คลิกที่ไอคอน Multimedia ด้านบนเพื่อรับชมและฟัง ในรูปแบบ Photo Slide Show
1."หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ"ละสังขารสิริอายุรวม 96 ปี-"ในหลวง"ทรงรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
09.09 น.10ต.ค.ผ่านมาพระพรหมมังคลาจารย์หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี ได้มรณภาพลงที่โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุรวมได้ 96 ปี โดย ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล แถลงข่าวถึงสาเหตุการมรณภาพว่า มาจากอาการปอดอักเสบและไตวายเฉียบพลัน ด้านพระพิมลสรกิจ เลขานุการ เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่10 ต.ค.ผ่านมาหลวงพ่อปัญญาฯ ยังมีอาการปกติ แต่คล้ายคนง่วงนอนเท่านั้น โดยพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช การมรณภาพของหลวงพ่อครั้งนี้ เป็นการจากไปแบบปุบปับไม่ทันตั้งตัว ส่วนงานที่จะต้องสานต่อ คือการก่อสร้างอุโบสถกลางน้ำ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นพุทธานุสรณ์ให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกถึง รวมทั้งใช้เป็นสถานที่ในการปฏิบัติกิจของคณะสงฆ์ร่วมกันเป็นหมู่คณะใช้ศึกษาเล่าเรียนและให้บริการวิชาการแก่สังคม ตลอดจนเป็นการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าสืบไป ซึ่งขณะนี้อุโบสถหลังดังกล่าวอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ที่ผ่านมาหลวงพ่อปัญญาฯ มักพูดเสมอว่า ตั้งปณิธานหากก่อสร้างอุโบสถกลางน้ำไม่แล้วเสร็จจะไม่ยอมละสังขารเด็ดขาด สำหรับสังขารของหลวงพ่อฯล่าสุดได้มีเคลื่อนย้าย ไว้ยังศาลาขจรประศาสน์ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ศพหลวงพ่อปัญญา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 7 วัน , 50 วัน , 100 วัน ทรงพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 7 คืนและทรงพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ ไปเมื่อ 12 ต.ค.พร้อมทั้งพระราชทานโกศ 8 เหลี่ยมแด่หลวงพ่อปัญญาพร้อมพวงมาลาวางหน้าโกศจากพระบรมวงศานุวงศ์รวม 12 พวง ด้านพุทธศาสนิกชนเดินทางไปร่วมสรงน้ำเป็นจำนวนมากตามกลางบรรยากาศโศกเศร้า โดยวัดชลประทานฯ ก็เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม100 วัน ด้านนางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่าถือเป็นการสูญเสียพระผู้ใหญ่ในวงการพระสงฆ์ ซึ่งเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้จะอายุมาก แต่โดยสติปัญญายังให้หลักธรรมได้ตลอดเวลาและคำสอนยังเป็นหลักดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ขณะที่นายวิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะกรรมการบริหารขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) กล่าวถึงการจะเสนอชื่อหลวงพ่อปัญญาฯให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกว่า การจะเสนอชื่อหลวงพ่อปัญญาฯ เป็นบุคคลดีเด่นของโลกต่อองค์การยูเนสโกนั้น ผู้ที่จะถูกนำเสนอได้จะต้องมีอายุครบ 100 ปี หรือ หากเสียชีวิตไปแล้วจะต้องรอให้ครบรอบวันเกิดของบุคคลคนนั้นให้ครบ 100 ปี และต้องทำเรื่องเสนอต่อยูเนสโกล่วงหน้า 2 ปี ก่อนที่ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อจะมีอายุครบ 100 ปี ดังนั้น หากจะเสนอชื่อหลวงพ่อปัญญาฯจะต้องเสนอชื่อในปี 2552 เพราะหลวงพ่อปัญญาฯ จะมีอายุครบ 100 ปี ในปี 2554 อย่างไรก็ตามคงต้องศึกษาประวัติของหลวงพ่อปัญญาฯว่า มีผลงานดีเด่นในด้านใดบ้าง เข้าหลักเกณฑ์ของยูเนสโกหรือไม่ เพราะหลักเกณฑ์ไม่ได้ระบุถึงคุณประโยชน์ที่ทำต่อประเทศไทยอย่างเดียว แต่ต้องมีผลต่อประชาคมโลกด้วย และคงจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหน้าที่จะต้องตัดสินใจ เพราะหากเสนอไปในช่วงเวลานี้ก็ไม่ได้รับการพิจารณา เพราะยังถือว่าไม่เข้าเกณฑ์
ประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ “หลวงพ่อปัญญา” 12 ต.ค.นี้
ศิริราชสรุป “หลวงพ่อปัญญา” มรณภาพด้วยอาการปอดอักเสบและไตวายเฉียบพลัน
ประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ “หลวงพ่อปัญญา” 12 ต.ค.นี้
“หลวงพ่อปัญญา” มรณภาพแล้ว
2.“สนช.”ซักฟอกจริยธรรม รบ. ด้าน”สุรยุทธ์”พร้อมคายที่เขายายเที่ยง แต่ไม่ลาออก!
เมื่อเย็นวันที่ 10 ต.ค.สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้มีการเปิดอภิปรายปัญหาคุณธรรมและจริยธรรมการบริหารงานของรัฐบาลตามที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมแก่นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชน สนช. และคณะ เป็นผู้ยื่นญัตติ โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ,พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายคนเข้ารับฟังการอภิปราย ทั้งนี้ สนช.ที่อภิปรายเป็นคนแรกคือ นายคำนูณ สิทธิสมาน โดยได้ยกเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากประเทศยูเครน มูลค่า 3,800 ล้านขึ้นมาอภิปราย โดยชี้ให้เห็นว่า ครม.ได้มีมติ(25 ก.ย.50) เห็นชอบการจัดซื้อดังกล่าวตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ทั้งที่มีความไม่เหมาะสม 2 ประการ 1.ตัวแทนของประเทศยูเครน คือ บ.เอ็นจีวีเอ็นเตอร์ไพรส์ ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตั้งแต่ต้น กลับเข้าสู่กระบวนการได้ แถมได้รับคัดเลือก ซึ่งจุดนี้ สตง.ได้สรุปความเห็นเมื่อวันที่ 3 ต.ค.แล้วว่า การยอมให้บริษัทดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก นอกจากเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในประกาศแล้ว ยังอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทดังกล่าวได้เปรียบบริษัทอื่นๆ ด้วยเพราะทำให้ทราบข้อมูลของบริษัทคู่แข่ง ส่วนความไม่เหมาะสมจุดที่ 2 ที่นายคำนูณชี้ให้เห็น ก็คือ รถหุ้มเกราะยูเครนไม่ใช่รถที่ผลิตขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการพัฒนามาจากรถหุ้มเกราะล้อยางของประเทศรัสเซีย(รุ่น BTR70) ซึ่งได้ยุติการจำหน่ายไปหลายปีแล้ว ดังนั้นการนำรุ่นดังกล่าวมาปรับปรุงเป็นรุ่น BTR3E1 ที่ไทยจะซื้อ นอกจากจะเป็นรถที่มีต้นทุนสูงกว่ารถที่ผลิตขึ้นมาใหม่แล้ว ยังอาจไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน เพราะมีรายงานว่าจะมีการนำรถเหล่านี้ไปใช้งานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย แต่ปัญหาคือ รถหุ้มเกราะรุ่นนี้ไม่สามารถทนตะปูเรือใบได้ ดังนั้น นายคำนูณ แนะว่า น่าจะมีการทบทวนมติ ครม.ที่ให้ซื้อรถหุ้มเกราะรุ่นดังกล่าวจากยูเครน ทั้งนี้ นอกจากการอภิปรายเรื่องการจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากยูเครนแล้ว ไฮไลต์อยู่ที่การอภิปรายของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่ยกเรื่องบ้านของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่เขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา ขึ้นมา โดยมีภาพถ่ายและแผนที่จากกรมแผนที่ทหารบกยืนยันว่า บ้านดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ทั้งนี้ น.ต.ประสงค์ ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนฯ ผู้ใดบุกรุกหรือครอบครองจะมีความผิดโทษถึงจำคุก และที่ผ่านมาชาวบ้านก็ติดคุกมาแล้ว ดังนั้นในฐานะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกฯ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งด้านคุณธรรมและจริยธรรม ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ยอมลุกขึ้นชี้แจงเอง แต่ให้นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงแทน โดย พล.อ.สุรยุทธ์ ให้เหตุผลที่ไม่ชี้แจงเองว่า เพราะเคยชี้แจงเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นปี 2550 แล้ว ส่วนกรณีที่ให้นายธีรภัทร์ ชี้แจงแทนนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ อ้างว่า เพราะรัฐบาลได้มอบหมายให้นายธีรภัทร์ รับผิดชอบเรื่องคุณธรรมจริยธรรมอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่า กรณีที่ดินเขายายเที่ยงมีความผิด พร้อมจะคืนที่ดินให้รัฐหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ ตอบว่า หากผิด ก็ต้องทำอย่างนั้น ยังยืนยันคำพูดเดิมที่พูดมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะถอดใจลาออกจากตำแหน่งหรือไม่หลังถูกอภิปรายครั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ย้อนถามว่า “ผมต้องตอบทั้ง 3 มื้อไหม คงไม่ตอบทุกวันและทั้ง 3 มื้อนะ” และว่า “มาถึงตรงนี้แล้ว คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองของเราไปสู่การเลือกตั้ง” ด้าน น.ต.ประสงค์ พูดถึงกรณีที่พล.อ.สุรยุทธ์ ให้นายธีรภัทร์ ชี้แจงแทนว่า น่าเสียดายที่นายกฯ ไม่ชี้แจงด้วยตนเอง เพราะนายธีรภัทร์ ตอบไม่ตรงประเด็น เช่น การอ้างว่าเขายายเที่ยงมีคนอยู่ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะที่ดินนั้นเป็นการบุกรุกและคนอื่นออกมากันหมดแล้ว และที่อยู่ก็อยู่ข้างล่าง ไม่ได้อยู่ที่เดียวกับนายกฯ ทั้งนี้ ผลจากซักฟอกจริยธรรมรัฐบาล ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากผู้เกี่ยวข้องตามมา เช่น นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบสิทธิของผู้ที่ครอบครองพื้นที่บริเวณเขายายเที่ยง รวมถึงบ้านพักของนายกฯ ด้วย ส่วนกรณีการจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากประเทศยูเครนที่นายคำนูณ ยกขึ้นมาอภิปรายให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลนั้น ได้ส่งผลให้ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม สั่งระงับการลงนามซื้อขายไว้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน
กระทรวงทรัพย์งัวเงียสอบ “เขายายเที่ยง” แต่ไม่รู้เสร็จเมื่อไหร่
“สุรยุทธ์” พร้อมคายที่เขายายเที่ยง แต่ไม่ทิ้งเก้าอี้นายกฯ
“ประสงค์” ชี้ “สุรยุทธ์” อ้างมติ ครม.ฮุบที่ดินฟังไม่ขึ้น เข้าข่ายละเว้นฯ
“สุรยุทธ์” อ้างไม่รู้ “เขายายเที่ยง” มีปัญหา-พร้อมส่งคืนหากพบผิด
3.“สนธิ”เฉ่ง “สุรยุทธ์”โจรอมของกลาง-แฉ“สมเจตน์”รับงานทำลาย “บรรณวิทย์”
รายการยามเฝ้าแผ่นดินดำเนินรายการโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล 12 ต.ค.ผ่านมา นายสนธิ ได้ย้อนคำพูดของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีกรณี ที่เคยพูดว่า หากพิสูจน์ว่าการครอบครองที่ดินบนเขายายเที่ยงไม่ถูกต้องก็จะลาออก แต่ล่าสุดกลับพูดว่าถ้าพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้องก็จะคืนให้ แต่ไม่ลาออก พร้อมระบุว่า ถ้าไปรุกป่าสงวนฯ แล้วไปทำงานเพื่อชาติ ไปทำเรื่องที่ใหญ่กว่า อย่างนี้เขาเรียกว่าโจรกลับใจ แต่ขณะเดียวกันถ้าไม่ทำอะไร ยังเกียร์ว่างอยู่อย่างนี้ เขาเรียกว่าโจรอมของกลาง นายสนธิ ยังบอกว่ารู้สึกตลกที่ตอนนั้นตนเองเป็นคนที่ออกมาปกป้อง พล.อ.สุรยุทธ์ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และคนของพ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาปกป้อง พล.อ.สุรยุทธ์ นายสนธิ ยังตั้งข้อสังเกตกรณี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม และ ผอ.สำนักงานเลขาธิการ คมช. ใช้ฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ลุกขึ้นมาอภิปราย พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เรื่องการบริหารองค์การแบตเตอรี ทั้งที่ในเวลานั้นสภากำลังอภิปรายเรื่องจริยธรรมของ พล.อ.สุรยุทธ์ โดยในทางที่ถูกต้องหาก พล.อ.สมเจตน์ ต้องการจะปกป้อง พล.อ.สุรยุทธ์ และรัฐบาลก็สามารถทำได้ แต่นี่กลับไปอภิปราย พล.ร.อ.บรรณวิทย์ พร้อมกันนี้ นายสนธิ ยังได้ตั้งข้อสังเกตในช่วงเวลาที่ พล.อ.สมเจตน์ อภิปรายในสภาเป็นช่วงเวลาใกล้เที่ยงคืน แต่กลับมีหนังสือพิมพ์เพียงฉบับเดียวคือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ พาดหัวข่าวว่า “เชือดบรรณวิทย์คาสภา” ซึ่งจากประสบการณ์การทำหนังสือพิมพ์มานานในช่วงเวลาแบบนี้จะลงข่าวได้ทันเป็นไปไม่ได้ เพราะเปรียบเทียบในหลายฉบับอื่นๆไม่มีใครลงข่าวนี้ได้ทัน นอกจากโพสต์ทูเดย์เพียงฉบับเดียวที่รับงานมาโจมตี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ก็เป็นของกลุ่มจิราธิวัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้าของห้างเซ็นทรัล ที่มีพล.อ.วินัย ภัททิยกุล และ พล.อ.สมเจตน์ สนับสนุน ซึ่งมีสาเหตุมาจากถูก พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เปิดโปง ขัดขวางการเช่าที่ดินของการรถไฟของห้างเซ็นทรัล นอกจากนี้ นายสนธิ ยังได้ตำหนิ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เลือกปฏิบัติ โดยอ้างว่าสาเหตุที่ต้องย้าย พล.ร.อ.บรรณวิทย์ พ้นรองปลัดกลาโหม เพราะไปวิจารณ์ผู้บังคับบัญชา แต่กรณี พล.อ.สมเจตน์ ไปวิจารณ์ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ที่ถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาเหมือนกันเมื่อเทียบตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม กลับไม่สั่งย้าย พล.อ.สมเจตน์ นอกจากนี้ พล.อ.บุญรอด ยังรับลูกที่จะเร่งสอบสวน พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กรณีบริหารองค์การแบตเตอรี่ โดยอ้างว่าได้รับรายงานจาก สตง. แต่กรณีการซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางยูเครนที่ สตง.ท้วงติงเช่นกัน พล.อ.บุญรอดกลับไม่ตั้งกรรมการสอบสวน ในช่วงท้ายนายกสนธิ ได้ประกาศเลิกเป็นเครื่องมือใครปล่อยให้ระบอบทักษิณกับพวกกลุ่มพล.อ.สุรยุทธ์ แย่งชิงกันเองให้ฆ่าฟันกันเอาเอง ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่การถอยเพื่อการยอมแพ้ แต่เป็นการถอยเพื่อรุก ต้องปล่อยวางบ้าง จะโกงกินอย่างไรก็ปล่อยไป ที่ผ่านมาเราต่อสู้มาทุกอย่างไม่ได้อะไร โดนดูถูกเหยียดหยามทุกอย่าง ดังนั้นจากนี้ไปจนถึงปี 2552 จะเป็นช่วงการรวมตัวของบุคคลที่อยู่ในแนวความคิดเดียวกัน ต้องให้การศึกษา และจุดยืนที่มั่นคง เรามาดูแลกันเพื่อบ้านเพื่อเมืองดีกว่า โดยเฉพาะรายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะคงอยู่เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชนต่อไป
ยามเฝ้าแผ่นดิน:"สนธิ"อัด“เซ็นทรัล”ทำกองทัพร้าว สื่อรับลูกล้มบรรณวิทย์ "บุญรอด"เลือกปฏิบัติ
“สนธิ” เฉ่ง “สุรยุทธ์” โจรอมของกลาง - อัด “บุญรอด” สองมาตรฐาน
4.“สนช.”ข้างมากไฟเขียวฟื้นหวยบนดิน/”คำนูณ”ชี้ ร่าง กม.หมกเม็ดเซ็นเช็คเปล่าให้บอร์ดกองสลาก
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้พิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อฟื้นเรื่องหวยบนดินขึ้นมาอีกครั้ง หลังรัฐบาลนี้ได้สั่งระงับการขายหวยบนดินชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าจะผิดกฎหมาย เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่า มติ ครม.สมัยรัฐบาลทักษิณ ที่ให้ดำเนินโครงการหวยบนดินเป็นมติที่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีการแบ่งกำไรจากการจำหน่ายหวยบนดินส่งเข้าคลัง จึงเข้าลักษณะสลากกินรวบ ไม่ใช่สลากกินแบ่ง จึงขัดกับ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ทั้งนี้ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิก สนช. ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายเพื่อฟื้นหวยบนดินขึ้นมาอีกครั้ง บอกเหตุผลว่า เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำเงินที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งมีมูลค่า 4 แสนล้านบาทต่อปี กลับขึ้นมาอยู่บนดิน พร้อมชี้ว่า ที่บางคนกังวลว่า หากผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการนิรโทษกรรมให้รัฐบาลทักษิณนั้น ไม่ต้องกังวลมาก เพราะมี คตส.ดูแลอยู่แล้ว นายสังศิต ยังยืนยันด้วยว่า ไม่ต้องกังวลว่าการมีหวยบนดินจะเป็นการสนับสนุนให้มีคนเล่นหวยรายใหม่มากขึ้น เนื่องจากในร่างกฎหมายจะไม่อนุญาตให้นักเรียนนักศึกษาที่อายุน้อยกว่า 18 ปีซื้อหวย พร้อมกำหนดสถานที่จำหน่ายไม่ให้ใกล้สถานศึกษาและศาสนสถานด้วย ด้านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช.อภิปรายยืนยันว่า จะไม่รับร่างกฎหมายนี้แน่นอน เพราะหน้าที่ของ สนช.คือปกป้องสังคมและคัดกรองสิ่งไม่ดีออกไปให้มากที่สุด ดังนั้นเรื่องหวยซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรม จะต้องไม่นำเข้ามาให้เป็นปัญหาเพิ่มขึ้นในสังคม ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สมาชิก สนช. ก็อภิปรายยืนยันคัดค้านร่างกฎหมายฟื้นหวยบนดินเช่นกัน โดยบอกในฐานะสมาชิก สนช.ไม่ควรซ้ำเติมสังคม พร้อมตั้งคำถามว่า เรื่องหวยบนดินเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่จะต้องคุยกันในรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือ ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหน้า ด้านคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สนช.อภิปรายว่า แม้ขณะนี้การออกหวยบนดินจะสามารถทำได้แล้ว เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษได้วินิจฉัยแล้วว่า สามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลนี้ด้วยว่า จะมีคุณธรรมจริยธรรมแค่ไหน พร้อมชี้ว่า ร่างแก้ไขกฎหมายสำนักงานสลากฯ ที่เสนอโดยสมาชิก สนช.ครั้งนี้ จะเหมือนกับการเซ็นเช็คเปล่าให้คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะในร่างกฎหมายนี้แม้จะกำหนดให้มีส่งเงินเข้ารัฐ แต่กลับไม่มีการกำหนดจำนวนเงินที่ชัดเจน ทั้งที่ควรเป็นระบบเดียวสลากกินแบ่งฯ คือ 60-28-12 คือ ค่ารางวัลร้อยละ 60 ส่งเข้ารัฐร้อยละ 28 และค่าบริหารจัดการร้อยละ 12 ทั้งนี้ หลังมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ในที่สุดที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการวาระแรกของร่างแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อฟื้นหวยบนดินครั้งนี้ ด้วยคะแนน 114 : 36
สนช.ไฟเขียวหวยบนดิน “คำนูณ” ชี้หมกเม็ดเซ็นเช็กเปล่าให้คลัง
“สังศิต” อ้างชาวบ้านมีความสุขหนุนหวยบนดิน “จำลอง” นำต้าน
5.“คตส.”เตรียมแจ้งจับ”พิณทองทา”ฐานขัดหมายเรียก หลังเจ้าตัวเข้าพบ แต่ไม่ยอมชี้แจง!
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ต่อคณะอนุกรรมการของ คตส.ที่มีนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ เป็นประธาน โดย น.ส.พิณทองทาเดินทางมาพร้อมกับอาเขย คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลังจากขอเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม น.ส.พิณทองทาเข้าพบอนุฯ คตส.ไม่ถึงชั่วโมงก็เดินทางกลับ โดยไม่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด โดยมีรายงานว่า น.ส.พิณทองทา ได้ชี้แจงอนุฯ คตส.ตามเอกสารที่ตนนำมาไม่ถึง 10 นาทีโดยมีผู้ติดตามเฝ้าดูการชี้แจงด้วย แม้อนุฯ คตส.จะขอให้ผู้ติดตามออกจากห้อง ก็ไม่เป็นผล และ น.ส.พิณทองทา ขอเข้าห้องน้ำหลายครั้ง และทุกครั้งที่จะเข้าห้องน้ำ ผู้ติดตามก็จะรีบห้อมล้อมเพื่อปรึกษาหารือ กระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อออกจากห้องน้ำ น.ส.พิณทองทา ได้ขอตัวกลับทันที สร้างความประหลาดใจให้อนุฯ คตส.อย่างมาก ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า ทีมทนายความของ น.ส.พิณทองทา ได้นำเอกสารคำชี้แจงมามอบให้อนุฯ คตส.แล้ว โดยเป็นเอกสารชุดเดียวกับที่ น.ส.พิณทองทา ชี้แจงต่ออนุฯ คตส.อีกครั้ง ซึ่งเป็นการปฏิเสธการชี้แจงหรือการให้ถ้อยคำต่ออนุฯคตส.โดยอ้างเหตุผล 3 ประการ 1.อ้างศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โดยบอกว่า คตส.ตั้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีอาญาต่อบุพการีและญาติพี่น้องของตน ดังนั้นจึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปที่จะไม่กระทำในสิ่งที่เกิดผลร้ายแก่บุพการีตัวเอง ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม 2.น.ส.พิณทองทา ชี้ว่าคตส.ได้สั่งอายัดทรัพย์สินของตนไว้แล้ว ตนจึงมีฐานะเสมือนผู้ต้องหาในคดีอาญาที่มีสิทธิจะไม่ให้การใดใดอันเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองหรืออาจทำให้ตนเองได้รับโทษและมีสิทธิไม่ให้ถ้อยคำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อบุพการีเช่นกัน และ 3.น.ส.พิณทองทา อ้างว่าการดำเนินการของ คตส.ขัดต่อ รธน.ปี 2550 เพราะ คตส.ตั้งตามประกาศของ คปค.ฉบับที่ 30 และประกาศดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไปเมื่อปี รธน.50 ด้านนายสัก กอแสงเรือง กรรมการและโฆษก คตส.บอก อนุฯ คตส.คดีซื้อขายหุ้นชินคอร์ป จะเสนอที่ประชุม คตส.ชุดใหญ่วันที่ 15 ต.ค.นี้ ให้แจ้งความดำเนินคดี น.ส.พิณทองทา ฐานขัดหมายเรียก เช่นเดียวกับที่ คตส.ได้ดำเนินการไปแล้วกับคุณหญิงพจมาน ,นายพานทองแท้ ,นางบุษบา ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน ซึ่งแม้ น.ส.พิณทองทา จะเดินทางเข้าพบอนุฯ คตส.ตามหมายเรียกก็จริงแต่ไม่ถือว่าเป็นการเข้าให้ถ้อยคำ เพราะเป็นการพบเพื่อยื่นหนังสือปฏิเสธการให้ถ้อยคำ ทั้งที่ได้ขอเลื่อนมาแล้ว 4 ครั้ง นายสัก ยังยืนยันด้วยว่า การทำงานของ คตส.ไม่ขัด รธน. เพราะ รธน.ทั้งฉบับชั่วคราวปี’49 และ รธน.ปี’50 มาตรา 309 ให้อำนาจ คตส.เรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำได้ ส่วนกรณีที่ น.ส.พิณทองทา ยกเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมาอ้าง พร้อมยืนยันจะไม่ให้การที่ส่งผลร้ายต่อบุพการีนั้น นายสัก ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการคิดและสรุปเอง หรือกลัวว่าถ้าต้องพูดความจริงแล้ว จะส่งผลร้ายต่อบุพการีกันแน่ และว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องกลัวการให้ข้อมูลด้วย โฆษก คตส.ยังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมา คตส.ให้โอกาส น.ส.พิณทองทา มาตลอด เพราะต้องให้โอกาสและความเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้อง แต่เมื่อ น.ส.พิณทองทาสละโอกาสตรงนี้ทิ้งไป ก็ถือว่าจบกัน ดังนั้นหากผลสรุปการตรวจสอบออกมาอย่างไร จะมาโทษกันไม่ได้ เพราะได้ให้โอกาสแล้ว ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ขู่ หาก คตส.แจ้งความดำเนินคดี น.ส.พิณทองทา ทีมกฎหมายจะแจ้งความ คตส.กลับทันที
คตส.เชือดซ้ำ “เอม” ขัดหมายเรียกหุ้นชินฯ นัดลงมติ 15 ต.ค.นี้
ชี้ “ลูกสาวแม้ว” ยกคุณธรรมปัดแจงซุกหุ้น เกมบิดเบือน-ปิดบังสังคม
6.โศกนาฏกรรม”วันทูโก”ยังสรุปสาเหตุไม่ลง แต่ส่อแววไม่ใช่แค่”วินเชียร์”!
เมื่อวันที่ 12 ต.ค.นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุอากาศยานในราชอาณาจักร เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบสาเหตุเครื่องบินสายการบินวันทูโกลื่นไถลออกนอกรันเวย์ที่สนามบินภูเก็ตเมื่อวันที่ 16 ก.ย.จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากว่า ผลสรุปกล่องดำและเทปบันทึกเสียงนักบินที่ส่งไปตรวจสอบที่สหรัฐฯ และนำมาประมวลรวมกับพยานแวดล้อมต่างๆ ได้ผลสรุปว่า สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากสภาพอากาศเลวร้ายหรือลมกระโชกแรง ที่เรียกว่าปรากฏการณ์”วินเชียร์” ที่พาดกระทบตัวเครื่องระหว่างนำเครื่องลง ทำให้กัปตันตัดสินใจนำเครื่องเชิดหัวขึ้นอีกครั้ง แต่เครื่องเกิดเสียการทรงตัวลื่นไถลไปชนแนวดินจนเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตามนั่นคือการเปิดเผยของนายชัยสวัสดิ์ในช่วงเช้า แต่เมื่อนายชัยสวัสดิ์ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุอากาศยานในราชอาณาจักรในช่วงบ่าย ได้มีการสรุปเรื่องนี้อีกครั้ง โดยนายชัยสวัสดิ์ บอกว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุดังกล่าว แต่ยอมรับว่า ลมกระโชกแรงหรือวินเชียร์คงเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด นายชัยสวัสดิ์ ชี้แจงด้วยว่า เหตุที่คณะกรรมการยังสรุปไม่ได้ เพราะยังมีข้อสงสัยและมีข้อมูลบางอย่างขัดแย้งกัน ทำให้ต้องส่งข้อมูลไปให้คณะกรรมการด้านความปลอดภัยการขนส่งทางอากาศนานาชาติ(เอ็นทีเอสบี)ที่สหรัฐฯ ช่วยวินิจฉัยอีกครั้ง ขณะที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินโบอิ้งที่เป็นผู้ผลิตเครื่องบินลำที่เกิดอุบัติเหตุก็จะเข้ามาตรวจสอบด้วยอีกทาง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จึงจะรู้ผล
ชี้ผลสอบ “วินเชียร์” ต้นเหตุโศกนาฏกรรม “วันทูโก”
7.“ฉลองภพ”ถอยขอถอน พ.ร.บ.เงินตราออกจาก สนช.-“สนธิแฉ มาตรา 23เปิดทางฝรั่งล้วงตับ
ข่าวคราวเรื่องพ.ร.บ.เงินตรา เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังจากที่เข้าหารือกับพล.อ.สุรยุทธุ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีร่วมกับนายสมหมาย ภาษี รมช.คลัง ว่ามีความคิดเห็นตรงกันว่ารัฐบาลถอนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินตรา (ฉบับที่ ... ) พ.ศ. ...ที่ได้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ออกไปก่อนเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยสาเหตุของการขอถอนร่าง พ.ร.บ.เงินตราออกมานั้น เกิดจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเขาได้เดินทางไปกล่าวในงานสัมมนาที่สาธารณรัฐเกาหลีมีความสับสนเกิดขึ้น ซึ่งบางเรื่องถือเป็นประเด็นที่ล่อแหลมและอาจนำไปใช้ในทางการเมืองได้ อีกทั้งรัฐบาลเองได้น้อมรับการบิณฑบาตของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (พระธรรมวิสุทธิมงคล) ที่ให้ตัดมาตรา 16 ออกจากร่าง พ.ร.บ.เงินตรา พร้อมระบุว่า จากการหารือกับ ธปท.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้สอบถามนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท.ว่าหากตัดมาตรา 16 ออกจากร่าง พ.ร.บ.เงินตราจะเกิดปัญหาหรือไม่ และนางธาริษา ก็ยืนยันชัดเจนว่าในทางปฏิบัติหากตัดมาตราที่ 16 ออกไปก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเพราะปัจจุบัน ธปท.ก็สามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้อยู่แล้ว ทั้งนี้สิ่งที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนก่อนที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสนช.คือในมาตรา 16 จะตัดทิ้งเลยหรือแก้ไขอย่างไรบ้างจะให้อำนาจธปท.ในการบริหารจัดการกับทุนสำรองระหว่างประเทศมากน้อยเพียงใด เพราะยังมีบางคนบางกลุ่มในธปท.ไม่น่าไว้วางใจเพราะในอดีตเคยมีประวัติศาสตร์ในการบริหารจัดการเงินทุนสำรองที่ล้มเหลวมาก่อน ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ กล่าวว่าวัตถุประสงค์หลักของร่าง พ.ร.บ.เงินตราฉบับนี้ ไม่เพียงแต่ให้อำนาจ ธปท.รวมบัญชีคลังหลวงเพื่อกลบผลขาดทุนจากการซื้อขายเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา โดยการใช้เงินในบัญชีคลังหลวงหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเท่านั้น ยังช่วยเปิดทางให้สถาบันการเงินเอกชนโดยเฉพาะต่างชาติเข้ามารับจ้าง ธปท.ในการบริหารทุนสำรอง ตรงนี้ถือว่าอันตราย เนื่องจากไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อผลขาดทุน แต่ยังเป็นการแบฐานะซึ่งเป็นข้อมูลความลับของประเทศให้ต่างชาติรู้ พร้อมบอกว่า ยังมีความกังวลในมาตรา 23 ที่ระบุอำนาจให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยไม่จำกัด กรณีธนาคารพาณิชย์ต้องการขายเงินตราต่างประเทศให้ ธปท. เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหากธนาคารพาณิชย์ตกเป็นของต่างชาติแล้ว รมว.คลังจับมือกับต่างชาติ ประเทศก็จะเสียหาย
ครม.อนุมัติถอนร่าง พ.ร.บ.เงินตรา พร้อมปรับปรุงให้รอบคอบ รัดกุมขึ้น
“ฉลองภพ” สั่งถอนร่าง พ.ร.บ.เงินตรา อีกรอบ-ยอมรับมีบางมาตราไม่เหมาะสม


