xs
xsm
sm
md
lg

“แหม่มเบนโล-บิ๊กขี้หลี” สุดยอดข่าวสังคมปี 48

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ตลอดระยะเวลา 365 วันของปี 2548 ที่ผ่านมานั้น ได้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญทางสังคม ซึ่งสมควรจะบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน เพราะแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่มีนัยสำคัญและสะท้อนภาพความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ข่าวใหญ่ที่น่าสนใจที่สุดและสามารถกล่าวได้ว่าเป็น “สุดยอด 6 ข่าวสังคมแห่งปี” มีทั้งหมด 7 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ข่าวการท้องของ “แหม่ม” แคทลียา แมคอินทอช 2.คดีบิ๊กขี้หลี 3.ศึกหมอที่กระทรวงสาธารณสุข 4.ปรากฏการณ์บีทีเอส 5.ม็อบครู 6.คดีจิตรลดา และ 7.การรับน้องพิสดาร

**“แหม่ม เบนโล” ศัพท์ใหม่แทนคนขี้จุ๊
ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ในรอบปีเลยทีเดียวกับกรณีการออกมาแถลงข่าวยอมรับถึงการตั้งครรภ์ของนักแสดงหญิงชื่อดัง “แหม่ม คัทลียา แมคอินทอช” เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา

คลิกที่นี่ เพื่อชมวิดีโอคลิป สกู๊ป "แหม่ม เบนโล"(56k)

คลิกที่นี่ เพื่อชมวิดีโอคลิป สกู๊ป "แหม่ม เบนโล"(256k)

คลิกชมภาพสไลด์โชว์ "แฟนจ๋า...ท้องแล้วจ้ะ"


ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia


เป็นการแถลงข่าวที่ทำให้หลายคนต้องตกใจ เพราะเจ้าตัวบอกว่าตั้งท้องมานาน 5 เดือนโดย ไม่รู้ตัวกับแฟนหนุ่ม “บีบี๋ สงกรานต์ กระจ่างเนตร” ซึ่งผลจากการออกมาแถลงข่าวดังกล่าวได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาในทางลบมากมาย เนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้ปฏิเสธถึงเรื่องดังกล่าวมาตลอด พร้อมกับยืนยันถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองดูอวบอ้วนขึ้นอย่างผิดหูผิดตาว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของยาสตรียี่ห้อ “เบนโล”

หลังการแถลงข่าว เช้าวันที่ 4 ก.ย. นักแสดงหญิงก็ได้บินไปที่อเมริกา ก่อนจะให้กำเนิด ทายาทในวันที่ 29 ก.ย. ด้วยวิธีการผ่าออก เป็นเด็กทารกเป็นผู้ชาย น้ำหนักประมาณ 6 ปอนด์(2,727 กรัม) และนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเจ้าตัวอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากหากเรื่องจริงเป็นอย่างที่นักแสดงพูด การคลอดของเธอจึงเป็นการคลอดที่มีอายุครรภ์เพียง 6 เดือนเท่านั้น!

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ชนวนของเรื่องได้เริ่มขึ้นเมื่อ “แหม่ม คัทลียา” เตรียมตัวจะแถลงต่อสื่อมวลชนกรณีเรื่องงานแต่งงาน เพราะมีข้อความจากหนังสือ “ดอก ปนัดดา” ของ “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” เขียนระบุไว้ในทำนองที่ว่าจะมีงานดังกล่าวเกิดขึ้น แต่ก็มีอันต้องพับโปรเจกต์ไปเพราะเกิดเหตุการณ์สึนามิขึ้นพอดี แต่ต่อมาไม่นานก็มีข่าวออกมาว่าแหม่มและแฟนหนุ่ม “บี่บี๋ สงกรานต์ กระจ่างเนตร” กำลังรอพระราชทานน้ำสังข์อยู่และจะแต่งงานในวันที่ 11 พ.ค.48 แต่นักแสดงสาวก็ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่มีข่าวดีแน่นอน

เดือน มิ.ย.หมอดูชื่อดัง “อ.ลักษณ์” ออกมาฟันธงดวงดาราหลายๆ คน หนึ่งในนั้นมีชื่อของนักแสดงสาวว่าดวงจะท้องก่อนแต่ง

ต้นเดือน ส.ค. นิตยสารบันเทิงสตาร์นิวส์ นำภาพแหม่มที่ไปร่วมงานแห่งหนึ่งมาลงตีพิมพ์ เป็นภาพทำให้สื่อมวลชนหลายแขนงให้ความสนใจ เพราะท้องของเจ้าตัวมีลักษณะนูนขึ้นจนเห็นได้ชัด ยิ่งชุดที่เจ้าตัวสวมใส่ในรายการ “สมาคมชมดาว” มีลักษณะที่คล้ายชุดคลุมท้อง เรื่องดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง

13 ก.ค. บรรดานักข่าวได้แห่กันไปเพื่อขอสัมภาษณ์ที่สตูดิโออัดรายการ “สมาคมชมดาว” แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ มีเพียงพิธีกรคู่ “หนูแหม่ม สุริวิภา” ออกมาให้สัมภาษณ์แทนโดยยืนยันเสียงแข็งด้วยความไม่พอใจว่า นักแสดงสาวแค่อ้วนขึ้นและถ้าท้องจริงด้วยชุดที่รัดขนาดนั้น เด็กคงคอหักตายไปแล้ว

ข่าวลือเริ่มหนักมากขึ้นเรื่อยๆ “สมาคมชมดาว” จึงแก้เกมด้วยการเชิญ “เบิร์ด ธงไชย” มาออกรายการประเด็นวิธีลดน้ำหนักให้กับ “แหม่ม คัทลียา” มีการวิ่งลดน้ำหนักออกกลางรายการด้วย

30 ก.ค.มีงานเปิดกล้องละครของเอ็กแซ็กท์ เรื่อง “คุณนายสายลับ” นักแสดงสาวเปิดปากถึงเรื่องข่าวท้อง-ไม่ท้องเป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่าสาเหตุที่อ้วนขึ้นนั้นเป็นเพราะทานยาน้ำสตรีเบนโลเข้าไป

หลังเปิดปากให้สัมภาษณ์ในวันนั้น เรื่องก็ทำท่าว่าจะเงียบไป ทว่าพอถึงช่วงปลาย ส.ค.ก็มีข่าวออกมาอีกว่านักแสดงสาวเตรียมตัวจะบินไปเมืองนอกด้วยปัญหาจากท้องที่โตขึ้นเรื่อยๆ

2 ก.ย. “แหม่ม คัทลียา” พี่ชายวิลลี่ แมคอินทอช และมารดา พร้อมด้วยแฟนหนุ่ม “บี่บี๋” กับบิดา จัดแถลงข่าวบอกว่าตอนนี้ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือนแล้ว โดยยืนยันว่าเพิ่งจะมารู้ตัวเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 1 ก.ย.หลังจากไปพบแพทย์เพื่อที่จะหาสาเหตุว่าตนเองอ้วนเพราะอะไร?...

***ศึกหมอเรื่องของ “นายหญิง-เจ๊ใหญ่”
เหตุการณ์ร้อนแรงที่สุดในปีนี้สำหรับวงการสาธารณสุข ไม่ใช่เรื่องโรคระบาดร้ายแรงใดๆ ตามที่ควรจะเป็น แต่เป็นปัญหาระหว่างหมอด้วยกัน กระทั่งกลายเป็น “ศึกหมอ สธ.” ที่สร้างรอยด่างให้กับวงการสาธารณสุขไทย

เรื่องเริ่มต้นว่าจะดี เมื่อคนที่จะมาเป็นเจ้ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นแพทย์ หลังจากที่กระทรวงนี้ว่างเว้นมาเสียนาน เชื่อกันว่าความเป็นแพทย์จะทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปด้วยดี แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ภายหลังที่ ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล เข้ารับตำแหน่ง รมว.สธ. ด้วยโควตารัฐมนตรีคนนอก สังกัดวังจันทร์ส่องหล้า และร่ำลือกันว่าเป็นสายตรงนายหญิง แต่หลังรับตำแหน่งได้ไม่นาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างในหมู่ข้าราชการ สธ.ก็มีมาต่อเนื่องว่า รัฐมนตรีว่าการมีปัญหากับ นพ.วิชัย เทียนถาวร ปลัด สธ. ความไม่ลงรอยปรากฏเห็นชัดเจนหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการล้มประมูลรถพยาบาล และการประมูลคอมพ์ฉาว 900 ล้านบาท ซึ่งหาข้อยุติไม่ได้ และนพ.สุชัยให้สัมภาษณ์โยนความผิดให้ข้าราชการประจำ ความตึงเครียดที่มีมานานมาปะทุเมื่อ นพ.สุชัยสั่งย้ายปลัด สธ.แบบฟ้าผ่า ให้ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.48 ด้วยข้อหาความไม่โปร่งใสเรื่องการประมูลรถพยาบาล และกรณีคอมพ์ฉาว

ก่อนตามมาด้วยการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ใน สธ.แบบล้างบาง 9 ตำแหน่งครานี้ ปฏิบัติการดับเครื่องชนระหว่าง “หมอกับหมอ” ก็เกิดขึ้น สอดรับกับท่าทีของฝ่ายการเมืองอย่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เข้าไปคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อนที่นายกฯ จะเบรกการโยกย้ายและให้ นพ.สุชัย กลับไปทบทวนใหม่

ทั้งนี้ นพ.สุชัยถือเป็นสายตรงของวังจันทร์ส่องหล้า ขณะที่ข้าราชการใน สธ.ก็มีการวางขุมกำลังไว้อย่างยาวนานในช่วง 4 ปี ที่คุณหญิงสุดารัตน์เป็นเจ้ากระทรวงอยู่ เมื่อนายหญิงจะล้างบางขุมกำลังเจ๊ใหญ่การประลองกำลังก็เกิดขึ้น โดยมีพื้นฐานคำกล่าวอ้างว่าต้องการสะสางปัญหาทุจริต งานนี้เล่นกันแรงถึงขนาดยกม็อบมาชนม็อบที่ สธ. และที่สุดของการดับเครื่องชนคือข้าราชการระดับสูง สธ.ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ร้องเรียนเรื่องการทำงานของ นพ.สุชัยว่าเข้าถึงยาก มีบุคลิกหวาดระแวง ไม่วางใจการทำงาน ชอบอ้างชื่อฝ่ายการเมืองเพื่อข่มขู่ข้าราชการ และมีพฤติกรรมส่อไปทางทุจริตหลายประการ

ที่สุดงานนี้ฝ่ายที่ต้องถอย 1 ก้าว คือ นพ.สุชัย ที่ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 5 ต.ค.48 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.48 เป็นต้นไป และมีการทบทวนการโยกย้ายข้าราชการ โดยปรับเล็กไปแค่ 3 ตำแหน่ง ทั้งประกาศว่าเวลาที่เหลือต่อจากนี้จะสะสางปัญหาทุจริตรถพยาบาล และคอมพ์ฉาวให้เสร็จสิ้น แต่ที่สุดก็ไม่มีอะไรในกอไผ่

การประมูลรถพยาบาลลงเอยที่บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้รับสิทธิ์นี้ไป โดยใช้การจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษแทน และมีการเกทับเล็กน้อยว่าสามารถซื้อได้ในราคาถูกลง ประหยัดงบได้กว่า 56 ล้านบาท เฉียดฉิวกับเวลาที่เหลืออยู่ในตำแหน่ง รมว.สธ.ของ นพ.สุชัย ก่อนที่จะสลับตำแหน่งกับนายพินิจ จารุสมบัติ โดย นพ.สุชัยไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายพินิจมาเป็น รมว.สธ.เมื่อวันที่ 1 พ.ย.48 ปิดฉากหน้าที่ใน สธ. ของ นพ.สุชัยไปด้วยเวลาไม่ถึง 8 เดือน

ส่วนการดำเนินการลงโทษข้าราชการทุจริตเรื่องรถพยาบาล ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายพินิจ ได้มีคำสั่งย้าย นพ.สมชาย กาญจนสุต ผอ.ศูนย์นเรนทร ด้านปัญหาการประมูลคอมพ์ฉาวนั้น นายพินิจหาทางออกด้วยการให้ สปสช.เป็นเจ้าภาพในการจัดซื้อแทน สธ. ศึกหมอยกนี้ นอกจาก นพ.สุชัย ที่เสียหายทางการเมืองแล้ว ยังส่งผลสะเทือนถึงบารมีของนายหญิงเกิดเป็นคลื่นใต้น้ำในไทยรักไทย ทำให้ความเชื่อถือในตัวนายหญิงสั่นคลอนไปด้วย

*** “บิ๊กขี้หลี” บทเรียนเตือนสติผู้มีอำนาจ
ผลแห่งคำพิพากษายกฟ้อง ในคดีที่ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นโจทก์เปิดฉากยื่นฟ้อง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมหนังสือพิมพ์ 6 ฉบับคือ มติชน ข่าวสด ผู้จัดการ ไทยโพสต์ บางกอกโพสต์ บ้านเมือง กับพวก รวม 17 คน ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดเรื่องละเมิดจากการหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

การฟ้องร้อง สืบเนื่องจากจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิดโดยเผยแพร่ ตีพิมพ์ ข้อความ อันเป็นเท็จพาดพิงถึงโจทก์ว่าเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีพฤติการณ์พูดจาลวนลามนักข่าว และเป็นนายพลหื่นกาม บิ๊กขี้หลี

30 พ.ย.48 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำพิพากษา โดยสรุปว่าฝ่ายจำเลย มีน.ส.เกวลิน กังวานธนวัต ผู้สื่อข่าวซึ่งเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์ถูกลวนลาม เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะที่ไปปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวที่ รร.อาคาร์เดีย จ.ภูเก็ต โดยการประชุม ครม. พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สันต์ ได้เรียกพยานให้ไปพบ พล.ต.อ.สันต์ ซึ่งในการพูดคุยได้สอบถามเรื่องส่วนตัว และพูดชักชวนให้เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยกันด้วยเครื่องบินตำรวจ

จากคำเบิกความของพยานฝ่ายจำเลยดังกล่าวได้สอดคล้องต้องกันกับพยานปากอื่น จึงเชื่อว่ากรณีดังกล่าวน่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง กระทั่งเป็นเหตุให้นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกหนังสือเตือนนักข่าวหญิง รวมทั้งยังมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง และหามาตรการแก้ไขปัญหา

ศาลเห็นว่า การให้สัมภาษณ์และการเขียนบทความตลอดจนการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์เป็นไปโดยสุจริต เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ชี้แนะ ตักเตือนนักข่าวผู้หญิงให้ระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งการปฏิบัติตนของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ประชาชนและสื่อมวลชนอาจวิพากษ์วิจารณ์ได้หากเห็นว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม เป็นที่น่าเคลือบแคลง ถือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถกระทำได้ ดังนั้น จึงพิพากษายกฟ้อง

**บีทีเอส ความฝันของคนกรุง
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันทีที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศออกมาอย่างชัดเจนภายหลังการประชุมคณะผู้บริการ กทม.เมื่อวันที่ 18 ต.ค.48 ว่าจะเดินหน้าก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลม จากสะพานตากสินไปจนถึงแยกถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน จำนวน 2 สถานี ระยะทาง 2.2 กม. โดยไม่รอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีที่ระบุว่าหากต้องการที่จะดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสเพิ่มเติมจะต้องให้เอกชนลงทุน 100% เต็ม หลังจากที่เคยยื่นไปแล้วจำนวน 5 ครั้งด้วยกัน แต่เรื่องกลับเงียบหาย

และความร้อนแรงยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อวันต่อมาของการประชุมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่คณะผู้บริหารเตรียมยื่นญัตติเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการลงทุนส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าจาก 60:40 เป็น กทม.ลงทุนเองทั้งหมด 100% รวมทั้งการขอเพิ่มวงเงินโครงการจากเดิม 1,113,400,000 บาท เป็นวงเงิน 2,393,877,909 บาท แต่ ส.ก.ฝั่งไทยรักไทยทั้งหมดพร้อมใจกันไม่เข้าประชุมจึงทำให้ไม่ครบองค์ประชุม

ดีกรีความร้อนแรงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการประชุม ส.ก.ในสัปดาห์ต่อมา ประชาชนนับพันจากทั่วทุกสารทิศในพื้นที่ กทม.ต่างมาให้กำลังใจและกดดัน กระทั่งทำให้ญัตติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ แม้จะใช้เวลาการประชุมกว่า 4 ชั่วโมง และเป็นไปอย่างคร่ำเครียดก็ตาม

ทว่า เส้นทางใช่จะราบรื่นทั้งหมดเมื่อมีกระแสเสียงเหน็บเจ็บๆ จาก น.ต. ศิธา ทิวารี ว่าประชาชนที่มานั้นได้รับค่าจ้างรายละ 200 บาท แถมด้วยการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาระบุให้ กทม.จัดทำรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของส่วนต่อขยาย ไม่เช่นนั้น กทม.จะไม่สามารถเปิดให้บริการรถไฟฟ้าได้

แม้จะมีเสียงค้านออกมาจากฟากรัฐบาลเป็นระยะๆ แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ไม่สามารถทัดคานเสียงประชาชนได้ เมื่อนายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจกลืนเลือดและไฟเขียวให้ กทม.ทำได้ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมาการเริ่มต้นก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าของ กทม.ก็เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

และนี่จึงนับเป็น “ชัยชนะ” อีกก้าวหนึ่งของนายอภิรักษ์ ที่มีต่อรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ การได้คะแนนเสียงและความนิยมกลับคืนจากประชาชนในเมืองกรุงอีกครั้ง

***ม็อบครูเดือด “ไม่ย้าย ไม่ถ่าย ไม่โอน”

เป็นการขับเคลื่อนพลังครูครั้งยิ่งใหญ่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา สำหรับการเดินหน้าคัดค้านการถ่ายโอนการศึกษาไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ครูจากทั่วประเทศหลายหมื่นคนเดินทางมาชุมนุมร่วมกันใน กทม.ถึง 2 ครั้ง

คลิกที่นี่ เพื่อชมวิดีโอคลิป สกู๊ป "ม็อบครูเดือด"(56k)

คลิกที่นี่ เพื่อชมวิดีโอคลิป สกู๊ป "ม็อบครูเดือด" (256k)

คลิกชมภาพสไลด์โชว์ "ม็อบแม่พิมพ์ ค้านการถ่ายโอนการศึกษา"


ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia


การถ่ายโอนการศึกษาให้กับ อปท.นั้น กลุ่มองค์กรครูได้เคลื่อนไหวคัดค้านมาโดยตลอด เนื่องจากเกรงว่าคุณภาพการศึกษาของชาติจะขาดเอกภาพ เพราะโรงเรียนต่างๆ ต้องไปอยู่ภายใต้การดูแลของ อปท.กว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ครูก็เกิดความไม่มั่นใจในสถานภาพของตน ภายหลังการโอนย้ายไป อปท.ด้วย

กระทั่งเกิดการนัดหมายชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจาก ครม.มีมติยกเลิกการชะลอถ่ายโอนการศึกษาฯ และให้เดินหน้าถ่ายโอนฯ ต่อไป การชุมนุมครั้งนั้นแม่พิมพ์จากทั่วประเทศกว่า 50,000 คน เดินทางมาชุมนุมร่วมกันบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าตั้งแต่เช้าตรู่ ภายใต้การยืนหยัดอย่างหนักแน่น “ไม่ไป ไม่ถ่าย ไม่โอน” ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอพบและยื่นข้อเรียกร้องต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้พบ

บรรยากาศการชุมนุมระอุขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริหารประเทศ จนเกิดการประท้วงเดือด ตัวแทนครูกรีดแขนและโกนหัวประท้วง ที่สุดนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ต้องออกมารับหน้าครู และรับหนังสือเพื่อนำไปส่งต่อให้กับนายกฯ ก่อนที่ม็อบแม่พิมพ์จะสลายตัวจากหน้าทำเนียบฯ และไปรวมตัวกันเพื่อรอฟังมติ ครม.ในวันนั้นที่หอประชุมคุรุสภา

มติ ครม.ที่ออกมาเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ยืนกรานให้มีการถ่ายโอนการศึกษาให้กับ อปท.ต่อไป สร้างความไม่พอใจให้กับองค์กรครูอย่างมาก และประกาศจะชุมนุมครูจำนวน 1 แสนคน พร้อมกับการเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อครูทั่วประเทศ เพื่อถวายฎีกาคัดค้านการถ่ายโอนฯ โดยระบุว่า หากรัฐบาลยังเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องขององค์กรครู และผลักดันให้เดินหน้าการถ่ายโอนสถานศึกษาต่อไป “การนัดหยุดสอน” จะถูกนำมาใช้เป็นมาตรการสุดท้าย

ท่าทีของครูและความไม่พอใจที่มีต่อรัฐบาลอย่างชัดเจนนั้น สร้างความกดดันให้ไทยรักไทย (ทรท.) อย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรค ที่สุด ทรท.ขอให้องค์กรครูส่งตัวแทนเข้าร่วมกับ ส.ส.ทรท.ฝ่ายละ 9 คน ร่วมกันพิจารณาและแก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ซึ่งนายคำพันธ์ ป้องปาน ส.ว.อุดรธานี เป็นแกนนำฝ่ายองค์กรครู ขณะที่นายปองพล อดิเรกสาร อดีต รมว.ศึกษาธิการ เป็นแกนนำฝ่าย ส.ส.ไทยรักไทย

การแก้ปัญหาถ่ายโอนฯ ทำท่าจะได้ข้อยุติ เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายขึ้นใหม่ ซึ่งให้การถ่ายโอนฯ เป็นไปโดย “สมัครใจ” และขอให้เสนอกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาให้ทันภายในสมัยประชุมนี้ แต่แล้วองค์กรครูอีกกลุ่มหนึ่งนำโดยนายอวยชัย วะทา กลับไม่พอใจกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ได้แยกออกมาเรียกร้องให้ยุติการถ่ายโอนการศึกษาอย่างสิ้นเชิง และตัดคำว่า “สมัครใจ” ทิ้งไป ทำให้ครูยกพลเข้า กทม.อีกครั้ง ในวันที่ 7 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่สภาเปิดพิจารณากฎหมายดังกล่าว และวันต่อมากล่มองค์กรครูได้เข้าถวายฎีกาที่สำนักพระราชวังด้วย

อย่างไรก็ตาม สภาโดยเสียงข้างมากได้รับหลักการแก้ไขกฎหมายกระจายอำนาจฉบับของ นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.ทรท. และคงคำว่า “สมัครใจ” เอาไว้ ทำให้องค์กรครูประกาศชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้ขาดความจริงใจ ตามมาด้วยทีท่าของครูที่เลิกสังฆกรรมกับ ทรท. เผาบัตรสมาชิก ทรท.ทิ้งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการประกาศเลิกใช้ซิมการ์ดโทรศัพท์ของเอไอเอสที่ถูกนำมาเป็นมาตรการตอบโต้ ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำความร้อนแรงด้วยการที่ วุฒิสภาไม่สามารถพิจารณากฎหมายให้เสร็จทันสมัยประชุมได้ จึงมีผลให้กฎหมายตกไป และนายจาตุรนต์ก็ประกาศเดินหน้าถ่ายโอนตามเดิมต่อไป ซึ่งก็ได้ทำให้ไฟร้อนใน ศธ.ยังคงคุกรุ่นต่อไป

***รับน้องพิสดาร
และที่ลืมไม่ได้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ “การรับน้อง” ซึ่งปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่มีการรับน้องรุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บ ได้เลือด และถึงกับเสียชีวิต

เริ่มจากนิสิต ม.เกษตรศาสตร์ นายโชคชัย รุ่งเรืองศรีศักดิ์ อายุ 19 ปี นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะเกษตร สัตวศาสตร์ ใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิตหลังกลับจากร่วมกิจกรรมรับน้อง เนื่องจากถูกรุ่นพี่บังคับให้ร่วมกิจกรรมด้วยการเต้นไก่ย่าง การทำท่าสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง และบังคับไม่ให้รุ่นน้องนำโทรศัพท์มือถือติดตัวไป

หลังการเสียชีวิตของนายโชคชัยไม่นาน นายปฏิภาณ อินยะโพธิ์ อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปี 1 คณะเครื่องกล แผนกเครื่องกลหนัก ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) จ.นครราชสีมา พร้อมนายสุรศักดิ์ อินยะโพธิ์ อายุ 52 ปี ผู้เป็นบิดาก็ออกมาแฉวิธีการรับน้องสุดแสน “พิลึกพิลั่น” โดยนายปฏิภาณถูกรุ่นพี่ใช้ไฟลนขนเพชร ก่อนจะออกคำสั่งให้จับคู่ ใช้เชือกมัดปลายอวัยวะเพศแล้วให้ “ชักเย่อ” เท่านั้นยังไม่พอ ยังบังคับให้ซดเหล้าแกล้มเนื้อสุนัข และให้ “ว่ายบก” ไถลไปกับพื้นซีเมนต์จนเกิดแผลเต็มตัว

นอกจาก 2 กรณีข้างต้น น.ส.สุพัตรา มหาอุดม หรือ “น้องหญิง” อายุ 17 ปี นักศึกษาชั้นปี 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.บูรพา ก็ต้องจบชีวิตลงอันมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากการรับน้องใหม่เช่นกัน เมื่อเธอประสบอุบัติเหตุพลัดตกศีรษะกระแทกพื้นระหว่างการฝึกซ้อมต่อตัวปอมปอมเชียร์ เพื่อเข้าแข่งขันในงานเฟรชชี่ของมหาวิทยาลัย

แม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ตกเป็นข่าวอื้อฉาวกรณีรับน้องด้วย เมี่อนายพีร์ กฤตยะพงษ์ วัย 18 ปี นักศึกษาชั้นปี 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ หมดสติหลังถูกรุ่นพี่กรอกสุราจนเมามายในระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง แพทย์ระบุว่าสมองนายพีร์ขาดออกซิเจน ส่งผลให้กลายเป็นเจ้าชายนิทรามาจนถึงปัจจุบัน

***จิตเภท – จิตรลดา “มือมีด”
เหตุโกลาหล ภายใน ร.ร.เซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ย. 48 ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และถูกกล่าวขานถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสถานศึกษาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ น.ส.จิตรลดา ตันติวาณิชยสุข อายุ 36 ปี ใช้อาวุธมีดบุกไล่แทงเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บสาหัสรวม 4 คน คือ 1.ด.ญ.ชญมน ไตรเลิศสมุทร นร.ชั้นม.2 ด.ญ.จิณห์จุฑฑา เลิศศิรินุกุล นร.ชั้น ม.2 3.ด.ญ.อภิษฐา บุญนำ นร.ชั้น ม.2 และ 4.ด.ญ.ชมนรรฐ อารีฟ นร.ชั้น ป.6 ก่อนเจ้าหน้าที่จะเร่งนำตัวเหยื่อผู้บาดเจ็บส่งรพ.บีเอ็นเอช เมดิคอลเป็นการด่วน

คลิกที่นี่ เพื่อชมวิดีโอคลิป สกู๊ป "จิตรลดา" (56k)

คลิกที่นี่ เพื่อชมวิดีโอคลิป สกู๊ป "จิตรลดา"(256k)

หลังเกิดเหตุบรรยากาศบริเวณหน้าโรงเรียนเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เมื่อผู้ปกครองที่ทราบข่าวต่างมารอรับบุตรหลานด้วยความเป็นห่วง แต่ทางโรงเรียนไม่ยอมให้กลับเนื่องจากเกรงว่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีสวมรอยมารับเด็กนักเรียน

ส่วนแนวทางการสืบสวนเบื้องต้น ทราบเพียงว่าคนร้ายเป็นหญิงวัยกลางคน สวมกระโปรงสั้น สวมเสื้อด้านในสีชมพู และคลุมทับด้วยเสื้อสีดำ หลังก่อเหตุได้เรียกมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ว่าจ้างไปส่งย่านสะพานเหลืองและหายตัวไป

แต่ปมเหตุการลงมือ คนร้ายได้ทิ้งปริศนา ให้สังคมต้องขบคิดว่า ทำไมจึงเลือกเหยื่อซึ่งเป็นนักเรียนผู้บริสุทธิ์ ?

หลังส่งชุดสืบสวนแกะรอยมือมีดเพียงข้ามคืน ทำให้ได้พยานหลักฐานที่เชื่อว่า ผู้ก่อเหตุรายนี้คือ น.ส.จิตรลดา หรือเป็ด โดยมีรูปวาดของนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ เป็นตัวชี้นำภาพสเก็ตซ์ของผู้ต้องสงสัย ก่อนขออนุมัติหมายจับในวันถัดมา

แนวทางการสืบสวนยังพบหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ยืนยันว่าผู้ต้องรายนี้ ป่วยเป็น “โรคจิต” และ เคยเข้ารับการรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และ รพ.จุฬาลงกรณ์

หลังจากที่ภาพสเกตซ์แพร่สะพัดออกไป และดูเหมือนโชคจะเข้าข้างฝ่ายสืบสวนเมื่อในวันรุ่งขึ้นพลเมืองดี ซึ่งเป็นพนักงานภายในร้านครัวตาน้อย ย่านสวนรถไฟ ได้แจ้งตำรวจว่าพบหญิงสาวต้องสงสัย จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยส่งสน.บางซื่อ จากผลการสอบสวนทราบว่าเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุตัวจริง..เสียงจริง ตามหมายจับนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมสุขภาพจิตร่วมกับพนักงานสอบสวนตรวจสอบอาการทางจิต ทำให้ทราบว่า น.ส.จิตรลดามีอาการเป็น “โรคจิตเภท” ชนิดหวาดระแวง เบื้องต้นจึงยังไม่สามารถแจ้งข้อหาต่อผู้ต้องหาได้และต้องส่งตัวไปรักษาอาการป่วยโรคจิตเภท ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกับนักเรียนเหยื่อที่ได้รับบาดเจ็บอาการก็ดีขึ้นตามลำดับ

กระนั้นก็ดี บรรดาผู้ปกครองและสังคม ต้องการให้กรณี “จิตรลดา” เป็นอุทาหรณ์...ทั้งในเรื่องระบบมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน รวมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ให้ความสนใจกับบุคคลที่ป่วยเป็นโรคทางจิตที่ยังคงใช้ชีวิตร่วมปะปนกับคนปกติ เพราะไม่อยากให้เหตุร้ายเกิดขึ้นซ้ำรอย เหมือนดังกรณี “จิตรลดา” ในปี 49 ที่จะถึงนี้
กำลังโหลดความคิดเห็น