xs
xsm
sm
md
lg

นักข่าวตะวันตกว่าในหลวงเป็นกษัตริย์ที่ไม่ปรากฏรอยยิ้ม! แต่ผู้ใกล้ชิดเล่าพระอารมณ์ขันไว้มากมาย!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค


นักข่าวชาวตะวันตกมักจะตั้งข้อสังเกตกันว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มักไม่ปรากฏรอยยิ้มบนพระพักตร์ และเข้าใจกันว่าพระองค์ทรงเคร่งเครียดอยู่เป็นประจำ แต่คนที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท หรือผู้ที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า จะรู้กันดีว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่เป็นนิจ แม้ขณะทรงงานหรือเสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่อากาศร้อนจนพระเสโทชุ่มพระวรกาย ก็ยังทรงมีพระอารมณ์ขัน พลอยทำให้ข้าราชบริพารและผู้เข้าเฝ้าอยู่รอบด้านต่างมีความสุข หายเหนื่อยไปด้วย ต่างนำพระอารมณ์ขันเหล่านี้เล่ากันไว้มากมาย

ในวาระแห่งความโศกเศร้าที่เป็นเมฆครึ้มปกคลุมประเทศไทยในวันนี้ ถ้าเราจะนำเรื่องพระอารมณ์ขันเหล่านี้ มารำลึกกันอีกครั้ง ก็น่าจะทำให้ความโศกเศร้าคลายลงได้บ้าง เพื่อกลับมามีพลังร่วมกัน ที่จะประกอบคุณงามความดีตามคำสอนของ “พ่อ” สร้างความสุขที่ยั่งยืนให้แผ่นดินไทย ตามที่ “พ่อ” ทรงมุ่งมั่นมาตลอด ๗๐ ปีที่ครองราชย์

She is my smile
กองข่าว สำนักราชเลขาธิการ ได้เผยแพร่เมื่อปี ๒๕๕๖ ว่า... เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา ในปี ๒๕๐๓ นักข่าวต่างประเทศกราบทูลสัมภาษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

“เหตุใดพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่ค่อยยิ้ม”

พระเจ้าอยู่หัว ทรงผายพระหัตถ์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แล้วตรัสสั้นๆ ว่า “She is my smile”

ฟันฉันมีกี่ซี่หมอ
ในหนังสือ "ในหลวงกับงานทันตกรรม" ที่จัดทำโดยคณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล่าเรื่องอารมณ์ขันและความน่ารักของ “เสด็จพ่อ ร.๙” ไว้ว่า

ทันตแพทย์ผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งจะได้มีโอกาสถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก รู้สึกกลัวและเกรงพระบารมีมากจนมือเย็นเฉียบ พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึงความประหม่าของทันตแพทย์นั้นดี จึงมีรับสั่งถามว่า...

"ฟันฉันมีกี่ซี่ หมอ"

เมื่อทันตแพทย์กราบบังคมทูลตอบ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งต่อว่า...

"ถ้าเช่นนั้นก็เหมือนคนอื่นที่หมอเคยรักษา ไม่ผิดแปลกจากคนอื่น หมอทำได้ตามปกติเหมือนคนไข้ธรรมดาคนหนึ่ง เพราะฟันเหมือนกัน"

รับสั่งนั้นทำให้ทันตแพทย์ผู้ตื่นเต้นรู้สึกผ่อนคลายลงมาก และสามารถถวายการรักษาต่อได้โดยปราศจากความประหม่ากลัว

แจกปริญญาหลับใน
นี่ก็เป็นเรื่องพระทนต์อีกเหมือน ในการไปพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยประสานมิตรครั้งหนึ่ง ทรงมีพระราชดำรัสกับที่ประชุมถึงการเสด็จฯมาพระราชทานปริญญาบัตรครั้งก่อนว่า

...ประมาณสองปีมาแล้ว ตอนเช้าได้ทำฟัน คือว่าหมอฟันมาเจาะฟัน เจาะจนเกือบจะทะลุคางไป (เสียงฮา) … เพราะว่าทะลุฟันซี่นั้นถึงราก ถอนเอาประสาทออก แล้วหมอฟันทั้งหลายก็สนุกสนานไป (เสียงฮา) กินเวลาประมาณสองชั่วโมง เวลาบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็รับประทานไม่ไหวปากมันชาไปหมด...

ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ต้องมาแจกปริญญาที่นี่...ฤทธิ์ของยายังอยู่ ยังสบายดี แต่ทว่าหน้าตาไม่ค่อยดี ก็แจกปริญญาไป นับจำนวนไป

นับไปนับมา แจกไปแจกมา ก็มีคนหนึ่งทำให้ตกใจ เขาเดินเข้ามาหา มารับปริญญา แล้วก็ด้วยความพอใจของเขา เขาร้องออกมาว่า “ทรงพระเจริญ” (เสียงฮา) ความจริงตอนนั้นกำลังหลับอยู่ (เสียงฮา) ก็ตกใจตื่น (เสียงฮา)  แต่บังเอิญตอนนั้นการแจกปริญญาก็ส่วนแจกปริญญา ส่วนปวดฟันก็ส่วนปวดฟัน (เสียงฮา) ส่วนหลับในก็ส่วนหลับใน (เสียงฮา) มีเสียงเขาบอกว่า “ทรงพระเจริญ” ต้องโสตประสาทตกใจตื่นทั้งตัว

แต่ว่าหลังตกใจตื่นขึ้นมาอาการปวดฟันหายไปจริงๆ นี่พูดตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าที่จะแจกปริญญาต่อไป ทำด้วยความรู้ตัวด้วย แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าเรามีกำลังใจ ที่เขาบอกว่า “ทรงพระเจริญ”

พวกเดียวกัน
ในการเสด็จออกเยี่ยมราษฎรอำเภอห่างไกลตัวเมืองนั้น บางครั้งกำนันก็อยากกราบบังคมทูลด้วยราชาศัพท์ให้ถูกต้อง อุตสาห์ไปค้นหาราชาศัพท์และฝึกซ้อมอยู่หลายวัน แต่พอถึงเวลาจริงกลับตื่นเต้นจนสับสน กราบบังคมทูลไปว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า…”

พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงมีพระเมตตา ก็รับสั่งด้วยพระอารมณ์ขันว่า “เราพวกเดียวกันนะ…”

ผู้หญิงตกเป็นของใคร
ชาวเขา เป็นชนเผ่าอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่หัวมาก ทรงเสด็จไปเยี่ยมเป็นประจำ นอกจากทรงแนะนำเรื่องทำมาหากินแล้ว บางครั้งก็ต้องทรงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทปัญหาในครอบครัวด้วย อย่างเช่น

ชาวเขาคนหนึ่งได้มากราบทูลร้องทุกข์ว่า เขาได้เสียหมูสองตัวกับเงินก้อนหนึ่งไปในการขอเมียมา แต่พอได้หมูได้เงินแล้ว เมียกลับหนีตามชู้ไป

พระเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินว่า สามีจะต้องได้รับเงินชดใช้ และให้ปล่อยภรรยาไปตามใจของเธอ ญาติของทั้งสองฝ่ายก็พอใจ

ทรงนำเรื่องนี้มาเล่าด้วยพระอารมณ์ขันว่า

“แต่ที่แย่ก็คือ ฉันต้องควักเงินให้ไป… ผู้หญิงนั้นก็เลยต้องตกเป็นของฉัน”

รับสั่งแล้วก็ทรงพระสรวล และทรงเล่าต่ออีกว่า สักครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นก็นำสุราพื้นเมืองมาถวาย

“ถ้าฉันเมาพับไป อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้…”

เพื่อนเยอะเหมือนกัน
บ๊อบ โฮป ดาวตลกเอกของโลก เป็นอีกผู้หนึ่งที่คุ้นเคยกับพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ครั้งบ็อบ โฮป มาแวะกรุงเทพฯ เพื่อจะไปเปิดการแสดงกล่อมขวัญทหารอเมริกันในเวียดนาม ระหว่างแวะพักที่กรุงเทพฯ บ็อบ โฮป ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯที่วังสวนจิตรฯ โดยโปรดเกล้าฯจะพระราชทานเลี้ยงดินเนอร์ด้วย

บ็อบ โฮป กราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ขอพาเพื่อนมาด้วย”

“ได้เลย… ไม่ขัดข้อง” รับสั่งตอบ “พาเพื่อนของยูมาได้เลย”

“ต้องขอขอบพระราชหฤทัยแทนเพื่อนหกสิบสามคนของข้าพระพุทธเจ้าด้วย”

คืนนั้น บ็อบ โฮป ได้นำวงดนตรีของเขา เข้าไปเล่นถวายอยู่จนดึก จึงกราบกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ที่บ้านพักของเขาบ้าง รับสั่งว่า

“ยินดี… ฉันจะพาเพื่อนหกสิบสามคนของฉันไปด้วยนะ”

บ็อบ โฮป กราบบังคมทูลเสียงอ่อยๆว่า “ คิดด้วยเกล้าฯว่า ตกลงพ่ะย่ะค่ะ”

เรื่องนี้บ๊อบ โฮป นำไปเล่าอย่างสนุกสนานในรายการโทรทัศน์ของเขาที่อเมริกา

ซุ้มสำหรับในหลวง …
ในช่วงต้นๆรัชกาล คราใดที่เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ทุรกันดารย่านหัวหิน หนองพลับ แก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง โดยที่ราษฎรไม่รู้ว่าผู้ที่มาเยือนนั้นก็คือพระเจ้าอยู่หัว

วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตำบลห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตกแต่งซุ้มรับเสด็จที่มีหมายกำหนดการจะเสด็จในวันรุ่งขึ้น และไม่ทราบว่ารถที่มานั้นเป็นรถในหลวง จึงไม่ให้ผ่าน โดยบอกว่า

“ ต้องให้ในหลวงเสด็จฯก่อน แล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้… วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้...”

พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงออกข้างทางไป

วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับพระที่นั่งเสด็จมาอย่างเป็นทางการ พร้อมคณะข้าราชบริพาร ทรงมีพระดำรัสทักทายกับชายที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า

“วันนี้ฉันเป็นในหลวง..คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ..”

ทรงเผชิญเจ้าลิเก
ครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน เมื่อเสด็จไปเยี่ยมบ้านราษฎรผู้หนึ่งถึงบนบ้าน คณะผู้ตามเสด็จต่างแปลกใจในการกราบบังคมทูลด้วยราชาศัพท์ที่คล่องแคล่วอย่างน่าฉงนของเจ้าของบ้าน เมื่อพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดี เขาก็กราบทูลว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าเป็นลิเกเก่า บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวน พระพุทธเจ้าข้า...”

และเมื่อทรงรับสั่งถามถึงนกที่เลี้ยงไว้ในกรงว่าเป็นนกอะไร และมีกี่ตัว ลิเกเก่าก็กราบบังคมทูลด้วยราชาศัพท์อย่างเต็มยศว่า

“มีทั้งหมดสามตัวพ่ะย่ะค่ะ พระมเหสีมันบินหนีไป ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย และทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว”

เรื่องนี้ผู้ตามเสด็จต้องกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะ ไม่ยกเว้นแม้แต่พระเจ้าอยู่หัว

จะให้เป็นช่างจริง
มีเรื่องเล่าจากในวังว่า ช่างคนหนึ่งปีนบันไดขึ้นไปทำฝ้าเพดาน ให้ผู้ช่วยอีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมา คนที่จับบันไดเห็นในหลวงก็ปล่อยมือรีบก้มลงกราบ บันไดจึงสั่นเอน คนอยู่ข้างบนก็ร้องลั่นว่า

“เฮ้ยๆ จับดีๆหน่อยสิ อย่าให้แกว่ง”

พระเจ้าอยู่หัวทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปช่วยจับไว้ คนข้างบนก็ร้องว่า

“เออ ดีๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง”

แต่พอเสร็จไต่ลงมา เห็นว่าคนที่จับบันไดให้ก็คือพระเจ้าอยู่หัว เลยทำเอาเข่าอ่อนแทบจะตกบันได รีบก้มลงกราบ พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสกับช่างด้วยพระอารมณ์ขันว่า

“แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้ แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย”

ไม่ใช่ มิกกี้เมาส์
เมื่อครั้งพระชนม์มายุครบ ๖ รอบ ๗๒ พรรษา มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่องขออนุญาต จะนำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ พอทรงทราบเรื่อง ก็รับสั่งกับเจ้าหน้าที่ว่า

“ไปบอกเค้านะ เราไม่ใช่มิกกี้เมาส์”

ชื่อเดียวกัน
เรื่องการใช้ราชาศัพท์กราบทูลกับพระเจ้าอยู่หัวนั้น นับเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นเต้นประหม่าแก่คนทั่วไป ที่ไม่ได้กราบทูลอยู่เป็นประจำ แม้จะเตรียมตัวมาอย่างดี แต่ความตื่นเต้นก็อาจทำให้การเตรียมตัวมานั้นกระเจิดกระเจิงไปได้เมื่อเวลาจริงมาถึง

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ ได้เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งมีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า

“ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลตรีภูมิพลอดุลยเดช ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลรายงาน... ”
พระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล รับสั่งอย่างมีพระอารมณ์ขันว่า

“เออ ดี เราชื่อเดียวกัน...”

ทำเอาผู้เข้าเฝ้าต้องซ่อนอาการขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย

แอลกอฮอล์ขจัดเชื้อโรค
เหตุเกิดในปี ๒๕๑๓ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลให้ไปแอ่วบ้านเฮา พระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จตามผู้ทูลชวนไปถึงบ้าน ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ มุงหญ้าแห้ง

เจ้าของบ้านอุตส่าห์เอาที่นอนมาปูสำหรับให้เป็นที่ประทับ แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่คงไม่เคยได้ล้าง จึงมีคราบดำจับเปรอะ ตามปกติแค่ถ้วยที่มีคราบพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงใช้อยู่แล้ว ผู้ติดตามจึงกระซิบทูลว่า ควรแค่ทรงทำท่าเสวย แล้วส่งถ้วยพระราชทานมา จะจัดการเอง แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงยกถ้วยขึ้นกระดกจนเกลี้ยง หลังจากนั้นรับสั่งว่า

“ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้นเชื้อโรคตายหมด”

เหมือนในหลวงจัง
ครั้งหนึ่งในหลวงทรงเสด็จไปที่ตลาดสด และทรงแวะเสวยก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเห็นก็มองอย่างสงสัย แล้วถามว่า

“ทำไมหน้าเหมือนในหลวงจัง?”

ไม่ทรงตอบอะไร ได้แต่แย้มพระสรวล เมื่อจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวก็ตรัสชมว่า ก๋วยเตี๋ยวอร่อย ส่วนแม่ค้ามารู้ที่หลังว่าที่ว่าเหมือนนั้น ที่แท้ก็คือองค์จริง จึงรู้สึกเสียดายโอกาสที่หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ยังเป็นปลื้ม

ขอเดชะ พระหมดแล้ว
ครั้งหนึ่ง ขณะที่ในหลวงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร ทรงนำพระเครื่องไปแจกให้ราษฎรด้วย เมื่อแจกจนหมดแล้ว ก็มีราษฎรอีกผู้หนึ่งที่ยังไม่ได้รับ มากราบบังคมทูลขอรับพระราชทานว่า

“ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์”

ในหลวงทรงตรัสตอบว่า

“ขอเดชะ พระหมดแล้ว”

วันนี้เราได้ให้ปริญญาบัตรไปกี่กิโลฯ
พระอารมณ์ขันของในหลวงเรื่องนี้ ม.ล.ปิ่น มาลากุล อดีต ร.ม.ต.ศึกษาธิการ เล่าไว้ว่า หลังจากที่ทรงพระราชทานปริญญาบัตรที่วิทยาลัยประสานมิตรครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสแก่ ม.ล.ปิ่น ว่า

“วันนี้ฉันได้ให้ปริญญาบัตรไปกี่กิโล”

ม.ล.ปิ่น มาลากุล อึกอัก จนด้วยเกล้า เพราะมิได้ให้ทางปลัดกระทรวงหรืออธิบดีชั่งน้ำหนักของปริญญาบัตรเอาไว้

แต่ปีต่อมาในโอกาสเดียวกัน อธิการบดีของมหาวิทยาลัยได้เตรียมพร้อม ชั่งน้ำหนักใบปริญญาบัตรไว้เรียบร้อย ม.ล.ปิ่น มาลากุล จึงกราบบังคมทูลอย่างเสียงดังฟังชัดว่า “วันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรไป จำนวนทั้งหมด ๒๓๐ กิโลกรัม”

ทันใดก็ทรงมีคำถามอีกว่า

“ฉันจะต้องได้อาหารสักกี่แคลอรี่จึงจะพอชดเชยกับแรงงงานที่เสียไป”

คนในแบงค์
เมื่อคราวที่ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ เสด็จมาประทับที่ รพ.ศิริราช ช่วงเช้าตรู่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พยาบาลที่ถวายงานอยู่จึงไปรับสาย มีเสียงปลายทางพูดมาว่า

“ขอสายฟ้าหญิง”

พยาบาลที่รับสายจึงถามกลับไปว่า ..ขอประทานโทษค่ะ ใครจะทูลสายด้วยคะ..

“บอกเขาว่าคนในแบงค์โทร.มา” อีกฝ่ายตอบกลับมา

คุณพยาบาลก็นึกฉงนเหมือนกันว่า ธนาคารอะไรโทร.มาแต่เช้าตรู่
แต่พอฟ้าหญิงฯรับโทรศัพท์ ถึงได้รู้ว่า

“คนในแบงค์” ก็คือแบงค์ในกระเป๋าตังค์นั่นเอง

ต้องเรียกน้าซิ
วันหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรในต่างจังหวัด มีชาวบ้านมาต้อนรับมากมาย เมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราคนหนึ่งก้มลงกราบแทบพระบาท แล้วเอื้อมมือมาจับพระหัตถ์ทูลว่า ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง...แล้วทูลจ้อว่ายายอย่างโน้นยายอย่างนี้ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเฉย มิได้รับสั่งตอบ พวกข้าราชบริพารต่างมองหน้ากัน เกรงว่าจะไม่เป็นที่พอพระราชหฤหัย

แต่พอได้ยินรับสั่งตอบกับหญิงชราคนนั้น ก็ทำให้เหล่าข้าราชบริพารยิ้มแย้มไปตามกัน และเป็นพระราชดำรัสที่คาดกันไม่ถูกว่า

“เรียกว่ายายได้ยังไง อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิ ถึงจะถูก”

เงินเดือนไม่ขึ้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดการถ่ายภาพ และมีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ปรากฏอยู่ในนิตยสาร “สแตนดาร์ด” ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร เป็นประจำ ทรงมีพระราชดำรัสด้วยพระอารมณ์ขันแก่ผู้ใกล้ชิดถึงการเป็นช่างภาพอาชีพของพระองค์ว่า…

“ฉันเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ฉันยังมีอาชีพเป็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์สแตนดาร์ด ได้เงินเดือนละ ๑๐๐ บาท ตั้งหลายปีมาแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นเขาขึ้นเงินเดือนให้สักที เขาก็คงถวายเดือนละ ๑๐๐ บาทอยู่เรื่อยมา”

หลานรัง
ครั้งหนึ่ง นายเฉลียว วัชรพุกก์ อธิบดีกรมทางหลวง ได้ติดตามคุณหญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ค่ายทหารบ้านทอน จ.นราธิวาส พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับคุณหญิงถึงสภาพทางหลวงในภาคใต้ ซึ่งคุณหญิงได้ให้อธิบดีกรมทางเป็นผู้กราบบังคมทูลถวายรายงาน ซึ่งนายเฉลียวได้เล่าว่า

เมื่อทรงถามถึงสภาพทางสาย อ.รามัน -อ.รือเสาะ ข้าพเจ้ากราบบังคมทูลว่า ยังมีสภาพทางเป็นทางก่อสร้าง และได้จัดให้เข้าอยู่ในโครงการเงินกู้ธนาคารโลก ขณะนี้ได้ลงลูกรังไว้แล้ว รถยนต์วิ่งผ่านได้ตลอดปี พระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า..

“เห็นมีแต่หลานรัง”

ครั้งแรกข้าพเจ้ายังงงอยู่ นึกไม่ออกว่าคำว่า “หลานรัง” คืออะไร แต่ก็คิดได้ทันทีนั้นว่า “แม่รัง”หมายถึงลูกรังก้อนใหญ่ และ “ลูกรัง” นั้นมีขนาดเล็กขนาดต่างๆ คละกัน ดังนั้น คำว่า “หลานรัง” คงหมายถึงลูกรังที่มีขนาดละเอียดมากนั่นเอง…ทางที่พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินมา คงจะลื่นมากหรือติดหล่มในเวลาฝนตก

เราจับได้แล้ว
ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ “ก้าวไกลไทยทำ” เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๘ The BOI Fair ๑๙๙๕ Commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej’s Reign” (Board of Investment Fair ๑๙๙๕ BOI) หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามศาลาการแสดงต่างๆ ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์) ภายในศาลาแต่งเป็น “พิภพใต้ทะเล” โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด “Magic Vision” น้ำลึก ๒๐,๐๐๐ Leagues จะมีช่วงให้เห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็กๆสีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่า…ถ้าใครจับปลาได้ เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์ พวกเราไขว่คว้าเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า

“เราจับได้แล้ว”

พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู แล้วรับสั่งต่อ

“อยู่ในนี้”

ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลาและจับต้องได้ บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศ

ทรงพระคัน
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรเล็กน้อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน หมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งเข้าเฝ้าฯถวายการรักษา คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญราชาศัพท์ จึงกราบบังคมทูลว่า

"เอ้อ - ทรง... อ้า- ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ"

พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า

"ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่ จะท้องได้ยังไง"

ทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกาย จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า

" เอ้า พูดภาษาอังกฤษกันเถอะ"

เลยต้องกราบบังคมทูลซักพระอาการ “คัน” เป็นภาษาอังกฤษ

ถวายพระเพลิง
เมื่อครั้งที่พระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระโอสถมวน (สูบบุหรี่) และเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหนึ่ง ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดครุย มีพระประสงค์จะทรงพระโอสถมวน พอทรงหยิบพระโอสถออกมา อธิการบดีซึ่งเฝ้าอยู่ก็รีบจุดไฟแช็คให้พร้อมทูลว่า

"ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า"

ในหลวงทรงชะงัก ก่อนจะแย้มสรวลตรัสกับอธิการบดีว่า

"ยังก่อน.. ยังก่อน เรายังไม่ตาย”

แขนตกไปข้างเดียว
เมื่อครั้งเสด็จไปเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดสกลนคร ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าโดยแขนข้างหนึ่งเข้าเฝือกไว้ พระเจ้าอยู่หัวทรงถามว่า

"แขนเจ็บไปโดนอะไรมา "

ชายคนนั้นตอบว่า "ตกสะพาน"

ในหลวงรับสั่งถามอีกว่า " แล้วแขนอีกข้างหนึ่งละ "

ชายคนนั้นก็ตอบว่า

" แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว"

ในหลวงก็ทรงพระสรวล

ไม่เคยชิม
ครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่ภาคใต้ ที่จังหวัดนราธิวาสซึ่งมีปัญหาเรื่องดินเป็นกรด หรือที่เรียกกันว่า ดินเปรี้ยว ทรงรับสั่งถามกับชาวบ้านว่า

"ดินที่บ้านเป็นอย่างไร เปรี้ยวไหม " ชาวบ้านก็มองหน้ากันอย่างงงๆ ก่อนจะทูลตอบว่า

"ไม่เคยชิมซักที"

ในหลวงทรงหันมารับสั่งกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จว่า

"ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ "

สามร้อยตุ่ม
ในการทรงงานออกเยี่ยมราษฎรนั้น บางครั้งก็ทรงตรวจพื้นที่อยู่จนมืดค่ำ บางพื้นที่ก็มียุงชุมมาก จึงทรงถูกฝูงยุงรุมกัดบริเวณพระวรกาย รอบพระศอ พระกร พระพักตร์ แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงทอดพระเนตรแผนที่โดยแสงไฟฉายที่มีผู้ส่องถวายอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน อย่างมากที่ทรงทำก็คือโบกพระหัตถ์ปัดไล่เบาๆเท่านั้น ครั้งหนึ่งมีรับสั่งเล่าเรื่อง “ยุง” ด้วยพระอารมณ์ขันว่า

“…ที่บางจาก แต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง กลับมาขาบวมแดง ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแดง ลองนับดูได้ข้างละร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี..”

เบื้องหลังทรงพระสรวลสุดขีด
มีภาพที่ไม่ได้เห็นกันทั่วไป ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวลอย่างสุดๆ ผู้ใช้เฟซบุ๊กนามว่า “ต้น สุชาติ ชวางกูร” ได้โพสต์ภาพนี้ พร้อมเขียนข้อความว่า

“รูปในหลวง ร.๙ ทรงพระสรวลอย่างเต็มที่ ซึ่งที่มา คือ ในหลวง ร.๙ ทรงแข่งเรือใบ มีผู้ร่วมแข่งขันประมาณ ๕๐ ลำ ซึ่งพระองค์ทรงเข้าใจผิดเลยออกเรือก่อนเวลา ๑ นาที และเมื่อทรงรู้ว่าผิด ก็ทรงกลับมาเริ่มต้นใหม่ พระองค์ทรงเข้าเส้นชัยเป็นที่ ๕ พระองค์ตรัสกับ ม.จ.ภีศเดชว่า ถ้าไม่ทรงพลาดตั้งแต่แรก ไม่มีใครเห็นฝุ่นเรือของพระองค์แน่ ม.จ.ภีศเดช ทูลตอบว่า ในทะเลไม่มีฝุ่นพะย่ะค่ะ ทำให้พระองค์ทรงสรวลอย่างชอบพระทัย”

และมีผู้โพสต์ขยายความอีกว่า สัญญาณผิดเพราะทหารเรือที่ถวายอารักขาเป่านกหวีดทำความเคารพพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เลยทรงเข้าพระทัยผิด หลังจากนั้นก็ทรงรับสั่งด้วยพระอารมณ์ขันว่า “ทหารแกล้งเรา”

เบื้องหลังแห่งชัยชนะ
กองทัพเรือก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการแข่งขันเรือใบเหมือนกัน ในครั้งที่ทรงเข้าแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ

ผู้บัญชาการทหารเรือได้กราบบังคมทูลหลังการแข่งขันว่า ขณะที่ทรงเรือใบในการแข่งขันนั้น ทรงทำอย่างไรจึงสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองมาได้

พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบแม่ทัพเรือว่า

“ฟังลิเกวิทยุ”

ทั้งนี้ในระหว่างการแข่งขันนั้น ต้องทรงติดตามรายงานการพยากรอากาศและกำลังลม ซึ่งวิทยุท้องถิ่นจะมีรายงานเป็นระยะ ช่วงที่ไม่ได้รายงานสภาพอากาศ ทางสถานีก็จะเปิดรายการบันเทิง ซึ่งพระองค์ไม่สามารถจะจูนคลื่นวิทยุไปมาได้ เพราะต้องทรงบังคับเรือไปตามแรงลมตลอดเวลา จึงทรงเปิดวิทยุคลื่นที่ทรงฟังสภาพอากาศค้างไว้

ฉะนั้นจึงต้องทรงฟังลิเกวิทยุไปด้วยในระหว่างการแข่งขันเรือใบ

ทรงพระนามว่าเกาะช้าง
ครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง ทรงถามข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า

“เกาะนั่นชื่ออะไร”

ข้าราชการทูลตอบว่า

“เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพะยะค่ะ”

รับสั่งว่า

“ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ”

FBI ของในหลวง
ครั้งหนึ่ง ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้แทนของนิตยสาร Look พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้รับสั่งว่า เมื่อครั้งประธานาธิบดีของท่านมาเยือนประเทศไทย มีพวก FBI และหน่วย รปภ. ห้อมล้อมกันหนาแน่นไปหมด จนหาทางเดินไม่ได้ ถ้าฉันทำเช่นนั้นก็ไม่สามารถใกล้ชิดประชาชนได้ ถ้าผู้คนเบียดกันเข้ามาใกล้เกินไป จนมีคุณยายคนหนึ่งพูดขึ้นว่า

“หลีกทางให้ในหลวงหน่อยเถอะ” คุณยายนั่นแหละคือ FBI ของฉัน”

ทรงเป็นหมอลำ
เมื่อครั้งมีการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์ ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์จึงทรงรับสั่งกับมหาดเล็กใกล้ชิดว่า

“ฉันได้เป็นหมอความแล้ว”

ต่อมาเมื่อมีการถวายปริญญาทางปฐพีวิทยา ก็รับสั่งว่า

“ตอนนี้เราเป็นหมอดินแล้ว”

ไม่นานก็มีการถวายปริญญาทางดนตรีอีก รับสั่งอีกว่า

“ในตอนนี้เราเป็นหมอลำ”

พระเจ้าครับ
ครั้งหนึ่งในหลวงทรงเสด็จไปทรงงานในที่ห่างไกลทุรกันดาร ชายคนหนึ่งนำผ้าไหมมาถวาย ทรงรับสั่งถามว่า

“ผ้าไหมนี้ทำเองใช่ไหม”

ชาวบ้านผู้นั้นก็นั้นก็กราบทูลว่า

“ใช่แล้วพระเจ้าครับ”

ราชาศัพท์ฉบับ ส.ส.
ไม่แต่ราษฎรทั่วไปเท่านั้นที่ไม่ถนัดกับการใช้ราชาศัพท์ โดยเฉพาะตอนมีวาสนาได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ระดับผู้แทนราษฎรก็ยังปล่อยมุขฮาในเรื่องนี้มาแล้ว

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรจังหวัดหนึ่งโดยรถไฟ ทางจังหวัดจึงจัดรถพระที่นั่งถวายสำหรับเสด็จพระราชดำเนินในจังหวัด ส.ส.ผู้หนึ่งขออาสาให้ใช้รถของตัวเป็นรถพระทั่ง และขอเป็นสารถีเอง เพื่อเป็นเกียรติของชีวิต

ครั้นนำรถไปจอดที่ลาดพระบาทหน้าสถานีรถไฟ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมา ส.ส.ผู้นั้นก็เปิดประตูรับเสด็จ โค้งถวายความเคารพ พร้อมก็กราบทูลเชิญเสด็จขึ้นประทับบนรถ

แต่ความตื่นเต้นกลับทำเหตุ นึกราชาศัพท์คำว่าเชิญเสด็จที่ท่องมาไม่ออก หรืออาจไม่ได้เตรียมไว้ จึงกราบบังคมทูลว่า

“อ้า..อ้า..นิมนต์พ่ะย่ะค่ะ”

พระเจ้าอยู่หัวแย้มพระสรวลน้อยๆ แล้วเสด็จขึ้นประทับบนรถตามคำกราบบังคมทูลนิมนต์

แคบหมู...ของโปรด
ครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้ข้าราชการของเชียงใหม่และจากกรุงเทพฯ เข้าร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารค่ำด้วย ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์
ทุกคนนั่งตัวแข็ง ส่วนใหญ่ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยมีบุญวาสนาได้ร่วมโต๊ะเสวยครั้งนี้ จะหยิบจับอะไรก็กลัวพลาด ต่างคอยเหลือบชำเลืองมองคนโน้นทีคนนี้ที

ท่านอธิบดีจากกรุงเทพฯ ถูกมองมากกว่าเพื่อน เพราะเคยเฝ้ามาหลายหนแล้ว ทุกคนจึงคอยดู หวังจะยึดเป็นที่พึ่ง

อาหารวันนั้น มีแคบหมู ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมือง วางรวมกับอาหารอื่นๆ เช่นปลาทอด เปรี้ยวหวาน และแกงจืด ไม่มีใครกล้าแตะแคบหมู เพราะกลัวว่าจะส่งเสียงไม่บังควรเวลาเคี้ยว ทั้งๆที่ตัวเองเคยชอบ ถ้าอยู่บ้านรับรองว่าหมดจานแน่ …แต่วันนี้ได้แต่นั่งมองตาปริบ วิดแต่น้ำแกงจืดกันจนแห้ง

พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่า ผู้ร่วมโต๊ะเสวยกำลังคิดอะไรอยู่….จึงทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปทรงหยิบแคบหมูใส่พระโอษฐ์ เคี้ยวกรอบๆ พลางรับสั่ง

… “แคบหมูใหม่ๆนี่กรอบดี..ไม่ลองกันบ้างหรือ?.. ”

พอได้ไฟเขียวเช่นนั้น ท่านอธิบดีก็นำแสดง หยิบมาเคี้ยวกร้วมๆ คนอื่นๆอีก ๕-๖ คนจึงได้ลิ้มรสแคบหมูของโปรด

ทรงแนะนำคนอเมริกัน
วิลาศ มณีวัต เล่าไว้ใน “พระราชอารมณ์ขัน” ว่า ในการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาครั้งแรกในรัชกาล ตอนใกล้จบการพระราชทานสัมภาษณ์ นักข่าวได้กราบบังคมทูลว่า

“จะทรงมีอะไรฝากไปถึงอเมริกันชนทั่วๆไปบ้าง?”

ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า

“คนอเมริกันดูช่างรีบร้อนกันเหลือเกิน ถ้าหากจะ Go Slow จะทำให้มีความสุขยิ่งกว่านี้”

เช้าวันรุ่งขึ้น สถานีวิทยุในอเมริกาแทบจะทุกรัฐ ต่างเริ่มรายการว่า

“กษัตริย์จากไทยแลนด์รับสั่งฝากมาว่า Go Slow.. นับเป็นปรัชญาแบบไทยของพระองค์... ขอให้พวกเรา Go Slow ในทุกๆอย่าง แล้วชีวิตของคุณจะสบายดีขึ้น”

วัดความสูงภูเขาด้วยมะขามป้อม
ในการเสด็จเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารที่รถพระที่นั่งเข้าไปไม่ถึง ทรงต้องไต่เขาเป็นลูกๆ ครั้งหนึ่งมีผู้กราบทูลถามว่า

“ภูเขาลูกที่ปีนเมื่อบ่ายวานซืนกับลูกนี้ ลูกไหนจะสูงกว่ากัน?”

ในหลวงตรัสตอบว่า

“ลูกวานซืนนี้สูงกว่า เพราะฉันเคี้ยวมะขามป้อมถึงห้าลูกกว่าจะถึงยอด แต่วันนี้แค่สามลูกเท่านั้น”

ผู้เชี่ยวชาญราชาศัพท์
เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย และพระราชทานเลี้ยงอาหารนักเรียนไทยกลุ่มหนึ่ง สมเด็จพระบรมราชินีฯทรงเห็นว่านักเรียนไทยลำบากในการกราบทูลด้วยราชาศัพท์ จึงรับสั่งเล่าเรื่องที่นักเรียนไทยคนหนึ่งที่เมืองเมลเบิร์นกราบทูลด้วยคำว่า “พ่ะย่ะครับ” ว่า

...พระเจ้าอยู่หัวท่านก็ไม่ได้ทำให้เขาอาย รับสั่งกับนักเรียนไทยว่า พูดธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์หรอก ราชาศัพท์บางคำเราก็ยังไม่เข้าใจ ไม่เหมือนพวกลิเก เขาเก่งเรื่องนี้...

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของพระอารมณ์ขันที่ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทนำมาเล่าไว้ ก็ขอนำมาเล่าต่ออีกครั้ง หวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านมีความสุข มีกำลังใจ ตามที่ผู้ที่เล่า และผู้รวบรวมมุ่งหวัง เพื่อที่จะประกอบกรรมดีตามรอยเท้า “พ่อ” กันต่อไป





กำลังโหลดความคิดเห็น...