะไรบ้าง

  • เหมือนครูจินจะบอกว่าเทคนิคการสอนแบบนี้สามารถทำให้ครูไม่เบื่อ เด็กก็สนุกกับการเรียนมากขึ้นด้วย

ใช่ค่ะ แต่ถามว่า การท่องจำยังสำคัญอยู่ไหม ถ้าให้พูดตรงๆ เลยนะคะ บางอย่างมันก็ต้องใช้องค์ความรู้ ซึ่งองค์ความรู้มาจากไหน บางทีก็ต้องมาจากการท่องจำ เพียงแต่ว่าเราจะทำองค์ความรู้นั้นให้เป็นความรู้ระยะยาว เราก็ต้องมีกระบวนการทำให้สิ่งนั้นเป็นความรู้ระยะยาว เราจะต้องใส่เทคนิค ซึ่งแต่ละคนนั้นมีวิธีการจำไม่เหมือนกัน อย่างครูเป็นคนที่ไม่ชอบจำเยอะ ครูก็พยายามจำอะไรง่ายๆ อย่างบางคนก็ร้องเพลงไปด้วย ท่องไปด้วย หรือเห็นเพื่อนบางคนเวลาเขาท่องหนังสือเขาก็จะดูหนังไปด้วยอะไรไปด้วย แต่ละคนก็มีวิธีการจำไม่เหมือนกัน ครูจะบอกว่าการสอนแบบเก่า ไม่ใช่ไม่ดี เพียงแต่ว่าเราเอาสิ่งที่ดีๆ ใหม่ๆ มาพัฒนา ต่อยอดก็เท่านั้นเองค่ะ

  • นำมาพัฒนา ต่อยอดที่ว่านี้ทำยังไงบ้างคะ

อย่างครูสอนวิทยาศาสตร์ ถ้าให้พูดกันตรงๆ สมัยเด็กๆ ครูเป็นเด็กที่เรียนเก่งนะคะ แล้วเด็กที่เรียนเก่งตอนนั้นไม่รู้จะเรียนอะไร เด็กที่เรียนเก่งจะไปไหน ก็ต้องวิทย์-คณิต ตอนนั้น ซึ่งจริงๆ ตัวเราเองตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่เราเรียนเก่ง เรียนเก่งก็ถูกปลูกฝังว่าต้องเรียนวิทย์-คณิต ซึ่งพอได้มาเรียนก็ทำให้รู้ได้ว่า อะไรมันทำให้เข้าใจได้ยาก อะไรที่มันเป็นจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เด็กไม่ค่อยเข้าใจ เรียนไม่เข้าใจ เราก็เลยพยายามปิดจุดบอดตรงนั้น

ส่วนตัวครูมาชอบวิทยาศาสตร์จริงๆ ก็ตอนที่ได้มาสอนวิทยาศาสตร์ ครูก็เลยจะพยายามใส่การทดลองไปด้วย ใส่เทคนิคไปด้วย มันก็เลยทำให้เนื้อหาสนุกไปด้วย วิชาวิทยาศาสตร์ จริงๆ จากตำราวิทยาศาสตร์ ด้วยส่วนตัวสมัยก่อนที่เรียนมันน่าเบื่อมากนะคะ เล่มหนามาก คือเรารู้ไงคะว่าถ้าไม่ชอบมันจะน่าเบื่อมาก แต่บางคนที่เขาชอบต่อให้อ่านยากขนาดไหน เขาก็อ่านได้ แต่เราไม่ชอบขนาดนั้น มันทำให้เรารู้ว่า เรื่องนี้มันยากแน่นอน ก็เลยจะพยายามหาวิธีการสอนที่ทำให้มันสนุกมากขึ้น

จะมีบางเรื่อง เช่นเรื่องชั้นบรรยากาศ เรื่องนี้เราจำได้ว่าสมัยเราเรียน ยากมาก ชั้นบรรยากาศ ชื่อภาษาอังกฤษยาวมาก จำเยอะมาก คนที่เขาหัววิทย์ เขาชอบวิทย์ สบายมาก เขาจำได้ แต่เราจำได้ว่าเรื่องนี้เราเห็นหนังสือเราก็ไม่อยากเรียนแล้ว เราปวดหัวมาก

พอวันนึงเรามาสอน เรารู้ ถ้าสอนไปปกติ หรือให้เด็กท่อง จำไม่ได้แน่นอน เราเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานตรงนี้ เราก็เลยใส่เทคนิคไป โดยเราก็เล่าเป็นนิเทศ ชั้นบรรยากาศที่ 1 เจออย่างนู้นอย่างนี้ เจอเครื่องบิน เจออะไรไปเรื่อยๆ มันก็ทำให้เด็กสนุกมากขึ้น

หรือวันนี้สอนเรื่องพระอาทิตย์ ครูก็จะคิดเพลงแล้ว อย่างเพลง กลางวันกลางคืน เนื้อเพลงประมาณว่า “มากลางวัน เธอนัดให้มากลางคืน” ก็จะเป็นการเรียนเรื่องกลางวันกลางคืน พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง ตอนอนุบาลที่เราแต่งตัว ทาแป้งออกมาต้อนเช้าตรู่ อ่ะเรารู้แล้วใช่ไหม พระอาทิตย์มันจะขึ้นตอนไหน ตอนเช้า เราก็แปลงเป็นพระจันทร์งามเด่น เราคิดขึ้นมาเอง มีพระอาทิตย์ก็ต้องมีพระจันทร์ พระจันทร์ต้องอยู่ในกลางคืน ซึ่งเพลงที่เอามาสอนส่วนใหญ่จะเน้นให้จำง่าย เข้ากับเนื้อหา เอามาแปลงบ้าง ให้เด็กมีข้อเปรียบเทียบกลางวันอย่างนี้นะ กลางคืนก็ต้องมีเพลงนี้ คือมันทำให้จำง่ายขึ้น

  • แล้วเกิดปัญหาอะไรในการเรียนการสอนแบบนี้บ้างหรือเปล่าคะ

ตอนนี้ที่เป็นปัญหาสุดคือ เหนื่อยค่ะ อย่างในคลิป จะเห็นว่าหน้าเมือกมาก เป็นครูนะคะ สวยตอนเช้า ตอนเย็นก็เริ่มเยิ้มแล้ว อาจมีปัญหาว่าเหนื่อยบ้าง อะไรบ้าง บางทีมันต้องใช้ความคิดเยอะ คิดมุกอะไรดี คิดเพลงอะไรดี เราต้องเตรียมเนื้อหาที่เราสอน เตรียมอะไรพวกนี้อีก เหนื่อยเหมือนกันค่ะ

เป็นครูต้องเตรียมแผนการสอนทุกชั่วโมงค่ะ อย่างเช่นวันนี้ มีเพลงอะไรบ้าง มีบ้างเหมือนกันนะคะการสอนแล้วคิดเพลงหรือคิดมุกไม่ออก (หัวเราะ) บางทีสอนเสร็จเพิ่งมานึกได้ ทำไมฉันเพิ่งมาคิดออกตอนหลังอะไรอย่างนี้ คือสอนๆ ไปเรารู้แล้วว่าเรื่องนี้มันยากนะ เราก็คิดไม่ออก พอสอนเสร็จไปชั่วโมงนึง มานั่งคิด อุ้ย ทำไมถึงคิดไม่ได้นะ ถ้าตอนนั้นคิดได้นะ เด็กรู้เรื่องแล้ว อะไรอย่างนี้ บางทีเราก็คิดสด คิดได้เอง บางทีเป็นไอเดีย มันคิดได้โดยเราไม่รู้ตัวเหมือนกัน

ครูมองว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่จะต้องรู้ทันตลอดเวลา จะหยุดพักไม่ได้ ความรู้เมื่อ 20 ปีที่แล้วผ่านมาปัจจุบัน ต้องอัปเดตความรู้ใหม่ตลอดเวลา โดยส่วนตัวครูเป็นคนไม่ดูละครเลย ไม่ดูทีวี พูดตรงๆ ว่าออกรายการไปยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีรายการอะไรบ้างที่เราไปออก เพราะเป็นคนไม่ดูทีวี ในห้องไม่มีทีวี แต่พอเราเป็นครู มันไม่ได้ เราต้องพัฒนาตนเอง ต้องอ่านข่าวเยอะขึ้น ละครเราไม่ดู เรายังต้องรู้เลย เราต้องทำยังไงให้เรารู้ให้ได้ ต้องไปอ่านเรื่องย่อ ถ้าไม่อย่างนั้นวันรุ่งขึ้นเจอเด็กพูดเรื่องละคร เราก็จะไม่รู้ มันเป็นอาชีพที่คุณต้องมีความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา คุณต้องทันเหตุการณ์ ไม่ใช่แค่เนื้อหาที่คุณสอน คุณต้องรู้เกี่ยวกับข่าวสารบ้านเมืองตลอดเวลา ดังนั้นครูเป็นอาชีพที่อยู่นิ่งไม่ได้เลย

อย่างมีช่วงหนึ่ง อีแย้มดังมาก เด็กมาก็พูดกันแต่อีแย้มๆ เราก็งงว่าอะไรคืออีแย้ม เราไม่ดูละคร เราก็ต้องไปหาอ่าน ว่าอะไรคืออีแย้ม อ่านเรื่องย่อให้หมดเลยนะ พอเด็กพูดกับเรา เราก็รู้เรื่อง ทำเป็นเหมือนดู จริงๆ แล้วเราไม่ได้ดูหรอก (หัวเราะ) หรือแบบตอนนั้นมีเพลงดังมาก ร้องว่า มิมีมิมีมิมี (เพลง Mi Mi Mi - Serebro) คือเด็กพูดกันทั้งห้องเลย เราก็ไม่เข้าใจแล้วต้องไปหาฟัง ว่าคืออะไร เราต้องหาข้อมูลตลอดเวลา

ครูต้องจับเอาเหตุการณ์ปัจจุบันมาอัปเดตสอนให้เด็กสนใจมากขึ้น จะทำแบบนี้ บ่อยมากค่ะ อย่างที่โรงเรียน ข้างๆ จะเป็นป่า บางทีก็เกิดประกายไฟบ้าง เพราะอากาศร้อนจัด เพราะมันเป็นหญ้าแห้งๆ แล้วเด็กเล็กๆ แค่ไฟนิดเดียวเขาก็จะตื่นเต้นแล้ว เราก็บอกว่าที่เกิดไฟได้เพราะอากาศมันร้อน อากาศมันร้อนเพราะอะไร เพราะมันมีแสงจากดวงอาทิตย์ ตอนนั้นเรียนเรื่องดวงอาทิตย์พอดี เราก็เอามาโยง อย่างประโยชน์ของพระอาทิตย์คืออะไร เราอยู่บางบ่อ บางบ่อมีอะไร มีปลาสลิด ที่บ้านหนูตากปลาสลิดใช่ไหมลูก ใช้อะไรตาก ก็ดวงอาทิตย์ เราก็ต้องเอามาปรับใช้ คิดอะไรได้ ณ ตอนนั้น มันอยู่รอบตัวค่ะ

 • ยิ่งการสอนประถมวัยยิ่งเหนื่อยเลยใช่ไหมคะ แบบนี้รับมือยังไงบ้าง

ยิ่งเด็กเล็กยิ่งยากค่ะ ครูที่สอนเด็กเล็กๆ ได้นี่ต้องบอกเลยว่าเก่งมาก มันเหนื่อย แบบว่าจับปูใส่กระด้ง ทุก 5 นาทีแว้ด สมมติเราดุ เงียบๆ ไปนะ 5 นาทีก็ดังอีกแล้ว เราก็ต้องดุใหม่ ตอนบรรจุใหม่ๆ เสียงหายไปเลยค่ะ พูดแทบไม่ได้เลย เจ็บคอมาก แต่เราก็ต้องหาเทคนิคให้เขาสนใจ ซึ่งแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน อันนี้ก็เหมือนเป็นการบ้านของครูอย่างหนึ่งด้วย ที่จะต้องคิด ปรับปรุง และพัฒนา

การรับมือกับเด็ก เด็กบางคนไม่เหมือนกัน บางคนพูดดีๆ เขาก็จะฟัง บางคนต้องให้ดุ อย่างตอนนี้ครูต้องคุมเด็กประมาณ 30-40 คน แล้วแต่ห้องเรียนจะมีประมาณ 5% หรืออย่างน้อยประมาณ 5 คนที่เป็นหัวโจก พูดง่ายๆ ทุกห้องก็จะมีประมาณ 5 คน แต่ว่าแสบๆ หน่อยนะ ประมาณนี้

การรับมือคือเราต้องให้เด็กเห็นความสำคัญของการเรียนก่อน บางทีเด็กเขาไม่รู้หรอกเขาเรียนไปเพื่ออะไร เราก็จะถามก่อน หนูอยากเป็นอะไร อย่างเด็กบางคนก็ผมอยากเป็นตำรวจ หนูอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นดารา ก่อนหนูจะไปจุดนั้นได้หนูต้องผ่านจุดไหนก่อน หนูจะต้องเรียนก่อนนะลูก อะไรอย่างนี้ เราก็จะค่อยๆ สอนกันไป

 • คิดว่าเด็กๆ จะเรียนดีขึ้นหรือพัฒนาขึ้นยังไงบ้าง กับการเรียนไป สนุกไปอย่างนี้ เขาจะได้ความรู้และจำได้มากน้อยแค่ไหนคะ

แน่นอนอยู่แล้วว่ามากขึ้น คือการที่จำแบบปกติทั่วไป กับการจำแล้วมีความรู้สึกสนุกมากขึ้น แน่นอนเด็กเขา หนึ่งเลยอยากจำมากขึ้น สองเขามีความสุขมากขึ้น มันเลยทำให้เขาจำง่ายขึ้น แล้วทำให้เขาจำได้นานขึ้น

แต่เด็กที่ครูสอนแต่ละห้องเขาก็ไม่เหมือนนะคะ อีกอย่างที่โรงเรียนก็จะมีเด็กห้อง MEP (Mini English Program) กับเด็กห้องเรียนธรรมดาก็จะแตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ แต่ในการรับเทคนิคการสอนสนุกๆ ที่ครูสอนไป เด็กจะรับเหมือนกัน คือการที่เราสอนมีความสุข สอนสนุก เขาชอบ เพียงแต่ว่าเนื้อหา เด็กห้องคิงหรือเด็กห้องที่เขาเก่งเขาอาจจะรับได้เยอะกว่า

ถ้าพูดกันตรงๆ เด็กเรียนดีขึ้นไหม ก็ดีขึ้นนะคะ ที่เขาเรียนดีขึ้น เพราะเขาสนใจเรียนมากขึ้น เขาสนุกมากขึ้น เขามีความสุขในการเรียนมากขึ้น มันทำให้เขาสนใจมากขึ้น แน่นอนว่าการที่เราทำให้เขาสนใจที่จะเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต้องดีขึ้นอยู่แล้ว

 • ถามถึงเส้นทางการเป็นครูหน่อยค่ะ ว่าเริ่มต้นมาได้อย่างไรคะ

ครูเรียนจบคณะศึกษาศาสตร์ สาขาการสอนวิทยาศาสตร์ทั่วไป จากมหาวิทยาลัยบูรพามาค่ะ ต้องบอกก่อนว่ากว่าจะได้มาเป็นครูยากมาก (ลากเสียงยาว) ครูอยากให้ถ่ายรูปหนังสือที่ครูอ่านบรรจุมากเลยเพราะหนังสือที่ใช้สอบบรรจุเยอะมากจริงๆ คือกว่าจะมาเป็นครูได้หนึ่งคุณต้องเรียนครู 5 ปี สองคุณต้องสอบบรรจุ ซึ่งคู่แข่งเป็นแสน ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาเตรียมตัวเพื่อมาบรรจุเป็นข้าราชการครูอีก ส่วนตัวครูเคยอ่านหนังสือจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ได้กินข้าว จนลืมเวลา เคยอ่านหนังสือจนหันกลับไป โหย เราอ่านได้เยอะขนาดนี้แล้วเหรอ ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าอ่านหนังสือได้เยอะขนาดนี้ (หัวเราะ)

อาชีพครูเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก เพราะเราชอบพูด ชอบสื่อสาร ชอบแสดงออก ชอบเอนเตอร์เทน ชอบถ่ายทอด ดังนั้นอาชีพที่เหมาะกับตัวเองที่สุดเลยก็คือคุณครู ตั้งแต่ตอนนั้นมาครูก็เลยมุ่งมาทางครูตลอด ทำยังไงฉันจะได้เป็นครู ฉันต้องเรียนครูก่อน พอเรียนจบแล้วฉันก็ต้องสอบนะ จะมุ่งมาทางนี้ตลอด เป็นอาชีพที่อยากเป็นแต่เด็ก ทางบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นครูกันเยอะ เขาก็จะสนับสนุนเต็มที่ค่ะ

 • จุดมุ่งหมายสูงสุดของอาชีพครูสำหรับครูจินคืออะไรคะ เห็นว่าตอนนี้ได้บรรจุเป็นครูเต็มตัวแล้ว

ใช่ค่ะ ตอนนี้ก็สอนวิชาวิทยาศาสตร์กับวิชาการงานอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลชุมชนบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการค่ะ ซึ่งครูมาเป็นครูพิเศษ ไม่ใช่ครูประจำชั้นนะคะ ครูพิเศษในที่นี้ก็คือ ที่โรงเรียนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ก็เป็นครูประจำชั้นที่รับผิดชอบเด็กแต่ละชั้น แต่ละห้องไป ครูพิเศษรับผิดชอบในคาบสอน ไม่ต้องรับผิดชอบเด็กแต่ละห้อง แต่อาจมีคาบสอนเยอะหน่อย ก็ช่วยๆ กันไป แต่ส่วนใหญ่ที่ครูสอนก็ชั้น ป.2 ค่ะ

ณ ตอนนี้ ขอแค่มีความสุขในการเป็นครูพอแล้วค่ะ เรายังไม่คิดไกลจากตรงนี้ อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งเราเพิ่งบรรจุได้ 4 เดือน ตอนนี้เราทำยังไงก็ได้ให้เรามีความสุขกับ ณ ตรงนี้ ทุกวันๆ ตื่นเช้ามาก็จะคิดแล้วว่า เราจะสอนอะไรดี อยู่ยังไงให้เด็กมีความสุขดีนะ สอนเสร็จแล้วฉันจะไปไหนดีนะ มันจะคิดแบบนี้ทุกวันว่าทำยังไงก็ได้ให้ฉันมีความสุข

 • จะว่าไปแล้วครูที่ดีในความหมายของครูจินคืออะไร

สำหรับครูนะคะ ครูที่เด็กเข้าถึงได้ คือตอนเด็กๆ เราจะเจอครูที่เข้าถึงยากจังเลย เราอยากเข้าไปคุยกับครู ทำไมมันยากจัง ครูบางคน เราอยากจะขอไปเข้าห้องน้ำทีนึง ยังไม่กล้าเลย ดังนั้น ถ้าเราเข้าถึงยากเราจะไม่รู้ว่าเด็กคิดอะไร เด็กต้องการอะไร ณ ตอนนี้ เราเป็นครู

เราก็เลยทำอะไรให้เด็กเข้าถึงได้ พอเราเข้าถึงง่าย เด็กมีอะไรก็อยากคุยกับเรา มันก็เลยทำให้เรารู้ว่าเขาต้องการอะไร อยากได้อะไร มีปัญหาอะไร แล้วเราก็เอาตรงนี้ค่อยๆ สอนเขา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ภายใต้ความเหมาะสมด้วย ไม่ใช่เข้าถึงได้ ตบหัวครู ลามปามครูได้ ไม่ใช่ขนาดนั้น คือเราไม่ได้มีกรอบ ปิดกั้นจนนักเรียนไม่กล้าเข้าหา


อย่างตอนที่เป็นนักเรียนครูเองก็มีครูในอุดมคติมาเหมือนกันค่ะ ตัวครูจบมาจากโรงเรียนหอวัง จะมีครูท่านนึงชื่อว่าครูพัชราภา ท่านสอนสุขศึกษา ท่านก็จะมีแนวการสอนแบบสนุกสนานเหมือนกับที่เราสอน เราก็เอาท่านเป็นแบบอย่าง ท่านสอนเรา เราก็มีความสุขในการเรียน ทุกวันนี้สิ่งที่ท่านสอนมาเรายังจำได้อยู่

แล้วก็มีอีกท่านคือครูพี่เลี้ยงค่ะ ชื่อว่าครูโอภาส เป็นพี่เลี้ยงตอนที่ครูฝึกสอน คือจะบอกเลยว่าถ้าไม่มีครูโอภาสในวันนั้นก็ไม่มีครูจินในวันนี้ ตอนนั้นที่เป็นครูใหม่ๆ ครูก็ลองผิดลองถูกในการสอน เราไม่รู้แนวทางแบบไหนที่สอนแล้วมันถูก เราก็สอนไปเรื่อย ก็สอนฮาๆ เสียงดัง มีให้เด็กตบมือ ซึ่งครูโอภาสท่านก็ไม่ว่าเลยนะคะ ท่านจะบอกให้เราสอนไปเลย แสดงออกให้เต็มที่ สนับสนุนให้ทำ เพราะท่านมองว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิด เราทำได้ มันก็เลยทำให้ครูกล้าที่จะสอน กล้าแสดงออกมากขึ้น ครูโอภาสท่านก็ยิ้มไป หัวเราะไป บอกว่าเรามาถูกทางแล้ว ถ้าเราสอนแบบนี้ เราก็มีความสุขด้วยค่ะ เพราะเราเป็นแบบนี้อยู่แล้ว

หลายคนอาจจะมีความคิดว่าเป็นครูต้องแบบนิ่งๆ หรือเปล่า เพราะโดยปกติแล้ว สังคมไทยนะคะ ครูจะต้อง ถือไม้เรียว เหมือนครูไหว ต้องกุลสตรี ซึ่งตรงนี้ครูจะต้องบอกก่อนว่าครูไม่ได้เป็นคนแบบนั้น คือเวลาที่สอนนักเรียน เราก็เป็นครู ทำหน้าที่ครู แต่เวลาเลิกงาน เราก็ยังเป็นวัยรุ่นทั่วไป แต่ตอนนี้เรามีอาชีพครูเต็มตัวแล้ว เราต้องทำอะไรระวังมากขึ้นแล้วเหมือนกันค่ะ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะหยุดเต้นไป สอนไปนะคะ ก็ยังจะสอนแบบเดิมอยู่

 • ในฐานะที่เป็นครู คิดยังไงกับการเรียนการสอนของประเทศไทยในยุคปัจจุบันบ้างคะ

ตอนนี้คิดว่าประเทศไทยค่อนข้างมีการศึกษาที่เกี่ยวกับเน้นในผลสัมฤทธิ์มากเกินไป หรือเน้นในคะแนนมากเกินไป ทุกวันนี้เด็กทำอะไรก็ได้ให้ได้คะแนนมากที่สุด ซึ่งบางทีเขาไม่ได้มีความสุขในการเรียน เขาแค่คิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ได้คะแนนเยอะๆ ฉันจะต้องได้เกรดสี่ ขนาดเด็กเล็กๆ เรารู้ว่าเด็กค่อนข้างที่จะแข่งขัน ซึ่งบางทีเราลืมไปว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากให้เด็กได้ จริงๆ แล้วอยากให้เด็กมีความรู้ไม่ใช่เหรอ แล้วความรู้เนี่ย เด็กบางคนเก่งนะคะ เพียงแต่ว่าเด็กแต่ละคนจะมีความเก่งไม่เหมือนกัน เด็กบางคนเก่งด้านวิชาการ คะแนนสอบเขาดี แต่เด็กบางคน ด้านวิชาการเขาไม่เก่งก็จริง แต่อย่างอื่นเขาเก่ง แค่คะแนนสอบเขาไม่ดี มันไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง

ครูจะบอกเด็กตลอดเลยว่าไม่มีใครโง่ เด็กบางคนเข้ามาคุยกับครู บอกแต่ว่า “หนูโง่” เขาพูดแบบนี้เลยนะคะ ครูเลยถามว่าทำไมหนูคิดว่าหนูโง่ล่ะ เขาก็จะตอบมาว่า “เพราะหนูสอบได้คะแนนไม่ดี”

คือเขามองว่าคะแนนเป็นเรื่องสำคัญในการเรียน เขามองแค่ว่า คะแนนไม่ดี คือเขาโง่ มันเป็นอย่างนั้น ณ ตอนนี้ ซึ่งครูก็จะคอยอธิบาย คอยถามว่าเขาชอบอะไร อยากเป็นอะไร เด็กบางคนเขาไม่เก่งจริง คณิตเขาไม่ได้ ภาษาอังกฤษเขาไม่ได้ อะไรเขาไม่ได้ แต่เขาชอบวาดรูป เขาก็ไม่โง่ เขาเก่งด้านนี้ ครูจะพยายามให้เด็กไม่คิดว่าตัวเองโง่หรือไม่เก่ง ครูจะพยายามหาอะไรที่เขาเก่งอย่างอื่น เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างตัวครูเองยังไม่ได้เก่งทุกวิชาเลย อย่างวาดรูปครูยังวาดไม่เก่งเลยนะคะ ครูต้องมาฝึกวาดรูป บางวันสอนเรื่องพระอาทิตย์ครูยังต้องมานั่งดูเลยว่าต้องวาดยังไง
ครูเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความสามารถ มีสิ่งที่เขาถนัดและสิ่งที่เขาเก่ง ยิ่งเขาค้นหาตัวเองเร็วเท่าไร นั่นยิ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ ณ ปัจจุบันมันไม่มีอะไรทำให้เขารู้ได้เลยว่าเขาเก่งอะไร มาถึงก็มาเรียน ทำแบบฝึกหัด กลับบ้าน เขาไม่รู้ตัวตนด้วยซ้ำว่าเขาอยากเป็นอะไร เด็กหลายๆ คนมารู้ตัวตนก็มหา'ลัยแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งครูเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น กว่าจะมารู้ตัวตนก็โตแล้ว อยากจะให้มีกิจกรรม หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เด็กเขารู้ตัวเองไวมากขึ้น ยิ่งเรารู้ตัวเองเร็วมากเท่าไร มันก็จะทำให้ยิ่งเป็นผลดี เด็กก็จะเป็นอนาคตของชาติไปช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไป

 • อยากฝากอะไรถึงคนที่มีอาชีพเดียวกัน หรืออยากทำอาชีพครูบ้างไหมคะ

ณ ปัจจุบันอาชีพครูเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับสังคมไทย เพราะครูเป็นผู้อบรมสั่งสอน เหมือนกับว่าคอยชี้แนะแนวทางให้กับเด็ก เป็นกำลังสำคัญของชาติ เพื่อที่จะให้ประเทศชาติเราพัฒนา ก็เลยอยากฝากครูทุกคนทั้งประเทศ อย่างน้อยๆ เราก็ทำให้เต็มที่กับอาชีพของตัวเอง แค่นี้พอ


ส่วนคนที่อยากเป็นครูตอนนี้มีคำถามเยอะมากกับน้องๆ ที่อยากเป็นครู ทำยังไง หนูจะสอบยังไงดี ตอนนี้มันใกล้เข้ามาแล้วการสอบบรรจุข้าราชการนะคะ ก็อยากจะบอกเคล็ดลับของคุณครูเองนะ คุณครูจะมองว่าคุณครูเก่ง จริงๆ นะนี่คือเคล็ดลับ ครูเคยอ่านหนังสือเล่มนึง จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร แต่เขาบอกว่าถ้าเราคิดว่าเราเป็นยังไง มันจะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นมาหาเรา ถ้าเราคิดว่าเราเก่ง มันจะมีพฤติกรรมว่าเราเก่ง เราจะดึงดูดคนรอบข้างเก่งๆ มาหาเรา ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดว่าเราไม่เก่ง เราทำไม่ได้ เราสอบไม่ได้แน่เลย อย่าไปคิดอย่างนั้น ถ้าไม่ได้ๆ กำลังใจทุกอย่างมันจะห่อเหี่ยวหมดเลย เราต้องคิดว่าเราเก่ง คิดว่าเราทำได้ มันจะเป็นแรงฮึกเหิม คิดบวกเข้าไว้ จะทำให้เราพยายาม และทำได้สำเร็จค่ะ
เรื่อง : ทีมข่าวสัมภาษณ์
ภาพ : วชิร สายจำปา

กำลังโหลดความคิดเห็น...