xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 21-27 พ.ค. 2549

เผยแพร่:   โดย: MGR Online



คลิกที่ไอคอน Multimedia ด้านบนเพื่อรับชมและฟัง ในรูปแบบ Photo Slide Show

1.เลขาฯ ยูเอ็น ทูลเกล้าฯรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวง


17.30 น. 26 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมด้วยคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ได้เดินทางไปที่ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สนามเป้า กรุงเทพฯ เพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปยังวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำนายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติและภริยา เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า ที่กระทรวงต่างประเทศ นายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวสุนทรพจน์ ตอนหนึ่งในการอภิปรายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อถวายสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่อง"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯกับการพัฒนามนุษย์"ว่า ตนได้รับเกียรติที่ยิ่งใหญ่ในการทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งตนรู้สึกปิติยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติถวายรางวัลดังกล่าว ในโอกาสแห่งการเฉลิมแลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีทั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่องค์การสหประชาชาติได้จัดทำรางวัลเกียรติยศขึ้น เพื่อมอบให้กับบุคคลดีเด่น ที่อุทิศตนตลอดช่วงชีวิตและสร้างคุณค่าของผลงานเป็นที่ประจักษ์ และคุณูปการที่ผลักดันความก้าวหน้าในการพัฒนาคน ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน มิใช่เพียงแค่คนสองสามคน มิใช่เพื่อคนจำนวนมาก แต่เพื่อคนทั้งปวงโดยถ้วนทั่ว โดยผ่านการศึกษา การขยายโอกาสและทางเลือก สุขอนามัยและโภชนาการ ทั้งนี้ยังถือว่าเป็นการสร้างเสริมขีดความสามารถแก่ปัจเจกชนที่จะเลือกให้มีชีวิตยืนยาวด้วยการมีสุขพลานามัยที่แข็งแรง มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาคนเพื่อให้คนเป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งพัฒนาความเติบโตทางเศรษฐกิจและอย่างยั่งยืน สิทธิมนุษยชนและความมั่นคงในชีวิต ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมทางการเมือง นายอันนัน กล่าวอีกว่า องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยผ่านรายงานของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ทั้งระดับโลกและระดับประเทศ ผ่านโครงการพัฒนาจาก 166 ประเทศ ดังนั้นหากการพัฒนาคน หมายถึง ลำดับความสำคัญประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการพัฒนาคน ภายใต้แนวทางการพัฒนาคน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ขณะที่ พล.อ.เปรม ติณณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ขึ้นกล่าวแสดงสุนทรพจน์ในเรื่องเดียวกันตอนหนึ่งว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติในฐานะข้าราชบริพารที่ได้รับสิทธิอันทรงเกียรติในการเฝ้าติดตามพระราชกรณีกิจอย่างใกล้ชิด พล.อ.เปรม ยังกล่าวให้ประชาชนไทยน้อมรับพระราชดำรัสของพระองค์ไปใช้ โดยเฉพาะหลักการที่สามารถใช้ในการดำรงชีวิต และการพัฒนา 4 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1. ความสำคัญต่อการรู้จักประมาณตนในการครองชีพ 2.ประชาชนจำต้องมีความอุตสาหะทดทนในการเผชิญกับความทุกข์ยากและควาลำบากตรากตรำ 3. ประชาชนควรรักษาไว้ซึ่งความเป็นเอกัตภาพ หรือปัจเจกชนในการระบุปัญหาและเลือกวิธีแก้ไข อันแสดงถึงอิสรภาพในการเลือกของแต่ละบุคคล หากแต่ต้องรู้จักเลือกอย่างฉลาด ซึ่งจะเกิดขึ้นตราบที่ประชาชนมีความตระหนักรู้ ในขณะที่ประชาชนต้องรู้จักเสียสละเพื่อช่วยเหลือชุมชน หมู่บ้าน และประเทศชาติให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีร่วมกัน 4. ประชาชนควรยึดมั่นในการเป็นคนไทย ซึ่งควรจะนำความภูมิใจไปดำรงชีวิต ด้วยความรู้จากภายนอกเป็นสำคัญ ซึ่งพระองค์ทรงเตือนว่า ให้เรารู้จักนำความรู้ไม่ว่าจากแหล่งใดก็ตาม ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยพวกเราก็ต้องรู้จักเลือกในสิ่งที่พวกเราจะนำมาใช้ปฏิบัติ

“โคฟี” ถวายรางวัล “ความสำเร็จสูงสุด” แด่ “ในหลวง” เย็นนี้
เลขาฯยูเอ็นถวายสดุดีในหลวง “กษัตริย์นักพัฒนา” ที่โลกยกย่อง


2.ในหลวง ทรงพระราชทานเหล่าทัพใช้สื่อทหารกู้วิกฤตอุทกภัย -"สมิทธ"เตือนอีก5เดือน น้ำท่วมกทม.

เหตุอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือคือ จ.อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ ลำปาง และน่าน ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก รวมถึงทำให้ระบบโทรศัพท์และการสื่อสารขัดข้อง ที่เป็นสาเหตุให้ราษฎรผู้ประสบภัยไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยราชการได้ โดยล่าสุด 25 พ.ค.ที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จลง ณ พระตำหนักน้อย วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลรายงานผลการปฏิบัติงาน ในการให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ดังกล่าว ในการนี้จึงพระราชทานพระราชดำริให้กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ร่วมกันพิจารณาเพื่อประสานงานและอำนวยการการแก้ไขในเรื่องปัญหาการสื่อสารที่ขัดข้อง และเพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยดังกล่าวโดยเร็วที่สุด โดยการใช้ระบบวิทยุสื่อสาร การเข้าไปในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เพื่อติดตั้งสถานีวิทยุเคลื่อนที่สำหรับใช้เป็นแม่ข่ายเพื่อการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งใช้วิธีเดินเท้า หรือใช้ยานพาหนะ หรือเฮลิคอปเตอร์ เข้าไปในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย ซึ่งเข้าถึงได้ยาก การดำเนินการทุกวิถีทางดังกล่าวเพื่อจะให้การช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบภัยในเบื้องต้นเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เช่น การจัดหาเครื่องอุปโภค การช่วยเคลื่อนย้ายราษฎรที่ติดอยู่ในที่ต่างๆ โดยเฉพาะการเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และทั่วถึงแก่ราษฎรที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมสูงที่การช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึง อันเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน โดยเร็วที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสต่อผู้นำ 3 เหล่าทัพ ความตอนหนึ่งว่า " มันติดต่อไม่ได้ซิ เพราะว่าใช้มือถือ เอะอะมือถือ จะใช้มือถือในป่ามันใช้ไม่ได้ แม้ป่ามันจะราบลงมาก็ใช้ไม่ได้ ฉะนั้นก็รู้ว่าทางกองทัพทั้ง 3 มีเครื่องไม่ใช่มือถือ มีเครื่องสื่อสารที่จะใช้ได้ ต่อไปก็จะต้องใช้ แบบโบราณ แบบเก่าๆ เข้าไป ถ้าจะมีเกี่ยวข้องกับวิทยุสื่อโทรศัพท์ ก็จะต้องตั้ง เรียกว่าเป็นศูนย์ แต่ก็เอา เอาเล็กๆไปได้ ซึ่งทั้ง 3 เหล่ามีเรื่องการสื่อสาร คือ ต้องใช้สื่อสารของแต่ละหน่วยก็มีสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างกองทัพอากาศ ถ้าเอาเครื่องบินขึ้นไป ไปหมุนรอบนะ อย่างที่เคยทำ เอาเครื่องบินสื่อสารขึ้นไป ก็สามารถที่จะติดต่อได้ อันนี้ทำมาตั้งนานแล้ว ด้านผู้นำเหล่าทัพน้อมรับพระราชดำรัส โดยเมื่อ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทหารบก และคณะ ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมชาวบ้านและรับทราบสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ดินถล่มในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ในพื้นที่ บ้านน้ำต๊ะ ต.น้ำหนัน อ.ท่าและ และพื้นที่อื่น พล.อ.สนธิ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 1-2 เตรียมเครื่องมือหนัก พร้อมเสริมกำลังช่วยเหลือและจัดระเบียบเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการนำกำลังเข้าช่วยเหลือตามจุดต่าง ๆ และเตรียมพร้อมในการช่วยซ่อมสร้างบ้านเรือนให้ราษฎร ด้านพล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานท์ ผบ.ทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้แก่ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ในเรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการสื่อสารว่า ถือเป็นพระอัจฉริยภาพที่พระราชทานให้กับกองทัพ ซึ่งกองทัพพร้อมจะน้อมรับไปปฏิบัติ และจะแก้ไขในจุดที่ได้ทำไปแล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้านการค้นหาผู้สูญหายและเสียชีวิตยังคงเดินหน้าต่อไป โดยเมื่อเช้าวันที่ 26 พ.ค.หน่วยเฉพาะกิจทหารช่างกว่า 70 นาย พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ ได้เดินทางเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้การจัดตั้ง "กองทุนพันธมิตรช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ"ว่า ในเบื้องต้นพันธมิตรฯ ขอมอบเงินที่ได้รับจากการบริจาค 1 ล้านบาทเข้าสมทบทุนเป็นก้อนแรก พร้อมทั้งเปิดบัญชีธนาคารในชื่อบัญชี สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนนักพัฒนา จำกัด ประเภทบัญชีออมทรัพย์ ใน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ สาขารัชดา-ห้วยขวาง เลขบัญชี 055-0-02655-3 , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขารัชดาภิเษก เลขที่ 151-1-18655-8 ,ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขารัชดาภิเษก 2 เลขที่ 075-2-13028-2, ธนาคารกสิกรไทย สาขารัชดาภิเษก - ห้วยขวาง เลขที่ 089- 243480-8 , ธนาคาร ทหารไทย สาขารัชดาภิเษก เลขที่ 054 -2-16825-7 รวมทั้งตั้งศูนย์ประสานงานส่วนกลางที่สำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) ศูนย์ประสานงานภาคอีสาน ที่ จ.อุดรธานี, ขอนแก่น, สงขลา และ เชียงใหม่ ส่วนความเสียหายล่าสุด ด้านนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รักษาการรมช.มหาดไทย เปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่า ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตมี 48 ราย สูญหาย 68 ราย ด้านนายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานคณะกรรมการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้กล่าวเตือนว่า ปีนี้กรุงเทพฯและภาคกลาง อาจจะประสบปัญหาฝนตกหนัก และน้ำท่วมรุนแรง เนื่องจากภาวะโลกร้อนและสภาวะอากาศแบบลานิญา โดยในเดือนต.ค.-พ.ย.และธ.ค.นี้ เป็นช่วงเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคกลาง โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือ ไต้ฝุ่นจากทะเลจีนใต้และฟิลิปปินส์ เนื่องจากสภาวะลานิญา รวมทั้ง ปริมาณน้ำที่ปล่อยลงมาจากเขื่อนหลัก 3 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล ป่าสักชลสิทธิ์ และสิริกิติ์ จะมีมากน้อยเพียงใด และภาวะน้ำทะเลหนุนในช่วงเดือนพ.ย. นี้

"มหาดไทย" เผยยอดล่าสุด อุทกภัยภาคเหนือคร่าแล้ว 48ราย
พล.อ.สนธิ ลุย"ลับแล" ตรวจพื้นที่ประสบอุทกภัย
ทหารเร่งสนองพระราชกระแสรับสั่งตั้งโมบายสื่อสาร-แบ่งคนลงอุตรดิตถ์
"มหาดไทย" เผยยอดล่าสุด อุทกภัยภาคเหนือคร่าแล้ว 48ราย


3.ร่าง"ปฏิญญา มธ." ล้ม ปฏิญญาฟินแลนด์ -ลิ่วล้อเหลี่ยม เรียงหน้าโต้เรื่องไร้สาระ

ประเด็นข่าวเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ซึ่งว่ากันว่า เป็นยุทธศาสตร์การครอบงำประเทศไทยของพรรคไทยรักไทย ยังคงได้รับความสนใสจากผู้คนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัด เสวนาทางวิชาการเรื่อง "ปฏิญญาฟินแลนด์ ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย ?" โดยผู้เสวนาประกอบด้วยนายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ, นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รักษาการ ส.ว.กทม.เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยนายสนธิ บอกว่า ทราบเรื่องปฎิญญาฟินแลนด์จากอดีตพรรคพวกของคนในพรรคไทยรักไทยคนหนึ่ง ระหว่างที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ท้องสนามหลวงแล้วมาเล่าให้แกนนำพันธมิตรฯฟังว่า มีการไปฟินแลนด์และทำข้อตกลงในหลายๆ เรื่อง โดยมีการไปล่องเรือกัน ขณะนั้นมีคนอ้วนไปยืนบนดาดฟ้าเรืองแล้วตะโกนว่า "เราจะคว่ำฟ้า พลิกแผ่นดิน" นายสนธิ ยังบอกด้วยว่า ผลกระทบจากการไปฟินแลนด์ครั้งนั้นได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน โดยเฉพาะความพยายามที่จะให้สถาบันกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ ซึ่งการกระทำที่ชัดเจนคือการเปลี่ยนเพลงชาติ เปลี่ยนข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เปลี่ยนบัตรประชาชนไม่ให้มีตราครุฑ เป็นต้น นอกจากนี้พรรคไทยรักไทย ยังต้องการเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวในประเทศไทย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะกลายเป็นประธานธิบดีเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อคุมรัฐบาล ข้าราชการ ให้เป็นของตนเอง และถ้าใครไม่ใช่พวกก็จะเตะออกไป ด้านนายปราโมทย์ กล่าวว่า ปฏิญญาฟินแลนด์ ชั่วช้าสามานย์และเป็นอันตรายต่อประเทศชาติมากกว่าระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ โดยมียุทธศาสตร์คือให้กษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์เปลี่ยนระบบราชการเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ข้าราชการเป็นข้าราชการของทักษิณ นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า เรื่องการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนในไทยทางรัฐบาลได้แนวคิดมาจาก นายดีโซโต้ ที่ปรึกษาของนายฟูจิมูริ อดีตประธานาธิบดีเปรู ที่ถูกกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นมากมาย ซึ่งแนวคิดนี้ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลเสียต่อประเทศไทยมากเพราะเป็นการตีราคาทรัพย์สินของ ประเทศไปจำนองจำนำ เอาไปตีราคาเพื่อเป็นเครดิตของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากการแปรรูป กฟผ. ที่มีการไปแปลงทรัพย์สินต่างๆ ที่เป็นของประชาชน เช่น เขื่อน สายส่ง เข้าไปด้วย ด้าน นายชัยอนันต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองบางพรรคในประเทศไทย มีระบบบริหารที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีรูปแบบการสร้างหัวหน้าพรรคให้มีลักษณะเป็นผู้นำมวลชน ในระยะยาวสถาบันกษัตริย์ จะถูกสถาบันพรรคการเมืองล้อมกรอบ เนื่องจากนโยบายที่รัฐบาลใช้เม็ดเงินอัดฉีดไปที่รากหญ้าโดยตรง คือการพยายามสร้างประชาชนให้เป็นของตนเอง ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเห็นการสร้างพรรคไทยรักไทย เท่าการสร้างตัว พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมคาดการณ์ว่า ในเดือน ก.ค.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกไปแน่ แต่หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคิดสู้นำประชาชนมาเผชิญหน้ากัน ท้ายสุดจะมีการแทรกแซง ก็จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องออกไปในที่สุด ส่วนนายเจิมศักดิ์ ได้เสนอให้ วิทยากรทั้ง 3 คน ช่วยกันทำการยกร่าง ปฏิญญาธรรมศาสตร์ขึ้นมา ประกอบด้วย 1.จะต้องร่วมกันสร้างสรรค์และปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไว้ด้วยชีวิต 2. เราจะต้องร่วมกันต่อสู้ทำลายรหัสลับฟินแลนด์อย่างไม่ลดละ ให้ล่มสลายไปภายใน3-7 วัน 3. ร่วมกันขับไล่ผู้ที่นำเอาทรัพย์สินของชาติไปขายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวรวมทั้งคนที่ขายของแล้วไม่ยอมเสียภาษี 4. ประชาชนอย่านิ่งเฉย เพราะทุกคนเป็นสื่อในตัวเอง ควรจะต้องทำตัวเป็นสื่อ เพื่อกระจายเรื่องข้อเท็จจริงให้สังคมรับรู้ด้วยการอธิบายให้เข้าใจ ถ้าอธิบายแล้ว กลุ่มคนเหล่านั้นไม่ฟังก็ให้ทำตัวเป็นอุเบกขาและนิ่งเฉยไม่ต้องสนใจ 5. ต้องให้โอกาสกลุ่มคนที่เป็นฐานอำนาจทางการเมืองของระบอบทักษิณกลับตัวกลับใจ หลังการแฉในเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาลิ่วล้อของพรรคไทยถึงกับดิ้นพล่าน โดย 25 พ.ค. ที่ผ่านมา นายจตุพร พรหมพันธุ์ รองโฆษกพรรค ระบุว่า พรรคไทยรักไทยได้มอบหมายให้ นายธนา เบญจาธิกุล เป็นทนายความของพรรคไปยื่นฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญา ที่ศาลอาญา ในเวลา 10.00 น.วันอังคารที่ 30 พ.ค.นี้กับทุกคนที่กุข่าวปฏิญญาฟินแลนด์ออกมา รวมทั้งทีวีที่มีการเผยแพร่ โดยเฉพาะที่มีการโจมตีว่าจะทำลายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด ในขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ระบุ เป็นการใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องที่ไร้สาระ และการตั้งข้อหานั้นก็เป็นข้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงโดยไม่มีมูล

“สุดารัตน์” อ้าง ทรท.ถูกเกมป้ายสี ขู่ฟ้องดะคนปูด “แผนฟินแลนด์“”
ปชป.รับไม่ได้อ้างเงื่อนไขเบื้องสูง ปลุกสังคมต้าน “แผนฟินแลนด์”
ผวา “ทักษิณ” ไม่มีแผ่นดินอยู่ - ทรท.ลั่นฟ้องดะคนปูด “แผนฟินแลนด์”


4.แม้ว ล้างมติลาพัก-ศาลปค.รับคำร้อง ตะเพิดนายกฯพ้นเก้าอี้

หลังการประกาศเว้นวรรคการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้ง แต่วันที่ 4 เม.ย.เป็นต้นมา และได้มีมติครม.ในวันที่ 5 เม.ย.เรื่องขอลาพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ. ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีแทนนั้น ล่าสุด 23 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้ามาเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เป็นครั้งแรก โดยก่อนเข้าประชุมผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายกรัฐมนตรีว่า ต่อไปนี้จะมาเป็นประธานประชุมครม.ทุกนัดเลยหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า "อ๋อ..แน่นอนสิครับ" เมื่อถามย้ำว่า จะกลับมาทำงานเต็มตัวเลยใช่ไหม พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบรับว่า"ครับๆ ทำงาน" ก่อนที่จะเดินเลี่ยงขึ้นตึก เพื่อเป็นประธานการประชุมครม. ทั้งนี้

ภายหลังประชุม ครม. น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้แจ้งต่อที่ประชุม ขอให้ยกเลิก มติครม.เมื่อวันที่ 5 เม.ย.49 ที่ขอลาพัก ซึ่งครม.ได้ให้ความเห็นชอบ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเน้นว่า ในระยะต่อไปขอให้รัฐมนตรี เน้นการดำเนินการใน 3 เรื่อง 1. งานฉลองสิริราชย์สมบัติ ครบ 60 ปี ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 มิ.ย.49 และต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี 2.การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ 3. การผลักดันนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้แล้ว แต่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ หมายถึงนโยบายเก่าที่ได้ประกาศ และมีแผนงานแล้ว แต่นโยบายใหม่ยังไม่มีการดำเนินการ นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่องความคืบหน้าเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหายาเสพติด และการดำเนินนโยบายเอสเอ็มแอล โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอให้พล.ต.อ.ชิดชัย และ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการต่อไป ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งมวลชนให้พิจารณาว่าโครงการที่เป็นโครงการเดิมที่ชะลอไปนั้นให้ดำเนินการโดยทบทวนแนวทางการดำเนินการที่สามารถดำเนินการได้ก่อน เช่น โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน สายสีแดง ดอนเมือง พญาไท สุวรรณภูมิ หรือ สายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ สายสีน้ำเงิน ฝั่งธนฯ-บางแค สามารถที่จะเร่งรัดดำเนินการได้ เพราะมีความชัดเจนในแนวทางของการก่อสร้างแล้ว โดยเน้นว่าการดำเนินการจะต้องยืดหยุ่น สามารถปรับระบบรองรับระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบในกรุงเทพฯได้ ส่วนเรื่องรถไฟฟ้ารางคู่ให้คณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยไปพิจารณา ต่อมาในช่วงบ่ายได้มีการประชุมครม.อีกรอบหนึ่ง โดย น.พ.สุรพงษ์บอกว่า เป็นการพิจารณางานของรองนายกรัฐมนตรี 4 คน ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายวิษณุ เครืองาม และนพ.สุชัย เจริญรัตนกุล โดยเน้นปัญหาเศรษฐกิจ ยึดหลักเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้ประชาชน ซึ่งวันนี้ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมัน และดอกเบี้ยสูง ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปหาข้อมูลต่างๆ และนำมาประชุมอีกครั้งในวันที่ 29 พ.ค.

เกี่ยวกับเรื่องการพักร้อนนี้ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งส่งสำนวนคำร้องคดีพ.ต.ท.ทักษิณ ลาพักมิชอบให้ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว ในขณะที่ศาลปกครองกลางรับลูกเตรียมเร่งพิจารณาว่าอยู่ในขอบข่ายการทำงานหรือไม่ รวมทั้งความจำเป็นในการสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย ซึ่งเรื่องนี้สืบเนื่องจากนายนิติธร ล้ำเหลือ กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ และคณะ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้พิจารณาความผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ลาพักการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ทั้งที่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหลายประการ

“การุณ” ยันสัปดาห์หน้าล่าชื่อ ส.ว.ยื่นศาล รธน.ชี้ “ทักษิณ” พ้นเก้าอี้
ศ.ปกครองสูงสุดส่งต่อคดี “แม้วพักร้อน” ให้ ศ.ปกครองกลางพิจารณา
“แม้ว” ฟิตจัดสั่ง ครม.ถก 2 รอบในวันเดียว อ้างวาระเพียบ


5."ครูจูหลิง"เหยื่อไฟใต้อาการยังโคม่า- "พระราชินี’ พระราชทานเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นครั้งที่ 2
ข่าวฮอตอีกประเด็นหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ กรณีชาวบ้านหมู่บ้านกูจิงรือปะ ประมาณ 500 คน ได้บุกเข้าปิดล้อมโรงเรียนบ้านกูจิงรือปะ หมู่ 4 ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และได้ทำร้ายร่าง น.ส.ศิรินาถ ถาวรสุข อายุ 30 ปี และ น.ส.จูหลิง กำปงมูล อายุ 24 ปี จนได้รับบาดเจ็มสาหัส เพราะไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่จับกุม 2 ผู้ต้องหาฆ่านาวิกโยธิน ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ล่าสุดความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของ ครูจูหลิง ยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู รพ.สงขลานครินทร์หาดใหญ่ ทีมแพทย์ของ รพ.สงขลานครินทร์ ระบุว่า ขณะนี้ครูจูหลิงยังไม่รู้สึกตัว โดยระบบสมองยังไม่สามารถรับรู้ได้ การหายใจยังไม่ดี ม่านตายังไม่ตอบสนอง ส่วนระบบการหายใจยังคงใส่ท่อช่วยหายใจ และเครื่องช่วยหายใจรุ่นใหม่ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ในขณะที่ระบบหัวใจและหลอดเลือด สัญญาณชีพมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีความดันต่ำลง แพทย์จึงได้เพิ่มยาเพิ่มความดัน เพื่อประคองอาการเอาไว้ และใช้ยาในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ด้านระบบการติดเชื้อ ครูจูงหลิงยังมีไข้ ต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคที่รุนแรง เพราะเชื้อโรคดื้อยา แผนการรักษาหลังจากนี้ ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ จำนวน 18 ท่าน พยายามประคับประคองสัญญาณชีพเอาไว้ให้อยู่ในภาวะปกติ เพื่อรอดู การตอบสนองของสมองและแกนสมอง แม้ว่าความหวังจะเหลือน้อยมากแล้วก็ตาม ส่วนอาการของน.ส.สิรินาถ ถาวรสุข ครูอีกคนที่ถูกจับเป็นตัวประกันพร้อมกับครูจูหลิงได้เดินทางออกจากโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ไปเยี่ยมครูจูหลิง หลังจากที่ตัวเองเริ่มมีอาการดีขึ้น ภายหลังจากที่ครูสิรินาถ เข้าไปดูอาการในห้องไอซียู ถึงกับร่ำให้ ต่อชะตากรรมของครูจูหลิงโดยใช้เวลาอยู่กับครูจูหลิงกว่า 1 ชม.และพบกับพ่อแม่ของครูจูหลิง ซึ่งต่างฝ่ายต่างน้ำตานองหน้า โดยน.ส.สิรินาถ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตา ว่า ตนมีอาการดีขึ้นแล้ว แต่คิดถึงและเป็นห่วงครูจูหลิงมาก จึงได้เดินทางมาดูด้วยตัวเอง หลังจากที่ประสบชะตากรรมร่วมกัน และดื่มน้ำสาบานว่าจะเป็นพี่น้องกันระหว่างที่ถูกจับเป็นตัวประกัน พร้อมทั้งระบุว่า คนที่ทำร้ายตนนี้ เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และให้กลับตัวเป็นคนดี และเลิกจองเวรต่อกัน และขอให้ทุกคนรักครูเหมือนกับพ่อแม่ของตัวเอง เพราะครูมีหน้าที่ให้ความรู้กับเด็ก ไม่ว่าจะเรียนที่ไหนก็ขอให้รักครูเหมือนกัน โดยตนจะเป็นครูต่อไป แต่ได้สัญญากับครูจูหลิงแล้ว ว่าจะไม่กลับไปสอนที่ ร.ร.กูจิงลือ ด้านกำลังใจจากทั่วทุกสารทิศยังคงหลั่งไหลมาสู่ครอบครัวครูจูหลิงอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่มาลงนามสมุดเยี่ยม และมอบกระเช้าดอกไม้ รวมถึงบริจาคเงินช่วยเหลือครูจูหลิง โดยเฉพาะ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง ให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อนำไปใช้สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บของครูจูหลิง ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงินส่วนพระองค์ เพื่อใช้ในการนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากมีการพระราชทานมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ได้ประทานกระเช้าเพื่อเป็นกำลังใจให้กับครูจูหลิงและครอบครัวด้วย ส่วนความคืบหน้าทางคดีคนร้ายจับครูเป็นตัวประกันแล้วทำร้ายร่างกายนั้น เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน–สอบสวน สภ.อ.ระแงะ เจ้าหน้าที่ทหาร และฝ่ายปกครอง อ.ระแงะ ได้ร่วมกันสอบสวน 9 ผู้ต้องหาที่รวบตัวมาได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้ง 9 คน เป็นราษฎรในพื้นที่บ้านกูจิงลือปะ ม.4 ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ส่วนผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่สามารถออกหมายจับไปแล้ว และอยู่ในระหว่างการติดตามตัวมาสอบสวน 19 คน ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 2 คน ประกอบด้วย 1.น.ส.อัยนิง ตีมูมาเยาะ อายุ 31 ปี 2.น.ส.มีลาน บอลอกาฮู อายุ 18 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายกำลังสอบสวนได้ทำการสอบสวนอย่างเคร่งเครียด โดยเชื่อว่าจะสามารถได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และขยายผลจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีได้เพิ่มเติมต่อไป

“พ่อ-แม่ครูจูหลิง” ทำพิธีสืบชะตาลูกสาว
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯประทานกระเช้าเยี่ยมครูจูหลิง
จับอีก 2 ต้องสงสัยร่วมทำร้าย “ครูกูจิงลือปะ”
‘สมเด็จพระราชินี’ พระราชทานเงินค่ารักษาพยาบาล ‘ครูจูหลิง’ เป็นครั้งที่ 2
ผบ.ภ. 9 ชมลูกน้องตัดสินใจถูกต้อง - ฝ่าวงล้อมแย่งตัวผู้ต้องหา


6.ทักษิณ เดินหน้าฟ้องพันธมิตรฯ-สนธิ ฟ้อง ผบก.ป.ฐานหมิ่นประมาท

กองปราบฯ ยังคงทำงานสนองพรรคไทยรักไทย ได้อย่างไม่บกพร่อง โดย 26 พ.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.รุจิรัตน์ หลุ่มบุญเรือง รอง ผบก.ป.ออกหมายเรียกตัว ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตี ระหว่างที่มีการ ชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. ที่ผ่านมา ให้มารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 7 และ 8 มิ.ย.นี้ โดยผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รักษการ ส.ว.กทม. นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ รักษาการ ส.ว.นครราชสีมา รวมทั้ง บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ ไทยโพสต์ โพสต์ทูเดย์ และกรุงเทพธุรกิจ โดยพ.ต.อ.รุจิรัตน์ กล่าวว่าคดีนี้สืบเนื่องจาก ทีมกฎหมายพรรคไทยรักไทย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม สอบสวนดำเนินคดีกับผู้ที่ กล่าวพาดพิง พ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างที่มีการชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ของเวทีพันธมิตรฯ โดยคำฟ้องโจทก์ระบุ ถึงความผิดของนายสนธิและพวกเอาไว้หลายกรรมหลายวาระ อาทิระบุว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียงด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า "ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวกรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้น เมื่อไหร่นายกฯคนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว" โดยที่ ข้อความทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหา นายสนธิ ว่าเป็นการใส่ความ โจทก์ต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณาโดยมีเจตนาให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ อย่างไรก็ตาม การส่งทีมกฎหมายแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ นายสนธิ และพวกต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม จนมีการออกหมายเรียกตัวในครั้งนี้ ทีมกฎหมายไทยรักไทย ได้ยึดคำกล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ในลักษณะเดียวกันกับที่ มอบหมายให้นายชาตรี ถริปภัสสโร ไปยื่นฟ้องนายสนธิ ต่อศาลอาญาและถือเป็นการใช้อำนาจของตำรวจกองปราบปราม ดำเนินคดีกับ นายสนธิ และพวก โดยไม่รอคำสั่งของศาลในคดีที่กล่าวหานายสนธิว่า กระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในวันที่ 5 มิ.ย.2549 เวลา 09.30 น. ด้านนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวว่า การขึ้นเวทีปราศรัยนั้นตนไม่ได้กล่าวหมิ่นประมาทใคร แต่เป็นการกระทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งทำในหน้าที่วุฒิสภา ที่ไม่สามารถทำงานในสภาได้ จึงต้องมาอาศัยกล่าวความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ ่ดังนั้นการวิพากษณ์วิจารณ์ผู้นำรัฐบาล เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของบ้านเมือง จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ก่อนหน้านั้น เมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในคดีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป.ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทำนองชี้นำว่านายสนธิกระทำผิดจริงในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนายสนธิ ขึ้นเบิกความว่า พล.ต.วินัย มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดคือ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และรับใบสั่งกลั่นแกล้งสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมกักตัวนานถึง 5 ชั่วโมง และมีเจตนาให้สัมภาษณ์สื่อในลักษณะละเมิดสิทธิทั้งที่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้ศาลนัดไต่สวนพยานปากนายสนธิ เพื่อตอบการซักค้านทนายจำเลยอีกครั้งในวันที่ 18 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

“สนธิ” แฉกลางศาล กองปราบรับใบสั่งกลั่นแกล้งจับ-กักตัว
ออกหมายเรียก"สนธิ"อีก
กองปราบสนอง ทรท.หมายเรียก “สนธิ-มนูญกฤต-เจิมศักดิ์-พิเชษฐ์” คดีหมิ่นฯแม้ว


7.เสี่ยเพ้ง ระบุ สุวรรณภูมิเปิดเชิงพาณิชย์ปลายก.ย.นี้-ยันรอยแตกซ่อมได้

หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าการเปิดบริการเชิงพาณิชย์สนามบินสุวรรณภูมิจะเสร็จตามกำหนดเดือนกันยายนนี้หรือไม่นั้น ล่าสุด 25พ.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรรมการบริหารพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (กทภ.) โดยได้หารือถึงงานก่อสร้างบางส่วนที่ยังล่าช้า และมีการหารือถึงกำหนดการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมออกตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสาร โดยได้ตรวจสอบทั้งจุดตรวจคนเข้าเมือง บริเวณห้องโถง สำหรับเช็คอินผู้โดยสารและอาคารเชื่อมต่อกับที่พักผู้โดยสาร ซึ่งมีปัญหารอยร้าวกว่า 100 จุด โดยยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญแล้วสามารถซ่อมแซมใหม่ได้ ไม่น่าเป็นห่วง โดยจะใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่นเข้าไปซ่อมแซม ด้านนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า สนามบินสุวรรณภูมิจะเริ่มเปิดบริการเชิงพาณิชย์ในปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีนโยบายชัดเจนว่างานจัดจ้างบุคลากรจากภายนอกมาบริหาร จะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายนนี้และงานก่อสร้างในภาพรวมจะต้องเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนที่จะมีการทดสอบระบบเป็นเวลา 2 เดือน ส่วนปัญหารอยร้าวที่เกิดขึ้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไร โดยจะนำวัสดุที่ยืดหยุ่นได้เข้าไปซ่อมแซม นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังกำชับให้ย้ายที่ทำการของกรมอุตุนิยมวิทยา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเหมาะสำหรับเป็นจุดนัดพบหรือเปิดร้านอาหาร ร้านหนังสือ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โดยหน่วยงานราชการอื่นที่ตั้งอยู่ก็ย้ายออกไปหมดแล้ว โดย ทอท. เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ดังนั้น ระบบเซิร์ฟเวอร์ของกรมอุตุฯ น่าจะใช้เวลารื้อถอนประมาณ 1 เดือน ในขณะที่ นายโชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า สัปดาห์นี้จะประชุมร่วมกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อชี้แจงถึงความพร้อมในการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และจะรายงานความคืบหน้าให้สายการบินต่าง ๆ ทราบทุกสัปดาห์ รวมทั้งจะมีการประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เพราะขณะนี้บางสายการบิน สำนักงานใหญ่เพิ่งจะอนุมัติงบประมาณในการตกแต่งสำนักงานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับรถโดยสารที่จะให้บริการผู้โดยสารอาจทำการรับเหมาไม่ทันตามกำหนด ก็จะใช้โดยสารประจำทางของ ขสมก. มาให้บริการก่อนประมาณ 30 คัน ขณะที่การจ้างงานส่วนอื่น เช่น การตกแต่งสวน การกำจัดขยะ หรือส่วนต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นน้อย จะเร่งรัดผู้รับเหมาต่อไป

“ทักษิณ” ยันซ่อมได้! รอยร้าวอาคารที่พักผู้โดยสาร “สุวรรณภูมิ”