xs
xsm
sm
md
lg

มหากาพย์คนคุก “แต๊ก เดอะวอยซ์” บทเรียนชีวิตจากโลกมืด

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

จากเด็กเรียนใส่แว่นนั่งหัวแถวโต๊ะ สู่อันธพาลเกเรและทาสยาเสพติดหลากชนิดทั้งเสพและจำหน่าย จนกระทั่งต้องโทษอาญานับรวมทั้งหมดกว่า 10 ปีเศษๆ ตั้งแต่อายุ 19 เข้าๆ ออก ถึงอายุ 37 ครึ่งค่อนชีวิต ตรึงติดกับรั้วเหล็กกรงขัง ทว่าเมื่อได้ขับร้องเพลงเล่นดนตรี ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปเพียงเพราะโน้ตเมโลดี้

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเสมือนบทเรียนชีวิตและสังคมอีกด้าน
เป็นประสบการณ์ที่ผู้พลาดผิดและยังไม่เคยพลั้ง ได้ศึกษาและเรียนรู้
“โลก” อีกด้าน สังคมอีกมุมที่ขมุกขมัวด้วยฤทธิ์ยา จะเป็นเช่นไร
เราไปสนทนากับ “แต๊ก เดอะวอยซ์ 5” หรือ “อานนท์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา”
ชายหนุ่มผู้กลับมาจากโลกมืด และยืนหยัดได้อีกครั้ง อย่างมั่นคง...

ตึกสูงระฟ้ามาจากก้อนอิฐ
อยู่ที่เราจะกลมกลืน หรือถูกกลืนกิน

“ชีวิตมันเริ่มใหม่ได้เสมอ พอเรารักที่จะคิดดี รักเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง ผมไม่รู้หรอกว่าคำพูดนี้ของผมจะไปแตะต้องสัมผัสหัวใจของใครเขาหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ผมเป็นพยานได้ว่า ชีวิตมันเริ่มใหม่ได้จริงๆ”

เจ้าของน้ำเสียงทรงเสน่ห์ในรายการเดอะวอยซ์ ซีซัน 5 อดีตนักโทษชายในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองและจำหน่าย บอกเล่าความรู้สึกที่ตกผลึกมาจากชีวิตจริง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เขากำลังปลุกปั้นคอนเสิร์ตร่วมกับมูลนิธิพันธกิจเรือนจำคริสเตียน อาจารย์สุนทร สุนทรธาราวงศ์ เพื่อเข้าไปแสดงในเรือนจำต่างๆ ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับพี่น้องผองเพื่อนในเรือนจำ หรือใครก็ตาม

ใครก็ตามที่กำลังหมดศรัทธา หมดความหวัง ไร้หนทางในชีวิต เพราะผิดพลาดพลั้งเผลอ จนหลงเดินทางผิด เช่นเดียวกับตัวเขาในวัยเด็กที่ถูกพายุแห่งชีวิตพัดกระหน่ำให้ดำดิ่ง ถลำลึก จนยากที่จะกลับตัวได้ เมื่อกว่า 20 ปีก่อน

“คุณแม่เคยบอกกับผมไว้ว่า ผมเป็นเด็กที่ดีคนหนึ่ง (ยิ้ม) และผมก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยนิสัย ด้วยลุค เป็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ใส่แว่น นั่งแถวหน้า ตั้งใจเรียน แม้ว่าสังคมที่บ้านจะอยู่บริเวณย่านชุมชน 70 ไร่ คลองเตย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมาทำให้ผมเปลี่ยนแปลง”

อีกอย่าง คุณพ่อคุณแม่อาจจะรับรู้ถึงสภาพแวดล้อม ช่วงเวลาที่เรียนชั้นอนุบาลจนถึงระดับประถมที่โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ พระโขนง ผมจึงไปชีวิตส่วนใหญ่ที่บ้านคุณยาย ในหมู่บ้านสัมมากร สุขาภิบาล 3 โดยที่เสาร์-อาทิตย์คุณพ่อคุณแม่ท่านจะเป็นฝ่ายแวะมาหาเป็นส่วนใหญ่มากกว่าที่ผมจะไปหาท่านที่แฟลตเคหะท่าเรือคลองเตย ที่เราก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร

“สภาพแวดล้อมของหมู่บ้านสัมมากรนั้นคนละขั้ว เด็กมีกิจกรรมอะไรต่างๆ มีสโมสร มีสระว่ายน้ำ กลุ่มเพื่อนๆ ก็เป็นลูกหลานคนมีเงิน ภาวะความคิดก็ค่อนข้างแตกต่าง ผมก็เลยเอนเอียงไปทางนั้น ไม่เคยแม้กระทั่งพูดคำหยาบคาย ด่า “ไอ้” อะไรแบบนี้ไม่เคยมี”

จนกระทั่งเข้าระดับชั้นมัธยมศึกษา สภาพแวดล้อมแบบวัยรุ่นในอีกโรงเรียนก็เริ่มเปลี่ยนเด็กชายติ๋มๆ คนหนึ่งทีละนิด

“วัยกำลังแรงพอดี คือแม้ว่าผมจะเกิดที่คลองเตย แต่ก็เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ มีเพื่อนไม่กี่คนที่วิ่งเล่นด้วยกัน แล้วเด็กๆ ก็เล่นกันตามประสาเด็ก ไม่ได้จัดจ้านกว่า อย่างที่หลายคนคิด ซึ่งยิ่งมาบวกอยู่กับคุณยายในอีกสังคมหนึ่ง เราก็เลยไม่มีอะไรตรงนั้นติดมา พอต่างถิ่นแปลกที่ก็จะโดนรังแก แกล้งโน่นแกล้งนี่ “เฮ้ยแว่น มึงไปซื้อข้าวให้กูหน่อยดิ” “เฮ้ย แว่นมึงหยิบน้ำมา” ผมโดนอยู่อย่างนั้นเป็นเดือนๆ เราก็ได้แต่เก็บความรู้สึกแบบนั้นเอาไว้ โดยตื่นเช้ามาแทบไมอยากไปเรียนเลย

“พอวันเสาร์-อาทิตย์ คุณพ่อคุณแม่มาหา เวลาถามเรื่องที่โรงเรียน เราก็บ่ายเบี่ยง และบอกท่านไปว่าดีครับ คือไม่อยากมาเล่าให้ใครฟัง เพราะครอบครัวก็มีปัญหาอื่นๆ จิปาถะ สุดท้ายเรารู้สึกว่าสงสัยเราต้องปรับตัว”

เมื่อสู้ไม่ได้ ก็กลายเป็นพวก ละลายตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งกับฝ่ายตรงข้าม

“ทำอะไรอย่างที่พวกมันทำ เป็นอย่างที่เขาเป็น”
อานนท์เผยความรู้สึก ก่อนจะเล่าถึงวิวัฒนาการความห้าว จากลูกกะจ๊อกเด็กกล้วยในเครือเด็กหัวโจกหลังห้องแบบเนียนๆ โดยการเริ่มจาก “ใส่รองเท้าเหยียบส้น”, “เอาเสื้อออกนอกกางเกง”, “กินข้าวแล้วก็โยนจานทิ้ง” กระทั่งริลองสูบบุหรี่

“แว่นก็ใส่เฉพาะตอนเรียน ตอนจะเก๋าไม่ใส่ คำพูดคำจา มึงๆ กูๆ ไอ้ๆ…ตลอดทุกประโยค แล้วค่อยๆ เข้ากับคนที่เราพอคิดว่าน่าจะเข้าได้ก่อน ที่อยู่ในกลุ่มแบบนั้น แล้วก็เริ่มที่จะทำตัวเนียนขึ้น เหมือนกับเขามากขึ้น มันเป็นช่วงของการเลียนแบบอยู่แล้ว หนักสุดก็สูบบุหรี่ เริ่มหัดสูบ คืออะไรที่เด็กเกเรเขาทำกัน เราก็ทำตามเขา เพื่อให้เราดูเก๋า และที่สำคัญเพื่อให้ได้การยอมรับจากคนเหล่านี้ พวกนี้ ตอนเลิกเรียนจะไปมั่วสุมกันอยู่ตามห้าง ชั้นเกม สมัยก่อน ยุคนั้นสังกัดแถวอิมพีเรียลบางกะปิ ตั้งแต่ไฟยังไม่ไหม้ บางทีก็ไปรวมกลุ่มกันตรง เจซี ดีพาร์ทเมนต์สโตร์ นั่นคือถิ่นเรา”

ทั้งหมดเพื่อความอยู่รอด เพื่อการไม่ถูกรังแก โดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองได้ค่อยๆ ถลำ...ลึก ...

“พอต้องการได้รับการยอมรับ เพื่อนมีเรื่อง เราก็มีเรื่องไปกับเขา จนกระทั่งถึงจุดที่เรามีเรื่องหรือหาเรื่องเอง แต่เราไม่แกล้งคนอื่น เพราะเรารู้สึกว่าเราก็ไม่อยากให้ใครแกล้งเรา ก็ไม่เคยแกล้งใคร แค่เราไม่โดนก็พอแล้ว แต่สุดท้ายแล้วมันเหิมเกริมเกินไปใหญ่ เริ่มไม่ไปเรียน โดดเรียน เข้าหน้าโรงเรียน ออกหลังโรงเรียน

“มันกลายเป็นแบบนั้นโดยที่เรื่องเรียนเริ่มไม่ใช่เรื่องที่สำคัญแล้ว ไปโรงเรียนเพื่อไปเจอเพื่อน เจอกลุ่ม ไม่ได้ไปเข้าเรียนเลย หนักสุดประมาณ 2 สัปดาห์ ทางโรงเรียนก็ส่งจดหมายมาที่บ้าน เราก็ไปดักเอาออกจากตู้จดหมายก่อนคุณยายจะเห็น สุดท้าย เรียนไม่จบ โดนเชิญออกจากโรงเรียนตอน ม.2 ส่วนคนอื่นไม่ได้โดนออก มีเราแค่คนเดียว”

ด้วยพฤติกรรมสุดกู่ ทั้งเรื่องสูบบุหรี่และไม่เข้าเรียน แถมมีเรื่องมีราวไม่เว้นแต่ละวัน ถูกเรียกขึ้นห้องปกครองเป็นว่าเล่น และที่ย่ำแย่ที่สุดในช่วงวัยนั้นคือการดมสารระเหยเป็นครั้งแรกด้วยความบังเอิญ ขณะที่เข้าค่ายวิชาลูกเสือสามัญ จนนำมาซึ่งการถูกเชิญออก

“จุดหักเหสำคัญเลยก็ว่าได้ คือมันเป็นความบังเอิญจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจ เพราะตอนนั้นเรื่องยงเรื่องยา เรายังไม่รู้จัก รู้จักแค่บุหรี่ แต่บังเอิญตอนนั้นไปเข้าค่ายแล้วเพื่อนไปเดินทางไกลกันหมด ส่วนเราไม่ได้ไป ได้รับหน้าที่ให้เฝ้าฐาน รอเตรียมกับข้าวให้คนในกลุ่ม ทีนี้ระหว่างนั้นกลุ่มข้างๆ เขาใช้ทินเนอร์มาจุดไฟแล้วมันเปื้อนมือ เราได้กลิ่นก็ดมๆ ดู ไม่คิดว่าจะดมไปเพื่ออะไร แต่กลิ่นมันดันติดมือ อยู่ๆ ก็เบลอ มารู้ตัวอีกทีก็เมาไม่รู้ตัวแล้ว ครูเดินมาเอาไม้หวด ก็กลายเป็นภาคทัณฑ์ ผสมกับมีเรื่องมีราว โดนจับได้ว่าสูบบุหรี่อีก ก็เลยจบชีวิตนักเรียน”

ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงขวบปี “นนท์” หรือ “แต๊ก” ก็กลายเป็นชื่อที่โจษจันในฐานะหัวโจกประจำโรงเรียนและกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมต้น แม้จะถูกไล่ออก แต่ก็ยังเป็นที่ยำเกรงของนักเรียนในย่านนั้น

“พอไม่ได้เรียนแล้วก็ยังออกไปจับกลุ่มกับเพื่อนที่เดิม ใส่ชุดนักเรียน เป็นเด็กผี วิ่งไล่ตีเขา คือเพื่อให้ตัวเองเป็นหัวโจกให้ได้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจากผมที่เป็นเด็กติ๋ม โดนแกล้งในตอนแรก กลายเป็นหัวโจกไปได้ไง แต่ครั้งหนึ่ง ผมไปมีเรื่องตรงแถวสะพานข้ามจากอิมพีเรียลบางกะปิ มาฝั่ง เจซี ดีพาร์ทเมนต์สโตร์ ก็ไปต่อยเด็กโรงเรียนอื่น ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมมีความรู้สึกสำนึก เพราะว่าเราทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยอะไรก็ไม่รู้ ด้วยความคิดอะไรก็ไม่รู้ แต่พอผมทำวันนั้นแล้วมันมีความรู้สึกว่าทำเขาทำไม เรื่องของเรื่องมันอาจจะเป็นเพราะคนคนนั้นหน้าตาคล้ายๆ น้องชายเรา แล้วสำนึกมันขึ้นมาว่า ถ้าคนนี้เป็นน้องเรา เราจะรู้สึกอย่างไร

“มันเริ่มมีสำนึกขึ้นมา แต่มันก็เป็นแค่สำนึก แค่คิดขึ้นมา เพราะความห้าวความเป็นวัยรุ่นมันยังยิ่งใหญ่กว่า ทีนี้นอกจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนเลยยังไม่พอ มาสร้างกลุ่มในหมู่บ้านอีก หมู่บ้านที่เขาอยู่กันอย่างสงบๆ ชื่อ ‘กลุ่มสัมมากรบอย’ มีรุ่นพี่กลุ่มหนึ่ง มีเราเป็นหัวโจกกลุ่มรุ่นน้อง

“ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้น…จนกระทั่งมีเรื่องราวใหญ่โตถึงขั้นมากกว่ามือเท้าเปล่าเพราะฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธ จังหวะที่เราไปช่วยเพื่อนที่โดนรุม ก็ควักมีดออกมาขู่บ้าง แต่ระหว่างชุลมุนปัดป้อง มีดเราไปเฉี่ยวโดนมือ เลือดเขาไหล นั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะเราไม่คิดว่าจะทำร้าย เราไปช่วยเพื่อน ไปป้องกันตัว เราก็เริ่มกลัว รู้แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองทำ มันร้ายแรงเกินไปแล้ว แม้จะไม่บาดเจ็บเยอะ แต่คมมีดมันทำให้ได้แผลได้เลือด เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าเรามาไกลเกินไปแล้ว แล้วเรากลัวมาก ทั้งตำรวจ ทั้งความรู้สึกจากการใช้อาวุธครั้งแรก”

จะโดนตำรวจคุมตัวไหม?
จะถูกจับติดคุกหรือเปล่า?
เรามาไกลขนาดนี้ได้อย่างไร?
เป็นคำถามที่ประเดประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน ชวนให้อลหม่านในความคิดจนกลายเป็นวิตกจริต แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะคิดตก เส้นทางชีวิตและสิ่งที่ได้ทำไว้ ก็เลือกบีบให้เหลือทางเดินไม่มากนัก

“เพื่อนก็พาซ้อนมอเตอร์ไซค์หนี เพราะไม่กล้ากลับเข้าบ้าน กลัวตำรวจมาตามเจอ ซึ่งก็จริง วันนั้นตำรวจก็มาจริงๆ ด้วย มาตามหาเราที่บ้านเพื่อนที่โดนรุมทำร้าย ก็ต้องหลบตามบ้านเพื่อนสักพักหนึ่ง แล้วก็กลับไปบ้านบ้าง แต่ไม่นอนค้าง แต่โชคดีเพื่อนก็ไม่บอกว่าเป็นเรา ทีนี้นานวันเข้า เราก็รู้สึกว่าเพื่อนๆ เริ่มไม่ต้อนรับเพราะกลัวว่าจะโดนร่างแหไปด้วย สุดท้ายก็เลยต้องย้ายหลบไปอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ที่คลองเตย ให้เรื่องมันเงียบ

“นั่นก็คือจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญที่สุด เข้าสู่วงจรยาเสพติด”
จากจุดหักเหแรกคือตัดสินใจเองโดยการเลียนแบบในการทำตัวเกเรเหมือนคนอื่น แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ชอบทำอะไรที่มันสุดๆ สุดท้ายกลายเป็นถูกสิ่งเหล่านั้นกลืนกินเต็มตัวโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว - ความเดียงสาถูกแทนที่ด้วยความกร้านโลก - ความรักความฝันทางด้านของดนตรี ผลักให้ ‘เด็กชายอานนท์’ หรือ ‘น้องแต๊ก’ ของครอบครัวค่อยๆ เลือนหายไป

“ถ้าย้อนเวลาไปได้ก็อยากจะบอกเขาว่า กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป แล้วก็ยอมให้เขารังแกเหอะ สุดท้ายแล้วเขาก็คงรังแกเราได้ไม่ตลอด คงเบื่อไปเอง คงจะบอกตัวเองแบบนั้น อยากจะให้กลับไปเป็นเด็กปกติ ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเหมือนที่เป็นมาเพื่อให้เขายอมรับ เราเป็นเหมือนที่เราเป็นดีที่สุด ถ้าเราดี เขาก็ดีกับเราเอง

"และที่สำคัญ จากที่ไม่คิดว่าครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญ ตรงนี้ผมไม่ได้โทษคุณพ่อและคุณแม่ ผมต่างหากที่ไม่กล้าบอก แต่ถ้าเกิดครั้งนั้นผมกล้าที่จะบอก กล้าที่จะปรึกษา อย่างตอนหลังที่ผมโดนคุณแม่จับได้ว่าสูบบุหรี่ คุณพ่อเรียกขึ้นไปคุยแล้วก็พูดกันอย่างเปิดอก ท่านเข้าใจในวัย ท่านก็อนุญาต แต่เพียงอย่าสูบให้เห็นเท่านั้น ถ้าผมปรึกษา ผมคงไม่ตัดสินใจอะไรเองอย่างนั้น คือมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ ในสายตาผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กมันคือปัญหาที่ใหญ่ของเขา ในวันวัยเขา เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ในเด็กบ้านเรามีไม่น้อย”

สูงสุดคืนสู่สามัญ
สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว “เราเอง”

หลังชีวิตถูกเกลียวคลื่นของสภาพแวดล้อมซัดออกจากฝั่งที่ควรจะเป็น อีกทั้งด้วยวันวัยคะนองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพัดพาชีวิตให้ยิ่งออกทะเลไปไกล อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่ปักหมุดชีวิตว่าจะดำเนินเส้นทางสายนี้ไปตลอด

“หัวใจ” ยังคงเพรียกหาการยอมรับ และการถูกมองว่าไม่ใช่ตัวก่อปัญหา
“ชีวิตช่วงนั้นยังอยากจะเรียนต่อ ตอนที่กลับมาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่คลองเตยก็กำลังรอจบเทอมเพื่อจะเข้าเรียน แต่ด้วยความเป็นเด็ก เราย้ายมานี่ เราไม่มีเพื่อนมีฝูง ก็คิดถึงเพื่อนที่เดิมตลอด แต่กลับไปไม่ได้ เราเหงา เราก็เลยต้องไปหาเพื่อน ซึ่งเพื่อนในตอนนั้นก็พอจะจำหน้ากันได้รางๆ เราก็เริ่มกลับเข้าไปคุยกับเขา จริงๆ แล้วทุกคนก็เป็นเด็กเหมือนกัน เรียนหนังสือหนังหา แต่เราไม่ได้เรียน

“ทีนี้พอเราว่าง จากที่เรารู้จักเพื่อน เราก็รู้จักรุ่นพี่ ก็เริ่มจับกลุ่มกินเหล้ากัน เล่นกีตาร์ใต้ถุนแฟลต เมาหัวราน้ำไปวันๆ แต่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น”

ทว่าการเป็นคนใหม่ในที่ใหม่ ด้วยความไม่ประสีประสา และอยากได้รับการยอมรับเช่นเคย ก็ทำให้เขาไถลตกอีกครั้งสู่เส้นทางสายยา
“มันมีแผล เราก็ยังกลัว ยังหวาด จึงสุมตัวอยู่เป็นที่เป็นทาง และยาเสพติดก็เริ่มเข้ามา... เข้ามาได้เพราะเราเป็นแบบเดิม เราอยากกลมกลืน กลัวการไม่ยอมรับ รู้ว่ามันผิดนะ ไม่ดี แต่ก็ทำ

“ยาเสพติดชนิดแรกที่ลองเป็น ‘สารระเหย’ หรือ ‘กาว’ หรือถ้าเขาฮิตอะไร เขาก็จะใช้เหมือนกันเหมด ยุคนั้นเป็นยุคของสารระเหย เด็กๆ ที่นั่นแทบทุกคนดม เดินดมกันเกลื่อน พูดง่ายๆ ในระหว่างที่รอเรียนก็ดึงดาวแก้ว่าง สุดท้ายโดนจับตรงท่าเรือคลองเตยที่ระเบิดแล้วมีพื้นที่ทางปูนรกร้าง ถูกตั้งข้อหาเสพสารระเหย คุณแม่ต้องไปประกันตัวด้วยเงิน 700 บาท ปัญหาที่เรามีอยู่แล้วยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก มันกลายเป็นชีวิตที่หาสาระตัวเองไม่เจอแล้ว แล้วก็รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันผ่านไป ความกลมกลืนตรงนั้นมันกลืนกินเราไปเรื่อยๆ”

วงจรชีวิตจึงหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอยู่แค่ของเหลวอย่างเหล้าและโซดา จากทินเนอร์และบุหรี่ แทนเรื่องศึกษาเรียนต่อ

“ปัญหาตรงนี้มันกลายเป็นกลบเรื่องที่เราจะต้องไปเรียนต่อ เพราะที่บ้านก็มีปัญหาอยู่แล้ว พอมาเจอเรื่องเราที่ทำตัวอย่างนี้ เรื่องเรียนกลายเป็นประเด็นหลังๆ เลยที่จะถูกหยิบยก จนกระทั่งมันหายไปด้วยกาลเวลากับปัญหาตรงหน้าซึ่งยังไม่จบ ชีวิตในช่วงนั้นก็วนเวียนอย่างนั้น จนผันตัวเองไปทำงานเพื่อเอามาสนุกสนานตรงนี้ วันไหนมีเยอะ ก็ทั้งดมกาวทั้งกินเหล้า วันไหนมีน้อยก็กินเหล้าอย่างเดียว ประมาณเกือบปี ที่ทำงานเช็ดกระจกตึกสูงๆ เสร็จก็มาดื่ม มาดม วันไหนคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่ ก็เอามาดมในบ้าน ไม่ออกไปดื่มดมสุ่มสี่สุ่มห้าข้างนอก เราระมัดระวังมากขึ้น

“ความรักเมา ความรักสนุก มันกลืนกินเราไปเรื่อยๆ ช่วงอายุประมาณ 15 ก็เริ่มมีกัญชาเข้ามาแวบๆ แต่ไม่ชอบ เพราะมันทำให้คอแห้ง กลืนน้ำลายลำบาก ก็ผ่านไป จนกระทั่งผงขาวมา บังเกิดเลย ชีวิตพังยับเยิน

“ยับเยินไม่เหลือชิ้นดี”
แต๊กกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“มันทรมานมาก เวลาอยากยาแล้วไม่ได้ น้ำหูน้ำตาจะไหล ปวดท้องเหมือนคนมาบิดไส้ กินอะไรไม่ได้เพราะกินเข้าไปแล้วอ๊อกเขียว อ๊อกเหลือง คืออ้วกน้ำย่อยออกมาหมด

“ช่วงที่ผมลองผงขาว เริ่มจากการที่รวมเงินกันกับเพื่อนๆ ไปซื้อ 300 บาท ได้ 1 บิ๊ก หรือว่า ครึ่งหนึ่ง 150 บาท สมัยนั้นก็ใส่บุหรี่จุดสูบวนกันคนละครั้งสองครั้ง ความรู้สึกมันเหมือนผมไม่รู้ว่าอะไรคือความทุกข์ ณ เวลานั้น ผมรู้แต่ว่าเราทำแล้วมันดี ไปอยู่ในโลกของเรา ไม่ต้องอยู่กับความจริงที่ว่าวันนี้มันไม่ได้เรื่อง สุดท้ายแล้ว กว่าจะรู้ตัวอีกทีมันก็ติดแล้ว

“จำได้แม่นเลยว่ามีคอนเสิร์ตบิ๊กฟุตในทีวีของพี่บิลลี่ โอแกน กับพี่อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ที่สนามกีฬากองทัพบก ประมาณเดือนที่ 3-4 ของการใช้ผงขาว เพราะหลังตื่นมาแล้วน้ำมูกมันไหล หาว คันเนื้อคันตัวเหมือนคนจะเป็นไข้ แล้วก็เดินมาซื้อที่ร้านค้าหน้าบ้าน เจอเพื่อนกำลังสูบบุหรี่ผสมผงอยู่ เราก็ไปขอ เท่านั้น อาการต่างๆ หายเป็นปลิดทิ้ง ก็รู้สึกเลยว่าเราติด

“ทีนี้พอรู้ตัว ก็เครียดเลย เราไม่คิดว่าเราจะมาถึงขั้นนี้ ต่างจากคนอื่นๆ ที่บอกว่าตัวเองติดเพื่อความเท่ แต่ผมไม่ เพราะด้วยความที่มันมีภาพบางภาพตอนเด็กๆ เคยเห็นคนตายคาโอ่งโดยที่เข็มยังคาปักอยู่เลย เรากลัว ตกใจ ไม่อยากจะตาย แต่มันหยุดไม่ได้แล้ว เพราะอาการตรงนั้นมันยิ่งห่างยามากเท่าไหร่ มันยิ่งต้องการมากขึ้น มันเรียกร้อง

“พอติดแล้วมันเลิกไม่ได้ ตื่นมาไม่เสพ ไม่สามารถมีชีวิตปกติได้เลย หนาวในกระดูก สั่น ไม่มีแรง จินตนาการถึงคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ที่ป่วยจนลุกแทบไม่ขึ้นแล้วคูณด้วยสองหรือสามเท่าเข้าไป ผมไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเป็นอย่างนั้นเด็ดขาด ต้องดิ้นรน หาซื้อให้ได้ รวมเงินกับเพื่อนหาซื้อ หางานทำที่ได้เงินที่ดีกว่าโดยคุณพ่อฝากงานให้เพราะท่านไม่รู้

“ทีนี้ จุดผงขาวมันก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ทั้งความต้องการยาและราคา จนช่วงราวปี 2536-2537 ปริมาณเท่าเดิม 300 บิ๊ก แต่ราคา 9,800 บาท ผมเลิกตอนนั้น เลิกขาดเลย เพราะต้องไปกู้หนี้เขามา คือเพื่อนบางคนรู้ว่าติดแต่ก็สงสารให้ยืม ไม่อยากให้ทรมาน เพราะถ้าไม่มีบางทีทำงานไม่ได้เลย ไม่สามารถที่จะยืนทำอะไรได้เลย ไปยืมมาตอนเช้า ไปซื้อโดนเชิด นั่งรถไปอ้อนวอนอีกครั้งก็โดนเชิดอีก ต้องนอนรอยาตรงโต๊ะหินหน้าชุมชนที่เด็กเจี๊ยวจ๊าวกันสนุกสนาน แต่ผมได้แต่อ๊อกอ้วก เนกไทห้อย จะลุกยังไม่ไหว มองเด็กๆ แล้วมันก็มีความรู้สึกว่าชีวิตเรามันเป็นอย่างนี้หรือวะ มันต้องเป็นอย่างนี้เหรอ ตลอดไปไหม

“พยายามขบคิดว่าต้องลุกขึ้นมาทำบางอย่างแล้ว ก็เลยรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ลุกลากสังขารกลับบ้าน รอจนพ่อกลับมา คุยกับเขา ผมติดยา”

“พ่อผมติดผง”
แต๊กสารภาพความรู้สึกจริงทั้งคำพูดและน้ำตาอย่างไม่ปิดบัง เพราะด้วยความทรมานจากฤทธิ์ยาที่ว่าเลวร้ายแล้ว ความรู้สึกผิดกับชีวิตของตัวเองยังกระหน่ำซ้ำเติมรุนแรงยิ่งกว่า

“เราคิดว่าไม่มีใครรักเรา แต่พอหลังจากบอกคุณพ่อสั้นๆ 4 คำ โล่งเลย คุณพ่อหยุดลางานยาวเพื่อที่จะพาผมไปกินยาศูนย์ที่บ่อนไก่ทุกวัน ต้องไปกินยาทุกเช้า เป็นช่วงที่อยู่ใกล้พ่อที่สุดช่วงหนึ่งเลย เป็นเดือนๆ ที่เราไปด้วยกันทุกวัน ซึ่งผมมองเห็นแล้วว่าพ่อเขาก็รักเรา

“ทุกคนรักเรา ทุกคนช่วย แม่คอยทายาแก้ปวดที่ร้อนๆ ให้เราตอนเราหนาว สลับกับน้องชาย เนื่องจากมันหนาวเข้ากระดูก เอายาโปะแล้วนอนได้พักหนึ่ง พอหายความร้อนจากยาทาก็สะดุ้งตื่น คืนหนึ่งๆ ต้องใช้ 3 - 4 หลอด ทากันทั้งคืน เพราะหลังจากผมรับยาบำบัด ผมไม่ได้ใช้ยาแบบฉีด ไม่ได้กินเมทาโดนที่กินแล้วเมา ค่อยๆ ลดอาการอยากเฮโรอีน ผมจะใช้ยาประเภทล้างพิษ จะเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ และด้วยฤทธิ์ของยาบำบัดมันจะไปกระตุ้นความทรมานการอยากยานั้นให้เร็วขึ้น เพื่อที่จะหลั่งเอาพิษออกมาทางเหงื่อหรือขับถ่าย

“ผลคือ 3 วันแรก หอนเหมือนหมาเลย แล้วก็เป็นอย่างนี้ประมาณ 15 วัน ทรมานมาก กินอะไรก็ไม่ได้ อ้วกออกมาหมด แทบจะขาดใจตาย คุณแม่ยังอยากจะแก้เชือกที่ผมให้เขามัดมือเท้ากับขาเตียง เพื่อให้ออกไปซื้อ เพราะกลัวผมจะขาดใจตายตรงนั้น”

... ตรงอ้อมอกอุ่นใจของแม่
ท่ามกลางร่องน้ำตาที่ร้าวราน ...

“คือพลังความรัก ผมเชื่อว่าตาข้างหนึ่งที่มันบอดไป เมื่อตามันบอด มันก็จะเห็นผิด เมื่อมันเห็นผิด มันก็จะเห็นผิดอยู่อย่างนั้น แต่ว่าในช่วงเวลาที่ยังเห็นผิดอยู่ มันยังมีสำนึกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ลำบาก ช่วงเวลาที่ไม่มีเงินใช้ ช่วงที่ลงแดง ช่วงเวลานั้นที่มันจะมีสำนึกกลับมาอีกครั้งหนึ่ง พยายามอยู่กับสำนึกนั้นให้มาก แล้วก็ลองกลับไปถามตัวเองอีกครั้งว่าจริงๆ ชีวิตเรามีความสุขได้จากแค่เรื่องนี้เหรอ หรือว่าจริงๆ แล้วการที่ได้อยู่กับคนที่เรารักอยู่กับครอบครัว มีเวลาพร้อมหน้าพร้อมตานั้นคือความสุข

“ลองถามตัวเองอีกครั้งว่าตัวเองมีความสุขแค่เรื่องตรงนี้จริงๆ เหรอ แล้วจริงหรือเปล่าที่เรามีความสุข หรือว่าเรากำลังหลอกตัวเอง เรากำลังปล่อยให้ฤทธิ์ยาหรืออะไรมาซัปพอร์ตเราแค่นั้นเอง เรากำลังติดความสุขที่เราได้จากสิ่งที่เราใช้ แต่ความสุขนั้นมันไม่จริง ความสุขจริงๆ คือการที่เราได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก ทำในสิ่งที่เราชอบ อยู่ร่วมกับคนที่เรารักแล้วเขารักเรา มีเวลาดีๆ ร่วมกัน ผมว่านั่นแหละคือความสุขจริงๆ ของชีวิต

“ผมเจอมากับตัว หลังจากผ่านเวลานั้น เราได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ได้กินข้าวด้วยกัน มีความสุข 7 - 8 ปี ที่ไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่วันนี้แค่ผัดกะเพราเนื้อที่คุณแม่ชอบทำให้คุณพ่อเพราะคุณพ่อชอบ ไข่เจียวจานใหญ่อีกหนึ่งจาน เสร็จแล้วนั่งดูหนังพร้อมๆ กัน แค่นี้เราก็มีความสุข ผมอยากให้ย้อนคิด ทั้งคนที่อยู่ในขั้นตรงนั้นแบบผมหรือคนที่ยังไม่ได้เข้าไปถึงจุดนั้น เราเลือกได้

ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ
ค้นให้เจอทางที่ใจเราต้องการ

“ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นทั้งเกราะป้องกันและวิธีการหลีกเลี่ยงไม่ให้เราหลงผิด คือความหวังและการเคารพตัวเอง”
แต๊กเผยถึงสาเหตุอีกประการของผู้ที่หันมาใช้ยาเสพติดและผู้ที่เลิกแล้วก็ยังหวนกลับคืนสู่โลกมายาขุมนรกเช่นเดียวกับเขา

“คือตอนนั้นกลับไปมีชีวิตที่ดีแล้ว ไปเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ (กศน.) จนจบ ม.3 แล้วไปเรียนที่โรงเรียนศิลปะพระนคร แล้วก็เริ่มเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ เป็นนักร้องนำ ทำวงเล่นกลางคืนบ้าง เป็นพาร์ตไทม์ ทุกอย่างเป็นไปได้สวย แต่เราก็ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอีก เนื่องจากเราไม่เข้มแข็งพอ เราทำเพื่อคนอื่น เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างจริงจัง คือการทำเพื่อคนอื่น เราจะทำได้ไม่นาน ซึ่งช่วงที่เรียน จริงอยู่ที่เราเลิกได้ แต่เราเลิกเพราะกลัว เลิกเพราะคุณพ่อคุณแม่ ตัวเรายังไม่เจอหนทางที่ตัวเองรักและจะทำเพื่อมันจริงๆ ดนตรีที่เข้ามาก็ยังไม่ได้เป็นรูปร่างอะไรนัก เราก็ยังเหมือนเคว้งๆ เพราะพอทุกอย่างดีขึ้น เราก็กลับไปใช้ชีวิตต่างคนต่างใช้ คุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกัน โอกาสตรงนี้มันก็สามารถแทรกเข้ามาได้ โดยเฉพาะถ้ายังมีสภาพแวดล้อมเรื่องนี้อยู่แม้เพียงน้อยนิด

“ผมก็กลับมาติดยาอีกครั้งเมื่อไปเรียนที่นั่น ผงขาวกลับมาระบาด แต่เราไม่เอาผงขาวแล้ว เบรกเด็ดขาดเพราะมีบทเรียน แต่ยาบ้าเราไม่รู้ ไม่รู้ฤทธิ์ของมัน ก็เอาตรงนี้มาตัดแทน ทว่าพอไปเล่นปุ๊บ สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือไอเดียต่างๆ พลุ่งพล่าน อะดรีนาลีนหลั่ง กลายเป็นชอบไปเลย ออกแบบเอย เวลาวาดรูปเอย เห็นอะไรคิดเป๊ะไปหมด กลายเป็นชอบฟีลอารมณ์ของมัน ก็กลับมาติดอีกครั้ง”

จากทั้งประสบการณ์ ทั้งอายุที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย การหวนคืนวงการในครั้งนี้จึงนำพาชีวิตของเขาไปไกลสุดเขตแดนสังคม เช่นเดียวกับสิ่งที่เขากำลังจะบอกเล่าถึงกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกชีวิตให้ห่างไกลยาเสพติด

“หลังกลับมาเสพยา ผมก็โดนจับอีกครั้งหนึ่ง ข้อหาฐานมียาเสพติดในครอบครองจำนวน 1 เม็ด ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้ประกันตัวออกมา ก็เอาอีก คือเราไม่ดีเอง มันติด สุดท้ายก็โดนจับอีกครั้ง เป็นครั้งที่สองหลังจากศาลตัดสินรอลงอาญา ครั้งที่สองตัดสิน 1 ปี 6 เดือน ครั้งนี้คือก้าวแรกของเรือนจำ กลัวมาก กลัวเหมือนในหนัง กลัวว่าเขาจะมาทำอะไรเราไหม ซึ่งก็น่ากลัวอย่างที่เป็น เพราะก็จะมีคนเก่าหลอกคนใหม่ หลอกหาประโยชน์จากคนที่เข้ามาอยู่ใหม่แบบไม่มีความรู้อะไร ก็จะโดนเอาของกินของใช้ไป แต่โชคยังดี เราได้เข้าไปอยู่ในแดนชุมชนบำบัด เป็นแดนผู้ต้องขังที่ใช้ยา

“ครั้งที่สอง ออกมาก็เริ่มจะสำนึก แต่ก็ยังไม่ได้ เพราะพอออกมา สิ่งที่เราจะได้ยินในหูเสมอๆ คือไอ้ขี้คุกๆๆ ไม่รู้เป็นอะไร ถ้าเขาไม่ว่า เราก็จะว่าตัวเอง บวกกับความผิดหวังในเรื่องความรักด้วยในตอนที่ออกมา ก็เลยทำให้เป็นจุดหักเหที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่รักตัวเองแล้ว แล้วก็ทำทุกอย่างได้ ตอนนั้นได้ยินว่าครอบครัวมีปัญหา ในขณะที่เรายังหมกตัวอยู่กับปัญหาของเรา เรื่องค่าเทอมของน้อง เรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้าน แล้วคุกมันสอนเราสองอย่าง มันมีทั้งด้านดี ให้เราเลือก และมีด้านเลวให้เรารู้จัก เราเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อยู่แล้ว ก็รู้เรียนทั้งสองด้าน ครบควบวิชา พอออกมาอยู่ในภาวะที่บางครั้งต้องตัดสินใจเพื่อความอยู่รอด เป็นธรรมดา จากที่เสพ โดนจับครอบครอง ก็กลายเป็นขาย จำหน่าย เพราะไปรู้จักกับคนขาย แล้วมันเป็นการไปคอนเนกชันกัน ไปสร้างเครือข่ายกัน มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นความเห็นผิดนับจากวันนั้นอีกครั้ง”

และนั่นก็นำมาซึ่งการติดคุกครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 ในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี กระทั่งหนักสุดในครั้งที่ 5 ห่างกันถึงเกือบ 10 ปี สำหรับการจำคุก

“ที่จริง ผมควรจะคิดได้ตั้งแต่ออกจากเรือนจำในรอบที่ 4 แล้ว เพราะว่าผมออกมาตอนรอบนั้น ผมรู้จักพระเจ้าแล้ว และผมได้รับการช่วยเหลือดูแลจากกรมประชาสัมพันธ์ ครูโฉมฉาย อรุณฉาน อดีตท่านเป็นผู้อำนวยการส่วนบริหารการดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์ ปัจจุบันท่านเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการสถานีกรมประชาสัมพันธ์ (สทท.11) ทำให้ผมได้รู้ว่ารักในการร้องเพลง รักในดนตรี แต่ผมก็ไปหลงใหลในชื่อเสียงที่มีอยู่น้อยนิด คือเรื่องของเรื่องที่ผมไปค้นพบเจอ ครูโฉมฉายท่านเข้ามาสอนร้องเพลงในเรือนจำ คอร์ส 50 ชั่วโมง แล้วเราได้เข้าไปอบรมไปเรียนรู้ เราชอบเราทำได้ ผมกลายเป็นเพชรในรุ่นเลย แล้วท่านก็พาเรามาปั้น มาหัด มาร้องเพลงสุนทราภรณ์ ออกมาก็ให้ทำงานอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ ก็มีรายการทีวีมาถ่ายชีวิต มีนั่นมีนี่ ผมก็เริ่มหลง หลงว่าทั้งหมดนี้คือความสามารถของตนเอง ใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย เงินที่มีไม่เยอะอยู่แล้วก็เริ่มไม่มี ก็เข้าวงจรเดิม มีปัญหา ก็แก้แบบเดิมๆ ขาย ขายไปมาแล้วเสพ

“คือสุดท้ายก็กลับมาไม่มีความหวัง ไม่มีความเคารพในตัวเอง ทั้งๆ ที่ครูท่านให้กำลังใจ แล้วผมรู้สึกว่าจริงๆ แล้วครูเขาเป็นคนอีกระดับหนึ่ง แต่เขาให้โอกาสผมมากกว่าใครหลายๆ คนในกรม ซึ่งอยู่มาก่อนหน้าด้วยซ้ำ ครูดันผมขึ้นเป็นดาว ถึงขั้นมาร้องเพลงบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มอนิเตอร์จับภาพแล้วผมแต่งเพลงถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ร้องเพลงในวันเฉลิมพระเกียรติ ผมได้รับเกียรติสูงส่งมาก ได้รับโอกาส ได้รับทุกอย่าง ความรู้สึกเหมือนที่ตอนเลิกยาครั้งแรก ความรู้สึกเหมือนท่านเป็นครอบครัว เป็นพ่อคนที่สองที่ให้โอกาส ผมรักท่านมาก แต่ก็เป็นที่ตัวผมเอง เลยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีพลังมากพอ

“ครั้งที่ 5 ผมก็เลยโดนจับอีกครั้ง โทษทั้งหมด 7 ปี 6 เดือน แต่ก็ถือว่าโชคยังดี เข้าไปคราวนี้ ได้กลับไปอยู่แดนเดิม กลับไปอยู่แดนที่เป็นดนตรี แดนที่สร้างเรามา เขามีโปรแกรมพัฒนาชีวิตอะไรต่างๆ ซึ่งมันกลายเป็นว่าเราได้วุฒิภาวะเป็นผู้นำจากตรงนั้น เพราะว่าเรากลายเป็นนักกิจกรรม ชอบเรียนรู้ เหมือนเราโตในนั้นเลย เราเป็นผู้มีหน้าที่ดี เป็นรุ่นพี่ที่คนอื่นนับถือในทางที่ดี แต่ภูมิต้านทานตรงนั้นมันกลับไม่ได้เอามาใช้ตอนที่ออกมาอยู่ในสังคม

“รอบที่ 5 เข้ามาก็เลยเหมือนดัดนิสัยอีกครั้ง เพราะครั้งนี้พี่ผู้คุมที่นับถือ พี่เสกมนตร์ สัมมาเพ็ชร์ เขาไม่ให้เราแตะเครื่องดนตรีเลย แต่ก็ขอบคุณพี่เขามาก เขาเหมือนดัดสันดานเรา เพราะก่อนหน้านั้น ช่วงรอบที่ 4 คือแกรักผมมาก ก็เลยกลายเป็นว่าไม่น่ากลับมาอีก กลายเป็นเหมือนหมาจริงๆ เพราะเคยพูดไว้ว่าถ้ากลับมา ผมเป็นหมา และผมก็กลับมาจริงๆ สุดท้ายต้องยอมรับ ผมเลวจริงๆ คิดไม่ได้เอง ไม่มีใคร เราเองล้วนๆ สุดท้ายแล้วกลับเข้าไปจับไม้กวาด 2 ปี ไปเป็นโยธากวาดขยะ ทำงานต่างๆ ที่ใช้แรง แต่ก็ยังแอบเป็นคนคิดดีเหมือนเดิม ออกกำลังกาย เพราะว่าผมรู้สึกว่าผมเป็นประเภทที่อยู่คุกเป็นแล้ว ไม่นอน ไม่ชอบนอนหนีความจริง อยู่กับความเป็นจริง อะไรที่สร้างประโยชน์ได้ เราทำ”

จนกระทั่งทางศูนย์เปิดรายการโทรทัศน์ในวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นเทปแรกที่ออกอากาศ แม้ว่าตนจะไม่มีโอกาสได้ทำตรงนั้น แต่ก็หล่อเลี้ยงความฝันที่โลดเร่าอยู่ลึกๆ ภายในใจ

“เหมือนกับว่า ชีวิตที่ผ่านมา เราหนี ตอนนี้เราก็เริ่มสู้ ลุกขึ้นทำอะไรเพื่อตัวเอง ลงเรียนหนังสือ ช่วงเวลาที่ยังไม่ได้แตะเครื่องดนตรี แต่ก็หวังจะได้รับการยอมรับอีกครั้ง ได้แต่แอบเล่นเพราะเรารักดนตรี และเราได้เห็นรายการที่เป็นเหมือนลูกแก้ววิเศษ คือถ้าเราออกไปก็จะอายุเกือบ 40 หนทางด้านดนตรีมันก็ริบหรี่ แต่รายการเดอะวอยซ์เป็นเวทีที่ใช้ความสามารถ ไม่ใช้หน้าตา ก็ทำให้เรามีความหวัง ผมก็เริ่มจากประเมินตัวเองในจำนวน 8,000-10,000 คน เวลามีงานการประกวดความสามารถร้องเพลง ก็ไม่มีใคร เพราะถ้ามีเขาก็คงออกมาโชว์กันแล้ว ไม่มีใครเก็บความสามารถในสิ่งที่ตัวเองรักเอาไว้

“ผมก็เลยคิดว่าเวทีเดอะวอยซ์น่าจะมีพื้นที่สำหรับผม ฉะนั้น ช่วงเวลานั้นก็เลยทำให้ผมมีความหวังกับความฝันตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง”

วันต่อมา แต๊กก็เริ่มฝึกซ้อมแล้วก็ซ้อม กระทั่งโอกาสเปิดให้ได้ร้องเพลงร่วมวงดนตรีเก่าก่อนอีกครั้ง เนื่องจากนักร้องตำแหน่งเดิมพ้นโทษออกไปในจังหวะที่รายการเจาะใจเข้าไปถ่ายทำรายการช่วงเดอะโมเมนต์ที่ 3 ของนักร้องนำขวัญใจชาวไทยผู้มอบพลังชีวิตกำลังใจ “ตูน บอดี้สแลม” หรือ “อาทิวราห์ คงมาลัย”

“คือเข้าใจว่าเขาเป็นไอดอลเรา ซึ่งเรามองเป็นพลังอยู่แล้ว เราก็รู้สึกดี แล้วเราก็ได้นั่งคุยกัน ทั้งในเนื้อหารายการและส่วนตัว พี่ตูนเขาก็ถามว่าขาดเหลืออะไรไหม แล้วเขาก็ให้กีตาร์โปร่งไฟฟ้าตัวหนึ่ง ตามคำพูดเขาเลย ซึ่งไม่มีใครคิด มีแต่คนคิดว่าเขาพูดไปอย่างนั้น เพราะเวลามันผ่านไป 3-4 เดือนหลังจากออนแอร์

“แต่ในระหว่างที่กีตาร์ยังไม่มาถึง มันส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเรา เพราะพี่ตูนเขาเขียนโน้ตในกระดาษแผ่นหนึ่งให้ผม พี่ตูนเขียนข้อความไว้สั้นๆ ว่า “แต๊กร้องเพลงเพราะมากนะครับ หวังว่าจะได้ร้องเพลงร่วมกันอีก ขอให้โชคดี” ซึ่งข้อความนั้นหมายความว่าเราต้องออกไปแล้วไม่กลับมา เหมือนกับเขาบอกว่าสู้นะ ออกมาแล้วก็ทำตามความฝันอีกครั้ง”

ในระยะเวลา 4 ปีที่เหลือ จึงเริ่มจากเลิกบุหรี่ หันมาออกกำลังกายหลังจากซ้อมร้องเพลงในแต่ละวันที่มีเวลาเพียง 6 ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่ 08.00 นาฬิกา และก่อนเข้านอนตอนบ่าย 3 โมง

“ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องเล็กหรือเปล่า แต่เชื่อไหมว่าไอ้ชัยชนะตรงนี้มันเป็นชัยชนะตัวเดียวกันที่ทำให้ผมมีวันนี้ คือความที่เรากล้าที่จะปฏิเสธบางอย่างที่มันไม่ดีในชีวิตของเรา ก็คือเลิกบุหรี่ ผมเลิกเพราะเดอะวอยซ์ อธิษฐานขอกำลังใจจากพระเจ้า แล้วผมเลิกบุหรี่เพราะว่าผมมีความหวังแล้ว แล้วก็อยากจะเป็นคนที่มีเสียงทรงพลังเหมือนกับคนอื่นที่เราเห็น ฉะนั้น เราต้องเลิกบุหรี่ จากต่ำสุดสู่สามัญ ต่างจากสูงสุดคืนสู่สามัญ เพราะผมพัฒนาจากบุหรี่ ไล่ไปเรื่อยๆ จนผงขาว เป็นยาบ้า ทุกอย่าง ณ เวลานั้นมันขาวขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย บุหรี่ผมเลิกได้

“ผมไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่า พอเราเลิกบุหรี่ได้ ดูแลตัวเอง เริ่มวิ่ง การออกกำลังกายง่ายๆ มันกลับทำให้รารู้จักตัวเองขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่เราวิ่ง เราจะเหนื่อย แต่พอเรามีความหวัง เรามีเป้าหมาย แม้จะท้อบ้าง แต่จะต่อสู้ข้างในจิตใจตลอดเวลา หยุด แค่ยอมหยุด แต่อีกข้างหนึ่งสู้ๆ เรากำลังหักล้าง และพอเราสู้ไปเรื่อยๆ บ้างครั้งก็แพ้ บางครั้งก็ชนะ แต่มันก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จาก 10 - 20 ไปถึง 100

“ทีนี้ พอทำได้ก็เริ่มกลายเป็นวินัยกับพฤติกรรมที่มันเปลี่ยนแปลงไปในความคิด เราเริ่มคิดบวกทุกอย่าง ทำทุกอย่างแบบมีความหวัง เราก็มีแรงใจ ผมกำลังจะทำสิ่งที่ตัวเองภูมิใจสักครั้งในชีวิต แม้ว่าหลายๆ คนจะไม่เชื่อ แม่ก็คิดว่าผมพูดเพ้อเจ้อ แต่ก็ไม่รู้สึกอะไร ผมรู้สึกว่าผมชัดเจน ออกมาใช่ว่าหมดระยะโทษ แต่มีเป้าหมายพ่วงมาด้วย บวกกับความเชื่อในเงินที่ได้จากการขายยา ผมไม่เชื่อแล้ว ผมโดนจับครั้งล่าสุด ผมมีเงินมากที่สุดแล้วตอนนั้น มีเงินเกือบล้าน แต่ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมคิดถึงพะโล้ถ้วยที่ผมทุบเอาเงินในกระปุกไปซื้อมากิน มากกว่าไปเดินร้านสะดวกซื้อครั้งละ 5,000 บาท

“มันไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลยครับเงิน ชีวิตที่มีเงิน มันสะดวกสบายก็จริงอยู่ แต่ชีวิตที่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก มันมีพลังมากว่า ผมออกมาด้วยความเชื่ออย่างนั้น แม้จะไม่ทันโลก ไม่รู้จักโปรแกรมแชตไลน์ ไม่มีเฟซบุ๊ก ก็มาศึกษาจาก Google มันเป็นเกราะป้องกันที่ดีมากๆ ผมไม่กลับไปอะไรอีกเลย ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนใหม่จริงๆ เราไม่ขาวก็จริง แต่ไม่ดำแล้ว คือใจเราเป็นที่ตั้ง ใจที่มีความหวังและเห็นคุณค่าตัวเองที่เราเริ่มกลับมาเชื่ออีกครั้งว่าเรามีคุณค่า

“จากที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าคนเรามันมีทางของมัน เรามีทุกคน เรามีทางของเรา ที่จะภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวองเป็น ผมเชื่อว่าทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่ตัวเองถนัด อย่างให้ผมไปซ่อมรถ ผมก็ซ่อมไม่ได้ ไม่เก่ง ก็คงต้องไปพึ่งพาคนที่เขาชอบทำสิ่งเหล่านี้ เราเพียงแต่ต้องหามันให้เจอ คว้ามันให้ได้ ว่าอะไรคือสิ่งที่เรารัก แล้วอะไรคือสิ่งที่เราจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข”

หลังจากพ้นโทษ แม้ชีวิตจะลุ่มๆ ดอนๆ ทั้งความรู้และประสบการณ์สังคมโลกภายนอกซึ่งล้าหลังกว่าคนอื่นๆ ถึงเกือบ 10 ปี แต่กระนั้น แต๊กก็ไม่เคยคิดย่นย่อท้อถอย

“เพราะคิดเพราะเชื่อตลอดว่าเรามีดีมากพอ เราเคารพตัวเอง มันก็กลับมารักตัวเอง คือช่วงเวลาติดคุกตั้งแต่รอบหนึ่งถึงสี่ มันเกิดจากความไม่รักตัวเอง แต่ตอนนี้เรารักตัวเองแล้ว ดังนั้น ถึงจะลำบากตอนออกมา ไม่มีบ้านอยู่ ต้องไปอาศัยบ้านลุง แล้วก็ตระเวนเล่นดนตรีกลางคืน บางทีจ้างบ้าง ไม่จ้างบ้าง ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรแน่นอน เป็นหนึ่งปีเต็มๆ ที่ระหกระเหิน แต่ไม่ย่อท้อ

“สู้อย่างนั้นเกือบปี วันที่รอคอยก็มาถึง (ยิ้ม) ประกาศออดิชั่นซีซัน 5 เราก็ส่งคลิปเพลง “ตัวร้ายที่รักเธอ” เข้าไป ก็ไม่คิดว่าจะได้ เพราะทั้งๆ ที่ตัวเองเตรียมตัวมาเยอะมาก แต่พอถึงเวลาจริงๆ ตื่นเต้น คิดไม่ออก บวกเงื่อนไขเกินไม่ได้ 1.00 นาทีต้องเป๊ะ ไม่อย่างนั้นอัปโหลดไม่ได้ แต่ปรากฏว่าผ่านการคัดเลือกจากทั้งหมด 25,000 คลิป คัดไปเหลือ 300 คลิป แล้วไปร้องสดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ครั้งหนึ่ง

“ถึงขั้นตอนนี้ ในใบสมัครก็จะมีให้กรอกประวัติ ผมก็เลยเขียนไปหมดเลย เพราะส่วนหนึ่งเรามีความรู้สึกว่าเราอยากจะเปิดเผยนะ ถ้าสำเร็จดังที่ตั้งไว้ ได้ไปยืนตรงนั้นจริงๆ ไม่รู้จะว่าผ่านถึงรอบไหน โค้ชท่านจะหันไม่หัน แต่ถือว่าทำตามคำพูดที่เคยประกาศในเรือนจำ อย่างน้อยเราได้ทำ และมันเป็นพยานยืนยันได้ว่าแม้กับคนที่มันใช้ชีวิตติดลบมาก ก็สามารถที่จะเริ่มต้นใหม่ได้ ถ้าเรามีความหวัง สุดท้ายก็เลยเขียนไปละเอียด

“และในวันนั้นที่ร้องเพลงแรกก่อนรอบบลายด์ออดิชั่น ผมร้องเพลง ‘ไม่อยากหลับตา’ แต่ร้องไม่ได้เรื่องเลย เนื่องจากตื่นเต้นมาก วันนั้นรู้เลยว่าเราไม่ได้รู้สึกจริงๆ เรากำลังใช้สมองร้อง กลัวเขาจะฟังไม่เพราะ ซึ่งมันต่างกันกับความรู้สึก เขาไม่โอเค แต่ต้องขอบคุณกรรมการอีกท่านหนึ่ง ผมไม่รู้วาเขาคือใคร เขาดูใบสมัครแล้วบอกน้องครับ พี่ถามอย่างนี้ดีกว่า มีเพลงอะไรที่มันซัปพอร์ตน้องช่วงเวลานั้น เราก็รู้แล้วว่าเขาหมายถึงช่วงเวลาที่เราอยู่ในเรือนจำ มันเป็นหนึ่งนาทีที่เงียบมากในห้อง ทั้งๆ ที่มีคนอยู่ประมาณ 10 กว่าคน รออยู่ว่าผมจะร้องเพลงอะไร แล้วอยู่ๆ ภาพมันก็ขึ้นมา แล้วเพลงที่มันเป็นภาพในเรือนจำ

“ดึกแล้ว จะนอนก็นอนไม่หลับ เฝ้านับ…เร่งวันและเวลา
คิดถึงคนไกล นานแล้วไม่เห็นหน้า คิดถึงแววตา คิดถึงรัก จริงใจ
พรุ่งนี้…ชีวิตยัง ต้องสู้ ไม่รู้…จะเหนื่อยจะล้า เพียงใด
แต่ฝันต้องเป็นจริง ฉันต้องทำให้ได้ เพราะรู้ว่าทำเพื่อใคร คนนั้น…ที่รอฉันอยู่”

“คือเราตื่นมาตอนตีหนึ่งตีสอง บางคนนอนเขียนจดหมาย บางคนก็ยังนอนมองลอดลูกกรงออกไป คิดถึงคนที่บ้าน มันก็เลยเป็นเพลงที่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกจริงๆ ก็เลยผ่าน จนเข้ามา 90 คนสุดท้าย ได้เซ็นสัญญา นั่นคือได้ขึ้นเวทีจริงๆ แล้วที่โค้ชจะหันมาหรือไม่หัน ตอนนั้น ณ วันนั้นคือเราสำเร็จแล้ว วันนั้นคือขึ้นไป จ้องผลจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ผมถือว่าสำเร็จแล้ว และวินาทีที่พี่ก้องหันมา ผมไม่เห็นหน้าพี่ก้องเลย ผมเห็นภาพพี่น้องในเรือนจำเขากระโดด เห็นเวลาเขาดีใจ เขาจะเฮกันแบบว่ากระทืบพื้นพร้อมกันแล้วมันจะดังมาก เรือนจำมันจะสั่นสะเทือนทั้งเรือนอาคารสองชั้น แล้วก็เขย่าลูกกรง

“มันเห็นภาพนั้นทันที ภาพที่เรากำลังหว่านเมล็ดแห่งความสำเร็จเข้าไปในหัวใจเขา ชีวิตเริ่มต้นได้จริงๆ แล้วพอมาจนถึงรอบ 4 คนสุดท้าย ผมยิ่งมั่นใจใหญ่ว่า ผมกำลังได้รับพรบางอย่าง พรอันนี้ที่กำลังส่งไปให้คนอื่น และนี่คือเข็มทิศที่กำลังจะเดินต่อไป ที่จะไปส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับพี่น้องในเรือนจำหรือใครก็ตาม ผมจึงบอกเป็นสัญญาใจที่ว่า ผมจะทำคอนเสิร์ตเผยแพร่ให้พี่น้องในเรือนจำ เพราะผมรู้สึกว่าผมทำร้ายประเทศนี้มาเยอะแล้ว ทำร้ายครอบครัวพ่อแม่พี่น้อง คือเขาก็ยังไม่อยากได้อะไรจากเรา เขาแค่อยากเห็นเราดูแลตัวเองได้ ถึงจุดที่สร้างความภาคภูมิใจให้พ่อแม่พี่น้องได้ ทุกคนภูมิใจดีใจกับสิ่งที่เราเป็น

“แล้วทีนี้ พอเราได้เป็นผู้ให้บ้าง มาลองเป็นอาสากู้ภัยด้วยตอนนี้ ซึ่งผมอาจจะไม่ได้รวยเอาเงินทองไปให้เขา แต่ผมให้สิ่งที่เขากำลังจะเปลี่ยนตัวเอง ให้ชีวิตเขา ผมไม่รู้หรอกว่าคำพูดบางประโยคของผมจะไปแตะต้องสัมผัสหัวใจของเขาหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ชีวิตผมเป็นพยานได้ว่าชีวิตมันเริ่มใหม่ได้จริงๆ จากคนที่มันกเฬวรากเลยนะชีวิต มันหกคะเมนตีหลังกา และพอเรารักที่จะคิดดี รักเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง ชีวิตมันก็ดี ถึงแม้วันนี้จะมีเรื่องไม่ดี คนไม่ดีพยายามมาเหมือนเดิม แต่มันก็จะโดนกระแทกออกไป โดยตัวเขาเองก็เหมือนรู้ตัวว่าเราไม่เหมือนเดิมแล้ว เราไม่ใช่คนแบบนั้นแล้ว เขาก็จะค่อยๆ หายไปเอง บางคนชอบ เกรงใจ แต่ครั้งนี้เรารู้สึกว่า ถ้าเพื่อนที่กำลังจะพาเราไปในเรื่องที่ไม่ดี เขาไม่ได้รักเรา บวกกับเรามีเป้าหมายเราใช้ชีวิตของเราแล้ว ทุกวันนี้ไม่ใช่คนขี้เหงา อยู่กับตัวองได้มีความสุข ตื่นเช้ามาออกกำลังกาย

“ความสุขจริงๆ ของชีวิต ไม่จำเป็นต้องหรูหราฟู่ฟ่า แค่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับข้าวไข่เจียว หนังดีๆ เรื่องหนึ่ง มันก็เยี่ยมแล้ว

“ทั้งคนที่อยู่และยังไม่ได้หลงทางเข้าไป อย่าได้ริลองเลย เพราะว่าสิ่งที่คุณกำลังจะลองทำ ผมเชื่อว่า 100 คน มันน่าจะมีไม่ถึง 10 คน ที่ลองแล้วจะบอกว่าไม่ชอบ เพราะสารเคมีพวกนี้มันประหลาด มันไปทำงานกับร่างกายของเรา มันมีผลกับร่างกาย ไม่ใช่จิตใจ มันทำให้สมองเราติดยา มันเป็นโรคชนิดหนึ่ง จากที่ผมได้ศึกษาก็พอเข้าใจว่าเราติดความสุข ไม่ได้ติดยา ฉะนั้น พอเรารู้แล้วว่าราไม่ได้ติดยา เราติดความสุข จงหาความสุขนั้นให้เจอ ความสุขที่แท้จริงของชีวิต”




เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : วชิร สายจำปา

กำลังโหลดความคิดเห็น...