มูลนิธิคิง เพาเวอร์ ร่วมกับแอร์เอเชีย ร่วมกิจกรรม “พาน้องกราบพ่อ” นำคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 แห่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวพื้นเมือง และชาวเขา 4 เผ่า จำนวนกว่า 750 คน ถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
วันนี้ (28 พ.ย.) นายอัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคิง เพาเวอร์ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมจัดกิจกรรม “พาน้องกราบพ่อ” โดยมูลนิธิคิง เพาเวอร์ ร่วมกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้นำคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ซึ่งตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารจำนวน 3,999 คนทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “เข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช” ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 28 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งวันนี้มูลนิธิคิง เพาเวอร์ ได้นำคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 แห่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 750 คน เข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เบื้องหน้าพระบรมโกศ
คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 จำนวนกว่า 750 คน เดินทางจากอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ 10.00 น.ของวันที่ 27 พ.ย. เดินทางมาถึงที่สนามหลวงก่อน 05.00 น. และเข้าต่อแถวทันที กระทั่งเวลา 16.00 น. คณะครูและนักเรียนจึงได้เข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นางกนกลักษณ์ แปงมูล รองผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า นำนักเรียนชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มาถวายสักการะพระบรมศพฯ ประกอบด้วยชาวพื้นเมือง และชาวเขา 4 เผ่า ได้แก่ กะเหรี่ยงโปว์ กะเหรี่ยงสะกอร์ ละว้า และม้ง เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงจัดตั้งโรงเรียนแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2537 เพราะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีโรงเรียนให้เด็กๆ ได้เข้าศึกษา ทั้งนี้เพราะทรงมีพระราชปณิธานให้เด็กๆ มีความรู้และสามารถเลี้ยงตัวเองได้ จบไปก็ประกอบอาชีพได้ ซึ่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 อำเภอแม่ลาน้อย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 22 อำเภอปาย และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 34 อำเภอปางมะผ้า
แม้พระองค์ท่านไม่เคยเสด็จฯ ไปยังโรงเรียน แต่ได้เสด็จไปยังอำเภอแม่ลาน้อย ทรงจัดตั้งโครงการหลวงบ้านดง ตำบลห้วยห้อม ให้ชาวบ้านได้มีอาชีพด้วย ขณะเดียวกันท่านผู้อำนวยการขณะนั้นได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์ทรงมีรับสั่งว่า “ขอฝากเด็กด้วย ตัวท่านไม่ได้เสด็จมา แต่ให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ที่เป็นเหมือนไปรษณีย์ของพระองค์ท่านให้มาเยี่ยมเยียนทุกปี” โดยพระองค์พระราชทานอุปกรณ์การเรียน ผ้าห่ม เมล็ดพืช พันธุ์สัตว์ อีกทั้งยังทรงกำชับให้มูลนิธิฯ เวลามาเยี่ยมก็ให้เดินทางโดยรถยนต์ เพื่อที่จะได้เห็นว่าชาวบ้านอยู่อย่างไร และได้รู้จักถนนหนทาง เพื่อที่จะต้องไปถวายรายงานแด่พระองค์ได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 40,000 บาทต่อปี เพื่อเป็นทุนเมล็ดพันธุ์และพันธุ์สัตว์ให้นักเรียนได้หัดเลี้ยงเพื่อจะได้เป็นอาชีพในอนาคต และเมื่อ 3 ปีที่แล้วได้พระราชทานของเล่นส่วนพระองค์มาให้เด็กๆ ด้วย
ด้าน น.ส.นริศรา มากมี ครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 ที่ได้นำเด็กนักเรียนมาเข้าร่วมโครงการ ระบุว่า หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต แล้ว ทางโรงเรียนได้จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน และเมื่อมีโครงการที่พาเด็กบนดอยสูงมาถวายบังคมพระบรมศพก็รู้สึกดีใจมาก เพราะเด็กนักเรียนจะได้มาร่วมแสดงความจงรักภักดี
ด้านตัวแทนนักเรียน นายสมเดช เดโชชลาลัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เผยว่า เรียนที่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 เพราะที่บ้านมีให้เรียนเพียงชั้นอนุบาล อีกทั้งบ้านเราอยู่ไกลห่างจากโรงเรียนกว่า 60 กิโลเมตร และต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 6 กิโลเมตร รวมถึงฐานะทางบ้านยากจน พ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้เรียน รุ่นพี่ที่เคยเรียนที่นี่เลยมาเล่าให้ฟังว่าหากเรียนที่นี่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายใดๆ และเป็นโรงเรียนประจำซึ่งเราไม่ต้องเดินทางไปกลับ เมื่อได้เข้ามาเรียนรู้สึกดีใจที่ได้มาเรียน ได้ความรู้ มีอาหารการกิน เสื้อผ้า ฝึกอาชีพให้ได้ติดตัว เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับมาเป็นของพระองค์ท่านทุกอย่าง เรารู้สึกรักและเสียใจที่ต้องสูญเสียพระองค์ ทางมูลนิธิฯ เคยมาถามว่าในชีวิตนี้สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคืออะไร ได้ตอบไปว่าอยากเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่าน
แม้ตอนนี้ท่านไม่อยู่แล้ว จึงมีความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ตั้งใจเรียน เป็นคนดีตอบแทนพระองค์ท่าน เพราะหากไม่มีพระองค์ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่เราเป็นเพียงคนชาวเขาอยู่ห่างไกลพระองค์ก็ทรงไม่ละเลย โดยอยากจะเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้คน