xs
xsm
sm
md
lg

จาก 'ไอ้อ้วนกระจอก' สู่ 'เชฟร็อคหล่อล่ำ' ภูริ หัสดินทร์ เทรนเนอร์สุขภาพอันดับท็อปของไทย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หากใครที่กำลังคิดว่าชาตินี้ ตัวเองไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ นี่คือเรื่องราวชีวิตจริงไม่อิงนิยายของชายผู้หนึ่ง ซึ่งจะทำให้คุณลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง! "อ้วน" หรือ "ไจแอ้นท์" คือฉายาที่ใครๆ ต่างเรียกขานแทนชื่อเล่นและชื่อจริง ตามขนาดหุ่นบิ๊กไซส์กว่า 135 กิโลกรัมของเขา "เชฟร็อค-ภูริ หัสดินทร์" ชายผู้ผันตัวเองจากลูกเป็ดขี้เหร่ให้กลายมาเป็นหนุ่มล่ำแฮนซั่มแมน...

จากวันนั้นถึงวันนี้ 13 ปีกับการคร่ำวอดในแวดวงสุขภาพ "เชฟร็อค-ภูริ หัสดินทร์" คือเทรนเนอร์สุขภาพอันดับต้นๆ ของบ้านเรา มีลูกศิษย์ลูกหน้าเป็นเทรนเนอร์ชั้นนำ ทั้งนักเพาะกายระดับประเทศและนักกีฬาทีมชาติ เขาคือนักโภชนาการคนแรกๆ ที่ใส่ใจเผยแพร่อย่างจริงจังจนกระทั่งมีผู้ติดตาม--จนมีชื่อเสียง และสร้างแรงบันดาลใจเปลี่ยนชีวิตให้แก่ผู้คนมาแล้วไม่น้อย

และจวบจนวันนี้ วันที่ความสำเร็จไต่ตามประสบการณ์อายุในวันวัย 37 ปี ย่าง 38 ปี จากไขมันกว่า 135 กิโลกรัม เหลือเพียงกล้ามเนื้อรัดรูปเข้าทรงความสูงที่กำยำสมชายชาตรี ทั้งหมดทั้งมวลเขาผ่านพ้น จากจุดที่ต่ำสุด สู่จุดที่สำเร็จได้อย่างไร เราพาไปเปิดใจเชฟหนุ่มที่ฮอตที่สุดคนหนึ่งเมืองไทย...

"มันเริ่มมาจากผมอยากมีแฟน..." อดีต "อ้วน" หรือ "ไอ้อ้วน" ที่ใครๆ ต่างเรียกขาน เผยถึงเหตุผลสั้นๆ ที่ทำให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองจนกลายเป็นหนุ่มหล่อล่ำและหันมาประกอบอาชีพเทรนเนอร์เพื่อหวังให้คนแบบเดียวกับเขา 'หลุดพ้น' คำๆ นั้น

"คือเรามีเงินแล้วไง มีอะไรแล้ว ก็เหลือแต่แฟนที่เรายังไม่มี เราก็อยากมีบ้างเหมือนกับเขา แต่พอเวลาเราเข้าไปทำความรู้จักหรือเข้าไปคุยกับเขา ผู้หญิงเขาก็ไม่คุยด้วย" ชายหนุ่มหวนลำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา อาจเป็นเรื่องง่ายเมื่อเกิดขึ้นกับชายหนุ่มปกติทั่วไป ซึ่งแม้มิมีสตางค์หลักหมื่นก็สามารถเชื่อมต่อความสัมพันธ์ 'ฉัน' และ 'เธอ' ได้...

แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเขา เพราะทั้งๆ ที่หน้าที่การงานเขาก็เป็นถึงระดับเชฟภัตตาคารอาหารโรงแรมใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของเมืองขอนแก่น รายได้หลักเฉียดครึ่งแสนต่อเดือน เขาก็เป็นได้แค่เพียง 'ตัวหลอก' สำหรับสาวๆ

"มันก็มีเข้ามาคุยนะ แต่คนที่ผมชอบ เขาก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น บางทีเขาก็ไม่คุยด้วย คนที่ยอมคุยด้วยก็เพราะเงิน คือเราจะเจอกับเขาทีก็เนื่องในโอกาสที่เขาชวนให้เราพาไปเลี้ยง อย่างพิซซ่า ดูหนัง เราก็โอเค เราอยากสานสัมพันธ์ แต่ปรากฏว่าเพื่อนมากันด้วยเต็มเลย มาเป็นสิบคน สั่งไว้เต็มโต๊ะเลย แถมกินหมดแล้วด้วย เหลือแค่รอเราจ่าย" หัวเราะคำเล็กๆ หลุดจากลำคอของเชฟโรงแรมหลายดาว เหมือนหัวเราะให้แก่เรื่องราวที่ชวนขันขื่นเมื่อครั้งก่อน

"เราโดนแต่อย่างนี้...คือเราจะรู้ว่าเขารู้สึกอายที่มากับเรา รู้สึกอายที่เดินกับเรา เวลาเพื่อนเขาถามว่าเราเป็นแฟนกันหรือ เขาก็จะรีบปฏิเสธ คือกฏเหล็กในระหว่างที่ผมคบกับผู้หญิงในตอนนั้นคือ ห้ามบอกว่าเป็นแฟนกัน ห้ามพูดและห้ามใครรู้ว่าเป็นแฟน ถ้าอย่างนั้นเลิกคบ ห้ามหึงหวง ห้ามขี้ตืด ถ้าไม่จ่ายเลิกคบ ผมก็คบกันอยู่อย่างนั้น ก็รู้ว่าไม่โอเค แต่ผมก็จะไปทำอะไรได้ ผมก็อยากได้คนที่เขาคบผมเพราะว่าผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งเหมือนคนอื่น นึกออกไหม

"ผมก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง เราก็คบกัน ก็ไปไหนมาไหนด้วยกัน เป็นแฟนกันปกติ ไม่ต้องมาแบบคบเพราะว่าผมมีเงินจ่ายให้อะไรอย่างนี้ เราไม่อยากเป็นอย่างนั้น”

"เราก็เลยคิดว่ามันก็คงเป็นเพราะเราอ้วนนี่แหล่ะมั้ง เพราะเราก็ถามเขาอยู่ว่าทำไมอายหรือที่ไปไหนมาไหนกับเรา เขาก็บอกว่าอาย เพราะว่าเราอ้วน" ชายหนุ่มว่าแซมหัวเราะให้วันวานที่โชคชะตาเล่นตลกต่อความรักที่เขาเพรียกหา เพราะเหมือนยิ่งวิ่งไล่ตาม ยิ่งไม่พบเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ยิ่งวิ่งเข้าหายิ่งหลงในเขาวงกต และด้วยทางที่ใจจำยอมในวันเวลานั้นทางออกเดียวของการแก้ปมฝังใจที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากใจรักที่มีต่อการกิน ดูจะมีหนทางเดียวคือการใช้ 'ยาลดน้ำหนัก' หวังให้กลับมาเหมือนคนปกติ
ทว่าท้ายที่สุดมันกลับยิ่งทำให้เขาถลำลึกดำดิ่งลึกลง

"ตอนนั้นเราก็อยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมก็ไปกินยาลดความอ้วน กินได้เดือนสองเดือน ร่างกายมันก็เบลอ ลืมนั่นลืมนี่ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เกือบโดนไล่ออกจากงาน จนต้องหยุดกิน พอหยุดแล้วมันก็โยโย่ขึ้นมาเป็น 135 หนักกว่าเดิมอีกคราวนี้ และตามมาด้วยอาการที่เรียกว่า “หัวใจโต” ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ติดมาจนถึงทุกวันนี้

"คือมันแรงมาก เป็นยากดประสาท ถ้ากินต่อไปอีกก็เป็นบ้าเลย ทีนี้มันเลยไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักแล้ว มันเกี่ยวกับที่เราจะตาย เพราะเริ่มเป็นเบาหวาน เป็นความดัน เรียกได้ว่าโรคชุดมาเป็นคอมโบเลย แล้วหัวใจก็โต" เชฟหนุ่ม พรรณนาความหลังที่ผิดพลาดก่อนที่จะค้นพบทางสว่างของชีวิต

"ผมก็ไปหาหมอ เขาก็แนะนำให้ผมไปออกกำลังกาย คุมอาหาร ผมก็ไปปรึกษากับเทรนเนอร์ที่รู้จักกันในโรงแรมที่ทำงาน เขาก็คิดเงินค่าเทรนค่าอะไรมาแล้วก็มันแพง ผมก็เลยต่อรองกันสุดท้ายเขาก็บอกว่าเอาอย่างนี้ ทำอาหารให้ให้เขาแลกกันแล้วกัน เขาก็เทรน แต่เขาคุมแคลอรี่ไง ที่นี้ก็เป็นศาสตร์ใหม่ของเรา อะไรวะ คุมแคลอรี่คืออะไรวะ แคลอรี่คืออะไรวะ คือทุกอย่างงงหมด

"พอเสร็จ ผมก็ได้วิชาการคำนวณแคลอรี่ มันก็จะได้เปรียบนักโภชนาการ เพราะผมก็เป็นทั้งเชฟทั้งนักโภชนาการ แล้วผมไม่เคยรู้ตรงนี้มาก่อน พอเราไม่รู้มาก่อน มันทำให้จินตนาการเราเปิดกว้างไป เราจะไม่อยู่ในกรอบ ถ้าสมมุติคนที่เรียนโภชนาการ กับเรียนอะไรมาปุ๊บ เขาจะอยู่ในกรอบ มันต้องแค่นี้ ต้องแบบนี้ ผิดจากนี้มันไม่ใช่ ของเรามันไม่ได้เรียนอย่างนี้โดยตรง เราศึกษาจากคนที่สอน ศึกษาหาอ่านจากตำราหลายๆ เล่ม มันก็ทำให้ผมเปิดโลก เปิดกว้างไปอีก ผมก็เลยคิดโฉมของอาหารสุขภาพ จากแบบจืดๆ หน้าเบื่อ ไม่อร่อยมาอร่อย แล้วมันทำได้เกือบทุกเมนู"

เขายอมเจ็บ ยอมเหนื่อย ฝืนอาการเคยชิน โดยที่ไม่ย่อท้อ ศึกษาตำรับตำราเพิ่มเติมในสิ่งใหม่เพื่อปรับปรุงให้เข้ากันกับวิถีตัวเอง มองไอดอลชายรูปงามกล้ามเป็นมัดขณะคร่อมขี่มอเตอร์ไซค์ทุกคืนวัน

และแค่เพียงระยะเวลา 2 ปี ก็กลายเปลี่ยนเป็นคนละคน
ส่วนเรื่อง 'สาวๆ' หรือ...ดูจะเป็นประเด็นรองไปแล้วในห้วงความคิดเวลานี้ นั่นก็เพราะเมื่อจดจ่อกับการปฏิวัติสุขภาพตัวเองแล้ว ความมุ่งมั่นมานะก็เลือนลบจางปมด้อยที่คาในใจให้มลายหายไป และที่สำคัญกว่านั้นคือการค้นพบความคิดตัวเอง

"คือการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมันเปลี่ยนที่ตรงนี้ เปลี่ยนที่ความคิด คุณไม่มีทางที่จะเปลี่ยนรูปร่างได้โดยที่ไม่เปลี่ยนความคิด ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของคุณก่อน ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้ คุณจะทำอะไรไม่ได้เลย" เชฟร็อคเผยความรู้สึกหลังเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

"เพราะต่อให้คุณมีแผนการอะไรทุกอย่างมากมาย เทรนเนอร์นั่งรอ อาหารรอให้คุณกิน แต่คุณยังตัดสินใจไม่ได้ว่าคุณจะเอาหรือไม่เอา แล้วคุณจะไปทางไหน ทุกอย่างก็ยังไม่เกิด ต่อให้คุณไปเล่นทุกวัน เล่นไปอย่างนั้น แต่คุณไม่เปลี่ยนความคิดของคุณ คุณก็ยังสำเร็จตัวนี้ไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันสำเร็จด้วยการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีคิดมันต้องมาก่อน อันอื่นมันจะตามมา ถ้าคุณตัดสินใจได้เมื่อไหร่ นั้นคือการเริ่มวันที่ 1"

"และถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องเริ่มเลย เพราะเอาตามความจริง ชีวิตมันสั้น แต่บางคนอาจจะบอกว่ามันยาวก็ไม่ผิด แต่ท้ายที่สุด ผมถามว่าใครมีอายุยืนยาวมากเท่าที่ตัวเองอยากจะมีได้ เพราะในวันสุดท้ายไม่มีใครอยากตายสักคน ฉะนั้น ชีวิตมันสั้น เรามีน้อยกว่าที่เราต้องการ คุณลองมาคิดดูว่าในช่วงชีวิตหนึ่ง สักครั้ง เราอยากจะมีรูปร่างในอย่างเวอร์ชั่นดีที่สุดของตัวคุณเอง หรือว่าอยากจะตายไปแบบนี้ ถ้าคุณคิดได้แล้วตัดสินใจ วันที่สำเร็จมันแค่รออยู่ตรงนั้นเอง ง่ายๆ"

"มันทำได้ทุกคนจริงๆ" เชฟร็อคทิ้งท้ายฝากถึงคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง "เพราะว่ามุมมองของคนอื่นที่มองตัวเรามันไม่ได้เปลี่ยนอะไร ถึงคนจะมองเราว่าเป็นอย่างไรมันก็ไม่ได้เปลี่ยนตัวเรา มีแต่มุมองของเรากับตัวเราเท่านั้นที่มันจะเปลี่ยนทุกอย่าง"

................................................................................................................................................................................................................................

ถามจริง ตอบตรง
ล้างความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการมีสุขภาพดี

 • ในฐานะที่เราเป็นทั้งเชฟ ทั้งนักโภชนาการอาหาร และโค้ชเทรนเนอร์ มองเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพอย่างไร

คือทุกวันนี้ จะเรียกว่ามันเป็นกระแสก็ได้ แต่ก็นับว่าเป็นกระแสที่ดี เพราะเมื่อก่อนคนเรายังไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพขนาดนี้ แม้ว่าจะมีคนพูดถึง ภาครัฐประชาสัมพันธ์ แต่คือทุกคนรู้หมด แต่ก็ยังไม่ทำ

แล้วสาเหตุที่ทำให้กระแสสุขภาพมันบูมตอนนี้ก็ไม่ใช่เพราะว่าคนใส่ใจสุขภาพจริงๆ แต่ผมว่าเพราะคนป่วยเพิ่มมากขึ้น ทีนี้พอคนป่วยเพิ่มมากขึ้น คนเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นกับเรื่องอย่างนี้ มันก็มีอะไรที่เกี่ยวกับกระแสสุขภาพมากขึ้น คือถ้าให้พูดตรงๆ บ้านเรามันอยู่ที่ตัวคนที่มาทำการตลาดกับตรงนี้ด้วย คือต้องยอมรับ เพราะว่าบ้านเราส่วนใหญ่เรื่องไหนก็แล้วแต่ ถ้าเรื่องนั้นมันจะบูม มันก็ต้องมีธุรกิจหลักๆ ใหญ่ๆ เข้ามาจับ เข้ามาทำ แล้วก็โปรโมท พอโปรโมทไป ตลาดมันก็บูม

ก็ยังดีที่เราตื่นตัวในเรื่องตรงนี้ เพราะว่าอย่างน้อยๆ คนก็หันกลับมาดูแลสุขภาพว่าการดูแลสุขภาพมันต้องเป็นแบบไหนในการเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นแค่แบบบูมกระแสไปกินยาตัวนี้กันเถอะ บูมกระแสนี้ไปเข้าคอร์สลดน้ำหนักกับสถาบันนี้กันเถอะ เสียเงินเป็นแสนอะไรอย่างนี้ คือมุ่งเอาความรู้ให้คนก่อน เพราะทุกวันนี้คนมีความรู้เยอะมาก แล้วก็เข้าถึงความรู้ง่าย แต่ที่ไม่ค่อยจะรู้กันอย่างถูกต้อง อย่างเรื่องที่เห็นกินยานั้นยานี้กันอยู่นั้น มันก็พูดลำบาก หน่วยงานไม่จริงจัง ไม่อย่างนั้น ยาลดน้ำหนักคนกินแล้วตาย ป่วย ทำไมยังเอามาขายกันได้อยู่

 • ทำไมถึงมองว่าคนยังไม่เข้าถึงคำว่า 'สุขภาพที่ดี' อย่างแท้จริง

ก็เพราะทุกคนทำผิดเหมือนกันหมดอย่างหนึ่งก็คือ ไม่เคยไปตรวจสุขภาพเลย ถึงได้รู้ว่าเขายังมองกันที่เปลือก คือคนเขามองว่ารูปร่างดี ผู้ชายหุ่นบึ้ก มีซิกแพ็คแสดงว่าสุขภาพดี จริงๆ มันไม่ใช่ การที่จะสุขภาพดีคือร่างกายคุณทำงานได้สมบูรณ์แบบ ไตคุณทำงานได้ 80-90% ขึ้นไป สมองคุณยังทำงานได้ดี สายตาคุณมองเห็นได้ดี ร่างกายยังเคลื่อนไหวได้ดี ข้อต่อต่างๆ ทำงานได้ดี ระบบเลือดระบบอะไรทำงานได้ดี ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี นั่นคือสุขภาพดี รูปร่างมันก็เป็นผลพลอยได้ตามมา

ทีนี้การดูแลสุขภาพที่ดี คือคุณต้องเช็คอัพร่างกายคุณ ให้มันทำงานได้สมบูรณ์แบบ ให้มันทำงานได้ดีที่สุด ให้มันไม่มีจุดบกพร่อง ให้มันไม่มีอาการบาดเจ็บ อาการป่วย นั่นคือสุขภาพดีแบบเป็นแก่นแท้ของมันจริงๆ ไม่ใช่เปลือก ไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่าง

คือถ้าจะให้แนะนำว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสุขภาพเราดีหรือไม่ดี ผมแนะนำเลยครับว่าให้ตรวจสุขภาพครับ คุณต้องตรวจ คุณต้องเช็คตัวคุณตลอด เพราะไม่มีใครมองเห็นว่าข้างในเราเป็นอย่างไร แล้วเราจะรักษาอย่างไร เราต้องรู้ก่อน ถ้าเราจะดูแลมัน เราต้องรู้ก่อนว่ามันเป็นอะไร ตอนนี้มันเป็นอะไร แต่เรามองตอนนี้เทรนด์สุขภาพมันมา แต่มาก็มาแบบเปลือกๆ มาแบบเปลือกๆ ก็คือ มองแต่หุ่นเป็นหลัก มองรูปร่างเป็นหลัก

 • เหมือนกับว่า ทุกวันนี้ทุกคนให้ความสำคัญกับบอดี้กันอย่างเดียว บางทีไม่เกี่ยวกับสุขภาพดี?

ใช่ เพราะว่าผมเจอคำถามแบบนี้บ่อยมาก คือ "ผมจะออกกำลังกาย ผมจะใช้เวลานานเท่าไหร่ผมจะหุ่นดี แล้วพอผมได้รูปร่าง ผมต้องเล่นไปอีกนานเท่าไหร่ มันถึงจะอยู่ตัว" ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ คุณก็ต้องรักษาความสม่ำเสมอไว้ เพราะผมก็ต้องถามกลับว่าคุณอยากสุขภาพดีไปจนถึงเมื่อไหร่ ถ้าคุณอยากสุขภาพดีจนถึงอายุ 35 ปี คุณก็เล่นจนถึงอายุที่บอกแล้วพอ 36 ปีคุณก็หยุดเลย เดี๋ยวสักพักคุณก็จะแย่ลง แล้วก็ไม่ต้องซีเรียส เพราะคุณอยากได้แค่นี้ไง แต่ถ้าคุณอยากสุขภาพดีตลอดไป คุณก็ต้องทำตลอดแค่นั้นเอง มันเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้วเป็นกิจกรรมที่ต้องทำ

แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่า ตั้งเป้าแค่นี้ ลดแค่นี้ ควบคุมแค่นี้ก็พอ ซึ่งก็ไม่ผิด ก็ขึ้นอยู่กับคุณ แต่คุณก็ต้องคุมตรงนั้นอยู่ดี คือสมมุติคุณไม่ต้องการลดลงไปอีก คุณก็ต้องรักษาไว้ คุณก็ต้องยังกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ยังออกกำลังกายสม่ำเสมอ มันเหมือนรถ คุณซื้อรถไป คุณบอกเอาแบบรุ่นที่มันไม่ต้องซ่อมเปลี่ยนอะไหล่เลยมีไหม ไม่มีหรอกในโลก ทุกอย่างมันมีอายุของมัน มันก็ต้องปรับปรุงดูแล มันก็ต้องเปลี่ยนจุดต่างๆ เหมือนกันกับร่างกาย เพราะกล้ามเนื้อมันเสื่อมลงเรื่อยๆ กระดูกมันเสื่อมลงเรื่อยๆ อวัยวะภายในเสื่อมลงเรื่อยๆ เลือดเสื่อมลงเรื่อยๆ ตามอายุ แต่ทำอย่างไรมันถึงจะไม่เสื่อม มันถึงจะเสื่อมช้า คุณก็ต้องดูแลมัน คุณก็ต้องออกกำลังมัน คุณก็ต้องกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อรักษาดูแลมันให้เสื่อมถ้อยลงช้าที่สุด

 • แล้วจากประสบการณ์ของทั้งด้านเชฟ โภชนาการ หรือเทรนเนอร์ เราจะแนะนำหรือจะบอกกล่าวอย่างไร เพื่อคนดูแลสุขภาพกันอย่างถูกต้อง

จริงๆ แล้ว เรื่องสุขภาพมันเป็นคอมมอนเซนส์ง่ายๆ ก็คือว่าคุณต้องกินอาหารที่ดี ถ้าคุณมีการกินอาหารที่ดี สุขภาพร่างกายคุณก็ดีอยู่แล้ว คุณไม่กินของที่มันแย่ต่อร่างกาย คุณมีการออกกำลังกายที่ดี ร่างกายคุณก็บาลานซ์ คุณมีการพักผ่อนที่ดี ร่างกายคุณก็ซ่อมแซม ฟื้นฟูได้ดี

คือแค่ 3 ตัวนี้พอแล้ว ไม่ต้องไปหาอภิมหาอาหารเสริมแบบมหากาฬผยองเดช ไม่ได้เรื่องอะไรหรอก เพราะคำว่า 'อาหารเสริม' พูดเลยว่า มันไม่ได้เป็นยาวิเศษ และมันก็ไม่เคยเป็นยาวิเศษด้วย คือมันเป็นได้แค่เสริมอาหารในกรณีที่คุณกินอาหารหลักๆ ไม่ครบ ดังนั้น ถ้าคุณกินครบ คุณจะเสริมเพื่ออะไร

เปรียบให้เห็นภาพ มันก็เหมือนเก้าอีกเสริมอย่างเก้าอี้เสริมในโรงหนัง มันจะใช้เก้าอี้เสริมก็ต่อเมื่อที่นั่งเต็ม ถามว่ามันเป็นสิ่งพิเศษไหม คือมันห่วยกว่าเก้าอี้จริงๆ ซะอีก นั่นแหล่ะคืออาหารเสริม มันเป็นอย่างนั้น ถ้าโรงหนังไม่ได้เต็ม โล่งๆ จะเอามาตั้งทำเผือกอะไร มันก็ไม่มีคนนั่ง เกินความจำเป็น

แต่ที่คนเดี๋ยวนี้กลับมองว่ามันวิเศษ เพราะบางทีเขาโฆษณากันเกินจริง คืออย่างไรก็ต้องเห็นผลใน 7 วันนี้แหละ ไม่วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ ก็วันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์แน่นอน มันจะเห็นผลในวันเหล่านี้แหละ แต่มันไม่ได้บอกว่าวันไหน สักวันหนึ่งจะเห็นผลใน 7 วัน โฆษณาเนี่ยทำได้เกินจริง เพราะด้วยเงื่อนไขการตลาด มันเลยถูกควบคุมด้วยตลาดด้วยสปอนเซอร์ ทีนี้มันก็เพี้ยนไปหมด ก็กลายเป็นว่าต้องมีบิดข้อมูลให้มันเข้ากับสปอนเซอร์ อาหารเสริมมันก็เลยวิเศษ

 • คิดว่าเมื่อไหร่ที่ทุกคนจะรู้ถึงหลักการสุขภาพดีที่แท้จริง

เราต้องบอกให้เขาเข้าให้ตรงจุด อย่างเวลาที่ผมไปเป็นวิทยากร ผมก็ยังจะถามประโยคกระตุ้น "ใครบ้างตอนนี้มีเงินเดือนแค่เดือนชนเดือน แล้วใครเป็นมาแบบนี้เป็นมากว่า 1 ปีแล้ว" ให้เขายกมือ หลังจากนั้นผมก็บอกว่าผมมีวิธีที่ทำให้คุณมีเงินเยอะมาก อาจจะมากถึง 1พันล้านบาท ใครอยากได้บ้าง แต่คุณต้องเอาสเต็มเซลล์ตัวคุณทั้งหมดแล้วก็อวัยวะภายในบางส่วนเอาไปแลกกับเศรษฐีคนหนึ่งที่กำลังป่วยใกล้จะตาย แล้วเขายินดีจะให้เงินคุณเป็นการตอบแทน ถ้าคุณถ่ายทุกอย่างให้เขา รับเซลล์มะเร็งเขาไปแทน ใครจะเอาบ้าง ไม่มีใครยกมือเลยสักคนเดียว

ผมก็เลยถามว่า ถ้าชีวิตของคุณ สุขภาพของคุณ มันมีค่ามากกว่าเงิน 1พันล้านอีก พันล้านคุณยังไม่แลก แล้วทำไมทุกวันนี้ดูแลมันห่วยๆ วันนี้ทำไมคุณทุ่มทุนจังเลย ลงทุนกันจังกับของปัญญาอ่อนที่คุณไม่มีคุณก็ไม่ป่วย คุณไม่มีคุณก็ไม่ตาย อย่างโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด แต่กับสุขภาพตัวเองเนี่ย ทำไมขี้เหนียว ทั้งๆ ที่คุณสุขภาพไม่ดี คุณก็จะป่วย ถ้าคุณป่วยคุณก็จะตาย แล้วถามว่าทำไมคุณถึงดูแลสิ่งที่ดีที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทำไมคุณดูแลมันไม่สมกับที่มันสำคัญที่สุด ทำไมไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่มันไม่ได้สำคัญกับชีวิตคุณเลย ผมก็เลยบอกว่า ถ้ารู้แล้วก็หันมาดูแลสุขภาพตัวเองซะตั้งแต่วันนี้

คือทุกวันนี้ คนก็พูดกัน ไม่ใช่ไม่พูด ไม่ใช่เพียงผมพูด รัฐบาลก็รณรงค์หลายปีแล้ว พูดกันป่าวๆ ทุกคนมาออกกำลังกายกันเถอะ แต่ทุกคนก็ผ่านไป ผ่านไปเพราะคนเราจะฟังได้ก็ต่อเมื่อเขาต้องรู้ ต้องตื่นตระหนก รับรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ต้องรอจนกว่าจะมีสักคนมาพูดว่า เออ เดี๋ยวมึงก็ตายหรอก มึงไม่ทำอย่างนี้ มึงรู้ไหมว่าอันนี้สำคัญที่สุดในชีวิตมึงแล้ว เพราะมันเหมือนกับว่าแค่บอกเขา เขาไม่หันกลับมามองหรือสนใจ การที่จะทำให้คนเขามาสนใจได้จริงๆ ผมว่า มันต้องเรียกความสนใจเขาได้ ให้ขารู้สึกว่า เออ มันเป็นอย่างนี้นะ






เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : พงษ์ฤทธิ์ฑา ขวัญเนตร

กำลังโหลดความคิดเห็น...