เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2548 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 33 ได้มีเสวนาพิเศษ เปิดตัวหนังสือ เมืองไทยรายสัปดาห์ เล่ม 1-3 ของสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวม เรื่องราวที่ออกอากาศจากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทุกคืนวันศุกร์เวลา 22.00 – 23.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี โดยมีผู้ดำเนินรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ คือ สโรชา พรอุดมศักดิ์ และ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้เสวนา
สโรชา – สวัสดีค่ะ วันนี้นะคะ เรากลับมาที่สัปดาห์หนังสือแห่งชาติค่ะ วันนี้วันที่ 3 เมษายน 2548นะคะ วันนี้เรามานอกสถานที่ค่ะ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มาเปิดตัวหนังสือเมืองไทยรายสัปดาห์เล่มที่ 1-3 อย่างเป็นทางการนะคะ วันนี้เรามากันแบบเป็นกันเอง เพราะว่าได้เปิดโอกาสให้แฟนพันธุ์แท้ของเมืองไทยรายสัปดาห์มานั่งกัน ถ้าเผื่อกล้องจับจะเห็นว่า คุณผู้ชมมานั่งกันค่อนข้างแน่นพอสมควร วันนี้ดิฉันขออนุญาตผิดแปลกไปจากรายการปกติซักนิดนึงค่ะ เพราะว่าอย่างมาสนใจกล้องกันดีกว่า เรามาสนใจคุณผู้ชมที่มานั่งฟังเราอยู่ในวันนี้นะคะ คำถามแรกเลยที่ต้องถามคุณสนธิ เพราะว่ามีหลายคนสงสัย และก็สนใจว่า จริงๆก็อยู่ในวงการข่าวมา 30 ปีแล้ว เกือบๆ ทำไมถึงได้ตัดสินใจมาลงรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ มาพูดคุยกันจนถึงทุกวันนี้
สนธิ – 31 ปี ถ้าพูดถึงความเป็นอาวุโสแล้ว ผมน่าจะเป็น 1 ในไม่เกิน 3 คนมั้งในประเทศไทย แต่อย่างว่านะครับ คนบางคนแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน ก็ไม่มีประโยชน์เหมือนกันนะครับ ผมนี่บนบานศาลตลอดเวลา ท่านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าประคุณเอ๊ย ว่าถ้าลูกแก่ตัวไปอย่าให้เป็นอย่างคนแก่งี่เง่าอีกหลายคนที่เห็นอยู่ในทีวีหลายๆคน ถ้ามันจะงี่เง่าก็ขอให้ตายไปเลย จะได้ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน
คือเรื่องของเรื่องไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมเป็นนักเขียน และก็ผมไม่มีบุคลิกและเสน่ห์มากพอที่จะมาเป็นนักจัดรายการทีวี เหมือนกับพวกบรรดาพิธีกรทั้งหลายนะครับ เหตุผลก็เพราะว่าอย่างที่กราบเรียนท่านผู้ชม ท่านแฟนพันธุ์แท้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ก็คือผมเป็นคนปากสุนัข ตืดอะไรพูดอะไรนะครับ เขาตั้งฉายาผมว่าสนธิ ฯลฯ เป็นที่เข้าใจกันได้ คือถ้าผมทำอะไรบ้าบอคอแตกแล้วนี่ คนนี่บอกว่า ช่างมัน สนธิมันเป็นคนอย่างนี้ หรือไม่ก็อย่าไปยุ่งกับมัน มันพูดไม่รู้เรื่อง มันบ้า
ก็มีอยู่วันหนึ่งพรรคพวกกันรุ่นน้อง อย่าให้เอ่ยชื่อเลยนะ เขาก็อยากจะทำรายการทีวี เขาก็เลยไปติดต่อช่อง 9 แล้วจะด้วยเส้นสายอะไรผมไม่รู้ เขาก็เลยได้เวลามาตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ชื่อ เมืองไทยรายวันสมัยนั้นนะครับ ก็ปรากฏว่ามาเช่า office พอดีว่าตอนนั้นผมมีชั้น 3-4 ว่าง มาเช่า 2 ชั้น ปรากฏในการทำสัญญานี่ ผมต้องเป็นคนเซ็นค้ำประกัน ผมเห็นว่ามันเป็นเพื่อนรุ่นน้องก็เซ็นค้ำประกันไป แล้วเขาก็ทำไปผมก็ไม่ได้ยุ่งอะไร
ไปๆมาๆมันก็ไปติดเงินช่อง 9 เข้า 20 กว่าล้าน พอดีช่วงคุณมิ่งขวัญแกเข้ามาเป็นผู้อำนวยการช่อง 9 ใหม่ แกก็เดินมาหาผม แกบอกว่าพี่สนธิ บริษัทนี้มันค้างเงินช่อง 9 อยู่ 20 กว่าล้าน ผมเองก็จำเป็นต้องปรับเวลาใหม่หมดแล้ว ก็คือเวลาที่เคยออกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตอน 2-3 ทุ่ม ปรับมาเป็นช่วงเช้าแทนวันจันทร์ถึงพฤหัส แล้วเหลือวันศุกร์ให้วันเดียวคือตอน 3-4 ทุ่ม แต่ว่าทางบอร์ดเขาจะฟ้องแล้วนะ พี่สนธิ แล้วพี่ต้องโดนฟ้องด้วย
ผมก็เลยเรียกคนทำรายการมาพบ บอกว่าทำอย่างนี้เสียหายนะ เขาก็บอกว่าพี่จะให้ผมทำอย่างไร ผมไม่มีตังค์ แสดงว่าผมต้องรับหนี้มาใช่ไหม 20 กว่าล้าน ผมก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยต้องจ่ายช่อง 9 ไป แล้วก็ต้องรับมรดกอันนั้นสืบทอดมา พอรับสืบทอดผมก็สั่งเปลี่ยนตอนเช้าหมดเลย เป็นเรื่องของสุขภาพกาย สุขภาพจิต เอาเรื่องธรรมะเข้าไปตอนเช้า และตอนค่ำผมก็บอกให้เอาเป็นอย่างอื่นแทน ปรากฏว่าคนที่ทำรายการมันก็น่ารัก มันให้พวกมันยกทีมออกหมดเลย ไม่มีเหลือซักคนเลย
ผมนี่ชีวิตไม่เคยทำทีวี ผมบอกเขาว่าทำไมทำอย่างนี้ บอกไม่รู้จะทำอย่างไร ผมก็เลยโทรไปหายายหมวย อริสรา กำธรเจริญ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นลูกศิษย์ปริญญาเอกผม ตอนนี้มาเสนอ วิทยานิพนธ์ ผมก็บอกว่ามาช่วยหน่อย เขาก็บอกว่าตอนนี้หมวยไม่ว่างค่ะ ผมก็เลยนึกไม่ออกว่าจะเอาใครดี พอดีรุ่งมณี เมฆโสภณ เขาบอกว่าแอ้ม สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผมก็นึกในใจว่านี่มันจะเป็นบุญหรือว่าเป็นกรรมดี
สโรชา – ปัจจุบันก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าเป็นบุญหรือเป็นกรรม
สนธิ – ก็เลยตัดสินใจเรียกแอ้มมา พอเรียกมาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เลยบอกแอ้มเขา เผอิญแอ้มเขาก็สนใจ นี่คือจุดเริ่มต้นของเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ทำทุกวันศุกร์ ทีนี้พอทำไปนี่ คนเขาก็บอกว่าผมทำรายการเพื่อเชียร์คุณทักษิณ ชินวัตร ผมก็หัวเราะ จริงๆแล้วนี่ท่านนายกฯกับผมนี่เป็นเพื่อนกัน เรารู้จักกันดี รู้จักกันมานานแล้วนะครับ แล้วก็ตอนที่ท่านเป็นนายกฯนั้น เราก็มีข้อตกลงกันพอสมควรว่า ถ้าท่านเป็นนายกฯแล้ว อะไรที่ท่านทำดีเราก็ต้องช่วยเหลือท่านนิดนึง ปกป้องจากการที่ท่านจะต้องถูกโจมตีอย่างไม่มีเหตุไม่มีผล ก็ทำหน้าที่นั้นมาตลอด
ผมก็กราบเรียนท่านไปด้วยสัตย์จริงนะครับว่า นั่งกินก๋วยเตี๋ยวกันตัวต่อตัวคุยกัน ผมก็บอกท่านว่า ท่านนายกฯตอนที่คุณทักษิณยังไม่เป็นนายกฯ ก่อนการเลือกตั้ง 7 วัน ผมบอกว่าผมนี่เป็นคนซึ่ง 1. คำว่าเพื่อนก็ยังมีอยู่ แต่ 2. เมื่อคุณเข้ามาแล้ว ผมเห็นยังไงก็ตาม คุณก็ดีกับทุกคนตอนนั้น ผมเต็มใจและยินดี แต่ว่าผมจะให้โอกาสถึงจุดๆหนึ่ง เพราะว่าโดยอาชีพแล้วผมไม่เหมือนคุณ เพราะคุณนี่มันขายอากาศ แล้วได้เงินจากการขายอากาศ เพราะว่าทุนคุณไม่มี ผมนี่มันขายหนังสือพิมพ์ คนที่เอาเงินให้ผมกินข้าวคือคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ผม
เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหนังสือพิมพ์ผมและจุดยืนผมไม่มีในที่สุดแล้ว ไม่มีคนซื้อหนังสือพิมพ์ผม ผมก็เลยบอกว่าให้ 3 ปีแรก ผมก็บอกว่ารัฐบาลทำงานไป ให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ก็เหมือนกับชุดพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมให้โอกาสเขาทำงานมา ตอน 2 ปีแรกถ้าใครจำได้นะครับ เพิ่งจะมาปีที่ 3 ที่มีเรื่อง ก็คือเรื่องที่เขาสินทรัพย์ของชาวบ้านไปขายฝรั่งราคาถูก แล้วฝรั่งก็มาขายคืนคนไทยในราคาแพง ซึ่งผมถือว่านี่เป็นการขายชาติ นี่เป็นจุดที่ผมสู้กับคุณธารินทร์นิมมานเหมินทร์ และพรรคประชาธิปัตย์นะครับ อันเป็นตำนานที่ร่ำลือมานะครับ
ในที่สุดแล้วนี่ก็ถึงจุดๆหนึ่ง ผมก็เลยมีความจำเป็นที่ว่าในบางเรื่อง รัฐบาลชุดนี้นี่ประชาชนรอบข้างจะไปกลัวท่านนายกฯไปหมด ผมถึงจุดที่ผมบอกกับตัวผมเองว่า ไม่ได้แล้วงานนี้ อะไรที่มันไม่ถูกต้องนี่เราต้องพูดแล้ว มันไม่พูดไม่ได้ เพราะว่าถ้าเราไม่ใช้ธรรมนำหน้า ถ้าเราทำไปเพียงเพราะหวังผลประโยชน์นั้น เรานอนไม่หลับตอนกลางคืน ใครมาเคาะประตูบ้านเราตอนกลางคืน เราก็จะกลัว ก็เลยตัดสินใจว่าในบางครั้งนี่ ผมจำเป็นต้องพูดในเรื่องของการกระทำของท่านนายกฯ ซึ่งผมก็ยังให้โอกาสท่าน ให้เกียรติท่าน โดยว่าท่านไม่รู้เรื่อง ท่านไม่ทราบ ท่านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ท่านโดนคนแวดล้อมนั้นใส่ไฟ
ซึ่งจริงๆแล้วนี่กรณีของท่านนายกฯทักษิณนี่ เป็นกรณีที่คลาสสิก ผมเป็นคนเรียนประวัติศาสตร์ ผมไม่เคยประหลาดใจเลย เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้ชุดไหนก็ตามนี่ จะมีขันทีล้อมรอบ ยิ่งมีอำนาจมากนี้ ยิ่งมีอภิมหาขันทีเต็มไปหมด แล้วพวกขันทีนี่คือตัวการ อำนาจนี่มันไม่เข้าใครออกใคร ถ้าดูเจตนาของตัวนายกฯที่เขาทำงานแล้ว ผมคิดว่าเขาเจตนาดี แต่บางครั้งความอารมณ์ร้อน ความใจร้อน ในขณะเดียวกันบางครั้งโดยพื้นฐานท่านเป็นคนซึ่งปากไวใจกล้า พอข้อมูลมาปั๊บไม่ทันไรเลยท่านใส่แล้ว คือเป็นคนประเภทที่เรียกว่าคบเป็นเพื่อนแล้วดี เพราะว่าเป็นคนรักเพื่อน
ประเภทที่เขาเรียกว่าพอประดาบก็เลือดเดือด เคยเห็นใช่ไหมครับ พวกนักรบโบราณ เขาจะฟันดาบกันนี่ เขาจะรำดาบพอเสร็จแล้ว ก็เหมือนกับนักมวยเอาหมัดชนกันก่อน เขาก็จะเอาดาบคู่นี่ชนกันนิดนึง พอประดาบก็เลือดเดือดก็คือชนปั๊บนี่ฟันทันที นั่นคือลักษณะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ช่วงหลังก็เลยมีการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำงานของรัฐบาลบ้าง คนก็เลยบอกว่าผมนี่เปลี่ยนไป แล้วไม่กลัวเลยว่ารายการนี่มันจะถูกปิด
ก็เลยโยงไปสู่คำถามเก่าว่า ผมพูดกับทุกคนตลอดเวลา ผมพูดกับคุณ ผอ.สุระ ผมพูดกับคุณท่านรองชิตณรงค์ รองผู้อำนวยการช่อง 9 ผมบอกคุณชิตณรงค์ ไม่ต้องเกรงใจนะ รัฐบาลสั่งให้คุณปิดรายการผม กระซิบบอกผม ผมจะทำตัวให้หายไปกับความมืดคุณไม่ต้องกลัว แล้วผมไม่ออกมาด่าแม่คุณหรอก เพราะคุณนี่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ด่าคุณไปทำไมมี ปัญหาก็คือวัฒนธรรมของสังคมไทยมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมยอมรับเรื่องนี้
แต่การซึ่งผมไม่พูดไม่ได้หมายความว่า ผมจะหยุดยั้งการแสดงความคิดเห็นที่ควรจะเป็น ในลักษณะคนในวงการสื่อมวลชนที่ต้องทำ ผมก็จะมีวิธีการทำของผมไปหลายอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี่ก็เลยคือคำตอบว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมืองไทยรายสัปดาห์ ก็มีเผื่อคุณแอ้มมีคนถามว่า แล้วเราตัดสินใจจะพูดเรื่องประเด็นนี่ เราตัดสินใจกันวันไหน พฤหัสบ่อย พฤหัสเย็น แล้วเช้าวันศุกร์ค่อยว่ากัน บางวันอาทิตย์ที่แล้วเปลี่ยนไปหมดเลยใช่ไหม
สโรชา – เปลี่ยนกะทันหัน
สนธิ – เพราะว่ามันมีเรื่องหลายเรื่องที่ต้องพูด ก็เลยพูดออกมาเลย
สโรชา – คือจริงๆแล้วหลายๆท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในรายการนี่นะคะ ก็จะมีความเข้าใจว่า ตกลงกันแล้วล่ะ 2 คน ว่าจะมาพูดอะไร จะถามว่าอะไร จะตอบว่าอะไร แล้วเนื้อหาทั้งหมดจะโจมตีเขามีการเตี๊ยมกันมาแล้ว โดยเจตนาที่จะโจมตีบุคคลต่างๆ แต่ว่าจริงๆแล้วเรียนทุกๆท่านตรงนี้เลยว่า ไม่เคยมีการเตี๊ยมกัน ดิฉันทำรายการมาก็หลายรายการ รายการนี้เป็นรายการแรกที่พิธีกร 2 คนไม่ได้เตี๊ยมกันเลย ดิฉันจะเจอคุณสนธิ บางครั้งในระหว่างสัปดาห์นี่ เรื่องงานอื่นๆบ้าง แต่ว่าสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์นี่จะไม่ได้คุยกันเลย
ดิฉันก็จะได้รับหัวข้อมาว่า น่าจะคุยกันเรื่องนี้นะ ดิฉันก็ไปทำการบ้านมา เตรียมข้อมูลว่าจะมาคุยเรื่องอะไรบ้าง มาถึงคืนวันศุกร์ รายการเริ่มประมาณ 4 ทุ่มเศษๆ คุณสนธิจะมาซัก 3 ทุ่มครึ่ง 3 ทุ่ม 40 ประมาณนั้น มาถึงก็นั่งแต่งหน้าอะไรเสร็จก็เข้าสตู ก็อาจจะมีการถามกันนิดหนึ่ง ว่าเบรก 1 จะคุยเรื่องอะไร เบรก 2 จะคุยเรื่องอะไร โดยที่จริงๆแล้วไม่ทราบมาก่อนว่าคุณสนธิจะตอบว่าอะไร แล้วคุณสนธิก็จะไม่ทราบว่าดิฉันจะถามว่าอะไร
เพราะฉะนั้นนี่จริงๆแล้วมันสดจริงๆอย่างที่หลายๆท่านเห็น ว่าบางครั้งถามไป คุณสนธิจะตอกแอ้มกลับหน้าตาเฉยเลย ว่าถามอะไร แล้วก็เปลี่ยนประเด็นไปหน้าตาเฉยเลยนะ หรือบางครั้งนี่แอ้มอาจจะถาคุณสนธิบางอย่าง แล้วคุณสนธิก็มองหน้าแล้วแบบ แต่ก็ถาม เพราะฉะนั้นคือมันสดจริงๆ คือรายการอื่นเนี่ยแอ้มก็ทำมาก็หลายรายการ ก็ส่วนมากก็จะมีโปรดิวเซอร์เขาจะเตรียมคำถามมา ว่าพิธีกรควรจะถามอย่างนี้ๆ ประเด็นอย่างนี้ๆ แต่อันนี้ไม่ใช่จริงๆ ที่ท่านเห็นนั้นคือสดจริงๆ
สนธิ – สดจริงๆครับ แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่งผมแกล้งเขา แกล้งจริงๆเลย วันนั้นพูดถึงเรื่องปัญหาใต้ ผมคุยกับคุณคำนูณ สิทธิสมาน บอกว่า ไปเตรียมเพลง Blowing in the wind ของ Bob Dylan และก็อย่าไปบอกแอ้มมันนะ เพราะผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ Sensitive มาก จิตใจละเอียดอ่อนมากเลย ละเอียดอ่อนจริงๆ เขาเป็นคนซึ่งถ้าสมมุติว่ามีหมาโดนรถชนนี่เขาจะร้องไห้ จิตใจละเอียดออกมา คำนูณก็ไปเตรียม บอกว่าพี่จะเอาเข้าตอนไหน ผมก็บอกว่าเดี๋ยวพอพูดตอนนี้จบนี่ก็เปิดเลยนะ เพราว่าแอ้มนี่เขาโตมาจากอเมริกาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นแล้วนี่เนื้อเพลงมันกินใจมาก มันบอกว่า มันพูดถึงการที่คนเราจะต้องฆ่ากัน
สโรชา – พูดอีกเดี๋ยวก็เสียน้ำตาอีก
สนธิ – มันบอกว่า ปืนใหญ่จะต้องยิงอีกซักกี่ลูก คนถึงจะรู้สึกว่ามันพอแล้ว คนเราจะต้องฆ่ากันซักกี่คน ถึงจะรู้ว่าฆ่าพอแล้ว แล้วผมก็เปิด เขาไม่รู้นะ เขานั่งยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาผ่องแผ้ว แพรวพรรณไปหมดทั้งตัว หน้าตาเป็นประกาย คงคิดว่าเดี๋ยวดึกเลิกงานแล้วแฟนอาจจะมารับ ซักพักเพลงขึ้นเขาก็งงเป็นไก่ว่ามันมาจากไหน เพลงก็เริ่ม How many … ร้องไห้โฮเลย ผมก็ไม่นึกว่ามันขนาดนั้นนะ
สโรชา – แต่ว่าอยากจะเรียนให้ทราบตรงนี้เลย เพราะว่ามีถามมาเหมือนกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น คือ คุณพี่คำนูณของดิฉันนี่ก็ได้บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า วันนี้มีเซอร์ไพรส์นะแอ้ม เราก็งงว่าเซอร์ไพรส์อะไร จะเซอร์ไพรส์แบบไหน รายการสดจะมาเซอร์ไพรส์อะไรกัน ปรากฏว่าพอเซอร์ไพรส์ตูม คือโดยความรู้สึกแล้วนี่ คือเราไปโตเมืองนอกมา เรากลับมาอยู่เมืองไทย เราก็พูดไปเสียงเครือ เราจะมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า เราโชคดีนะ ที่เกิดมาในประเทศไทย
เราไปเห็นอิรักเขามีสงครามกลางเมือง อิหร่านเขาเป็นอย่างไร เราเห็นมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นนี่เรามีความรู้สึกว่าเราโชคดีนะ เกิดมาเป็นคนไทยเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ พอเกิดเหตุการณ์ภาคใต้โดยเฉพาะวันนั้นมีความรู้สึกว่า มันใกล้ตัวเรามาก แล้วเราเสียดายความรู้สึกที่เราเคยมีความรู้สึกว่าเราปลอดภัยอยู่ในความสงบ อยู่ในความสันติสุข ประเทศเราเป็นประเทศที่รักกัน ปรากฏว่ามาเปิดเพลงตูม ถ้าเกิดหลายๆท่านจริงๆแล้วใน VCD ในหนังสือเล่มที่ 2 ก็จะมีตอนนี้พอดี ดิฉันก็เริ่มสั่นเครือมาตั้งแต่ตอนเปิดเพลง คุณสนธิพออธิบายเป็นฉากๆเลยนะ ว่าอะไร ยังไง
สนธิ – ผมจงใจ คือผมต้องการให้เขาร้องไห้ให้ได้ คือผมหมั่นไส้เขามากๆ คือเขาเป็นนางเอกตลอดเวลา วันนี้ผมจะให้นางเอกร้องไห้ให้ได้
สโรชา – แต่มีเด็ดกว่านั้นคือ ดิฉันสามารถจบรายการได้ โดยที่ยังไม่มีน้ำตาหยดนะคะ จะสังเกตเห็นได้ว่า เสียงสั่นเครือกำลังแล้วล่ะ อีกอึดใจเดียว อึดใจสุดท้ายก็สูดหายใจเข้าไปลึกๆ ดิฉันสโรชา พรอุดมศักดิ์ สวัสดีค่ะ ยกมือไหว้ปุ๊บพอตัดฉากไปเท่านั้นล่ะค่ะ ดิฉันปล่อยโฮเลยค่ะ
สนธิ – น้ำตาร่วงเผาะ หลายเผาะเลย
สโรชา – ต้องเห็นสีหน้า
สนธิ – แต่ที่ชั่วร้ายที่สุดคืออะไรรู้ไหม ที่ชั่วร้ายที่สุดคือมีคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ บอกว่าแอ้มนี่มันเมียน้อยสนธิแน่เลย มันต้องทะเลาะกันแน่งานนี้ แล้วมันตกลงอะไรกันไม่ได้ มันถึงร้องไห้กันนี่แน่นอนเลย คือผมนี่จะซวยแบบนี้ตลอดเวลานะครับ
สโรชา – คือจริงๆนะคะ เชื่อหรือไม่ว่า แอ้มเองได้ยินมากับหูเลยว่า ทำรายการไปซักพักหนึ่งนี่ ก็มีคนมาถามด้วยความอยากรู้มั้งคะ หรือว่าด้วยความหวังดีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ว่าจะมาบอกให้รู้ว่ามีข่าวเช่นนี้ หรือว่าจะมาถามว่าเป็นจริงหรือเปล่า ดิฉันก็ไม่ทราบ แต่ว่าเขาถามกันตรงๆเลยนะ เขาบอกว่า พี่ถามจริงๆเถอะ มีข่าวว่าแอ้มกับคุณสนธิเป็นกิ๊กกันนี่ จริงหรือเปล่า แอ้มก็โอ้โห คิดได้เนอะ
คือตอนแรกก็รู้สึกเหมือนกัน ว่าทำไมคนเขาคิดกับเราแบบนี้เหรอ ก็อดจะน้อยใจไม่ได้ว่า คือเขาอาจจะเห็นว่าในรายการค่อนข้างจะสนิทกัน พูดคุยกัน หยอกล้อกันได้ประมาณนี้ แต่ว่าจริงๆแล้วเคารพรักเหมือนพ่อนะคะ คุณสนธิอายุเท่าคุณพ่อแอ้มเลย แล้วก็จริงแล้วคุณสนธิก็เอ็นดูแอ้มเหมือนลูก จริงๆคือมันไม่มีอะไร เราฟังแล้วเราก็งงว่าคิดได้ยังไง แต่เขาก็บอกว่าคุณสนธิเจ้าชู้ ก็เลยอาจจะมีบ้างอะไรอย่างนี้
สนธิ – คุณแอ้ม คุณนี่เข้าใจพูดๆอยู่แล้วคุณก็เข่าใส่ลิ้นปี่ผมหน้าตาเฉยเลยนะ
สโรชา – ดิฉันรอโอกาสนี้มานานมาแล้วค่ะ
สนธิ – นอกจากความเค็มของคุณซึ่งลือชื่ออยู่แล้ว คุณแอ้มอาชีพเดิมนี่แกเป็นคนรวยนะครับ เพราะบ้านแกทำเหมืองเกลือ คุณยังไม่รู้ เค็มในโลกที่ว่าเค็มยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของเค็มของแอ้ม ผมจะเล่าให้ฟังว่าความเค็มของแกขนาดไหนนะ เรื่องเวลาที่แกไปทานข้าวแล้วไม่ต้องใส่น้ำปลานี่เรื่องธรรมดา ความเค็มของแกอยู่ใกล้แกนะ เสื้อนี่ติดไอเกลือแล้ว มีชื่อเสียงดังที่สุด
แต่ว่าคือเรื่องรายการนี้นี่ มันเป็นอะไรบางอย่างที่ผมมีความรู้สึกนะครับว่า บางครั้งการทำงานรายการนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ถามว่ารู้สึกอย่างไรไหมในหลายๆอย่างที่เราเคยพูดออกไปแล้ว แล้วมันเป็นจริงขึ้นมา บอกไม่รู้สึก รู้สึกเสียดายที่สิ่งที่เราพูดนั้น สังคมไทยที่ได้รับทราบไปนี่ บางคนไม่ได้จริงจังกับมัน เหมือนอย่างที่เราพูดเรื่องกรณีภาคใต้ ตั้งแต่มกราคม 2547 เราพูด 3 ครั้ง เราพูดครั้งแรกก็โดน SMS มาด่าเช็ดเลย คุณขายชาติหรือไง คุณไม่ใช่คนไทยหรือไง
เรากำลังจะบอกว่าการแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยความรุนแรงนั้น เป็นวิธีการแก้ที่ผิด เราพูดมาตลอด แม้กระทั่งท่านนายกฯก็ยังแดกดันเราตอนแรกๆ มาวันนี้เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าภูมิใจนะ ที่พูดนี่พูดเพื่อให้ทราบว่า ในบางครั้งนี่ถ้าเราตั้งใจฟัง แล้วเราอย่าไปมองเป็นแยกส่วน คือสิ่งที่ผมพูดนี่นะครับ ผมพูดในแนวทางของควอนตัมฟิสิกส์ ผมพูดเหตุการณ์นี่มันเกิดขึ้นเพราะว่ามันมีเหตุปัจจัยอื่นๆที่ทำให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะแก้นี่จะไปแก้เฉพาะส่วนนั้นมันแก้ไม่ได้ มันต้องแก้องค์รวม
เหมือนหวัดนก หวัดนกนี่วิธีแก้ของเราคือการฆ่าไก่ 60 ล้านตัว มันไม่ใช่ หวัดนกคือวิถีชีวิตพวกเรา พวกเรามีวิถีชีวิตแบบนี้ สังคมมีวิถีชีวิตแบบนี้ มันก็ก่อให้เกิดหวัดนก ก่อให้เกิด Sars ก่อให้เกิดวัวบ้า สัตว์เลี้ยงนี่เวลาเขาเลี้ยงสัตว์ เขาต้องเลี้ยงให้สัตว์เดินไปเดินมา แต่ความที่พวกเราต้องก้าวเข้าไปสู่ระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ การเลี้ยงสัตว์กลายเป็นการค้าไปแล้ว คุณจับไก่ที่มันต้องวิ่งไปวิ่งมาให้มันอยู่ตรงซอกเล็กๆ ขยับตัวขยับไม่ได้ ชูคอออกมาข้างนอก แล้วคุณก็เอาอาหารเทไป พอถึงเวลา 3 อาทิตย์มันโตก็จับเอาไปฆ่าเอามากิน
เพราะฉะนั้นไก่ สัตว์มันอ่อนแออยู่แล้ว มันยิ่งอ่อนแอมาก มันก็เลยเป็นตัวพาหะที่นำเอาเชื้อโรคออกมาแพร่กระจาย นั่นคือการมองทุกอย่างเป็นรูปธรรมในรูปขององค์รวม ไม่ใช่ว่าพอบอกว่าฆ่าไก่ 60 ล้านตัวปัญหาหวัดนกหมด แล้วหมดหรือเปล่าล่ะวันนี้ ก็ไม่หมด นี่แหละครับที่ผมพยายามที่จะเล่าให้ฟัง ว่าในบางครั้งพูดไปไม่สนุกนะ เพราะว่ามันสวนกระแส เหมือนน้ำมันเหมือนกัน ทำไมสมัยก่อนคนมองว่ามันขึ้นเดี๋ยวมันก็ลง เพราะอะไร เพราะว่าคนมันมองแยกส่วนอย่างเดียว
มันมองตรงไหน มันไปมองตรงที่ว่าน้ำมันนั้นคือ Demand กับ Supply ก็คือว่าเมื่อถึงหน้าหนาวแล้ว ทางตะวันตกต้องใช้น้ำมันเยอะ น้ำมันก็เลยมีความต้องการ Demand เยอะ ราคาก็ต้องขึ้น พอหน้าร้อนเข้ามาแล้วน้ำมันก็จะต้องลง อันนั้นคือมองตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่ถ้ามองถึงสายวัฒนธรรมและรากเหง้าแล้ว เราต้องเข้าใจว่าน้ำมันเป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว น้ำมันมันเป็นเรื่องของความขัดแย้งของอาหรับกับอิสราเอล น้ำมันมันเป็นเรื่องของการ ขบวนการผู้ก่อการร้ายมันต้องการจะทำลายเศรษฐกิจของตะวันตก เพราะมันมองว่าการทำลายเศรษฐกิจของตะวันตกได้นั้น คือการทำลายจักรวรรดินิยมและทุนนิยม วิธีการทำลายไม่มีอะไรดีที่สุด คือทำให้ต้นทุนน้ำมันแพง
เพราะฉะนั้นมันถึงต้องไปทำลายท่อส่งน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นที่อิรัก ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิดที่ซาอุดิอาระเบีย แล้วล่าสุดมันเพิ่งจะวางระเบิดที่กาตาร์ เหตุผลกาตาร์นั้นคือสหพันธ์สาธารณอาหรับ มันไม่เคยมีขบวนการอัลกออิดะห์ เพิ่งมีเป็นครั้งแรก ประเด็นก็คือเพื่อให้บริษัทน้ำมันใส่พรีเมี่ยมผู้ก่อการร้ายบนราคาน้ำมัน เพราะฉะนั้นน้ำมันตอนนี้มันมี 2 ราคา คือราคาที่แท้จริงอันหนึ่ง แล้วข้างบนอีกอันหนึ่งก็คือราคาพรีเมี่ยม เขาเรียกว่า terrorist premium ตรงนี้ต่างหากที่ผมมองแล้วว่าการแก้ปัญหาจะไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นมันจะแพงขึ้น เราพูดมาตั้งนานแล้วใช่ไหมคุณแอ้ม ไม่มีใครเชื่อ เราเป็นคนบอกเองว่าน้ำมันต้องเกิน 50-60 ดอลลาร์สหรัฐ ตอนนั้นเพิ่งจะ 30 ดอลลาร์สหรัฐ ใครล่ะ คุณวิเศษ จูภิบาล คุณประเสริฐ อะไรพวกนี้หัวเราะเยาะกันใหญ่ ผมก็เฉยๆ คือผมไม่ได้โกรธ ข้อดีของคนเรียนประวัติศาสตร์ก็คือว่า เรามักจะโดนหัวเราะคนสุดท้าย แต่บางครั้งหัวเราะไปร้องไห้ไป มึงไม่ฟังกูตั้งแต่แรก อะไรเงี้ย เข้าใจไหม คือมันเป็นอย่างนี้จริงๆ นี่คือสังคมไทย แต่ผมก็ทำหน้าที่ของผม และผมทำได้สุดฤทธิ์สุดเดชแล้ว เราถือว่าเราทำได้ดีที่สุดแล้วคุณแอ้ม ดีแค่ไหนก็แค่นั้น
สโรชา – ค่ะ มีคนถามค่ะว่า ทำไมคุณสนธิรู้เรื่องตำรวจเยอะเหลือเกิน และทำไมถึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าพูดตรงๆ วิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างจะแรงในหลายๆ กรณี
สนธิ – ผมมีน้องนุ่งที่ผมรัก เหมือนน้องจริงๆ ที่เป็นตำรวจหลายคน ตำรวจเป็นอาชีพหนึ่งซึ่งไม่ได้ต่างกว่าอาชีพอื่นๆ เหมือนอาชีพนักลงทุนก็เหมือนกัน ตำรวจเลว กับนักลงทุนเลว บางครั้งผมคิดว่านักลงทุนเลวยังเลวกว่าตำรวจอีก เพราะว่าคนใส่เสื้อนอกแล้วปล้นคน มันปล้นคนเป็นสิบๆ ล้าน แต่ตำรวจถ้ามันจะปล้นคนหรือปล้นผู้บริสุทธิ์อย่างมากก็คนสองคน แต่ว่าเผอิญข้อแตกต่างมันมี ตำรวจถือกฎหมายอยู่ในมือ เมื่อตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายแล้วแล้วไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่อำนวยความยุติธรรมให้ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก เหมือนพระสงฆ์องค์เจ้า เมื่อเป็นศากยบุตร เมื่อเป็นลูกศิษย์ตถาคตแล้ว ดันทำตัวเองให้ผิดพระธรรมวินัย ทำให้ตัวเองให้ปาราชิก กินเหล้าเมายา หรือว่าฉันอาหารหลังเที่ยง หรือว่ามีเพศสัมพันธ์กับสีกาหรือว่าโกงเงินชาวบ้าน ผมถือว่าไม่ใช่พระ ต้องไล่ถีบออกจากผ้าเหลืองทันทีเลย ฉันใดฉันนั้น
ทีนี้ผมก็เห็นน้องๆ ผมหลายคนที่เป็นตำรวจ ผมเห็นเขามีชีวิตอยู่อย่างใช้ได้ดีพอสมควร คนบางคนก็มีลูกเรียนหนังสือที่เก่ง คนบางคนก็มีภรรยาที่มีรายได้ดี แต่น้องๆ ผมที่ผมคบด้วย เผอิญอาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นคนยังไง เขามาคบกับเราเขาก็ต้องเป็นคนอย่างนั้น เพราะถ้าเขาเป็นคนที่ไม่เหมือนเราเขาก็จะคบกับเราไม่ได้ ผมก็เห็นเขาอยู่ได้ มีเงินเดือนก็อยู่ได้ อยู่ได้สมถะ คำว่าสมถะคือว่า เขาไม่ได้อดอยากปากแห้ง เขาไม่ได้ถือกะลาไปขอใครกิน เขาก็มีเงิน มีรถคันหนึ่งขับ เขาก็ไม่ได้มีรถราคาเป็นล้านๆ ลูกเขาก็เรียนหนังสือ เรียนหนังสือดี เขาก็มีชีวิตที่ปกติ มีความสุขและเขาก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ผมก็เลยมองว่า เอ๊ะ ทำไมสังคมไทยมันถึงไม่มีตำรวจประเภทนี้ ไปๆ มาๆ อ๋อ มันเป็นความเลวร้ายของสังคมที่มันสร้างตำรวจที่ดี ให้เป็นตำรวจที่เลว เพียงเพราะว่ากิเลสที่มันไม่รู้จักสั่งสอนและในขณะเดียวกัน ผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมตำรวจเอง เป็นตัวการที่ทำให้ตำรวจดีๆ นั้น ต้องกลายเป็นตำรวจที่เลวๆ เหมือนอย่างเมื่อวานนี้ผมไปขอนแก่น ก็มีน้องสองคนเขาไปรับผม เป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติด คนคนหนึ่งเขาเป็นระดับรองผู้กำกับ เขาก็สมถะมากนะ เขาใส่เสื้อผ้าธรรมดา เขาก็ขับรถฟอร์ด เอเวอร์เรส ผ่อนเดือนละ 20,000 บาท นอกเหนือจากนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่นาฬิกาโรเล็กซ์ เขาไม่ได้มีเงินมีทองอะไร เขาก็เล่าให้ผมฟังว่า ทำงานนี้มันล่อแหลมมาก จับยาเสพติด พอจับปั๊บ มันขอเปลี่ยนของกลาง มันบอกว่ามันมีเงิน วางไว้ให้เลย 2-3 ล้านบาท แล้วเอาไปเลย มันยั่วยวนใจคนนะตรงนี้ ผมก็บอกว่า เฮ้ย อย่าไปคิดทำเลยนะ มันไม่มีประโยชน์หรอก แต่พี่เห็นใจนะมันยั่วกิเลส ตำรวจที่เริ่มเสีย คือตำรวจที่เริ่มใช้จ่ายเกินตัว เมื่อใช้จ่ายเกินตัวก็เริ่มเป็นหนี้ อยากมีรถขี่ โตโยตา อยากมีเบนซ์ เมียอยากมีเพชร อยากไปเที่ยวเมืองนอก อยากจะเปลี่ยนรถไปกู้เงินกู้ทองมา พอเริ่มมีหนี้มากขึ้นแล้วนะ ความกดดันบนหนี้ มันทำให้ตัวเองคิด ครั้งเดียวก็ได้ว่ะ ติดอยู่ 2 ล้านกว่าบาท รับมัน 2 ล้าน จ่ายหนี้แล้วกูขอเป็นคนดีใหม่ มันไม่ใช่ มันเป็นยาเสพติด และผมบอกน้องว่า ถ้าเอ็งทำนะ ที่เอ็งสูญเสียเอ็งไม่ได้สูญเสียเฉพาะเกียรติยศ ศักดิ์ศรี เอ็งสูญเสียพี่ไปด้วย และคนที่แวดล้อมเอ็ง หมายความว่าเอ็งคบพี่ไม่ได้นะ เอ็งต้องเดินถนนคนเดียว อันนั้นมันเจ็บปวดมาก ผมมีความรู้สึกว่าตำรวจที่ดีเยอะ และเขาจะขอบใจสิ่งที่ผมพูด เพราะว่าเขาคือคนซึ่งไม่มีปากไม่มีเสียง และปรากฏว่าผมพูดออกไป ก็ไม่มีใครเดือดร้อน เดือดร้อนแต่ไม่กล้า เพราะว่า คล้ายๆ กับว่าคนมันมีแผล คำพูดเราเหมือนน้ำเกลือที่ไปราดแผลมัน ถ้ามันแส่เขาไปอีก เดี๋ยวมันก็ปวดแสบปวดร้อน เข้าใจไหมครับ และอีกอย่าง อีกประการหนึ่ง ผมพยายามแนะนำพวกรุ่นน้องที่อยู่วงการสื่อมวลชน บอกว่า เมื่อจะวิพากษ์วิจารณ์อันใดก็ตาม ให้วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตรงไปตรงมา และไม่มีอคติ และที่สำคัญที่สุดต้องไม่มีวาระซ่อนเร้น จบแล้วจบเลย เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาผมวิพากษ์วิจารณ์ใคร ผมถือว่าผมได้พูดไปแล้วนะ ผมไม่ต้องไปจิกอีก นอกจากจะมีเรื่องใหม่อีก ผมก็จบแล้ว แต่สื่อมวลชนบางคน บางส่วน บางกลุ่ม รุ่นน้องผม วิพากษ์วิจารณ์แล้ว ก็นึกว่ากัดติด ไม่ยอมจบซะที อาจจะรอเรียกให้มีการเจรจาแล้วค่อยจบ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้คือที่มาของการที่ไม่ชอบขี้หน้า ต้องล้างแค้นกัน ต้องฆ่ากัน ต้องทำลายกัน
สโรชา – แสดงว่าคนที่คุณสนธิวิพากษ์วิจารณ์ในทีวี ไปเจอในงานสังคมต่างๆ ก็ยังเจอกันตามปกติ พูดคุยกัน
สนธิ – เจอกัน แต่มันสะบัดหน้าหนีผม
สโรชา – ไม่พูดด้วย งอน
สนธิ – ไม่พูดด้วย คุณไม่เห็นเหรอ ผมขึ้นศาลกับคุณสันต์ พอผมยกมือไหว้เขา ใช่ไหม แต่ว่าคือผม
คิดว่า โดยอาชีพนะคุณแอ้ม คุณเป็นอย่างนี้ คุณปฏิเสธผมไม่ได้
สโรชา – มันเป็นเรื่องปกติ
สนธิ – มันเป็นเรื่องปกติ แต่ถามว่าผมเป็นมนุษย์หรือเปล่า ผมเป็นมนุษย์ ผมมีรัก มีโลภ มีโกรธ มีหลง ผมมีกิเลส ผมไม่ใช่เทวดา ก็ยังมีบางส่วนที่ผมก็มีอคติ โดยผมไม่ว่าเขา ผมเป็นคนเลว เป็นสื่อมวลชนที่เลว แต่เลวน้อยที่สุด เพราะผมยอมรับในความเป็นมนุษย์ ผมไม่เคยโอ้อวด ว่าผมเป็นสื่อมวลชนที่รับรองว่า บริสุทธิ์ดั่งพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่ นะครับ เส้นแบ่งผม ระหว่างพระ กับโจร พอๆ กัน บางเวลา ผมเป็นพระ บางเวลา ผมเป็นโจร แต่ผมจะเป็นพระมากกว่าโจร
สโรชา – อย่างนี้ ดิฉันเชื่อว่าต้องมีคนในวงสังคมมาเจอ เวลาเจอหน้าคุณสนธิ บอกว่า เบาๆ หน่อยเถอะ อย่าด่าแรงนักเลย คุณสนธิตอบเขาว่ายังไงค่ะ
สนธิ – มี ผมบอกเขาว่าผมไม่ได้ทำอะไร ก็พูดแล้ว ก็จบไป แต่ว่าถ้าเขาพูดมาก ผมก็บอกว่า อ้าวแล้วมันจริงหรือเปล่า ผมก็ถามไปอย่างนั้นจริงๆ ก็เงียบไปสนิท คือทำหนังสือพิมพ์ ทำสื่อมวลชนบางครั้งมันกลุ้มใจเหมือนกัน คือคุณจะสร้างความสมดุลในหน้าที่ที่คุณทำ กับผลประโยชน์ที่องค์กรคุณได้รับให้มันพอดีๆ ยังไง ไม่ให้มันเสีย พอดีตรงไหน พอดีตรงที่ว่า หนึ่ง องค์กร ข้าวต้องซื้อ ไฟต้องจ่าย น้ำต้องใช้ เงินเดือนต้องให้ รายได้ต้องมา รายได้มาจากไหน มาจากการขายหนังสือ จากโฆษณา แต่ในขณะเดียวกัน จะทำยังไงให้คนซึ่งมีอุดมการณ์เขาเขียนหนังสือแล้วเขามีความรู้สึก ว่าเฮ้ยไม่ได้ไปสั่งให้เขาเขียนอย่างนั้น ไม่ได้ไปให้เขาบิดเบือนอย่างนี้ ตรงนี้คือศิลปะ ซึ่งเลียนแบบกันไม่ได้ เป็นศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยไม่สอน เหมือนอย่างผม จู่ๆ ตื่นมาตอนเช้า ผมเปิดหนังสือพิมพ์ เฮ้ย คือ เพื่อนร่วมงานผมกำลังเขียนถึงเหตุการณ์ซึ่งมันจะไปกระทบกับองค์กรธุรกิจอันหนึ่ง หรือคนคนหนึ่ง ซึ่งผมรู้ดีว่า เดี๋ยวมันต้องโทร.มาหาผมแน่นอน สิ่งแรกที่ผมทำ ผมปิดโทรศัพท์
สโรชา – ง่ายไปเปล่า
สนธิ – เดี๋ยวซิ แล้วผมก็ใช้โทรศัพท์อีกเครื่อง โทร.ไปหาคนเขียน บอกว่าเฮ้ย เรื่องนี้มึงตกลงกี่ตอน พี่ สองตอน พรุ่งนี้อีกวันหนึ่ง มึงเขียนไป ปิดโทรศัพท์สองวัน พอเขียนจบปั๊บ วันที่สามเปิดโทรศัพท์ วันที่สอง เอาหนังสือพิมพ์มาเปิด ท่านสนธิครับ ท่านจุดจุดจุด จะขอเรียนสายครับ คุณสนธิ ลูกน้องพี่ทำ เฮ้ย จริงหรือเปล่าว่ะ พี่เพิ่งกลับจากเมืองนอก ยังไม่เห็นอะไรเลย
สโรชา – หน้าตาเฉย
สนธิ – เอ้า เดี๋ยวพี่ดูให้ เดี๋ยวพี่โทร.กลับ พี่โทร.กลับนะ พี่ไม่โทร.ไม่ได้ ผมเสียหาย เรารู้อยู่แล้ว ซักพักหนึ่ง กินกาแฟ สูบบุหรี่ อ่านหนังสือ ตอแหลกับพรรคพวกซักพักหนึ่ง ฮัลโหล ตรวจแล้ว พี่เรียกมันมาด่าแล้ว พรุ่งนี้ไม่มีอีกแล้ว หมดแล้ว ไม่มีเขียนอีกแล้ว มันบาลานซ์ได้ทั้งคู่ ใช่ไม่ใช่ มันพอดีๆ เด็กเราก็ได้แสดงออกในสิ่งซึ่งเขาต้องการแสดง ในขณะเดียวกัน ไอ้บ้านี่มันก็เชื่อเราสั่งห้ามเขียนไปแล้ว เข้าใจไหม คือบางครั้งมันต้องโกหกตอแหลเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้วพระพุทธเจ้าถึงบอกว่ามุสาวาทา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ แปลว่า ในบางครั้งการโกหก ถ้าไม่ได้มีเจตนา ให้คนอื่นเสียหายนั้น ถือว่าไม่ผิดศีล
สโรชา – อึ้งๆ อยู่
สนธิ – แต่โทรทัศน์มันหนีไม่พ้น
สโรชา – ได้ข่าวว่าทำสถิติอยู่หรือค่ะ เมืองไทยรายสัปดาห์
สนธิ – มันตีกลางกะบาลเลย งานนี้ มันหลบไม่ได้ว่า ผมไม่ได้พูด
สโรชา – ใช่ไหมค่ะ คือเขามีอยู่เลย ลำดับแรกในการเปิดคดีนะคะ เขาจะให้ถอดเทปก่อน สนธิพูด หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ สโรชา พูด หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แต่อาจจะไม่ถึง แปด เก้า สิบ เพราะสโรชา พูดน้อย แต่ว่าที่แน่ๆ คือ เขายืนยันก่อน ก่อนอื่นเลย เขายืนยันก่อนเลย พูดตามนี้จริงหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนค่ะ มันมีหลักฐานอยู่ เราก็ต้องบอกว่าจริง ส่วนจะสู้คดี กันคงอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ซึ่งเราก็อยู่ในการพิจารณากันอยู่หลายคดีเหมือนกัน
สนธิ – คืออาชีพสื่อมวลชน วันคุยกันอย่างเปิดอก คุยสนุกสนานดีๆ เป็นอาชีพที่แค้นไม่ได้นะ ผมในอดีต ตอนที่ผมยังทำหนังสือพิมพ์อยู่ ตอนนี้ก็ทำอยู่ แต่ว่าเผอิญผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรมากนัก ลูกชายเป็นคนดูแล ผมจะมายุ่งเกี่ยวกับโทรทัศน์มากกว่า ยุคที่ผมทำหนังสือพิมพ์ ผมขึ้นศาลเฉลี่ยปีละประมาณ 16 คดี นะครับ ผมขึ้นจนกระทั่ง มีอยู่คดีหนึ่ง ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ผมเป็นจำเลย สืบพยานผมเสร็จปั๊บ แล้วเผอิญระหว่างสืบพยานนั้น ก็มีจ่าศาลเอาที่ผมไปประกันตัวอีกคดีหนึ่ง เอามาให้ผู้พิพากษาเซ็นอนุมัติ ท่านเห็นชื่อก็อ้าว คุณสนธิเหรอ ลูกค้าประจำ ลดค่าประกันครึ่งหนึ่ง เยอะถึงขนาดนั้นนะครับ แต่ว่ามีอยู่เยอะเลย ผมคิดว่าโดยเฉลี่ยแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ คดีผมยกฟ้อง น่าสนใจมาก 70 เปอร์เซ็นต์ที่ยกฟ้องนั้น ศาลบอกว่า พยานและโจทก์ให้การเชื่อถือไม่ได้ นั่นคือให้การเท็จ เกือบ 100 คดี ที่ผ่านมาในชีวิต ผมไม่เคยฟ้องกลับ คือผมถือว่าถ้าเราพูดจาถึงชาวบ้านเขาได้ ถ้าชาวบ้านเขาจะเล่นงานเราก็เป็นธรรมชาติของกฎแห่งกรรม อย่าไปโกรธเคืองกันเลย เราพิสูจน์ได้แล้วว่าเราทำไม่ผิดเราทำถูก เราไม่ผิดอะไรทั้งสิ้น เมื่อถูกแล้ว ไม่ผิดแล้ว ชนะแล้ว แล้วกัน ก็แล้วกันไป เลิกกันไป ถึงแม้ว่าหลายอย่าง เขาไปปั้นพยานเท็จมาเลยนะ แล้วพิสูจน์ได้ว่านี่คือพยานเท็จ ก็อย่าไปโกรธเขา ผมใช้หลักวิธีการไม่ล้างแค้น ไม่อาฆาตแค้น
สโรชา – ก็คือสู้กันไป ถ้าเกิดเอาชนะก็ว่ากันไป
สนธิ – ก็จบกันไป ถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นมันจะด่าพ่อล่อแม่ผม หรือใครจะนินทาให้ร้ายผม ก็ถือว่า เรานินทาให้เขาเป็นร้อยๆ ครั้ง เขาจะนินทาเรากลับมา ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย
สโรชา – ยังไม่เคยติดคุกใช่ไหมค่ะ
สนธิ – โดนรอลงอาญามาเยอะ ติดคุกกายไม่หนักเท่าติดคุกใจ คุณจำไว้
สโรชา – แต่ขอไม่ติดทั้งสองอย่างได้ไหม
สนธิ – คุณนะ ซักวันคุณจะติดคุกใจ แล้วคุณจะรู้
สโรชา – คุยกันเรื่องเมืองไทยรายสัปดาห์มาพอสมควรนะคะ ถ้าเกิดมีคำถามเพิ่มเติมอยากจะเรียนเชิญค่ะ
สนธิ – คำถามเก่า ถ้าจะถามด้วยก็ได้
สโรชา – มี จริงๆ แล้วในรายการเราเกริ่นไปซักแป๊บนึงแล้วหละ สำหรับปัญหาที่รัฐบาลนี้อาจจะเจอใน 4 ปีนี้ ซึ่งถ้าเกิดใช้เวลาทีวีทางช่อง 9 อาจจะพูดไม่ได้เต็มที่ เราจะใช้เวลาตรงนี้พูดซักนิดนึงจะดีไหมค่ะ
สนธิ – สั้นๆ ว่า 4 ปีนี้ต่อไปนี้จะเป็น 4 ปีที่หมิ่นเหม่มาก หมิ่นเหม่หลายอย่าง หนึ่ง ปัญหาทางใต้ที่ดูเหมือนจะจบ จริงๆ แล้วมันเปิดบริบทใหม่ของการต่อสู้ บริบทใหม่มันเป็นยังไง มันเป็นตรงที่ว่า น่าเสียดายศุกร์ที่แล้ว ผมก็พูด เรื่องของสมานฉันท์นั้นน่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลเริ่มต้นตั้งแต่ต้น แทนที่จะมาตั้งคนอื่น ให้เป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ การตั้งคนอื่น มีข้อดี ข้อเสีย ข้อดีในเชิงทางการเมืองคือว่าผ่องปัญหาให้คนอื่นรับไป ตอนนี้ถือว่าตัวเองหมดแล้ว ปัญหาไม่มี แต่ว่ามันชั่วคราวเท่านั้น ทีนี้สังคมไทย ประกอบด้วยองคาพยพ หลายองคาพยพ องคาพยพที่สำคัญที่สุด คือความหัวโบราณของคนในสังคม สำคัญมาก คนที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกคอนเซอร์เวย์ทีฟ ในสังคมไทยเยอะ ไม่น้อย ไม่เชื่อลองถามดิ ว่าคำพูด ว่า ผมจะไม่มีวันยอมให้ใครแยกดินแดนไปได้แม้แต่ 1 ตารางนิ้ว ผมเชื่อว่าในห้อง 10 คน ต้องมี 7 คนลุกขึ้นมาปรบมือและก็เห็นด้วย เพราะอะไร เพราะว่าเรายังยึดติดในเรื่องของตัวกู ของกู ผืนดินนี้เป็นของกู ใครแยกไปไม่ได้ เรื่องอื่นไม่สำคัญ มึงเอาไปมึงตาย เพราะฉะนั้นประเด็นว่า มึงตาย ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็คือเงื่อนไขสำคัญที่สุด ที่ผู้ที่ไม่ประสงค์จะดีต่อชาติบ้านเมือง หรือต้องการจะปลุกปั่น ใช้ประเด็นนี้ เป็นตัวที่ทำให้มันเกิดกลียุคขึ้นมาในอนาคต และผมทายไว้ล่วงหน้า เพราะว่าอีก 9 เดือน ถ้าสมมติ คณะกรรมการทั้งหมด 48 คน ซึ่งบางคนผมเห็นแล้ว ผมก็กลุ้มใจแทนเหมือนกัน ที่เป็นมุสลิม ซึ่งเบื้องหน้า เบื้องหลังก็น่ากลัว เหมือนกัน ถ้าเกิดมีมติออกมา แล้วไปสวนทางกับความรู้สึกของกลุ่มคนซึ่งมีความคิดคอนเซอร์เวย์ทีฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายความมั่นคง อะไรจะเกิดขึ้นตรงนั้น ผมฝากทิ้งไว้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมคิดว่า ไม่เกินสิ้นปีนี้ เราคงจะเห็นแน่นอนที่สุด อันแรก
สโรชา – ขอขัดนิดนึงได้ไหมค่ะ เพราะว่ามีท่านหนึ่งถามว่าการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ทำไมไม่ใช้เวลานั้นกว่านี้ เพียง 4-5 เดือน น่าจะเพียงพอ แต่นี่จะใช้ตั้ง 8-9 เดือน
สนธิ – การแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่แท้จริง ต้องใช้ถึง 10 ปี ไม่ใช่ 4-5 เดือน ไม่ใช่ เพราะว่าความแค้น ความชอกช้ำ ความขมขื่น ความเจ็บปวด ตลอดจนบาดแผลที่เกิดขึ้นนั้น มันลึกจนยากที่จะเยียวยาได้ในระยะเวลานั้น และถึงแม้จะเยียวยาได้ในระยะยาวนั้น บาดแผลที่หายแล้ว ก็ยังเป็นแผลเป็น ที่สามารถมองเห็น และมองเห็นทีไรแล้ว ก็จะทำให้รำลึกถึงเหตุการณ์ในช่วงก่อน ๆ แล้ว เกิดความหมองหมางกันในชาติ เพราะฉะนั้นแล้ว 3-4 เดือน ไม่ใช่เรื่องแก้ได้เลย ไม่ใช่แก้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งในขณะที่ผมเห็นใจชาวพุทธ ที่ถูกฆ่าไปเยอะ แต่มีความจริงอีกประการหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครพูด คือชาวมุสลิม 2,400 กว่าคน ถูกอุ้มหายไป 2,400 กว่าครอบครัว หนึ่งครอบครัวเขามีญาติพี่น้อง 100 คน 240,000 คน เขาจะคิดยังไง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการเยียวยาที่ยาก แล้วต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ เยียวไปด้านหนึ่ง มากจนเกินไปก็ไม่ได้ มากจนเกินไปก็เหมือนกับยกประเทศให้เขา น้อยจนเกินไปก็ไม่ได้ พอดีๆ ตรงนี้มันอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ต่างหากซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เสร็จเรียบร้อยแล้ว ระหว่างพอดีๆ มันก็จะมีหลุมพราง กับดัก ที่ถูกขุดตลอดเวลา อย่างเช่น คณะกรรมการสมานฉันท์กำลังดำเนินการไปได้ดี มันก็ฆ่าเอา ฆ่าเอา จนกระทั่ง เพราะมันรู้ว่าการฆ่า วางระเบิดเอา มันจะทำให้ฝ่ายสายเหยี่ยว ฝ่ายขวาจัดจะเริ่มทนไม่ได้ ผมทำนายไว้ตรงนี้นะ มีโอกาสเป็นไปได้ว่า ปีหน้าจะมีการรัฐประหาร เป็นไปได้ ผมเชื่อ ถ้าหากในลักษณะการทำงานตรงนี้ไม่พอดีๆ ไม่ประสานประโยชน์ทั้งสองฝ่ายให้ลงตัว คอยดูซิ อันนี้อันหนึ่ง อันที่สองคือ ความหมิ่นเหม่ของสังคมไทยคือ เรื่องเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ผมเสียดายที่รัฐบาลไทยนั้น ไปเน้นเรื่องจีดีพีมากจนเกินไป การเน้นจีดีพี ต้องโต 5.5 เปอร์เซ็นต์ 6.5 เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นการใช้สมมติฐานของเศรษฐกิจดั้งเดิม คือว่าเมื่อฐานเศรษฐกิจขยายแล้ว มันจะทำให้คนมีเงินมากขึ้น ใช่ไหมครับ GDP GROWTH เท่านี้แล้วมันจะดี แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มันจะทำให้ช่องว่างระหว่างรายได้มันยิ่งห่างมากขึ้นกว่าเก่า หมายความว่าในอนาคต คนรวยจะรวยมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน จะมีคนจนอีกกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นมา ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ผมเคยตั้งปุจฉาและวิสัชนากัน ตอบผมไม่ได้ซักคนเลย วันนั้นไปสัมมนาในเรื่องของวิชาการทางการศึกษา มีอาจารย์สิปปนนท์ เกตุทัต ดร.บุญเสริม มีสกุล พวกคณาจารย์ทั้งหลายที่เป็นดร.ทางกระทรวงศึกษา ผมบอกอาจารย์เดี๋ยวก่อน ผมถามคำถามคำ ตอบผมหน่อยได้ไหมว่ามีอะไรผิดปกติกับระบบการศึกษาเมืองไทย คุณส่งลูกคุณคนหนึ่งไปเรียนปริญญาตรี ตั้งแต่ปี 1 จนจบ ปี 4 คุณใช้เงินประมาณ 1 ล้านบาท แล้วมันจบมา มันมารับเงินเดือน 8,000 บาท มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย มันเกิดอะไรขึ้นกับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ถ้าคุณจะถามผมตรงๆ ก็คือ โครงสร้างเศรษฐกิจของคนไทย เป็น 2 โครงสร้าง โครงสร้างหนึ่ง คือคนซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ คนมีเงิน คนพวกนี้ ต้องการกำไร ทุกรูปแบบ รวยมากขึ้นๆ แล้วมากดขี่ระดับล่าง เพื่อไม่ให้เงินเดือนสูงไปกว่าที่ควรจะเป็น ผมบอกแล้วมัน make sense เหรอ ผมถามว่า อีก 3 ปี 4 ปีข้างหน้า ถ้าโครงสร้างเครือข่ายของรถไฟฟ้าทุกอย่าง มันเสร็จหมดในกรุงเทพฯ อีก 4 ปีข้างหน้า ผมว่าเงินเดือน ขั้นต่ำเบ็ดเสร็จก็ไม่เกิน 10,000 บาท 10,000 อาจจะมากไปด้วยซ้ำ ปริญญาตรี ผมว่าให้ซัก 9,000 บาท อีก 4 ปี บางคนเริ่มที่ 6,500 บางคน 7,000 ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการดีหน่อย เริ่มที่เท่าไหร่นะ 8,000 บวกค่ารถเท่าไหร่ 2,500 ก็ 10,500 บาท นะเด็กปริญญาตรีจบมา เอาละ ผมให้ 10,000 ผมถามว่า ในวันนั้นคนได้เงินเดือน 10,000 บาท แล้วต้องใช้เครือข่ายการเดินทาง ทั้งเดินทางไปกลับ ต่อรถใต้ดิน 2 เที่ยว กลับไปรถใต้ดิน วันละประมาณ 150 -200 บาท แล้วมันจะอยู่ได้ยังไง ผมถาม แล้วชีวิตนี้มันจะมีบ้านซักหลังอยู่ได้ยังไง ถ้ามันจะมี มันต้องอยู่แถวโน้น ใกล้ๆ สุพรรณบุรี และก็นั่งเกวียนมาเรื่อยๆ มาจนถึงแถวบางบัวทอง แล้วจากบางบัวทองอาจจะขี่จักรยานเข้ามา ซึ่งผมว่ามีอะไรผิดปกติกับระบบเศรษฐกิจบ้านเรา ผมมองว่าระบบเศรษฐกิจบ้านเรานั้นให้ความไม่เท่าเทียมกันอย่างมากจนเกินไป ผมไม่ได้หวังที่จะให้เกิดความเท่าเทียม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผมเชื่อว่า ระดับคนซึ่งกำลังใช้งานอยู่ ระดับล่าง ไม่ได้รับการยุติธรรมในการให้ เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่า นัยตรงนี้ เรากำลังเผชิญวิกฤติอีกวิกฤติหนึ่งซึ่งเราไม่รู้ตัว วิกฤติตรงนี้ก็คือวิกฤติของการล่มสลาย ของคนระดับล่าง คนเงินเดือน 8,000 -20,000 บาท จะล่มแบบล่มพังทั้งยวงเลยทันทีเลย ผมคิดว่า ถ้าเราแมเนจไม่ดี ถ้าเรามัวแต่ไปเน้นตรงเรื่องจีดีพีอย่างเดียว ผมยังไม่เคยเห็นใครเน้นจีดีเอช GROWTH DOMESTIC HAPPINESS ความสุข บางครั้งความจริง พวกเราไม่จำเป็นต้องโตขึ้น 5.6 5.5 หรือ 6.5 เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเราโตซัก 2 เปอร์เซ็นต์ แต่เราค่อยๆ โต เราไม่ให้สินค้ามันแพงมากนัก เราไม่ต้องให้คนไปบ้าบอคอแตก กับการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือทุกๆ 3 – 6 เดือน เราไม่ต้องมีพรีเพด ไม่ต้องมีอะไรก็ตามที่มันส่งเสริมให้คนใช้เงินอย่างไร้สาระ คนไทยในช่วงหลังที่น่ากลัวอันหนึ่ง รัฐบาลไม่กล้าพูด คือว่า จำนวน ปริมาณคนที่ใช้เครดิตเพิ่มกว่าเก่าอย่างมหาศาล
สโรชา – หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นทุกปี
สนธิ – หนี้ครัวเรือนส่วนหนึ่ง เด็กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีมา เดี๋ยวนี้ทุกคนมีบัตรเครดิตหมด คุณสโรชา แล้ววินัยทางการเงิน ถ้ายังไม่ได้สร้างตรงนี้ ถ้าคุณสามารถใช้บัตรเครดิตได้เกิน 5 เท่าของเงินเดือน แล้วคุณผ่อนส่งจ่ายแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้ทั้งหมดไปเรื่อยๆ คุณลองคำนวณดอกเบี้ยปีละ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คุณลองคิดดูซิ คุณคูณกลับมานะ เงินก้อนนั้น ใครรวย แต่คนที่จนคือคนนี้ คือผมกำลังกลุ้มใจกับรัฐบาลทุกรัฐบาล คือว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกันทุกคน เพราะว่าทุกคนน้อมเกล้าฯ ใส่หัวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่น้อมเกล้าใส่หัวในวันฟังท่าน ออกมาแล้วก็ไม่เคยเศรษฐกิจพอเพียงกันซักคน ผมอยากให้มีสัปดาห์หนังสืออย่างนี้ทั้งปี ดีกว่ามีมอเตอร์โชว์ นี่ ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ มอเตอร์โชว์ ซื้อรถ 1 คัน สูญเสียเงินไปเป็นล้าน องค์ความรู้ไม่ได้ สัปดาห์หนังสือใช้อย่างมาก ก็ 1,000 บาท 500 บาท อย่างน้อย ดีๆ ชั่วๆ ก็ได้หนังสือกลับไป เสริมปัญญา สังคมไทยไม่ได้มีการทำทุกอย่างเพิ่มเสริมปัญญา สังคมไทยเป็นการทำทุกอย่างเพื่อเสริมการใช้จ่าย เพราะฉะนั้นแล้วนั่นก็คือความหมิ่นเหม่ข้อที่สอง
ความหมิ่นเหม่ข้อที่สาม คือลักษณะคุณค่าของรากเหง้าของสังคมไทย กำลังถูกทำลาย ลงไป โดยที่เราไม่ได้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมา ภูมิต้านทานตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ผมจะบอกให้ วัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม เราถูกสอนมาผิด ๆ ตลอด เราถูกสอนมาให้ถูกมองแยกส่วน คือเราถูกสอนมาให้มองแต่ประเทศไทย เมื่อเราถูกสอนให้มองแต่ประเทศไทย เราถึงแคบไง เราถูกสอนให้มองประวัติศาสตร์ประเทศไทยกับพม่า เพียงเรื่องเดียว คือสงครามไทยกับพม่า จบ เรื่องอื่นไม่มีเลย ไม่มี ผมประหลาดใจมาก ไม่มี เราไม่เคยถูกสอนเรื่องพุทธศาสนาระหว่างไทยกับพม่า ว่ามีความคล้ายคลึงกันตรงไหน มีเกจิอาจารย์พม่าองค์ไหนบ้างสมัยโบราณที่เคยเข้ามา พระไทยสมัยก่อนนั้น สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีบ้างไหม ที่ไปตั้งวัดที่พม่า แล้วความรู้สึกของชาวพุทธ ไม่มี เพราะว่าเราแคบในเรื่องการสอนประวัติศาสตร์ ถ้าเราสามารถสอนประวัติศาสตร์ โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยว่า ประวัติศาสตร์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมโลก เราก็จะได้ให้เด็กของเราเรียนรู้อารยธรรมกรีก เมดิเตอร์เรเนียน อารยธรรมอินเดีย อารยธรรมจีน ซึ่งเป็น 3 อารยธรรมหลัก และประเทศไทยเป็นซับอารยธรรมของเขา เมื่อเราเรียนรู้ตรงนี้เท่ากับเราเปิดโลกทัศน์กว้างให้กับลูกหลานเรา ให้กับสังคมไทยเรา ทำให้เราไม่มองอะไร แบบแยกส่วนเหมือนเดิม ทำให้เรามองทุกอย่างเป็นของตัว
สโรชา – ค่ะ แล้วเยาวชนไทยละค่ะ สมัยนี้ มีคนวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างเยอะว่า ขาดคุณธรรม ขาดวัฒนธรรม ขาดมารยาทสังคมที่ดี เด็กไทย มาจากไหน
สนธิ – เมื่อวานนี้คุณหมอ อะไรก็ไม่รู้ ผมเจอที่ขอนแก่น มากับครอบครัว คุณสนธิ ลูกควรที่จะให้เขาเรียนอะไรแล้วทำมาหากินง่ายที่สุด ทำเงินมากที่สุด ผมก็บอก ถ้าเราเริ่มตรงนี้ เราผิดแล้ว เพราะเราเริ่มเอาตัวเลขเป็นตัววัดลูก นี่คือทำไมคนถึงเรียนเอ็มบีเอกันเป็นแถว เอ็มบีเอ เดี่ยวนี้มากกว่าขอทานนะ ผมไม่รู้เรียนกันไปทำไม ผมก็เลยบอกคุณหมอ บอกว่า คุณหมอครับ เอาอย่างนี้ได้ไหม ผมเล่าเรื่องเพื่อนผมคนหนึ่ง เป็นคนญี่ปุ่น บอก ไอ้หมอนี่ ตอนจบปริญญาตรีกับผม มันเรียนปรัชญา ผมเรียนประวัติศาสตร์ พอมันจบแล้ว มันไปต่อฮาร์วาร์ด ผมได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรัฐยูทาห์ ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน หลังจากผมจบแล้ว ผมก็ไปเจอมัน ปรากฏว่ามันจบปริญญาโทที่ฮาวาร์ด แล้วมันก็ไปเป็นผู้ช่วยเชฟ ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสในมหานครนิวยอร์ก เตี่ยมันนี่รวย ไอ้ญี่ปุ่นคนนี้ โอกุนาซัง เตี่ยมันรวยมาก เพราะเตี่ยมันเป็นเจ้าของโรงงานขนาดย่อม ผลิตอุปกรณ์ชุดหนึ่ง สำหรับซัพพลายให้พวกบริษัทรถยนต์โตโยตา มันบอกว่ามันไม่อยากกลับไปทำงานกับพ่อมัน พ่อมันมีลูกชายคนเดียวและลูกสาว มันทะเลาะกับพ่อมัน พ่อมันบอกว่าถ้าไม่กลับ ไม่ให้ ไม่แคร์ เฮ้ย มึงอยากทำอะไร ผมถามมัน กูอยากเปิดร้านอาหารฝรั่งเศส แล้วมันก็ไปเรียนเชฟ 1 ปี แล้วไปปักหลักที่แวนคูเวอร์ มันไปเปิดเป็นบ้านหลังเล็กๆ ร้านอาหารฝรั่งเศส มีโต๊ะอยู่ 4 โต๊ะ มันทำอาหารฝรั่งเศสอร่อยมาก อร่อยจนกระทั่งเป็นที่ลือเลื่องในเมืองแวนคูเวอร์ จนกระทั่งนายกเทศมนตรีโทรศัพท์ไปจองโต๊ะมัน บอกว่าไม่รับจอง เฟิร์ส คัม เฟิร์ส เซิร์ฟ เพราะมีอยู่แค่ 4 โต๊ะ แล้วก็นั่งเกิน 4 คน ก็ไม่รับ ประเภทมาโต๊ะใหญ่ แล้วมาเอาโต๊ะรวมไม่เอา คนในแวนคูเวอร์สมัยก่อน เข้าแถวนะ แถวยาวเหยียดเลย แล้วมันจะมีเด็กไปบอก แถวถึง 40 คน มันบอกว่าไม่รับอีกแล้ว เพราะว่าหมด 40 คน ก็ถึงเที่ยงคืนแล้ว โอกุนาซังจัดห้องนอน ไม่สามารถจะเปิดร้านได้ทั้งคืน มันทำโด่งดังจนเป็นที่กล่าวขวัญ หนังสือพิมพ์สื่อมวลชน และในที่สุดมันก็เริ่มเขียนหนังสือ เรื่อง เจแปนนิส เฟรนช์ กูซีน ฮาวาร์ด ทู แคน มีท ขายดิบขายดี เป็นเบสท์เซลเลอร์ ผมก็เลยเล่าให้คุณหมอฟัง บอกว่านี่ไง ไอ้บ้านี่มันจบปริญญาโทปรัชญา มันควรจะเรียน Phd. Philosophy อาจจะเป็นอาจารย์ แต่มันมาทำตรงนี้เพราะฉะนั้นถามลูกว่าชอบอะไร ลูกชอบอะไรก็ให้ลูกไปทางเส้นนั้น บอกว่า ถ้าเราไม่รู้ละ มันก็ต้องรู้ซักวันหนึ่ง เชื่อซิ ขอให้เชื่อว่ามันต้องรู้ซักวันหนึ่ง เหมือนลูกชายผมก็ชอบการ์ตูน เขาชอบตั้งแต่เด็กแล้ว ชอบวาดการ์ตูน แล้วให้ผมไปถ่ายซีร็อกซ์ เย็บเป็นเล่มเอาไปขายเพื่อนที่สาธิตประสานมิตร เสร็จแล้วพอโตไปต่อออสเตรเลีย ตั้งแต่ไฮท์สคูล มัธยมปลาย ก็ไปเรียนต่อ ก็ให้ทางบ้านส่งการ์ตูนมาให้ จบปริญญากลับมาทำงานกับผมได้ 2 ปี มาบอกว่า ป๋า ขอคุยหน่อย ได้ บอกมีอะไร ป๋า ขอชีวิตคืน มึงหมายความว่ายังไงจะขอชีวิตคืน ก็มึงมีชีวิตอยู่แล้ว บอกว่าไม่ใช่ บอกปั๊บ จบปริญญาตรีแล้ว ปั๊บทำให้ป๋ากับแม่แล้ว ใช่ไหม คือแม่เขาเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัย ก็อยากให้ลูกเรียนปริญญา แล้วปั๊บอยากทำอะไร ปั๊บอยากทำการ์ตูน ถ้าเป็นพ่อแม่คนอื่น ลูกจบเศรษฐศาสตร์ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ควีนส์แลนด์ และทะลึ่งอยากทำการ์ตูนนะครับ ร้องกรี๊ดแล้ว มึงจะบ้าหรือไง หา จบเศรษฐศาสตร์ มาทำการ์ตูน ใช่ไหมครับ ผมก็บอกว่าไปเลย ปั๊บชอบปั๊บทำ 2-3 ปีแรก ยอดขายการ์ตูนเขา ร้อยกว่าล้านบาทต่อปี นะครับ บุรพัฒน์ คอมมิคส์ อยู่ในบูทของผู้จัดการตรงนี้ ไปอุดหนุนได้
สโรชา – อะ ลิตเติ้ล บิท โฆษณา
สนธิ – โฆษณาต่อ อันนี้ผมชี้ให้เห็น ผมก็บอกคุณหมอ บอกว่า คุณหมอให้จำไว้อย่างนะ ครูบาอาจารย์ผมนะ หลวงปู่พุทธะอิสระ สอนมาตลอดว่า มะม่วงไม่มีวันออกลูกเป็นทุเรียน มันจะต้องออกลูกเป็นมะม่วง ลูกเป็นยังไง ขึ้นอยู่กับคุณหมอ กับภรรยาทำให้ลูกเป็นยังไง เขาก็เป็นอย่างนั้น อิทธิพลของเด็กจะเป็นอะไร อยู่ที่พวกเรา อย่าไปโทษ อิทธิพลอย่างอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบ แต่ อินกรีเดียน คอร์ (ingredient core)จริงๆ คือตัวพวกเรา เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำกับให้ลูกเดินไปนั้น เดินถูกทาง และก็ถามบอกว่า แล้วคุณสนธิ ผมจะรู้ได้ยังไงละ วันๆ ผมเอาแต่ทำมาหากิน ผมก็บอกว่าให้หยุดเรื่องที่ไร้สาระในชีวิต แล้วก็เอาเวลานี้ไปทำไร้สาระนั้นมาทุ่มเทกับสิ่งที่เป็นสิ่งที่สำคัญสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาจากรังไข่ของคุณ นั่นคือลูก อยู่กับเขา ใกล้ชิดกับเขา ถ้าคุณใกล้ชิด คุณก็จะรู้ว่าจริงๆแล้ว ลูกเรามันเป็นยังไง ทำไมลูกเราก้าวร้าวจัง ลืมนึกไป ว่าตื่นแต่เช้า เราก็ด่าแต่เมีย หรือตื่นแต่เช้า ด่าแต่ผัว ลูกมันได้ยิน มันก็ต้องก้าวร้าวเป็นธรรมดา ใช่ไหมครับ ซื่อสัตย์ เขาบอกว่ามีตำนานอันหนึ่ง ภรรยากับสามีอยู่กันมา ภรรยาจะ 50 แล้ว ตื่นมาหน้ากระจก เฮ้อที่รักเธอดูซิ หน้าอกฉันก็ห้อย หนังตาฉันก็มีถุงตาขึ้นมา ผิวฉันก็เหี่ยว ก้นฉันก็ตก เธอบอกฉันหน่อยได้ไหม ตัวฉันมีอะไรดีบ้าง ผัวก็บอกว่าอย่างน้อยที่สุดสายตาเธอก็ดีนะ อ้าวครับ เชิญต่อ
สโรชา – แหมนึกว่าจะจบยังไง มีคำถามค่ะ บอกว่า ได้ไปเที่ยวสิงคโปร์เมื่อเดือนที่แล้ว รู้สึกประทับใจในความสะอาดและความมีวินัย รวมถึงการใช้ภาษาอังกฤษของประชาชนโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ถูกปลูกฝังอย่างมีระบบ อยากให้เด็ก ๆ ของพวกเราพูดและเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีและมีจิตสำนึกที่ดี
สนธิ - ภาษาที่ต้องให้ลูกเราเรียน แน่นอนที่สุด คือภาษาอังกฤษ เพราะภาษาอังกฤษได้ถูกกำหนดแล้วว่า ให้เป็นภาษาสากล แต่ว่าภาษาเดียวไม่พอแล้วในยุคนี้ต้องเรียนเพิ่มอีก 1 ภาษา บางคนก็เรียนฝรั่งเศส เยอรมัน ผมแนะนะให้เรียนภาษาจีน คุณจะปฏิเสธคน 1,300 ล้านคน คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกไม่มีทาง รุ่นลูกคุณคือเป็นรุ่นที่มันจะต้องมีการทำธุรกรรม สันตวะกับคนจีนมากขึ้นและเด็กจีนสมัยนี้ ก็มีความเป็นสากลเยอะมาก เยอะจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ปรับลูกเราให้เตรียมพร้อม อีกหน่อยเราจะโดนพวกเด็กจีนรังแก คุณรู้ไหม เด็กจีนมาเรียนเอแบค เรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเป็นหมื่นเลยนะ ตอนนี้ เป็นหมื่นๆ เลยนะ ผมไม่ได้พูดเล่น มาเรียนนะ ทีนี้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เมื่อวานนี้ผมได้คุยกับลูกสาวของท่านพล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 เรียนอยู่โรงเรียนราชินีบน แถวบางกระบือใช่ไหม เขาเรียกราชินีบน 2 ราชินีนี่ก็แปลกนะ ขอนอกเรื่องหน่อย พวกราชินีปากคลองตลาดก็ไม่ยอมรับ ว่ามี 2 ราชินี บอกว่า เขาราชินีเดียว ราชินีของแท้ ของเขาเชื้อพระวงศ์ตัวจริง ไอ้ราชินีอีกราชินีหนึ่ง บอกว่าไม่ใช่ ของเขา นี่ของจริง ก็ช่างมันเถอะ เล่าเป็นตำนานให้ฟังว่า มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่โบราณกาล จนกระทั่งมาถึงยุคน้ำมันจะ 100 เหรียญต่อบาร์เรล มันก็ยังเป็นอยู่ เมื่อไหร่ มันจะสิ้นสุดซักที ผมก็ไม่รู้นะ ปรากฏว่า ลูกสาวเขาชื่อแป๋ม สอบชิงทุน ของญี่ปุ่นได้อันดับ 1 ชนะเด็กจุฬาฯ ก็มีนะ เด็กเรียนแค่ ม.2 เขาก็บอกว่า สนธิ ไอ้แป๋ม ภาษาอังกฤษ มันชั้นหนึ่งเลย บอกว่าส่งไปเรียนซัมเมอร์หรือเปล่า บอกว่าไม่ได้เรียน โอเคขอพูดหน่อยซิ เด็กราชินีม.2 ผมพูดภาษาอังกฤษกับมัน ภาษาอังกฤษผมก็โอเค แพ้แอ้ม ถึงไม่ดีเท่าแอ้มก็ตาม
สโรชา – ดีค่ะดี ยืนยันค่ะ
สนธิ – ปรากฏว่าผม ตกกะใจ ผมถึงบอกว่า ราชินีเดี๋ยวนี้เขาสอนภาษาอังกฤษถึงขนาดนี้หรือ บอกว่าไม่ใช่ บอกผมเทรนลูกผมตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่มันยังเด็ก ผมจ้างครูที่เป็นฝรั่งมาสอนส่วนตัว บอกแล้วแพงไหม ชั่วโมงละ 500 บาท เดือนละประมาณ 5,000 บาท เดือนละ 10 ชั่วโมง ผมให้สอนแบบประเภทนั่งตัวต่อตัวเลย แล้วนั่งชนกัน และมองหน้ากัน และให้ครูพูดภาษาอังกฤษใส่มัน 2 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ไอ้นี่ก็จะพูดแต่ภาษาอังกฤษ ไอ้นี่ก็จะต้องตอบแต่ภาษาอังกฤษ ตอบได้ไม่ได้ต้องตอบภาษาอังกฤษตลอดเวลา ผมทำอย่างนี้ตั้งแต่มันเด็กจนกระทั่งปัจจุบัน ปรากฏว่ามันพูดภาษาอังกฤษกว่าไอ้คนไทยที่ไปเรียนปริญญาโทที่เมืองนอกซะอีก นี่ไม่ได้พูดเล่น นี่จากเด็กซึ่งไม่ได้ไปเรียนเมืองนอกนะ เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับพ่อแม่อีกว่า เราจะดีไซน์วิธีการให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษกันยังไง เห็นไหมครับ ผมถึงบอกไงว่า อย่าไปมองอะไรอย่างที่บอกว่า เฮ้ย ไปเรียนซัมเมอร์เถอะ พ่อแม่มีหน้าที่ขวนขวายหาแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญาให้ลูก และมีหน้าที่จัดระเบียบให้ลูกไปเรียน พ่อแม่ต้องอดทน สมัยก่อน เขาเชิญครูบาอาจารย์สมัยก่อนครูสำคัญมากนะ ครูเก่งๆ พ่อแม่ต้องไปกราบกรานถึงบ้าน ผมจำได้นะน้องชายผมตอนนั้นจะเข้าเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพ มีครูคนหนึ่งซึ่งสอนเก่งมาก เป็นครูที่อัสสัม ที่สอนให้เด็กไปเรียนแล้วก็ไปสอบเข้าอัสสัมกรุงเทพ ตอนนั้น จบ ป. 4 แล้วเข้าม. 1 ผมจำได้แม่เขาวานให้ผมไปหา บ้านหลังเก่าๆ บ้านไม้หลังเล็ก ผมเข้าไปถึง คุยเสร็จเขาบอกว่าไปพาพ่อแม่มา ผมต้องพาพ่อแม่ผม พ่อแม่ผมต้องไปนั่งรินน้ำชาให้ พูดคุย ต้องซักลูกเป็นยังไง ต้องเป็นเดือนในที่สุดอียอมรับน้องชายผมเข้าไปเรียนพิเศษ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเจอครูดีๆ ครูเก่งๆ ถ้าเราต้องเข้าไปเพื่อขอให้เขามาสอนลูกเรานะ เราก็ต้องทำ จำได้ไหมเล่าปี่ต้องไปหาขงเบ้งกี่ครั้ง เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญาคือคนซึ่งเราต้องเคารพ คนที่มีปัญญาแล้วคนที่มีคุณธรรม พร้อมกันไปด้วย เป็นคนต้องเคารพและนับถือและคารวะ และทำทุกอย่าง เพราะคนประเภทนี้เป็นคนซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่า นี่คือมงคลสูตร ข้อที่หนึ่ง คือคบคนดี ต้องคบบัณฑิต
ผมถึงบอกว่า เวลาคุณดีไซน์เรื่องราวต่าง ๆให้ลูก คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน ภาษานั้นไม่จำเป็นที่จะต้องไปเมืองนอก เงินทองไม่มีไม่เป็นไรหาลูกหลานซัก 3 คนมา จับกลุ่มกัน และบอกว่า เฮ้ย เอ็งสู้ไหวไหม เราจ่ายคนละ 200 บาทไหวไหม ให้ 1 ชั่วโมงแล้วหาฝรั่งมันมาสอนให้พวกเรา ให้ลูกของเรา แต่หมายความว่าต้องไปตรงเวลา ต้องไปก่อนครูสอน เพราะว่าผมก็เป็นอาจารย์เหมือนกัน ผมสอนอยู่ธรรมศาสตร์ ปริญญาเอก ผมก็เบื่อหน่ายเหมือนกันเวลาผมไปสอนหนังสือและคนมันมามั่งไม่มามั่งผมรำคาญมัน เพราะนั้นแล้วถ้าลูกศิษย์ตั้งใจเรียน ครูก็ตั้งใจที่จะสอน ของพวกนี้ ทำได้ ขอให้มีความพยายาม อย่าไปมองว่า เฮ้ย สถาบันนั้นเขาสอนดี สถาบันนี้เขาสอนดี ไม่จำเป็นเสมอไป นี่ผมพิสูจน์มาแล้วนะ เด็กคนที่ชื่อแป๋ม เก่งมา มันพูดภาษาอังกฤษ เป็นน้ำเลย แอ้ม วันหลังมาแล้วจะให้เจอ ประหลาดใจมาก มันพูดแล้ว มันแทบจะ แกรมมามันผิดบ้าง แต่ว่าเด็กที่เมืองไทย ที่จบม.กรุงเทพ หรือจุฬาฯ แล้วไปเรียนปริญญาโท ยังพูดสู้ไอ้แป๋มเด็กม.2 ไม่ได้ ม.2 กำลังขึ้นม.3 ผมนี่แปลกใจมาก ผมก็เลยถามพ่อเขาเทรนลูกเขายังไง ก็เล่าให้ฟัง บอกทำอย่างนี้มาตั้งแต่อยู่ประถม 1 แล้ว 9 ปีแล้ว คล่องปรื๊ดเลย คล่องจริงๆ
สโรชา - อ้าวแล้วสำหรับคุณพ่อคุณแม่เมื่อซักครู่คุณสนธิบอกว่า เรื่องไร้สาระในชีวิตให้ตัดๆ ไปบ้าง เอาเวลามาอยู่กับลูกซะเยอะ อ้าวคุณพ่อคุณแม่บางท่านก็ตอบกลับมาว่า ไร้สาระในชีวิตไม่มีหรอก ทำมาหากินทั้งนั้น หาเงินมาให้ลูกเรียนพิเศษ
สนธิ – การทำมาหากินนั้น ผมเชื่อว่าถ้าจะยุ่งกันจริงๆ แล้ว ในห้องนี้ไม่มีใครยุ่งซักคน ไม่มีละ แต่ว่าผมยังมีเวลาส่วนตัวในการดูหนังสือผม ผมชอบอ่านหนังสือ การจัดเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องทำให้ได้ ผมไม่เชื่อหรอกครับ คนที่บอกว่า ทำมาหากินจนไม่มีเวลาอยู่กับลูกกับเมีย ลูกยิ่งเล็ก ยิ่งต้องอยู่ ลูกอายุมากแล้ว โตแล้ว เป็นหนุ่มแล้ว มีแฟนมีกิ๊กแล้วก็ปล่อยมันไป แต่ว่าเด็กซึ่งอยู่ระหว่างประถมจนถึงมัธยม ทิ้งไม่ได้เด็กขาด คนที่มีลูกวัยรุ่น ผมถามคุณซักคำว่า คุณรู้จักเพื่อนลูกคุณทุกคนหรือยัง คุณต้องรู้จัก พูดถึงโน้ต โน้ตใครละลูก ต้องรู้ พ่อแม่เขาทำอะไรลูก โน้ตเรียนหนังสือเป็นยังไง เล่าให้ป๋าฟังหน่อยซิ แล้วเมื่อคืนนี้ลูกไปเที่ยวกับใคร มีกี่คน มีแจง มีกิ๊บ มีโน้ต มีน้ำ แจงคือใคร ชื่อจริงชื่ออะไร แจงเรียนหนังสือเป็นยังไง ต้องรู้จัก ถ้าคุณไม่รู้จักเพื่อนของคุณแล้ว คุณกำลังมีปัญหาแล้ว
สโรชา – คิดว่าการเกิดของกทช. กสช.จะสามารถขจัดพวกเสือนอนกินได้อย่างแท้จริงหรือไม่ วิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศขณะนี้ในมุมมองของคุณสนธิเถื่อนหรือไม่เถื่อน
สนธิ – คือ เส้นเถื่อนกับเส้นไม่เถื่อนมันแบ่งด้วยคำพูดและก็เจตนาของรัฐบาล รัฐบาลอยากจะบอกให้มันเถื่อน มันก็เถื่อน บอกไม่เถื่อนมันก็ไม่เถื่อน ผมคิดว่ากทช. กสช.นั้น โดยพื้นฐานก็ดี แต่ว่ากทช. กสช.นั้น ยังไล่ตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ได้ ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ คุณจะทำโทรทัศน์ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เทอร์เรสเทรียล ทีวี (terrestrial TV) คือ 3 5 7 9 11 ไอทีวี คลื่นตรงนี้กสช.ต้องเป็นคนอนุมัติ คุณต้องประมูล ตอนนี้คลื่นยูเอชเอฟ เหลืออยู่ 3 คลื่น ต้องประมูล ไอทีวีก็เป็นหนึ่งในยูเอชเอฟ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ใครจะเกิดก็ต้องผ่านกระบวนการของรัฐบาลไป กสช.เกิดขึ้นมาก็ต้องปล่อยให้มีการประมูล ก็ถามต่อ และถ้าโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม มันใช้คลื่นอะไรของรัฐบาลไหม ไม่ได้ใช้ แต่ว่ารัฐบาลก็มีบอกว่าถ้ายิงรายการขึ้นจากเมืองไทย ขึ้นไปบนดาวเทียม และให้สัญญาณดาวเทียมสาดลงมาอีก ก็ต้องมีใบอนุญาต ก็คือว่า ถ้าสมมติถ้าคุณมีสัญญาของช่อง 11 หรือ ใช้สัญญาของช่อง 11 ทำ แต่ถ้าคุณไม่มีคุณทำไม่ได้ แต่ถ้าคุณส่ง สมัยนี้คุณส่งรูปคุณ ไปทางอินเตอร์เน็ต ไปให้เพื่อนที่เมืองนอกได้รับใช่ไหม คุณส่งวิดีโอคลิปก็ได้ใช่ไหม และถ้าคุณส่งวิดีโอคลิป คุณใช้ 256 เค และถ้าผมใช้ 4 เมก และผมส่งเป็นสตีมมิ่งไปทั้งรายการ ผมผิดกฎหมายตรงไหน ไม่ผิด นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง ไม่ผิดนะ ที่ผมกำลังเล่าให้ฟังคือว่า กฎกติกามันตามไม่ทันเทคโนโลยีไปแล้ว คนซึ่งมีอำนาจก็ยังคงงี่เง่าอยู่เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนนิสัยใจคออะไรทั้งสิ้น ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ วันมะรืนนี้ เขาประกาศระบบดิจิตอลในเมืองไทย คลื่นโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 9 ช่อง 11 พวกนี้ สามารถมีช่องเพิ่มอีกช่องละอย่างน้อย 9 ช่องทันที เป็นดิจิตอล ถามว่าจะเอากฎที่ไหนมาบังคับ ไม่มี ผมกลับมองว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามองค์กรของรัฐ ลงมาคุมการแสดงการแสดงความคิดเห็นโดยผ่านเทคโนโลยีปัจจุบัน ก็จะพ่ายแพ้ทันทีเลย แต่ถ้าสามารถจะเปิดกว้างไปเลย เหมือนกับรัฐบาลชุดนี้
ผมพูดตลอดเวลา ผมบอกว่า รัฐบาลชุดนี้เริ่มจากกระบวนทัศน์ที่ผิด ผิดตรงไหน ผิดตรงที่เริ่มมันต้องมี 300 เสียง เหตุผลที่ต้องมี 300 เสียง เพราะไม่อยากให้มีอภิปรายท่านนายกฯ มันก็เลยทำให้กระบวนการเพี้ยนไปหมดเลย แต่ถ้าเริ่มบอกว่าคุณอยากอภิปรายผมตามสบาย ผมไม่แคร์หรอก ตัวเองได้แค่ 255 เสียงก็โอเคแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้นแล้วตัวเองไม่จำเป็นจะต้องมีคนอย่างเช่น ประธานที่ปรึกษาวิปอาวุโส เสนาะ เทียนทอง ไม่จำเป็นต้องมีวังน้ำยม วังพญานาค ถูกไหม ตัวเองก็จะสามารถสร้างการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาได้ แต่เนื่องจากตัวเองไปตั้งโจทย์ผิดไง ต้องเป็น 300 เมื่อเป็น 300 ก็เลยโดนใส่กุญแจมือด้วยตัวเอง ก็เลยทำให้ตัวเองขยับอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นกลัดกระดุมให้ถูกเม็ด ก็จะกลัดกระดุมถูกตลอด แต่ถ้ากลัดผิด ตั้งแต่แรก ๆ มันผิดไปตลอด
สโรชา – คำถามต่อไปค่ะ เป็นไปได้ไหมค่ะว่าคุณหญิงพจมาน จะเป็นนายกฯคนต่อไปและถ้าเกิดไม่ใช่ ทายาทคุณทักษิณ น่าจะเป็นใคร
สนธิ – พวกคุณไปมองคุณหญิงพจมาน คุณหญิงพจมานเข้าใจว่าเป็นคนซึ่งไม่ชอบการออกแสดงในทางสาธารณะ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าถามต่อว่า ใครจะเป็นตัวแทนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ไม่ทราบ เพราะว่าไม่มีใครรู้เลย นอกจากาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
สโรชา – และคุณหญิงพจมาน
สนธิ – คงไม่ใช่หรอก
สโรชา – ที่บอกว่า อยู่เบื้องหลังจริงไหม อย่างไร
สนธิ – เมียทุกคนอยู่เบื้องหลังผัวทั้งนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ คือเมียจะมีเวลาอยู่กับผัวมากที่สุด อาจจะไม่มากที่สุด น้อยที่สุดแต่จะอยู่ในช่วงที่สำคัญที่สุด คือนอนคุยกันบนเตียงตรงนั้นสำคัญที่สุด สำคัญมากๆ นอนอยู่ ผัวเปลี่ยนเสื้อผ้า เมียก็นอนอ่านหนังสือ นี่เธอ เธอว่า ไอ้บ้านี่มันห่วยไหม นี่เธอรู้ไหมวันนี้ มันโทร.มา ฉันโทร.ไป ทำงานไม่ได้ ผัวก็ฟัง ๆ ๆ ถ้าผัวหูเบาหน่อย ตกลงเดี๋ยวฉันจัดการมันเองแต่ถ้าผัวหูหนักหน่อย ผัวรู้สึกว่าเมียฟ้อง โดยคนที่ถูกกล่าวหาไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเมียอาจจะมีสายซึ่งไม่ชอบไอ้นั่นอยู่แล้ว ผัวก็ฟังไปเรื่อย ฟังไปวันหนึ่งก็โอเค วันที่สอง โอเค วันที่สาม วันที่สี่ ไอ้ผัวก็บอกว่าถ้ากูไม่จัดการเรื่องนี้ กูต้องฟังเรื่องนี้ไปจนตาย กูจะกระทืบมึง กูจะได้ไม่ต้องฟังเรื่องนี้ นั่นคือลักษณะธรรมชาติมนุษย์ต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้นแล้วนะครับ ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเท่ากับผู้หญิงที่ช่างพูดและชอบพูด และพูดกับสามีตลอดเวลา
สโรชา – เป็นข้อมูลที่ควรเก็บไว้นาน ๆ หันไปทางนั้นทำไมละนั่นนะ
สนธิ – คุณทักษิณ เป็นคนที่ไม่มีใครทายใจและเดาใจเขาได้ ข้อที่หนึ่ง ท่านนายกฯคนนี้เป็นคนที่ไม่ไว้ใจใครเลยในชีวิต การตัดสินใจของท่านนั้น ท่านจะแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งในบางกรณีก็เป็นเรื่องที่ดี เหมือนกรณีภาคใต้ ท่านเปลี่ยนจากความแข็งกร้าว มาเป็นความนุ่มนวล สมานฉันท์ เพราะฉะนั้นแล้วการซึ่งท่านจะกำหนดว่าใครจะเป็นหรือเราไปมองคนนั้นเป็น เราไม่มีวันรู้หรอก การตัดสินใจในบางครั้ง ในเรื่องราวที่มีระดับสลับซับซ้อนมากกว่า การที่เราเห็นในภาพอย่างนี้ บางครั้ง เหตุผลมันใช้ไม่ได้เลย บางครั้งตัดสินใจเพราะผลประโยชน์ บางครั้งตัดสินใจเพียงเพราะเหตุการณ์เล็กๆ เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น ก็ต้องตัดสินใจ เพราะฉะนั้นอันนี้ทายไม่ได้ครับ บางคนก็บอกสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บางคนบอก สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สโรชา – ค่ะ คำถามสุดท้าย เพราะว่ามีเวลาเหลือแค่ 1 นาทีนะคะ สรุปซักนิดนึงค่ะว่า คุณผู้ชมจะสามารถคาดการณ์อะไรบ้าง ในช่วงรอยต่อปีที่สอง ถึง ที่สามของเมืองไทยรายสัปดาห์
สนธิ –เราก็คงจะเอาเรื่องคือมันมีเรื่องที่จะต้องมาเล่าให้พวกเราฟังเยอะมาก เรื่องราวในแผ่นดินนี้มันมีมากมายมหาศาล เรื่องความไม่เป็นธรรม เรื่องความอยุติธรรม เรื่องราวที่มันเชื่อมกับสากลที่เราจำเป็นต้องรู้เพื่อเราจะได้เตรียมตัวไว้ เรื่องราวของสังคม เรื่องราวของอารยธรรม เรื่องราวของศิลปะ เรื่องของศาสนา สรุปเรื่องทั้งหมดที่จะต้องการสร้างองค์ความรู้ให้พวกเรา ยังมีอยู่มากมาย ตลอดให้กับผมด้วย เพราะฉะนั้นแนวเมืองไทยรายสัปดาห์ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังเหมือนเดิม ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวก็คือว่าเขาไม่ให้ออก ซึ่งเราก็ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ไม่ให้ออกก็ไม่ออก ไม่สนใจ ก็กลับไปดูคุณสมัคร คุณประสิทธิ์ต่อ
สโรชา – นึกแล้วเชียวว่าต้องพูดถึงตอนท้าย
สนธิ – มันก็ประเทืองปัญญาอีกระดับหนึ่ง นะครับ ส่วนจะระดับเหนือยอดหญ้าแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ว่ากัน ความจริงมันก็เป็นการบันเทิงประเภทหนึ่งนะ คือผมเวลาดูรายการบางรายการแล้ว ผมมีความรู้สึกสนุกกับมันนะ คือผมสนุก ผมนึกไม่ถึง ว่าสปีชีคน อายุยิ่งมากแล้วจะยิ่งโง่ลง ผมไม่รู้จริงนะ นี่ผมไม่ได้ว่าท่านนะครับ นี่ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างให้ฟัง
สโรชา – ค่ะ ก็คงจะหมดเวลาเพียงเท่านี้นะคะ สำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์ภาคพิเศษ อยากจะกราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านเป็นอย่างสูงค่ะ ที่สละเวลามาร่วมงานกับเราในวันนี้ เราจะมีช่วงเซ็นหนังสือกันต่อนะคะ แต่ว่าสำหรับตอนนี้การถ่ายทอดสด คงจะสิ้นสุดลง ขอขอบพระคุณและสวัสดีค่ะ
สนธิ – สวัสดีครับ
( คลิกที่ ไอคอน Multimedia ด้านบน เพื่อฟังเสียงการเสวนา )
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 33 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 6 เมษายน 2548 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สโรชา – สวัสดีค่ะ วันนี้นะคะ เรากลับมาที่สัปดาห์หนังสือแห่งชาติค่ะ วันนี้วันที่ 3 เมษายน 2548นะคะ วันนี้เรามานอกสถานที่ค่ะ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มาเปิดตัวหนังสือเมืองไทยรายสัปดาห์เล่มที่ 1-3 อย่างเป็นทางการนะคะ วันนี้เรามากันแบบเป็นกันเอง เพราะว่าได้เปิดโอกาสให้แฟนพันธุ์แท้ของเมืองไทยรายสัปดาห์มานั่งกัน ถ้าเผื่อกล้องจับจะเห็นว่า คุณผู้ชมมานั่งกันค่อนข้างแน่นพอสมควร วันนี้ดิฉันขออนุญาตผิดแปลกไปจากรายการปกติซักนิดนึงค่ะ เพราะว่าอย่างมาสนใจกล้องกันดีกว่า เรามาสนใจคุณผู้ชมที่มานั่งฟังเราอยู่ในวันนี้นะคะ คำถามแรกเลยที่ต้องถามคุณสนธิ เพราะว่ามีหลายคนสงสัย และก็สนใจว่า จริงๆก็อยู่ในวงการข่าวมา 30 ปีแล้ว เกือบๆ ทำไมถึงได้ตัดสินใจมาลงรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ มาพูดคุยกันจนถึงทุกวันนี้
สนธิ – 31 ปี ถ้าพูดถึงความเป็นอาวุโสแล้ว ผมน่าจะเป็น 1 ในไม่เกิน 3 คนมั้งในประเทศไทย แต่อย่างว่านะครับ คนบางคนแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน ก็ไม่มีประโยชน์เหมือนกันนะครับ ผมนี่บนบานศาลตลอดเวลา ท่านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าประคุณเอ๊ย ว่าถ้าลูกแก่ตัวไปอย่าให้เป็นอย่างคนแก่งี่เง่าอีกหลายคนที่เห็นอยู่ในทีวีหลายๆคน ถ้ามันจะงี่เง่าก็ขอให้ตายไปเลย จะได้ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน
คือเรื่องของเรื่องไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมเป็นนักเขียน และก็ผมไม่มีบุคลิกและเสน่ห์มากพอที่จะมาเป็นนักจัดรายการทีวี เหมือนกับพวกบรรดาพิธีกรทั้งหลายนะครับ เหตุผลก็เพราะว่าอย่างที่กราบเรียนท่านผู้ชม ท่านแฟนพันธุ์แท้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ก็คือผมเป็นคนปากสุนัข ตืดอะไรพูดอะไรนะครับ เขาตั้งฉายาผมว่าสนธิ ฯลฯ เป็นที่เข้าใจกันได้ คือถ้าผมทำอะไรบ้าบอคอแตกแล้วนี่ คนนี่บอกว่า ช่างมัน สนธิมันเป็นคนอย่างนี้ หรือไม่ก็อย่าไปยุ่งกับมัน มันพูดไม่รู้เรื่อง มันบ้า
ก็มีอยู่วันหนึ่งพรรคพวกกันรุ่นน้อง อย่าให้เอ่ยชื่อเลยนะ เขาก็อยากจะทำรายการทีวี เขาก็เลยไปติดต่อช่อง 9 แล้วจะด้วยเส้นสายอะไรผมไม่รู้ เขาก็เลยได้เวลามาตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ชื่อ เมืองไทยรายวันสมัยนั้นนะครับ ก็ปรากฏว่ามาเช่า office พอดีว่าตอนนั้นผมมีชั้น 3-4 ว่าง มาเช่า 2 ชั้น ปรากฏในการทำสัญญานี่ ผมต้องเป็นคนเซ็นค้ำประกัน ผมเห็นว่ามันเป็นเพื่อนรุ่นน้องก็เซ็นค้ำประกันไป แล้วเขาก็ทำไปผมก็ไม่ได้ยุ่งอะไร
ไปๆมาๆมันก็ไปติดเงินช่อง 9 เข้า 20 กว่าล้าน พอดีช่วงคุณมิ่งขวัญแกเข้ามาเป็นผู้อำนวยการช่อง 9 ใหม่ แกก็เดินมาหาผม แกบอกว่าพี่สนธิ บริษัทนี้มันค้างเงินช่อง 9 อยู่ 20 กว่าล้าน ผมเองก็จำเป็นต้องปรับเวลาใหม่หมดแล้ว ก็คือเวลาที่เคยออกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตอน 2-3 ทุ่ม ปรับมาเป็นช่วงเช้าแทนวันจันทร์ถึงพฤหัส แล้วเหลือวันศุกร์ให้วันเดียวคือตอน 3-4 ทุ่ม แต่ว่าทางบอร์ดเขาจะฟ้องแล้วนะ พี่สนธิ แล้วพี่ต้องโดนฟ้องด้วย
ผมก็เลยเรียกคนทำรายการมาพบ บอกว่าทำอย่างนี้เสียหายนะ เขาก็บอกว่าพี่จะให้ผมทำอย่างไร ผมไม่มีตังค์ แสดงว่าผมต้องรับหนี้มาใช่ไหม 20 กว่าล้าน ผมก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยต้องจ่ายช่อง 9 ไป แล้วก็ต้องรับมรดกอันนั้นสืบทอดมา พอรับสืบทอดผมก็สั่งเปลี่ยนตอนเช้าหมดเลย เป็นเรื่องของสุขภาพกาย สุขภาพจิต เอาเรื่องธรรมะเข้าไปตอนเช้า และตอนค่ำผมก็บอกให้เอาเป็นอย่างอื่นแทน ปรากฏว่าคนที่ทำรายการมันก็น่ารัก มันให้พวกมันยกทีมออกหมดเลย ไม่มีเหลือซักคนเลย
ผมนี่ชีวิตไม่เคยทำทีวี ผมบอกเขาว่าทำไมทำอย่างนี้ บอกไม่รู้จะทำอย่างไร ผมก็เลยโทรไปหายายหมวย อริสรา กำธรเจริญ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นลูกศิษย์ปริญญาเอกผม ตอนนี้มาเสนอ วิทยานิพนธ์ ผมก็บอกว่ามาช่วยหน่อย เขาก็บอกว่าตอนนี้หมวยไม่ว่างค่ะ ผมก็เลยนึกไม่ออกว่าจะเอาใครดี พอดีรุ่งมณี เมฆโสภณ เขาบอกว่าแอ้ม สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผมก็นึกในใจว่านี่มันจะเป็นบุญหรือว่าเป็นกรรมดี
สโรชา – ปัจจุบันก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าเป็นบุญหรือเป็นกรรม
สนธิ – ก็เลยตัดสินใจเรียกแอ้มมา พอเรียกมาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เลยบอกแอ้มเขา เผอิญแอ้มเขาก็สนใจ นี่คือจุดเริ่มต้นของเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ทำทุกวันศุกร์ ทีนี้พอทำไปนี่ คนเขาก็บอกว่าผมทำรายการเพื่อเชียร์คุณทักษิณ ชินวัตร ผมก็หัวเราะ จริงๆแล้วนี่ท่านนายกฯกับผมนี่เป็นเพื่อนกัน เรารู้จักกันดี รู้จักกันมานานแล้วนะครับ แล้วก็ตอนที่ท่านเป็นนายกฯนั้น เราก็มีข้อตกลงกันพอสมควรว่า ถ้าท่านเป็นนายกฯแล้ว อะไรที่ท่านทำดีเราก็ต้องช่วยเหลือท่านนิดนึง ปกป้องจากการที่ท่านจะต้องถูกโจมตีอย่างไม่มีเหตุไม่มีผล ก็ทำหน้าที่นั้นมาตลอด
ผมก็กราบเรียนท่านไปด้วยสัตย์จริงนะครับว่า นั่งกินก๋วยเตี๋ยวกันตัวต่อตัวคุยกัน ผมก็บอกท่านว่า ท่านนายกฯตอนที่คุณทักษิณยังไม่เป็นนายกฯ ก่อนการเลือกตั้ง 7 วัน ผมบอกว่าผมนี่เป็นคนซึ่ง 1. คำว่าเพื่อนก็ยังมีอยู่ แต่ 2. เมื่อคุณเข้ามาแล้ว ผมเห็นยังไงก็ตาม คุณก็ดีกับทุกคนตอนนั้น ผมเต็มใจและยินดี แต่ว่าผมจะให้โอกาสถึงจุดๆหนึ่ง เพราะว่าโดยอาชีพแล้วผมไม่เหมือนคุณ เพราะคุณนี่มันขายอากาศ แล้วได้เงินจากการขายอากาศ เพราะว่าทุนคุณไม่มี ผมนี่มันขายหนังสือพิมพ์ คนที่เอาเงินให้ผมกินข้าวคือคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ผม
เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหนังสือพิมพ์ผมและจุดยืนผมไม่มีในที่สุดแล้ว ไม่มีคนซื้อหนังสือพิมพ์ผม ผมก็เลยบอกว่าให้ 3 ปีแรก ผมก็บอกว่ารัฐบาลทำงานไป ให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ก็เหมือนกับชุดพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมให้โอกาสเขาทำงานมา ตอน 2 ปีแรกถ้าใครจำได้นะครับ เพิ่งจะมาปีที่ 3 ที่มีเรื่อง ก็คือเรื่องที่เขาสินทรัพย์ของชาวบ้านไปขายฝรั่งราคาถูก แล้วฝรั่งก็มาขายคืนคนไทยในราคาแพง ซึ่งผมถือว่านี่เป็นการขายชาติ นี่เป็นจุดที่ผมสู้กับคุณธารินทร์นิมมานเหมินทร์ และพรรคประชาธิปัตย์นะครับ อันเป็นตำนานที่ร่ำลือมานะครับ
ในที่สุดแล้วนี่ก็ถึงจุดๆหนึ่ง ผมก็เลยมีความจำเป็นที่ว่าในบางเรื่อง รัฐบาลชุดนี้นี่ประชาชนรอบข้างจะไปกลัวท่านนายกฯไปหมด ผมถึงจุดที่ผมบอกกับตัวผมเองว่า ไม่ได้แล้วงานนี้ อะไรที่มันไม่ถูกต้องนี่เราต้องพูดแล้ว มันไม่พูดไม่ได้ เพราะว่าถ้าเราไม่ใช้ธรรมนำหน้า ถ้าเราทำไปเพียงเพราะหวังผลประโยชน์นั้น เรานอนไม่หลับตอนกลางคืน ใครมาเคาะประตูบ้านเราตอนกลางคืน เราก็จะกลัว ก็เลยตัดสินใจว่าในบางครั้งนี่ ผมจำเป็นต้องพูดในเรื่องของการกระทำของท่านนายกฯ ซึ่งผมก็ยังให้โอกาสท่าน ให้เกียรติท่าน โดยว่าท่านไม่รู้เรื่อง ท่านไม่ทราบ ท่านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ท่านโดนคนแวดล้อมนั้นใส่ไฟ
ซึ่งจริงๆแล้วนี่กรณีของท่านนายกฯทักษิณนี่ เป็นกรณีที่คลาสสิก ผมเป็นคนเรียนประวัติศาสตร์ ผมไม่เคยประหลาดใจเลย เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้ชุดไหนก็ตามนี่ จะมีขันทีล้อมรอบ ยิ่งมีอำนาจมากนี้ ยิ่งมีอภิมหาขันทีเต็มไปหมด แล้วพวกขันทีนี่คือตัวการ อำนาจนี่มันไม่เข้าใครออกใคร ถ้าดูเจตนาของตัวนายกฯที่เขาทำงานแล้ว ผมคิดว่าเขาเจตนาดี แต่บางครั้งความอารมณ์ร้อน ความใจร้อน ในขณะเดียวกันบางครั้งโดยพื้นฐานท่านเป็นคนซึ่งปากไวใจกล้า พอข้อมูลมาปั๊บไม่ทันไรเลยท่านใส่แล้ว คือเป็นคนประเภทที่เรียกว่าคบเป็นเพื่อนแล้วดี เพราะว่าเป็นคนรักเพื่อน
ประเภทที่เขาเรียกว่าพอประดาบก็เลือดเดือด เคยเห็นใช่ไหมครับ พวกนักรบโบราณ เขาจะฟันดาบกันนี่ เขาจะรำดาบพอเสร็จแล้ว ก็เหมือนกับนักมวยเอาหมัดชนกันก่อน เขาก็จะเอาดาบคู่นี่ชนกันนิดนึง พอประดาบก็เลือดเดือดก็คือชนปั๊บนี่ฟันทันที นั่นคือลักษณะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ช่วงหลังก็เลยมีการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำงานของรัฐบาลบ้าง คนก็เลยบอกว่าผมนี่เปลี่ยนไป แล้วไม่กลัวเลยว่ารายการนี่มันจะถูกปิด
ก็เลยโยงไปสู่คำถามเก่าว่า ผมพูดกับทุกคนตลอดเวลา ผมพูดกับคุณ ผอ.สุระ ผมพูดกับคุณท่านรองชิตณรงค์ รองผู้อำนวยการช่อง 9 ผมบอกคุณชิตณรงค์ ไม่ต้องเกรงใจนะ รัฐบาลสั่งให้คุณปิดรายการผม กระซิบบอกผม ผมจะทำตัวให้หายไปกับความมืดคุณไม่ต้องกลัว แล้วผมไม่ออกมาด่าแม่คุณหรอก เพราะคุณนี่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ด่าคุณไปทำไมมี ปัญหาก็คือวัฒนธรรมของสังคมไทยมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมยอมรับเรื่องนี้
แต่การซึ่งผมไม่พูดไม่ได้หมายความว่า ผมจะหยุดยั้งการแสดงความคิดเห็นที่ควรจะเป็น ในลักษณะคนในวงการสื่อมวลชนที่ต้องทำ ผมก็จะมีวิธีการทำของผมไปหลายอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี่ก็เลยคือคำตอบว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมืองไทยรายสัปดาห์ ก็มีเผื่อคุณแอ้มมีคนถามว่า แล้วเราตัดสินใจจะพูดเรื่องประเด็นนี่ เราตัดสินใจกันวันไหน พฤหัสบ่อย พฤหัสเย็น แล้วเช้าวันศุกร์ค่อยว่ากัน บางวันอาทิตย์ที่แล้วเปลี่ยนไปหมดเลยใช่ไหม
สโรชา – เปลี่ยนกะทันหัน
สนธิ – เพราะว่ามันมีเรื่องหลายเรื่องที่ต้องพูด ก็เลยพูดออกมาเลย
สโรชา – คือจริงๆแล้วหลายๆท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในรายการนี่นะคะ ก็จะมีความเข้าใจว่า ตกลงกันแล้วล่ะ 2 คน ว่าจะมาพูดอะไร จะถามว่าอะไร จะตอบว่าอะไร แล้วเนื้อหาทั้งหมดจะโจมตีเขามีการเตี๊ยมกันมาแล้ว โดยเจตนาที่จะโจมตีบุคคลต่างๆ แต่ว่าจริงๆแล้วเรียนทุกๆท่านตรงนี้เลยว่า ไม่เคยมีการเตี๊ยมกัน ดิฉันทำรายการมาก็หลายรายการ รายการนี้เป็นรายการแรกที่พิธีกร 2 คนไม่ได้เตี๊ยมกันเลย ดิฉันจะเจอคุณสนธิ บางครั้งในระหว่างสัปดาห์นี่ เรื่องงานอื่นๆบ้าง แต่ว่าสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์นี่จะไม่ได้คุยกันเลย
ดิฉันก็จะได้รับหัวข้อมาว่า น่าจะคุยกันเรื่องนี้นะ ดิฉันก็ไปทำการบ้านมา เตรียมข้อมูลว่าจะมาคุยเรื่องอะไรบ้าง มาถึงคืนวันศุกร์ รายการเริ่มประมาณ 4 ทุ่มเศษๆ คุณสนธิจะมาซัก 3 ทุ่มครึ่ง 3 ทุ่ม 40 ประมาณนั้น มาถึงก็นั่งแต่งหน้าอะไรเสร็จก็เข้าสตู ก็อาจจะมีการถามกันนิดหนึ่ง ว่าเบรก 1 จะคุยเรื่องอะไร เบรก 2 จะคุยเรื่องอะไร โดยที่จริงๆแล้วไม่ทราบมาก่อนว่าคุณสนธิจะตอบว่าอะไร แล้วคุณสนธิก็จะไม่ทราบว่าดิฉันจะถามว่าอะไร
เพราะฉะนั้นนี่จริงๆแล้วมันสดจริงๆอย่างที่หลายๆท่านเห็น ว่าบางครั้งถามไป คุณสนธิจะตอกแอ้มกลับหน้าตาเฉยเลย ว่าถามอะไร แล้วก็เปลี่ยนประเด็นไปหน้าตาเฉยเลยนะ หรือบางครั้งนี่แอ้มอาจจะถาคุณสนธิบางอย่าง แล้วคุณสนธิก็มองหน้าแล้วแบบ แต่ก็ถาม เพราะฉะนั้นคือมันสดจริงๆ คือรายการอื่นเนี่ยแอ้มก็ทำมาก็หลายรายการ ก็ส่วนมากก็จะมีโปรดิวเซอร์เขาจะเตรียมคำถามมา ว่าพิธีกรควรจะถามอย่างนี้ๆ ประเด็นอย่างนี้ๆ แต่อันนี้ไม่ใช่จริงๆ ที่ท่านเห็นนั้นคือสดจริงๆ
สนธิ – สดจริงๆครับ แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่งผมแกล้งเขา แกล้งจริงๆเลย วันนั้นพูดถึงเรื่องปัญหาใต้ ผมคุยกับคุณคำนูณ สิทธิสมาน บอกว่า ไปเตรียมเพลง Blowing in the wind ของ Bob Dylan และก็อย่าไปบอกแอ้มมันนะ เพราะผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ Sensitive มาก จิตใจละเอียดอ่อนมากเลย ละเอียดอ่อนจริงๆ เขาเป็นคนซึ่งถ้าสมมุติว่ามีหมาโดนรถชนนี่เขาจะร้องไห้ จิตใจละเอียดออกมา คำนูณก็ไปเตรียม บอกว่าพี่จะเอาเข้าตอนไหน ผมก็บอกว่าเดี๋ยวพอพูดตอนนี้จบนี่ก็เปิดเลยนะ เพราว่าแอ้มนี่เขาโตมาจากอเมริกาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นแล้วนี่เนื้อเพลงมันกินใจมาก มันบอกว่า มันพูดถึงการที่คนเราจะต้องฆ่ากัน
สโรชา – พูดอีกเดี๋ยวก็เสียน้ำตาอีก
สนธิ – มันบอกว่า ปืนใหญ่จะต้องยิงอีกซักกี่ลูก คนถึงจะรู้สึกว่ามันพอแล้ว คนเราจะต้องฆ่ากันซักกี่คน ถึงจะรู้ว่าฆ่าพอแล้ว แล้วผมก็เปิด เขาไม่รู้นะ เขานั่งยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาผ่องแผ้ว แพรวพรรณไปหมดทั้งตัว หน้าตาเป็นประกาย คงคิดว่าเดี๋ยวดึกเลิกงานแล้วแฟนอาจจะมารับ ซักพักเพลงขึ้นเขาก็งงเป็นไก่ว่ามันมาจากไหน เพลงก็เริ่ม How many … ร้องไห้โฮเลย ผมก็ไม่นึกว่ามันขนาดนั้นนะ
สโรชา – แต่ว่าอยากจะเรียนให้ทราบตรงนี้เลย เพราะว่ามีถามมาเหมือนกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น คือ คุณพี่คำนูณของดิฉันนี่ก็ได้บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า วันนี้มีเซอร์ไพรส์นะแอ้ม เราก็งงว่าเซอร์ไพรส์อะไร จะเซอร์ไพรส์แบบไหน รายการสดจะมาเซอร์ไพรส์อะไรกัน ปรากฏว่าพอเซอร์ไพรส์ตูม คือโดยความรู้สึกแล้วนี่ คือเราไปโตเมืองนอกมา เรากลับมาอยู่เมืองไทย เราก็พูดไปเสียงเครือ เราจะมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า เราโชคดีนะ ที่เกิดมาในประเทศไทย
เราไปเห็นอิรักเขามีสงครามกลางเมือง อิหร่านเขาเป็นอย่างไร เราเห็นมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นนี่เรามีความรู้สึกว่าเราโชคดีนะ เกิดมาเป็นคนไทยเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ พอเกิดเหตุการณ์ภาคใต้โดยเฉพาะวันนั้นมีความรู้สึกว่า มันใกล้ตัวเรามาก แล้วเราเสียดายความรู้สึกที่เราเคยมีความรู้สึกว่าเราปลอดภัยอยู่ในความสงบ อยู่ในความสันติสุข ประเทศเราเป็นประเทศที่รักกัน ปรากฏว่ามาเปิดเพลงตูม ถ้าเกิดหลายๆท่านจริงๆแล้วใน VCD ในหนังสือเล่มที่ 2 ก็จะมีตอนนี้พอดี ดิฉันก็เริ่มสั่นเครือมาตั้งแต่ตอนเปิดเพลง คุณสนธิพออธิบายเป็นฉากๆเลยนะ ว่าอะไร ยังไง
สนธิ – ผมจงใจ คือผมต้องการให้เขาร้องไห้ให้ได้ คือผมหมั่นไส้เขามากๆ คือเขาเป็นนางเอกตลอดเวลา วันนี้ผมจะให้นางเอกร้องไห้ให้ได้
สโรชา – แต่มีเด็ดกว่านั้นคือ ดิฉันสามารถจบรายการได้ โดยที่ยังไม่มีน้ำตาหยดนะคะ จะสังเกตเห็นได้ว่า เสียงสั่นเครือกำลังแล้วล่ะ อีกอึดใจเดียว อึดใจสุดท้ายก็สูดหายใจเข้าไปลึกๆ ดิฉันสโรชา พรอุดมศักดิ์ สวัสดีค่ะ ยกมือไหว้ปุ๊บพอตัดฉากไปเท่านั้นล่ะค่ะ ดิฉันปล่อยโฮเลยค่ะ
สนธิ – น้ำตาร่วงเผาะ หลายเผาะเลย
สโรชา – ต้องเห็นสีหน้า
สนธิ – แต่ที่ชั่วร้ายที่สุดคืออะไรรู้ไหม ที่ชั่วร้ายที่สุดคือมีคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ บอกว่าแอ้มนี่มันเมียน้อยสนธิแน่เลย มันต้องทะเลาะกันแน่งานนี้ แล้วมันตกลงอะไรกันไม่ได้ มันถึงร้องไห้กันนี่แน่นอนเลย คือผมนี่จะซวยแบบนี้ตลอดเวลานะครับ
สโรชา – คือจริงๆนะคะ เชื่อหรือไม่ว่า แอ้มเองได้ยินมากับหูเลยว่า ทำรายการไปซักพักหนึ่งนี่ ก็มีคนมาถามด้วยความอยากรู้มั้งคะ หรือว่าด้วยความหวังดีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ว่าจะมาบอกให้รู้ว่ามีข่าวเช่นนี้ หรือว่าจะมาถามว่าเป็นจริงหรือเปล่า ดิฉันก็ไม่ทราบ แต่ว่าเขาถามกันตรงๆเลยนะ เขาบอกว่า พี่ถามจริงๆเถอะ มีข่าวว่าแอ้มกับคุณสนธิเป็นกิ๊กกันนี่ จริงหรือเปล่า แอ้มก็โอ้โห คิดได้เนอะ
คือตอนแรกก็รู้สึกเหมือนกัน ว่าทำไมคนเขาคิดกับเราแบบนี้เหรอ ก็อดจะน้อยใจไม่ได้ว่า คือเขาอาจจะเห็นว่าในรายการค่อนข้างจะสนิทกัน พูดคุยกัน หยอกล้อกันได้ประมาณนี้ แต่ว่าจริงๆแล้วเคารพรักเหมือนพ่อนะคะ คุณสนธิอายุเท่าคุณพ่อแอ้มเลย แล้วก็จริงแล้วคุณสนธิก็เอ็นดูแอ้มเหมือนลูก จริงๆคือมันไม่มีอะไร เราฟังแล้วเราก็งงว่าคิดได้ยังไง แต่เขาก็บอกว่าคุณสนธิเจ้าชู้ ก็เลยอาจจะมีบ้างอะไรอย่างนี้
สนธิ – คุณแอ้ม คุณนี่เข้าใจพูดๆอยู่แล้วคุณก็เข่าใส่ลิ้นปี่ผมหน้าตาเฉยเลยนะ
สโรชา – ดิฉันรอโอกาสนี้มานานมาแล้วค่ะ
สนธิ – นอกจากความเค็มของคุณซึ่งลือชื่ออยู่แล้ว คุณแอ้มอาชีพเดิมนี่แกเป็นคนรวยนะครับ เพราะบ้านแกทำเหมืองเกลือ คุณยังไม่รู้ เค็มในโลกที่ว่าเค็มยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของเค็มของแอ้ม ผมจะเล่าให้ฟังว่าความเค็มของแกขนาดไหนนะ เรื่องเวลาที่แกไปทานข้าวแล้วไม่ต้องใส่น้ำปลานี่เรื่องธรรมดา ความเค็มของแกอยู่ใกล้แกนะ เสื้อนี่ติดไอเกลือแล้ว มีชื่อเสียงดังที่สุด
แต่ว่าคือเรื่องรายการนี้นี่ มันเป็นอะไรบางอย่างที่ผมมีความรู้สึกนะครับว่า บางครั้งการทำงานรายการนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ถามว่ารู้สึกอย่างไรไหมในหลายๆอย่างที่เราเคยพูดออกไปแล้ว แล้วมันเป็นจริงขึ้นมา บอกไม่รู้สึก รู้สึกเสียดายที่สิ่งที่เราพูดนั้น สังคมไทยที่ได้รับทราบไปนี่ บางคนไม่ได้จริงจังกับมัน เหมือนอย่างที่เราพูดเรื่องกรณีภาคใต้ ตั้งแต่มกราคม 2547 เราพูด 3 ครั้ง เราพูดครั้งแรกก็โดน SMS มาด่าเช็ดเลย คุณขายชาติหรือไง คุณไม่ใช่คนไทยหรือไง
เรากำลังจะบอกว่าการแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยความรุนแรงนั้น เป็นวิธีการแก้ที่ผิด เราพูดมาตลอด แม้กระทั่งท่านนายกฯก็ยังแดกดันเราตอนแรกๆ มาวันนี้เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าภูมิใจนะ ที่พูดนี่พูดเพื่อให้ทราบว่า ในบางครั้งนี่ถ้าเราตั้งใจฟัง แล้วเราอย่าไปมองเป็นแยกส่วน คือสิ่งที่ผมพูดนี่นะครับ ผมพูดในแนวทางของควอนตัมฟิสิกส์ ผมพูดเหตุการณ์นี่มันเกิดขึ้นเพราะว่ามันมีเหตุปัจจัยอื่นๆที่ทำให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะแก้นี่จะไปแก้เฉพาะส่วนนั้นมันแก้ไม่ได้ มันต้องแก้องค์รวม
เหมือนหวัดนก หวัดนกนี่วิธีแก้ของเราคือการฆ่าไก่ 60 ล้านตัว มันไม่ใช่ หวัดนกคือวิถีชีวิตพวกเรา พวกเรามีวิถีชีวิตแบบนี้ สังคมมีวิถีชีวิตแบบนี้ มันก็ก่อให้เกิดหวัดนก ก่อให้เกิด Sars ก่อให้เกิดวัวบ้า สัตว์เลี้ยงนี่เวลาเขาเลี้ยงสัตว์ เขาต้องเลี้ยงให้สัตว์เดินไปเดินมา แต่ความที่พวกเราต้องก้าวเข้าไปสู่ระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ การเลี้ยงสัตว์กลายเป็นการค้าไปแล้ว คุณจับไก่ที่มันต้องวิ่งไปวิ่งมาให้มันอยู่ตรงซอกเล็กๆ ขยับตัวขยับไม่ได้ ชูคอออกมาข้างนอก แล้วคุณก็เอาอาหารเทไป พอถึงเวลา 3 อาทิตย์มันโตก็จับเอาไปฆ่าเอามากิน
เพราะฉะนั้นไก่ สัตว์มันอ่อนแออยู่แล้ว มันยิ่งอ่อนแอมาก มันก็เลยเป็นตัวพาหะที่นำเอาเชื้อโรคออกมาแพร่กระจาย นั่นคือการมองทุกอย่างเป็นรูปธรรมในรูปขององค์รวม ไม่ใช่ว่าพอบอกว่าฆ่าไก่ 60 ล้านตัวปัญหาหวัดนกหมด แล้วหมดหรือเปล่าล่ะวันนี้ ก็ไม่หมด นี่แหละครับที่ผมพยายามที่จะเล่าให้ฟัง ว่าในบางครั้งพูดไปไม่สนุกนะ เพราะว่ามันสวนกระแส เหมือนน้ำมันเหมือนกัน ทำไมสมัยก่อนคนมองว่ามันขึ้นเดี๋ยวมันก็ลง เพราะอะไร เพราะว่าคนมันมองแยกส่วนอย่างเดียว
มันมองตรงไหน มันไปมองตรงที่ว่าน้ำมันนั้นคือ Demand กับ Supply ก็คือว่าเมื่อถึงหน้าหนาวแล้ว ทางตะวันตกต้องใช้น้ำมันเยอะ น้ำมันก็เลยมีความต้องการ Demand เยอะ ราคาก็ต้องขึ้น พอหน้าร้อนเข้ามาแล้วน้ำมันก็จะต้องลง อันนั้นคือมองตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่ถ้ามองถึงสายวัฒนธรรมและรากเหง้าแล้ว เราต้องเข้าใจว่าน้ำมันเป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว น้ำมันมันเป็นเรื่องของความขัดแย้งของอาหรับกับอิสราเอล น้ำมันมันเป็นเรื่องของการ ขบวนการผู้ก่อการร้ายมันต้องการจะทำลายเศรษฐกิจของตะวันตก เพราะมันมองว่าการทำลายเศรษฐกิจของตะวันตกได้นั้น คือการทำลายจักรวรรดินิยมและทุนนิยม วิธีการทำลายไม่มีอะไรดีที่สุด คือทำให้ต้นทุนน้ำมันแพง
เพราะฉะนั้นมันถึงต้องไปทำลายท่อส่งน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นที่อิรัก ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิดที่ซาอุดิอาระเบีย แล้วล่าสุดมันเพิ่งจะวางระเบิดที่กาตาร์ เหตุผลกาตาร์นั้นคือสหพันธ์สาธารณอาหรับ มันไม่เคยมีขบวนการอัลกออิดะห์ เพิ่งมีเป็นครั้งแรก ประเด็นก็คือเพื่อให้บริษัทน้ำมันใส่พรีเมี่ยมผู้ก่อการร้ายบนราคาน้ำมัน เพราะฉะนั้นน้ำมันตอนนี้มันมี 2 ราคา คือราคาที่แท้จริงอันหนึ่ง แล้วข้างบนอีกอันหนึ่งก็คือราคาพรีเมี่ยม เขาเรียกว่า terrorist premium ตรงนี้ต่างหากที่ผมมองแล้วว่าการแก้ปัญหาจะไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นมันจะแพงขึ้น เราพูดมาตั้งนานแล้วใช่ไหมคุณแอ้ม ไม่มีใครเชื่อ เราเป็นคนบอกเองว่าน้ำมันต้องเกิน 50-60 ดอลลาร์สหรัฐ ตอนนั้นเพิ่งจะ 30 ดอลลาร์สหรัฐ ใครล่ะ คุณวิเศษ จูภิบาล คุณประเสริฐ อะไรพวกนี้หัวเราะเยาะกันใหญ่ ผมก็เฉยๆ คือผมไม่ได้โกรธ ข้อดีของคนเรียนประวัติศาสตร์ก็คือว่า เรามักจะโดนหัวเราะคนสุดท้าย แต่บางครั้งหัวเราะไปร้องไห้ไป มึงไม่ฟังกูตั้งแต่แรก อะไรเงี้ย เข้าใจไหม คือมันเป็นอย่างนี้จริงๆ นี่คือสังคมไทย แต่ผมก็ทำหน้าที่ของผม และผมทำได้สุดฤทธิ์สุดเดชแล้ว เราถือว่าเราทำได้ดีที่สุดแล้วคุณแอ้ม ดีแค่ไหนก็แค่นั้น
สโรชา – ค่ะ มีคนถามค่ะว่า ทำไมคุณสนธิรู้เรื่องตำรวจเยอะเหลือเกิน และทำไมถึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าพูดตรงๆ วิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างจะแรงในหลายๆ กรณี
สนธิ – ผมมีน้องนุ่งที่ผมรัก เหมือนน้องจริงๆ ที่เป็นตำรวจหลายคน ตำรวจเป็นอาชีพหนึ่งซึ่งไม่ได้ต่างกว่าอาชีพอื่นๆ เหมือนอาชีพนักลงทุนก็เหมือนกัน ตำรวจเลว กับนักลงทุนเลว บางครั้งผมคิดว่านักลงทุนเลวยังเลวกว่าตำรวจอีก เพราะว่าคนใส่เสื้อนอกแล้วปล้นคน มันปล้นคนเป็นสิบๆ ล้าน แต่ตำรวจถ้ามันจะปล้นคนหรือปล้นผู้บริสุทธิ์อย่างมากก็คนสองคน แต่ว่าเผอิญข้อแตกต่างมันมี ตำรวจถือกฎหมายอยู่ในมือ เมื่อตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายแล้วแล้วไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่อำนวยความยุติธรรมให้ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก เหมือนพระสงฆ์องค์เจ้า เมื่อเป็นศากยบุตร เมื่อเป็นลูกศิษย์ตถาคตแล้ว ดันทำตัวเองให้ผิดพระธรรมวินัย ทำให้ตัวเองให้ปาราชิก กินเหล้าเมายา หรือว่าฉันอาหารหลังเที่ยง หรือว่ามีเพศสัมพันธ์กับสีกาหรือว่าโกงเงินชาวบ้าน ผมถือว่าไม่ใช่พระ ต้องไล่ถีบออกจากผ้าเหลืองทันทีเลย ฉันใดฉันนั้น
ทีนี้ผมก็เห็นน้องๆ ผมหลายคนที่เป็นตำรวจ ผมเห็นเขามีชีวิตอยู่อย่างใช้ได้ดีพอสมควร คนบางคนก็มีลูกเรียนหนังสือที่เก่ง คนบางคนก็มีภรรยาที่มีรายได้ดี แต่น้องๆ ผมที่ผมคบด้วย เผอิญอาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นคนยังไง เขามาคบกับเราเขาก็ต้องเป็นคนอย่างนั้น เพราะถ้าเขาเป็นคนที่ไม่เหมือนเราเขาก็จะคบกับเราไม่ได้ ผมก็เห็นเขาอยู่ได้ มีเงินเดือนก็อยู่ได้ อยู่ได้สมถะ คำว่าสมถะคือว่า เขาไม่ได้อดอยากปากแห้ง เขาไม่ได้ถือกะลาไปขอใครกิน เขาก็มีเงิน มีรถคันหนึ่งขับ เขาก็ไม่ได้มีรถราคาเป็นล้านๆ ลูกเขาก็เรียนหนังสือ เรียนหนังสือดี เขาก็มีชีวิตที่ปกติ มีความสุขและเขาก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ผมก็เลยมองว่า เอ๊ะ ทำไมสังคมไทยมันถึงไม่มีตำรวจประเภทนี้ ไปๆ มาๆ อ๋อ มันเป็นความเลวร้ายของสังคมที่มันสร้างตำรวจที่ดี ให้เป็นตำรวจที่เลว เพียงเพราะว่ากิเลสที่มันไม่รู้จักสั่งสอนและในขณะเดียวกัน ผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมตำรวจเอง เป็นตัวการที่ทำให้ตำรวจดีๆ นั้น ต้องกลายเป็นตำรวจที่เลวๆ เหมือนอย่างเมื่อวานนี้ผมไปขอนแก่น ก็มีน้องสองคนเขาไปรับผม เป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติด คนคนหนึ่งเขาเป็นระดับรองผู้กำกับ เขาก็สมถะมากนะ เขาใส่เสื้อผ้าธรรมดา เขาก็ขับรถฟอร์ด เอเวอร์เรส ผ่อนเดือนละ 20,000 บาท นอกเหนือจากนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่นาฬิกาโรเล็กซ์ เขาไม่ได้มีเงินมีทองอะไร เขาก็เล่าให้ผมฟังว่า ทำงานนี้มันล่อแหลมมาก จับยาเสพติด พอจับปั๊บ มันขอเปลี่ยนของกลาง มันบอกว่ามันมีเงิน วางไว้ให้เลย 2-3 ล้านบาท แล้วเอาไปเลย มันยั่วยวนใจคนนะตรงนี้ ผมก็บอกว่า เฮ้ย อย่าไปคิดทำเลยนะ มันไม่มีประโยชน์หรอก แต่พี่เห็นใจนะมันยั่วกิเลส ตำรวจที่เริ่มเสีย คือตำรวจที่เริ่มใช้จ่ายเกินตัว เมื่อใช้จ่ายเกินตัวก็เริ่มเป็นหนี้ อยากมีรถขี่ โตโยตา อยากมีเบนซ์ เมียอยากมีเพชร อยากไปเที่ยวเมืองนอก อยากจะเปลี่ยนรถไปกู้เงินกู้ทองมา พอเริ่มมีหนี้มากขึ้นแล้วนะ ความกดดันบนหนี้ มันทำให้ตัวเองคิด ครั้งเดียวก็ได้ว่ะ ติดอยู่ 2 ล้านกว่าบาท รับมัน 2 ล้าน จ่ายหนี้แล้วกูขอเป็นคนดีใหม่ มันไม่ใช่ มันเป็นยาเสพติด และผมบอกน้องว่า ถ้าเอ็งทำนะ ที่เอ็งสูญเสียเอ็งไม่ได้สูญเสียเฉพาะเกียรติยศ ศักดิ์ศรี เอ็งสูญเสียพี่ไปด้วย และคนที่แวดล้อมเอ็ง หมายความว่าเอ็งคบพี่ไม่ได้นะ เอ็งต้องเดินถนนคนเดียว อันนั้นมันเจ็บปวดมาก ผมมีความรู้สึกว่าตำรวจที่ดีเยอะ และเขาจะขอบใจสิ่งที่ผมพูด เพราะว่าเขาคือคนซึ่งไม่มีปากไม่มีเสียง และปรากฏว่าผมพูดออกไป ก็ไม่มีใครเดือดร้อน เดือดร้อนแต่ไม่กล้า เพราะว่า คล้ายๆ กับว่าคนมันมีแผล คำพูดเราเหมือนน้ำเกลือที่ไปราดแผลมัน ถ้ามันแส่เขาไปอีก เดี๋ยวมันก็ปวดแสบปวดร้อน เข้าใจไหมครับ และอีกอย่าง อีกประการหนึ่ง ผมพยายามแนะนำพวกรุ่นน้องที่อยู่วงการสื่อมวลชน บอกว่า เมื่อจะวิพากษ์วิจารณ์อันใดก็ตาม ให้วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตรงไปตรงมา และไม่มีอคติ และที่สำคัญที่สุดต้องไม่มีวาระซ่อนเร้น จบแล้วจบเลย เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาผมวิพากษ์วิจารณ์ใคร ผมถือว่าผมได้พูดไปแล้วนะ ผมไม่ต้องไปจิกอีก นอกจากจะมีเรื่องใหม่อีก ผมก็จบแล้ว แต่สื่อมวลชนบางคน บางส่วน บางกลุ่ม รุ่นน้องผม วิพากษ์วิจารณ์แล้ว ก็นึกว่ากัดติด ไม่ยอมจบซะที อาจจะรอเรียกให้มีการเจรจาแล้วค่อยจบ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้คือที่มาของการที่ไม่ชอบขี้หน้า ต้องล้างแค้นกัน ต้องฆ่ากัน ต้องทำลายกัน
สโรชา – แสดงว่าคนที่คุณสนธิวิพากษ์วิจารณ์ในทีวี ไปเจอในงานสังคมต่างๆ ก็ยังเจอกันตามปกติ พูดคุยกัน
สนธิ – เจอกัน แต่มันสะบัดหน้าหนีผม
สโรชา – ไม่พูดด้วย งอน
สนธิ – ไม่พูดด้วย คุณไม่เห็นเหรอ ผมขึ้นศาลกับคุณสันต์ พอผมยกมือไหว้เขา ใช่ไหม แต่ว่าคือผม
คิดว่า โดยอาชีพนะคุณแอ้ม คุณเป็นอย่างนี้ คุณปฏิเสธผมไม่ได้
สโรชา – มันเป็นเรื่องปกติ
สนธิ – มันเป็นเรื่องปกติ แต่ถามว่าผมเป็นมนุษย์หรือเปล่า ผมเป็นมนุษย์ ผมมีรัก มีโลภ มีโกรธ มีหลง ผมมีกิเลส ผมไม่ใช่เทวดา ก็ยังมีบางส่วนที่ผมก็มีอคติ โดยผมไม่ว่าเขา ผมเป็นคนเลว เป็นสื่อมวลชนที่เลว แต่เลวน้อยที่สุด เพราะผมยอมรับในความเป็นมนุษย์ ผมไม่เคยโอ้อวด ว่าผมเป็นสื่อมวลชนที่รับรองว่า บริสุทธิ์ดั่งพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่ นะครับ เส้นแบ่งผม ระหว่างพระ กับโจร พอๆ กัน บางเวลา ผมเป็นพระ บางเวลา ผมเป็นโจร แต่ผมจะเป็นพระมากกว่าโจร
สโรชา – อย่างนี้ ดิฉันเชื่อว่าต้องมีคนในวงสังคมมาเจอ เวลาเจอหน้าคุณสนธิ บอกว่า เบาๆ หน่อยเถอะ อย่าด่าแรงนักเลย คุณสนธิตอบเขาว่ายังไงค่ะ
สนธิ – มี ผมบอกเขาว่าผมไม่ได้ทำอะไร ก็พูดแล้ว ก็จบไป แต่ว่าถ้าเขาพูดมาก ผมก็บอกว่า อ้าวแล้วมันจริงหรือเปล่า ผมก็ถามไปอย่างนั้นจริงๆ ก็เงียบไปสนิท คือทำหนังสือพิมพ์ ทำสื่อมวลชนบางครั้งมันกลุ้มใจเหมือนกัน คือคุณจะสร้างความสมดุลในหน้าที่ที่คุณทำ กับผลประโยชน์ที่องค์กรคุณได้รับให้มันพอดีๆ ยังไง ไม่ให้มันเสีย พอดีตรงไหน พอดีตรงที่ว่า หนึ่ง องค์กร ข้าวต้องซื้อ ไฟต้องจ่าย น้ำต้องใช้ เงินเดือนต้องให้ รายได้ต้องมา รายได้มาจากไหน มาจากการขายหนังสือ จากโฆษณา แต่ในขณะเดียวกัน จะทำยังไงให้คนซึ่งมีอุดมการณ์เขาเขียนหนังสือแล้วเขามีความรู้สึก ว่าเฮ้ยไม่ได้ไปสั่งให้เขาเขียนอย่างนั้น ไม่ได้ไปให้เขาบิดเบือนอย่างนี้ ตรงนี้คือศิลปะ ซึ่งเลียนแบบกันไม่ได้ เป็นศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยไม่สอน เหมือนอย่างผม จู่ๆ ตื่นมาตอนเช้า ผมเปิดหนังสือพิมพ์ เฮ้ย คือ เพื่อนร่วมงานผมกำลังเขียนถึงเหตุการณ์ซึ่งมันจะไปกระทบกับองค์กรธุรกิจอันหนึ่ง หรือคนคนหนึ่ง ซึ่งผมรู้ดีว่า เดี๋ยวมันต้องโทร.มาหาผมแน่นอน สิ่งแรกที่ผมทำ ผมปิดโทรศัพท์
สโรชา – ง่ายไปเปล่า
สนธิ – เดี๋ยวซิ แล้วผมก็ใช้โทรศัพท์อีกเครื่อง โทร.ไปหาคนเขียน บอกว่าเฮ้ย เรื่องนี้มึงตกลงกี่ตอน พี่ สองตอน พรุ่งนี้อีกวันหนึ่ง มึงเขียนไป ปิดโทรศัพท์สองวัน พอเขียนจบปั๊บ วันที่สามเปิดโทรศัพท์ วันที่สอง เอาหนังสือพิมพ์มาเปิด ท่านสนธิครับ ท่านจุดจุดจุด จะขอเรียนสายครับ คุณสนธิ ลูกน้องพี่ทำ เฮ้ย จริงหรือเปล่าว่ะ พี่เพิ่งกลับจากเมืองนอก ยังไม่เห็นอะไรเลย
สโรชา – หน้าตาเฉย
สนธิ – เอ้า เดี๋ยวพี่ดูให้ เดี๋ยวพี่โทร.กลับ พี่โทร.กลับนะ พี่ไม่โทร.ไม่ได้ ผมเสียหาย เรารู้อยู่แล้ว ซักพักหนึ่ง กินกาแฟ สูบบุหรี่ อ่านหนังสือ ตอแหลกับพรรคพวกซักพักหนึ่ง ฮัลโหล ตรวจแล้ว พี่เรียกมันมาด่าแล้ว พรุ่งนี้ไม่มีอีกแล้ว หมดแล้ว ไม่มีเขียนอีกแล้ว มันบาลานซ์ได้ทั้งคู่ ใช่ไม่ใช่ มันพอดีๆ เด็กเราก็ได้แสดงออกในสิ่งซึ่งเขาต้องการแสดง ในขณะเดียวกัน ไอ้บ้านี่มันก็เชื่อเราสั่งห้ามเขียนไปแล้ว เข้าใจไหม คือบางครั้งมันต้องโกหกตอแหลเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้วพระพุทธเจ้าถึงบอกว่ามุสาวาทา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ แปลว่า ในบางครั้งการโกหก ถ้าไม่ได้มีเจตนา ให้คนอื่นเสียหายนั้น ถือว่าไม่ผิดศีล
สโรชา – อึ้งๆ อยู่
สนธิ – แต่โทรทัศน์มันหนีไม่พ้น
สโรชา – ได้ข่าวว่าทำสถิติอยู่หรือค่ะ เมืองไทยรายสัปดาห์
สนธิ – มันตีกลางกะบาลเลย งานนี้ มันหลบไม่ได้ว่า ผมไม่ได้พูด
สโรชา – ใช่ไหมค่ะ คือเขามีอยู่เลย ลำดับแรกในการเปิดคดีนะคะ เขาจะให้ถอดเทปก่อน สนธิพูด หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ สโรชา พูด หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แต่อาจจะไม่ถึง แปด เก้า สิบ เพราะสโรชา พูดน้อย แต่ว่าที่แน่ๆ คือ เขายืนยันก่อน ก่อนอื่นเลย เขายืนยันก่อนเลย พูดตามนี้จริงหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนค่ะ มันมีหลักฐานอยู่ เราก็ต้องบอกว่าจริง ส่วนจะสู้คดี กันคงอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ซึ่งเราก็อยู่ในการพิจารณากันอยู่หลายคดีเหมือนกัน
สนธิ – คืออาชีพสื่อมวลชน วันคุยกันอย่างเปิดอก คุยสนุกสนานดีๆ เป็นอาชีพที่แค้นไม่ได้นะ ผมในอดีต ตอนที่ผมยังทำหนังสือพิมพ์อยู่ ตอนนี้ก็ทำอยู่ แต่ว่าเผอิญผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรมากนัก ลูกชายเป็นคนดูแล ผมจะมายุ่งเกี่ยวกับโทรทัศน์มากกว่า ยุคที่ผมทำหนังสือพิมพ์ ผมขึ้นศาลเฉลี่ยปีละประมาณ 16 คดี นะครับ ผมขึ้นจนกระทั่ง มีอยู่คดีหนึ่ง ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ผมเป็นจำเลย สืบพยานผมเสร็จปั๊บ แล้วเผอิญระหว่างสืบพยานนั้น ก็มีจ่าศาลเอาที่ผมไปประกันตัวอีกคดีหนึ่ง เอามาให้ผู้พิพากษาเซ็นอนุมัติ ท่านเห็นชื่อก็อ้าว คุณสนธิเหรอ ลูกค้าประจำ ลดค่าประกันครึ่งหนึ่ง เยอะถึงขนาดนั้นนะครับ แต่ว่ามีอยู่เยอะเลย ผมคิดว่าโดยเฉลี่ยแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ คดีผมยกฟ้อง น่าสนใจมาก 70 เปอร์เซ็นต์ที่ยกฟ้องนั้น ศาลบอกว่า พยานและโจทก์ให้การเชื่อถือไม่ได้ นั่นคือให้การเท็จ เกือบ 100 คดี ที่ผ่านมาในชีวิต ผมไม่เคยฟ้องกลับ คือผมถือว่าถ้าเราพูดจาถึงชาวบ้านเขาได้ ถ้าชาวบ้านเขาจะเล่นงานเราก็เป็นธรรมชาติของกฎแห่งกรรม อย่าไปโกรธเคืองกันเลย เราพิสูจน์ได้แล้วว่าเราทำไม่ผิดเราทำถูก เราไม่ผิดอะไรทั้งสิ้น เมื่อถูกแล้ว ไม่ผิดแล้ว ชนะแล้ว แล้วกัน ก็แล้วกันไป เลิกกันไป ถึงแม้ว่าหลายอย่าง เขาไปปั้นพยานเท็จมาเลยนะ แล้วพิสูจน์ได้ว่านี่คือพยานเท็จ ก็อย่าไปโกรธเขา ผมใช้หลักวิธีการไม่ล้างแค้น ไม่อาฆาตแค้น
สโรชา – ก็คือสู้กันไป ถ้าเกิดเอาชนะก็ว่ากันไป
สนธิ – ก็จบกันไป ถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นมันจะด่าพ่อล่อแม่ผม หรือใครจะนินทาให้ร้ายผม ก็ถือว่า เรานินทาให้เขาเป็นร้อยๆ ครั้ง เขาจะนินทาเรากลับมา ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย
สโรชา – ยังไม่เคยติดคุกใช่ไหมค่ะ
สนธิ – โดนรอลงอาญามาเยอะ ติดคุกกายไม่หนักเท่าติดคุกใจ คุณจำไว้
สโรชา – แต่ขอไม่ติดทั้งสองอย่างได้ไหม
สนธิ – คุณนะ ซักวันคุณจะติดคุกใจ แล้วคุณจะรู้
สโรชา – คุยกันเรื่องเมืองไทยรายสัปดาห์มาพอสมควรนะคะ ถ้าเกิดมีคำถามเพิ่มเติมอยากจะเรียนเชิญค่ะ
สนธิ – คำถามเก่า ถ้าจะถามด้วยก็ได้
สโรชา – มี จริงๆ แล้วในรายการเราเกริ่นไปซักแป๊บนึงแล้วหละ สำหรับปัญหาที่รัฐบาลนี้อาจจะเจอใน 4 ปีนี้ ซึ่งถ้าเกิดใช้เวลาทีวีทางช่อง 9 อาจจะพูดไม่ได้เต็มที่ เราจะใช้เวลาตรงนี้พูดซักนิดนึงจะดีไหมค่ะ
สนธิ – สั้นๆ ว่า 4 ปีนี้ต่อไปนี้จะเป็น 4 ปีที่หมิ่นเหม่มาก หมิ่นเหม่หลายอย่าง หนึ่ง ปัญหาทางใต้ที่ดูเหมือนจะจบ จริงๆ แล้วมันเปิดบริบทใหม่ของการต่อสู้ บริบทใหม่มันเป็นยังไง มันเป็นตรงที่ว่า น่าเสียดายศุกร์ที่แล้ว ผมก็พูด เรื่องของสมานฉันท์นั้นน่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลเริ่มต้นตั้งแต่ต้น แทนที่จะมาตั้งคนอื่น ให้เป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ การตั้งคนอื่น มีข้อดี ข้อเสีย ข้อดีในเชิงทางการเมืองคือว่าผ่องปัญหาให้คนอื่นรับไป ตอนนี้ถือว่าตัวเองหมดแล้ว ปัญหาไม่มี แต่ว่ามันชั่วคราวเท่านั้น ทีนี้สังคมไทย ประกอบด้วยองคาพยพ หลายองคาพยพ องคาพยพที่สำคัญที่สุด คือความหัวโบราณของคนในสังคม สำคัญมาก คนที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกคอนเซอร์เวย์ทีฟ ในสังคมไทยเยอะ ไม่น้อย ไม่เชื่อลองถามดิ ว่าคำพูด ว่า ผมจะไม่มีวันยอมให้ใครแยกดินแดนไปได้แม้แต่ 1 ตารางนิ้ว ผมเชื่อว่าในห้อง 10 คน ต้องมี 7 คนลุกขึ้นมาปรบมือและก็เห็นด้วย เพราะอะไร เพราะว่าเรายังยึดติดในเรื่องของตัวกู ของกู ผืนดินนี้เป็นของกู ใครแยกไปไม่ได้ เรื่องอื่นไม่สำคัญ มึงเอาไปมึงตาย เพราะฉะนั้นประเด็นว่า มึงตาย ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็คือเงื่อนไขสำคัญที่สุด ที่ผู้ที่ไม่ประสงค์จะดีต่อชาติบ้านเมือง หรือต้องการจะปลุกปั่น ใช้ประเด็นนี้ เป็นตัวที่ทำให้มันเกิดกลียุคขึ้นมาในอนาคต และผมทายไว้ล่วงหน้า เพราะว่าอีก 9 เดือน ถ้าสมมติ คณะกรรมการทั้งหมด 48 คน ซึ่งบางคนผมเห็นแล้ว ผมก็กลุ้มใจแทนเหมือนกัน ที่เป็นมุสลิม ซึ่งเบื้องหน้า เบื้องหลังก็น่ากลัว เหมือนกัน ถ้าเกิดมีมติออกมา แล้วไปสวนทางกับความรู้สึกของกลุ่มคนซึ่งมีความคิดคอนเซอร์เวย์ทีฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายความมั่นคง อะไรจะเกิดขึ้นตรงนั้น ผมฝากทิ้งไว้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมคิดว่า ไม่เกินสิ้นปีนี้ เราคงจะเห็นแน่นอนที่สุด อันแรก
สโรชา – ขอขัดนิดนึงได้ไหมค่ะ เพราะว่ามีท่านหนึ่งถามว่าการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ทำไมไม่ใช้เวลานั้นกว่านี้ เพียง 4-5 เดือน น่าจะเพียงพอ แต่นี่จะใช้ตั้ง 8-9 เดือน
สนธิ – การแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่แท้จริง ต้องใช้ถึง 10 ปี ไม่ใช่ 4-5 เดือน ไม่ใช่ เพราะว่าความแค้น ความชอกช้ำ ความขมขื่น ความเจ็บปวด ตลอดจนบาดแผลที่เกิดขึ้นนั้น มันลึกจนยากที่จะเยียวยาได้ในระยะเวลานั้น และถึงแม้จะเยียวยาได้ในระยะยาวนั้น บาดแผลที่หายแล้ว ก็ยังเป็นแผลเป็น ที่สามารถมองเห็น และมองเห็นทีไรแล้ว ก็จะทำให้รำลึกถึงเหตุการณ์ในช่วงก่อน ๆ แล้ว เกิดความหมองหมางกันในชาติ เพราะฉะนั้นแล้ว 3-4 เดือน ไม่ใช่เรื่องแก้ได้เลย ไม่ใช่แก้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งในขณะที่ผมเห็นใจชาวพุทธ ที่ถูกฆ่าไปเยอะ แต่มีความจริงอีกประการหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครพูด คือชาวมุสลิม 2,400 กว่าคน ถูกอุ้มหายไป 2,400 กว่าครอบครัว หนึ่งครอบครัวเขามีญาติพี่น้อง 100 คน 240,000 คน เขาจะคิดยังไง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการเยียวยาที่ยาก แล้วต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ เยียวไปด้านหนึ่ง มากจนเกินไปก็ไม่ได้ มากจนเกินไปก็เหมือนกับยกประเทศให้เขา น้อยจนเกินไปก็ไม่ได้ พอดีๆ ตรงนี้มันอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ต่างหากซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เสร็จเรียบร้อยแล้ว ระหว่างพอดีๆ มันก็จะมีหลุมพราง กับดัก ที่ถูกขุดตลอดเวลา อย่างเช่น คณะกรรมการสมานฉันท์กำลังดำเนินการไปได้ดี มันก็ฆ่าเอา ฆ่าเอา จนกระทั่ง เพราะมันรู้ว่าการฆ่า วางระเบิดเอา มันจะทำให้ฝ่ายสายเหยี่ยว ฝ่ายขวาจัดจะเริ่มทนไม่ได้ ผมทำนายไว้ตรงนี้นะ มีโอกาสเป็นไปได้ว่า ปีหน้าจะมีการรัฐประหาร เป็นไปได้ ผมเชื่อ ถ้าหากในลักษณะการทำงานตรงนี้ไม่พอดีๆ ไม่ประสานประโยชน์ทั้งสองฝ่ายให้ลงตัว คอยดูซิ อันนี้อันหนึ่ง อันที่สองคือ ความหมิ่นเหม่ของสังคมไทยคือ เรื่องเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ผมเสียดายที่รัฐบาลไทยนั้น ไปเน้นเรื่องจีดีพีมากจนเกินไป การเน้นจีดีพี ต้องโต 5.5 เปอร์เซ็นต์ 6.5 เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นการใช้สมมติฐานของเศรษฐกิจดั้งเดิม คือว่าเมื่อฐานเศรษฐกิจขยายแล้ว มันจะทำให้คนมีเงินมากขึ้น ใช่ไหมครับ GDP GROWTH เท่านี้แล้วมันจะดี แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มันจะทำให้ช่องว่างระหว่างรายได้มันยิ่งห่างมากขึ้นกว่าเก่า หมายความว่าในอนาคต คนรวยจะรวยมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน จะมีคนจนอีกกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นมา ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ผมเคยตั้งปุจฉาและวิสัชนากัน ตอบผมไม่ได้ซักคนเลย วันนั้นไปสัมมนาในเรื่องของวิชาการทางการศึกษา มีอาจารย์สิปปนนท์ เกตุทัต ดร.บุญเสริม มีสกุล พวกคณาจารย์ทั้งหลายที่เป็นดร.ทางกระทรวงศึกษา ผมบอกอาจารย์เดี๋ยวก่อน ผมถามคำถามคำ ตอบผมหน่อยได้ไหมว่ามีอะไรผิดปกติกับระบบการศึกษาเมืองไทย คุณส่งลูกคุณคนหนึ่งไปเรียนปริญญาตรี ตั้งแต่ปี 1 จนจบ ปี 4 คุณใช้เงินประมาณ 1 ล้านบาท แล้วมันจบมา มันมารับเงินเดือน 8,000 บาท มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย มันเกิดอะไรขึ้นกับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ถ้าคุณจะถามผมตรงๆ ก็คือ โครงสร้างเศรษฐกิจของคนไทย เป็น 2 โครงสร้าง โครงสร้างหนึ่ง คือคนซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ คนมีเงิน คนพวกนี้ ต้องการกำไร ทุกรูปแบบ รวยมากขึ้นๆ แล้วมากดขี่ระดับล่าง เพื่อไม่ให้เงินเดือนสูงไปกว่าที่ควรจะเป็น ผมบอกแล้วมัน make sense เหรอ ผมถามว่า อีก 3 ปี 4 ปีข้างหน้า ถ้าโครงสร้างเครือข่ายของรถไฟฟ้าทุกอย่าง มันเสร็จหมดในกรุงเทพฯ อีก 4 ปีข้างหน้า ผมว่าเงินเดือน ขั้นต่ำเบ็ดเสร็จก็ไม่เกิน 10,000 บาท 10,000 อาจจะมากไปด้วยซ้ำ ปริญญาตรี ผมว่าให้ซัก 9,000 บาท อีก 4 ปี บางคนเริ่มที่ 6,500 บางคน 7,000 ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการดีหน่อย เริ่มที่เท่าไหร่นะ 8,000 บวกค่ารถเท่าไหร่ 2,500 ก็ 10,500 บาท นะเด็กปริญญาตรีจบมา เอาละ ผมให้ 10,000 ผมถามว่า ในวันนั้นคนได้เงินเดือน 10,000 บาท แล้วต้องใช้เครือข่ายการเดินทาง ทั้งเดินทางไปกลับ ต่อรถใต้ดิน 2 เที่ยว กลับไปรถใต้ดิน วันละประมาณ 150 -200 บาท แล้วมันจะอยู่ได้ยังไง ผมถาม แล้วชีวิตนี้มันจะมีบ้านซักหลังอยู่ได้ยังไง ถ้ามันจะมี มันต้องอยู่แถวโน้น ใกล้ๆ สุพรรณบุรี และก็นั่งเกวียนมาเรื่อยๆ มาจนถึงแถวบางบัวทอง แล้วจากบางบัวทองอาจจะขี่จักรยานเข้ามา ซึ่งผมว่ามีอะไรผิดปกติกับระบบเศรษฐกิจบ้านเรา ผมมองว่าระบบเศรษฐกิจบ้านเรานั้นให้ความไม่เท่าเทียมกันอย่างมากจนเกินไป ผมไม่ได้หวังที่จะให้เกิดความเท่าเทียม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผมเชื่อว่า ระดับคนซึ่งกำลังใช้งานอยู่ ระดับล่าง ไม่ได้รับการยุติธรรมในการให้ เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่า นัยตรงนี้ เรากำลังเผชิญวิกฤติอีกวิกฤติหนึ่งซึ่งเราไม่รู้ตัว วิกฤติตรงนี้ก็คือวิกฤติของการล่มสลาย ของคนระดับล่าง คนเงินเดือน 8,000 -20,000 บาท จะล่มแบบล่มพังทั้งยวงเลยทันทีเลย ผมคิดว่า ถ้าเราแมเนจไม่ดี ถ้าเรามัวแต่ไปเน้นตรงเรื่องจีดีพีอย่างเดียว ผมยังไม่เคยเห็นใครเน้นจีดีเอช GROWTH DOMESTIC HAPPINESS ความสุข บางครั้งความจริง พวกเราไม่จำเป็นต้องโตขึ้น 5.6 5.5 หรือ 6.5 เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าเราโตซัก 2 เปอร์เซ็นต์ แต่เราค่อยๆ โต เราไม่ให้สินค้ามันแพงมากนัก เราไม่ต้องให้คนไปบ้าบอคอแตก กับการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือทุกๆ 3 – 6 เดือน เราไม่ต้องมีพรีเพด ไม่ต้องมีอะไรก็ตามที่มันส่งเสริมให้คนใช้เงินอย่างไร้สาระ คนไทยในช่วงหลังที่น่ากลัวอันหนึ่ง รัฐบาลไม่กล้าพูด คือว่า จำนวน ปริมาณคนที่ใช้เครดิตเพิ่มกว่าเก่าอย่างมหาศาล
สโรชา – หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นทุกปี
สนธิ – หนี้ครัวเรือนส่วนหนึ่ง เด็กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีมา เดี๋ยวนี้ทุกคนมีบัตรเครดิตหมด คุณสโรชา แล้ววินัยทางการเงิน ถ้ายังไม่ได้สร้างตรงนี้ ถ้าคุณสามารถใช้บัตรเครดิตได้เกิน 5 เท่าของเงินเดือน แล้วคุณผ่อนส่งจ่ายแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้ทั้งหมดไปเรื่อยๆ คุณลองคำนวณดอกเบี้ยปีละ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คุณลองคิดดูซิ คุณคูณกลับมานะ เงินก้อนนั้น ใครรวย แต่คนที่จนคือคนนี้ คือผมกำลังกลุ้มใจกับรัฐบาลทุกรัฐบาล คือว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกันทุกคน เพราะว่าทุกคนน้อมเกล้าฯ ใส่หัวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่น้อมเกล้าใส่หัวในวันฟังท่าน ออกมาแล้วก็ไม่เคยเศรษฐกิจพอเพียงกันซักคน ผมอยากให้มีสัปดาห์หนังสืออย่างนี้ทั้งปี ดีกว่ามีมอเตอร์โชว์ นี่ ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ มอเตอร์โชว์ ซื้อรถ 1 คัน สูญเสียเงินไปเป็นล้าน องค์ความรู้ไม่ได้ สัปดาห์หนังสือใช้อย่างมาก ก็ 1,000 บาท 500 บาท อย่างน้อย ดีๆ ชั่วๆ ก็ได้หนังสือกลับไป เสริมปัญญา สังคมไทยไม่ได้มีการทำทุกอย่างเพิ่มเสริมปัญญา สังคมไทยเป็นการทำทุกอย่างเพื่อเสริมการใช้จ่าย เพราะฉะนั้นแล้วนั่นก็คือความหมิ่นเหม่ข้อที่สอง
ความหมิ่นเหม่ข้อที่สาม คือลักษณะคุณค่าของรากเหง้าของสังคมไทย กำลังถูกทำลาย ลงไป โดยที่เราไม่ได้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมา ภูมิต้านทานตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ผมจะบอกให้ วัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม เราถูกสอนมาผิด ๆ ตลอด เราถูกสอนมาให้ถูกมองแยกส่วน คือเราถูกสอนมาให้มองแต่ประเทศไทย เมื่อเราถูกสอนให้มองแต่ประเทศไทย เราถึงแคบไง เราถูกสอนให้มองประวัติศาสตร์ประเทศไทยกับพม่า เพียงเรื่องเดียว คือสงครามไทยกับพม่า จบ เรื่องอื่นไม่มีเลย ไม่มี ผมประหลาดใจมาก ไม่มี เราไม่เคยถูกสอนเรื่องพุทธศาสนาระหว่างไทยกับพม่า ว่ามีความคล้ายคลึงกันตรงไหน มีเกจิอาจารย์พม่าองค์ไหนบ้างสมัยโบราณที่เคยเข้ามา พระไทยสมัยก่อนนั้น สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีบ้างไหม ที่ไปตั้งวัดที่พม่า แล้วความรู้สึกของชาวพุทธ ไม่มี เพราะว่าเราแคบในเรื่องการสอนประวัติศาสตร์ ถ้าเราสามารถสอนประวัติศาสตร์ โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยว่า ประวัติศาสตร์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมโลก เราก็จะได้ให้เด็กของเราเรียนรู้อารยธรรมกรีก เมดิเตอร์เรเนียน อารยธรรมอินเดีย อารยธรรมจีน ซึ่งเป็น 3 อารยธรรมหลัก และประเทศไทยเป็นซับอารยธรรมของเขา เมื่อเราเรียนรู้ตรงนี้เท่ากับเราเปิดโลกทัศน์กว้างให้กับลูกหลานเรา ให้กับสังคมไทยเรา ทำให้เราไม่มองอะไร แบบแยกส่วนเหมือนเดิม ทำให้เรามองทุกอย่างเป็นของตัว
สโรชา – ค่ะ แล้วเยาวชนไทยละค่ะ สมัยนี้ มีคนวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างเยอะว่า ขาดคุณธรรม ขาดวัฒนธรรม ขาดมารยาทสังคมที่ดี เด็กไทย มาจากไหน
สนธิ – เมื่อวานนี้คุณหมอ อะไรก็ไม่รู้ ผมเจอที่ขอนแก่น มากับครอบครัว คุณสนธิ ลูกควรที่จะให้เขาเรียนอะไรแล้วทำมาหากินง่ายที่สุด ทำเงินมากที่สุด ผมก็บอก ถ้าเราเริ่มตรงนี้ เราผิดแล้ว เพราะเราเริ่มเอาตัวเลขเป็นตัววัดลูก นี่คือทำไมคนถึงเรียนเอ็มบีเอกันเป็นแถว เอ็มบีเอ เดี่ยวนี้มากกว่าขอทานนะ ผมไม่รู้เรียนกันไปทำไม ผมก็เลยบอกคุณหมอ บอกว่า คุณหมอครับ เอาอย่างนี้ได้ไหม ผมเล่าเรื่องเพื่อนผมคนหนึ่ง เป็นคนญี่ปุ่น บอก ไอ้หมอนี่ ตอนจบปริญญาตรีกับผม มันเรียนปรัชญา ผมเรียนประวัติศาสตร์ พอมันจบแล้ว มันไปต่อฮาร์วาร์ด ผมได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรัฐยูทาห์ ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน หลังจากผมจบแล้ว ผมก็ไปเจอมัน ปรากฏว่ามันจบปริญญาโทที่ฮาวาร์ด แล้วมันก็ไปเป็นผู้ช่วยเชฟ ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสในมหานครนิวยอร์ก เตี่ยมันนี่รวย ไอ้ญี่ปุ่นคนนี้ โอกุนาซัง เตี่ยมันรวยมาก เพราะเตี่ยมันเป็นเจ้าของโรงงานขนาดย่อม ผลิตอุปกรณ์ชุดหนึ่ง สำหรับซัพพลายให้พวกบริษัทรถยนต์โตโยตา มันบอกว่ามันไม่อยากกลับไปทำงานกับพ่อมัน พ่อมันมีลูกชายคนเดียวและลูกสาว มันทะเลาะกับพ่อมัน พ่อมันบอกว่าถ้าไม่กลับ ไม่ให้ ไม่แคร์ เฮ้ย มึงอยากทำอะไร ผมถามมัน กูอยากเปิดร้านอาหารฝรั่งเศส แล้วมันก็ไปเรียนเชฟ 1 ปี แล้วไปปักหลักที่แวนคูเวอร์ มันไปเปิดเป็นบ้านหลังเล็กๆ ร้านอาหารฝรั่งเศส มีโต๊ะอยู่ 4 โต๊ะ มันทำอาหารฝรั่งเศสอร่อยมาก อร่อยจนกระทั่งเป็นที่ลือเลื่องในเมืองแวนคูเวอร์ จนกระทั่งนายกเทศมนตรีโทรศัพท์ไปจองโต๊ะมัน บอกว่าไม่รับจอง เฟิร์ส คัม เฟิร์ส เซิร์ฟ เพราะมีอยู่แค่ 4 โต๊ะ แล้วก็นั่งเกิน 4 คน ก็ไม่รับ ประเภทมาโต๊ะใหญ่ แล้วมาเอาโต๊ะรวมไม่เอา คนในแวนคูเวอร์สมัยก่อน เข้าแถวนะ แถวยาวเหยียดเลย แล้วมันจะมีเด็กไปบอก แถวถึง 40 คน มันบอกว่าไม่รับอีกแล้ว เพราะว่าหมด 40 คน ก็ถึงเที่ยงคืนแล้ว โอกุนาซังจัดห้องนอน ไม่สามารถจะเปิดร้านได้ทั้งคืน มันทำโด่งดังจนเป็นที่กล่าวขวัญ หนังสือพิมพ์สื่อมวลชน และในที่สุดมันก็เริ่มเขียนหนังสือ เรื่อง เจแปนนิส เฟรนช์ กูซีน ฮาวาร์ด ทู แคน มีท ขายดิบขายดี เป็นเบสท์เซลเลอร์ ผมก็เลยเล่าให้คุณหมอฟัง บอกว่านี่ไง ไอ้บ้านี่มันจบปริญญาโทปรัชญา มันควรจะเรียน Phd. Philosophy อาจจะเป็นอาจารย์ แต่มันมาทำตรงนี้เพราะฉะนั้นถามลูกว่าชอบอะไร ลูกชอบอะไรก็ให้ลูกไปทางเส้นนั้น บอกว่า ถ้าเราไม่รู้ละ มันก็ต้องรู้ซักวันหนึ่ง เชื่อซิ ขอให้เชื่อว่ามันต้องรู้ซักวันหนึ่ง เหมือนลูกชายผมก็ชอบการ์ตูน เขาชอบตั้งแต่เด็กแล้ว ชอบวาดการ์ตูน แล้วให้ผมไปถ่ายซีร็อกซ์ เย็บเป็นเล่มเอาไปขายเพื่อนที่สาธิตประสานมิตร เสร็จแล้วพอโตไปต่อออสเตรเลีย ตั้งแต่ไฮท์สคูล มัธยมปลาย ก็ไปเรียนต่อ ก็ให้ทางบ้านส่งการ์ตูนมาให้ จบปริญญากลับมาทำงานกับผมได้ 2 ปี มาบอกว่า ป๋า ขอคุยหน่อย ได้ บอกมีอะไร ป๋า ขอชีวิตคืน มึงหมายความว่ายังไงจะขอชีวิตคืน ก็มึงมีชีวิตอยู่แล้ว บอกว่าไม่ใช่ บอกปั๊บ จบปริญญาตรีแล้ว ปั๊บทำให้ป๋ากับแม่แล้ว ใช่ไหม คือแม่เขาเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัย ก็อยากให้ลูกเรียนปริญญา แล้วปั๊บอยากทำอะไร ปั๊บอยากทำการ์ตูน ถ้าเป็นพ่อแม่คนอื่น ลูกจบเศรษฐศาสตร์ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ควีนส์แลนด์ และทะลึ่งอยากทำการ์ตูนนะครับ ร้องกรี๊ดแล้ว มึงจะบ้าหรือไง หา จบเศรษฐศาสตร์ มาทำการ์ตูน ใช่ไหมครับ ผมก็บอกว่าไปเลย ปั๊บชอบปั๊บทำ 2-3 ปีแรก ยอดขายการ์ตูนเขา ร้อยกว่าล้านบาทต่อปี นะครับ บุรพัฒน์ คอมมิคส์ อยู่ในบูทของผู้จัดการตรงนี้ ไปอุดหนุนได้
สโรชา – อะ ลิตเติ้ล บิท โฆษณา
สนธิ – โฆษณาต่อ อันนี้ผมชี้ให้เห็น ผมก็บอกคุณหมอ บอกว่า คุณหมอให้จำไว้อย่างนะ ครูบาอาจารย์ผมนะ หลวงปู่พุทธะอิสระ สอนมาตลอดว่า มะม่วงไม่มีวันออกลูกเป็นทุเรียน มันจะต้องออกลูกเป็นมะม่วง ลูกเป็นยังไง ขึ้นอยู่กับคุณหมอ กับภรรยาทำให้ลูกเป็นยังไง เขาก็เป็นอย่างนั้น อิทธิพลของเด็กจะเป็นอะไร อยู่ที่พวกเรา อย่าไปโทษ อิทธิพลอย่างอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบ แต่ อินกรีเดียน คอร์ (ingredient core)จริงๆ คือตัวพวกเรา เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำกับให้ลูกเดินไปนั้น เดินถูกทาง และก็ถามบอกว่า แล้วคุณสนธิ ผมจะรู้ได้ยังไงละ วันๆ ผมเอาแต่ทำมาหากิน ผมก็บอกว่าให้หยุดเรื่องที่ไร้สาระในชีวิต แล้วก็เอาเวลานี้ไปทำไร้สาระนั้นมาทุ่มเทกับสิ่งที่เป็นสิ่งที่สำคัญสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาจากรังไข่ของคุณ นั่นคือลูก อยู่กับเขา ใกล้ชิดกับเขา ถ้าคุณใกล้ชิด คุณก็จะรู้ว่าจริงๆแล้ว ลูกเรามันเป็นยังไง ทำไมลูกเราก้าวร้าวจัง ลืมนึกไป ว่าตื่นแต่เช้า เราก็ด่าแต่เมีย หรือตื่นแต่เช้า ด่าแต่ผัว ลูกมันได้ยิน มันก็ต้องก้าวร้าวเป็นธรรมดา ใช่ไหมครับ ซื่อสัตย์ เขาบอกว่ามีตำนานอันหนึ่ง ภรรยากับสามีอยู่กันมา ภรรยาจะ 50 แล้ว ตื่นมาหน้ากระจก เฮ้อที่รักเธอดูซิ หน้าอกฉันก็ห้อย หนังตาฉันก็มีถุงตาขึ้นมา ผิวฉันก็เหี่ยว ก้นฉันก็ตก เธอบอกฉันหน่อยได้ไหม ตัวฉันมีอะไรดีบ้าง ผัวก็บอกว่าอย่างน้อยที่สุดสายตาเธอก็ดีนะ อ้าวครับ เชิญต่อ
สโรชา – แหมนึกว่าจะจบยังไง มีคำถามค่ะ บอกว่า ได้ไปเที่ยวสิงคโปร์เมื่อเดือนที่แล้ว รู้สึกประทับใจในความสะอาดและความมีวินัย รวมถึงการใช้ภาษาอังกฤษของประชาชนโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ถูกปลูกฝังอย่างมีระบบ อยากให้เด็ก ๆ ของพวกเราพูดและเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีและมีจิตสำนึกที่ดี
สนธิ - ภาษาที่ต้องให้ลูกเราเรียน แน่นอนที่สุด คือภาษาอังกฤษ เพราะภาษาอังกฤษได้ถูกกำหนดแล้วว่า ให้เป็นภาษาสากล แต่ว่าภาษาเดียวไม่พอแล้วในยุคนี้ต้องเรียนเพิ่มอีก 1 ภาษา บางคนก็เรียนฝรั่งเศส เยอรมัน ผมแนะนะให้เรียนภาษาจีน คุณจะปฏิเสธคน 1,300 ล้านคน คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกไม่มีทาง รุ่นลูกคุณคือเป็นรุ่นที่มันจะต้องมีการทำธุรกรรม สันตวะกับคนจีนมากขึ้นและเด็กจีนสมัยนี้ ก็มีความเป็นสากลเยอะมาก เยอะจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ปรับลูกเราให้เตรียมพร้อม อีกหน่อยเราจะโดนพวกเด็กจีนรังแก คุณรู้ไหม เด็กจีนมาเรียนเอแบค เรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเป็นหมื่นเลยนะ ตอนนี้ เป็นหมื่นๆ เลยนะ ผมไม่ได้พูดเล่น มาเรียนนะ ทีนี้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เมื่อวานนี้ผมได้คุยกับลูกสาวของท่านพล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 เรียนอยู่โรงเรียนราชินีบน แถวบางกระบือใช่ไหม เขาเรียกราชินีบน 2 ราชินีนี่ก็แปลกนะ ขอนอกเรื่องหน่อย พวกราชินีปากคลองตลาดก็ไม่ยอมรับ ว่ามี 2 ราชินี บอกว่า เขาราชินีเดียว ราชินีของแท้ ของเขาเชื้อพระวงศ์ตัวจริง ไอ้ราชินีอีกราชินีหนึ่ง บอกว่าไม่ใช่ ของเขา นี่ของจริง ก็ช่างมันเถอะ เล่าเป็นตำนานให้ฟังว่า มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่โบราณกาล จนกระทั่งมาถึงยุคน้ำมันจะ 100 เหรียญต่อบาร์เรล มันก็ยังเป็นอยู่ เมื่อไหร่ มันจะสิ้นสุดซักที ผมก็ไม่รู้นะ ปรากฏว่า ลูกสาวเขาชื่อแป๋ม สอบชิงทุน ของญี่ปุ่นได้อันดับ 1 ชนะเด็กจุฬาฯ ก็มีนะ เด็กเรียนแค่ ม.2 เขาก็บอกว่า สนธิ ไอ้แป๋ม ภาษาอังกฤษ มันชั้นหนึ่งเลย บอกว่าส่งไปเรียนซัมเมอร์หรือเปล่า บอกว่าไม่ได้เรียน โอเคขอพูดหน่อยซิ เด็กราชินีม.2 ผมพูดภาษาอังกฤษกับมัน ภาษาอังกฤษผมก็โอเค แพ้แอ้ม ถึงไม่ดีเท่าแอ้มก็ตาม
สโรชา – ดีค่ะดี ยืนยันค่ะ
สนธิ – ปรากฏว่าผม ตกกะใจ ผมถึงบอกว่า ราชินีเดี๋ยวนี้เขาสอนภาษาอังกฤษถึงขนาดนี้หรือ บอกว่าไม่ใช่ บอกผมเทรนลูกผมตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่มันยังเด็ก ผมจ้างครูที่เป็นฝรั่งมาสอนส่วนตัว บอกแล้วแพงไหม ชั่วโมงละ 500 บาท เดือนละประมาณ 5,000 บาท เดือนละ 10 ชั่วโมง ผมให้สอนแบบประเภทนั่งตัวต่อตัวเลย แล้วนั่งชนกัน และมองหน้ากัน และให้ครูพูดภาษาอังกฤษใส่มัน 2 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ไอ้นี่ก็จะพูดแต่ภาษาอังกฤษ ไอ้นี่ก็จะต้องตอบแต่ภาษาอังกฤษ ตอบได้ไม่ได้ต้องตอบภาษาอังกฤษตลอดเวลา ผมทำอย่างนี้ตั้งแต่มันเด็กจนกระทั่งปัจจุบัน ปรากฏว่ามันพูดภาษาอังกฤษกว่าไอ้คนไทยที่ไปเรียนปริญญาโทที่เมืองนอกซะอีก นี่ไม่ได้พูดเล่น นี่จากเด็กซึ่งไม่ได้ไปเรียนเมืองนอกนะ เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับพ่อแม่อีกว่า เราจะดีไซน์วิธีการให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษกันยังไง เห็นไหมครับ ผมถึงบอกไงว่า อย่าไปมองอะไรอย่างที่บอกว่า เฮ้ย ไปเรียนซัมเมอร์เถอะ พ่อแม่มีหน้าที่ขวนขวายหาแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญาให้ลูก และมีหน้าที่จัดระเบียบให้ลูกไปเรียน พ่อแม่ต้องอดทน สมัยก่อน เขาเชิญครูบาอาจารย์สมัยก่อนครูสำคัญมากนะ ครูเก่งๆ พ่อแม่ต้องไปกราบกรานถึงบ้าน ผมจำได้นะน้องชายผมตอนนั้นจะเข้าเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพ มีครูคนหนึ่งซึ่งสอนเก่งมาก เป็นครูที่อัสสัม ที่สอนให้เด็กไปเรียนแล้วก็ไปสอบเข้าอัสสัมกรุงเทพ ตอนนั้น จบ ป. 4 แล้วเข้าม. 1 ผมจำได้แม่เขาวานให้ผมไปหา บ้านหลังเก่าๆ บ้านไม้หลังเล็ก ผมเข้าไปถึง คุยเสร็จเขาบอกว่าไปพาพ่อแม่มา ผมต้องพาพ่อแม่ผม พ่อแม่ผมต้องไปนั่งรินน้ำชาให้ พูดคุย ต้องซักลูกเป็นยังไง ต้องเป็นเดือนในที่สุดอียอมรับน้องชายผมเข้าไปเรียนพิเศษ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเจอครูดีๆ ครูเก่งๆ ถ้าเราต้องเข้าไปเพื่อขอให้เขามาสอนลูกเรานะ เราก็ต้องทำ จำได้ไหมเล่าปี่ต้องไปหาขงเบ้งกี่ครั้ง เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญาคือคนซึ่งเราต้องเคารพ คนที่มีปัญญาแล้วคนที่มีคุณธรรม พร้อมกันไปด้วย เป็นคนต้องเคารพและนับถือและคารวะ และทำทุกอย่าง เพราะคนประเภทนี้เป็นคนซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่า นี่คือมงคลสูตร ข้อที่หนึ่ง คือคบคนดี ต้องคบบัณฑิต
ผมถึงบอกว่า เวลาคุณดีไซน์เรื่องราวต่าง ๆให้ลูก คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน ภาษานั้นไม่จำเป็นที่จะต้องไปเมืองนอก เงินทองไม่มีไม่เป็นไรหาลูกหลานซัก 3 คนมา จับกลุ่มกัน และบอกว่า เฮ้ย เอ็งสู้ไหวไหม เราจ่ายคนละ 200 บาทไหวไหม ให้ 1 ชั่วโมงแล้วหาฝรั่งมันมาสอนให้พวกเรา ให้ลูกของเรา แต่หมายความว่าต้องไปตรงเวลา ต้องไปก่อนครูสอน เพราะว่าผมก็เป็นอาจารย์เหมือนกัน ผมสอนอยู่ธรรมศาสตร์ ปริญญาเอก ผมก็เบื่อหน่ายเหมือนกันเวลาผมไปสอนหนังสือและคนมันมามั่งไม่มามั่งผมรำคาญมัน เพราะนั้นแล้วถ้าลูกศิษย์ตั้งใจเรียน ครูก็ตั้งใจที่จะสอน ของพวกนี้ ทำได้ ขอให้มีความพยายาม อย่าไปมองว่า เฮ้ย สถาบันนั้นเขาสอนดี สถาบันนี้เขาสอนดี ไม่จำเป็นเสมอไป นี่ผมพิสูจน์มาแล้วนะ เด็กคนที่ชื่อแป๋ม เก่งมา มันพูดภาษาอังกฤษ เป็นน้ำเลย แอ้ม วันหลังมาแล้วจะให้เจอ ประหลาดใจมาก มันพูดแล้ว มันแทบจะ แกรมมามันผิดบ้าง แต่ว่าเด็กที่เมืองไทย ที่จบม.กรุงเทพ หรือจุฬาฯ แล้วไปเรียนปริญญาโท ยังพูดสู้ไอ้แป๋มเด็กม.2 ไม่ได้ ม.2 กำลังขึ้นม.3 ผมนี่แปลกใจมาก ผมก็เลยถามพ่อเขาเทรนลูกเขายังไง ก็เล่าให้ฟัง บอกทำอย่างนี้มาตั้งแต่อยู่ประถม 1 แล้ว 9 ปีแล้ว คล่องปรื๊ดเลย คล่องจริงๆ
สโรชา - อ้าวแล้วสำหรับคุณพ่อคุณแม่เมื่อซักครู่คุณสนธิบอกว่า เรื่องไร้สาระในชีวิตให้ตัดๆ ไปบ้าง เอาเวลามาอยู่กับลูกซะเยอะ อ้าวคุณพ่อคุณแม่บางท่านก็ตอบกลับมาว่า ไร้สาระในชีวิตไม่มีหรอก ทำมาหากินทั้งนั้น หาเงินมาให้ลูกเรียนพิเศษ
สนธิ – การทำมาหากินนั้น ผมเชื่อว่าถ้าจะยุ่งกันจริงๆ แล้ว ในห้องนี้ไม่มีใครยุ่งซักคน ไม่มีละ แต่ว่าผมยังมีเวลาส่วนตัวในการดูหนังสือผม ผมชอบอ่านหนังสือ การจัดเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องทำให้ได้ ผมไม่เชื่อหรอกครับ คนที่บอกว่า ทำมาหากินจนไม่มีเวลาอยู่กับลูกกับเมีย ลูกยิ่งเล็ก ยิ่งต้องอยู่ ลูกอายุมากแล้ว โตแล้ว เป็นหนุ่มแล้ว มีแฟนมีกิ๊กแล้วก็ปล่อยมันไป แต่ว่าเด็กซึ่งอยู่ระหว่างประถมจนถึงมัธยม ทิ้งไม่ได้เด็กขาด คนที่มีลูกวัยรุ่น ผมถามคุณซักคำว่า คุณรู้จักเพื่อนลูกคุณทุกคนหรือยัง คุณต้องรู้จัก พูดถึงโน้ต โน้ตใครละลูก ต้องรู้ พ่อแม่เขาทำอะไรลูก โน้ตเรียนหนังสือเป็นยังไง เล่าให้ป๋าฟังหน่อยซิ แล้วเมื่อคืนนี้ลูกไปเที่ยวกับใคร มีกี่คน มีแจง มีกิ๊บ มีโน้ต มีน้ำ แจงคือใคร ชื่อจริงชื่ออะไร แจงเรียนหนังสือเป็นยังไง ต้องรู้จัก ถ้าคุณไม่รู้จักเพื่อนของคุณแล้ว คุณกำลังมีปัญหาแล้ว
สโรชา – คิดว่าการเกิดของกทช. กสช.จะสามารถขจัดพวกเสือนอนกินได้อย่างแท้จริงหรือไม่ วิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศขณะนี้ในมุมมองของคุณสนธิเถื่อนหรือไม่เถื่อน
สนธิ – คือ เส้นเถื่อนกับเส้นไม่เถื่อนมันแบ่งด้วยคำพูดและก็เจตนาของรัฐบาล รัฐบาลอยากจะบอกให้มันเถื่อน มันก็เถื่อน บอกไม่เถื่อนมันก็ไม่เถื่อน ผมคิดว่ากทช. กสช.นั้น โดยพื้นฐานก็ดี แต่ว่ากทช. กสช.นั้น ยังไล่ตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ได้ ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ คุณจะทำโทรทัศน์ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เทอร์เรสเทรียล ทีวี (terrestrial TV) คือ 3 5 7 9 11 ไอทีวี คลื่นตรงนี้กสช.ต้องเป็นคนอนุมัติ คุณต้องประมูล ตอนนี้คลื่นยูเอชเอฟ เหลืออยู่ 3 คลื่น ต้องประมูล ไอทีวีก็เป็นหนึ่งในยูเอชเอฟ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ใครจะเกิดก็ต้องผ่านกระบวนการของรัฐบาลไป กสช.เกิดขึ้นมาก็ต้องปล่อยให้มีการประมูล ก็ถามต่อ และถ้าโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม มันใช้คลื่นอะไรของรัฐบาลไหม ไม่ได้ใช้ แต่ว่ารัฐบาลก็มีบอกว่าถ้ายิงรายการขึ้นจากเมืองไทย ขึ้นไปบนดาวเทียม และให้สัญญาณดาวเทียมสาดลงมาอีก ก็ต้องมีใบอนุญาต ก็คือว่า ถ้าสมมติถ้าคุณมีสัญญาของช่อง 11 หรือ ใช้สัญญาของช่อง 11 ทำ แต่ถ้าคุณไม่มีคุณทำไม่ได้ แต่ถ้าคุณส่ง สมัยนี้คุณส่งรูปคุณ ไปทางอินเตอร์เน็ต ไปให้เพื่อนที่เมืองนอกได้รับใช่ไหม คุณส่งวิดีโอคลิปก็ได้ใช่ไหม และถ้าคุณส่งวิดีโอคลิป คุณใช้ 256 เค และถ้าผมใช้ 4 เมก และผมส่งเป็นสตีมมิ่งไปทั้งรายการ ผมผิดกฎหมายตรงไหน ไม่ผิด นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง ไม่ผิดนะ ที่ผมกำลังเล่าให้ฟังคือว่า กฎกติกามันตามไม่ทันเทคโนโลยีไปแล้ว คนซึ่งมีอำนาจก็ยังคงงี่เง่าอยู่เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนนิสัยใจคออะไรทั้งสิ้น ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ วันมะรืนนี้ เขาประกาศระบบดิจิตอลในเมืองไทย คลื่นโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 9 ช่อง 11 พวกนี้ สามารถมีช่องเพิ่มอีกช่องละอย่างน้อย 9 ช่องทันที เป็นดิจิตอล ถามว่าจะเอากฎที่ไหนมาบังคับ ไม่มี ผมกลับมองว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามองค์กรของรัฐ ลงมาคุมการแสดงการแสดงความคิดเห็นโดยผ่านเทคโนโลยีปัจจุบัน ก็จะพ่ายแพ้ทันทีเลย แต่ถ้าสามารถจะเปิดกว้างไปเลย เหมือนกับรัฐบาลชุดนี้
ผมพูดตลอดเวลา ผมบอกว่า รัฐบาลชุดนี้เริ่มจากกระบวนทัศน์ที่ผิด ผิดตรงไหน ผิดตรงที่เริ่มมันต้องมี 300 เสียง เหตุผลที่ต้องมี 300 เสียง เพราะไม่อยากให้มีอภิปรายท่านนายกฯ มันก็เลยทำให้กระบวนการเพี้ยนไปหมดเลย แต่ถ้าเริ่มบอกว่าคุณอยากอภิปรายผมตามสบาย ผมไม่แคร์หรอก ตัวเองได้แค่ 255 เสียงก็โอเคแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้นแล้วตัวเองไม่จำเป็นจะต้องมีคนอย่างเช่น ประธานที่ปรึกษาวิปอาวุโส เสนาะ เทียนทอง ไม่จำเป็นต้องมีวังน้ำยม วังพญานาค ถูกไหม ตัวเองก็จะสามารถสร้างการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาได้ แต่เนื่องจากตัวเองไปตั้งโจทย์ผิดไง ต้องเป็น 300 เมื่อเป็น 300 ก็เลยโดนใส่กุญแจมือด้วยตัวเอง ก็เลยทำให้ตัวเองขยับอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นกลัดกระดุมให้ถูกเม็ด ก็จะกลัดกระดุมถูกตลอด แต่ถ้ากลัดผิด ตั้งแต่แรก ๆ มันผิดไปตลอด
สโรชา – คำถามต่อไปค่ะ เป็นไปได้ไหมค่ะว่าคุณหญิงพจมาน จะเป็นนายกฯคนต่อไปและถ้าเกิดไม่ใช่ ทายาทคุณทักษิณ น่าจะเป็นใคร
สนธิ – พวกคุณไปมองคุณหญิงพจมาน คุณหญิงพจมานเข้าใจว่าเป็นคนซึ่งไม่ชอบการออกแสดงในทางสาธารณะ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าถามต่อว่า ใครจะเป็นตัวแทนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ไม่ทราบ เพราะว่าไม่มีใครรู้เลย นอกจากาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
สโรชา – และคุณหญิงพจมาน
สนธิ – คงไม่ใช่หรอก
สโรชา – ที่บอกว่า อยู่เบื้องหลังจริงไหม อย่างไร
สนธิ – เมียทุกคนอยู่เบื้องหลังผัวทั้งนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ คือเมียจะมีเวลาอยู่กับผัวมากที่สุด อาจจะไม่มากที่สุด น้อยที่สุดแต่จะอยู่ในช่วงที่สำคัญที่สุด คือนอนคุยกันบนเตียงตรงนั้นสำคัญที่สุด สำคัญมากๆ นอนอยู่ ผัวเปลี่ยนเสื้อผ้า เมียก็นอนอ่านหนังสือ นี่เธอ เธอว่า ไอ้บ้านี่มันห่วยไหม นี่เธอรู้ไหมวันนี้ มันโทร.มา ฉันโทร.ไป ทำงานไม่ได้ ผัวก็ฟัง ๆ ๆ ถ้าผัวหูเบาหน่อย ตกลงเดี๋ยวฉันจัดการมันเองแต่ถ้าผัวหูหนักหน่อย ผัวรู้สึกว่าเมียฟ้อง โดยคนที่ถูกกล่าวหาไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเมียอาจจะมีสายซึ่งไม่ชอบไอ้นั่นอยู่แล้ว ผัวก็ฟังไปเรื่อย ฟังไปวันหนึ่งก็โอเค วันที่สอง โอเค วันที่สาม วันที่สี่ ไอ้ผัวก็บอกว่าถ้ากูไม่จัดการเรื่องนี้ กูต้องฟังเรื่องนี้ไปจนตาย กูจะกระทืบมึง กูจะได้ไม่ต้องฟังเรื่องนี้ นั่นคือลักษณะธรรมชาติมนุษย์ต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้นแล้วนะครับ ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเท่ากับผู้หญิงที่ช่างพูดและชอบพูด และพูดกับสามีตลอดเวลา
สโรชา – เป็นข้อมูลที่ควรเก็บไว้นาน ๆ หันไปทางนั้นทำไมละนั่นนะ
สนธิ – คุณทักษิณ เป็นคนที่ไม่มีใครทายใจและเดาใจเขาได้ ข้อที่หนึ่ง ท่านนายกฯคนนี้เป็นคนที่ไม่ไว้ใจใครเลยในชีวิต การตัดสินใจของท่านนั้น ท่านจะแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งในบางกรณีก็เป็นเรื่องที่ดี เหมือนกรณีภาคใต้ ท่านเปลี่ยนจากความแข็งกร้าว มาเป็นความนุ่มนวล สมานฉันท์ เพราะฉะนั้นแล้วการซึ่งท่านจะกำหนดว่าใครจะเป็นหรือเราไปมองคนนั้นเป็น เราไม่มีวันรู้หรอก การตัดสินใจในบางครั้ง ในเรื่องราวที่มีระดับสลับซับซ้อนมากกว่า การที่เราเห็นในภาพอย่างนี้ บางครั้ง เหตุผลมันใช้ไม่ได้เลย บางครั้งตัดสินใจเพราะผลประโยชน์ บางครั้งตัดสินใจเพียงเพราะเหตุการณ์เล็กๆ เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น ก็ต้องตัดสินใจ เพราะฉะนั้นอันนี้ทายไม่ได้ครับ บางคนก็บอกสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บางคนบอก สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สโรชา – ค่ะ คำถามสุดท้าย เพราะว่ามีเวลาเหลือแค่ 1 นาทีนะคะ สรุปซักนิดนึงค่ะว่า คุณผู้ชมจะสามารถคาดการณ์อะไรบ้าง ในช่วงรอยต่อปีที่สอง ถึง ที่สามของเมืองไทยรายสัปดาห์
สนธิ –เราก็คงจะเอาเรื่องคือมันมีเรื่องที่จะต้องมาเล่าให้พวกเราฟังเยอะมาก เรื่องราวในแผ่นดินนี้มันมีมากมายมหาศาล เรื่องความไม่เป็นธรรม เรื่องความอยุติธรรม เรื่องราวที่มันเชื่อมกับสากลที่เราจำเป็นต้องรู้เพื่อเราจะได้เตรียมตัวไว้ เรื่องราวของสังคม เรื่องราวของอารยธรรม เรื่องราวของศิลปะ เรื่องของศาสนา สรุปเรื่องทั้งหมดที่จะต้องการสร้างองค์ความรู้ให้พวกเรา ยังมีอยู่มากมาย ตลอดให้กับผมด้วย เพราะฉะนั้นแนวเมืองไทยรายสัปดาห์ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังเหมือนเดิม ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวก็คือว่าเขาไม่ให้ออก ซึ่งเราก็ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ไม่ให้ออกก็ไม่ออก ไม่สนใจ ก็กลับไปดูคุณสมัคร คุณประสิทธิ์ต่อ
สโรชา – นึกแล้วเชียวว่าต้องพูดถึงตอนท้าย
สนธิ – มันก็ประเทืองปัญญาอีกระดับหนึ่ง นะครับ ส่วนจะระดับเหนือยอดหญ้าแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ว่ากัน ความจริงมันก็เป็นการบันเทิงประเภทหนึ่งนะ คือผมเวลาดูรายการบางรายการแล้ว ผมมีความรู้สึกสนุกกับมันนะ คือผมสนุก ผมนึกไม่ถึง ว่าสปีชีคน อายุยิ่งมากแล้วจะยิ่งโง่ลง ผมไม่รู้จริงนะ นี่ผมไม่ได้ว่าท่านนะครับ นี่ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างให้ฟัง
สโรชา – ค่ะ ก็คงจะหมดเวลาเพียงเท่านี้นะคะ สำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์ภาคพิเศษ อยากจะกราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านเป็นอย่างสูงค่ะ ที่สละเวลามาร่วมงานกับเราในวันนี้ เราจะมีช่วงเซ็นหนังสือกันต่อนะคะ แต่ว่าสำหรับตอนนี้การถ่ายทอดสด คงจะสิ้นสุดลง ขอขอบพระคุณและสวัสดีค่ะ
สนธิ – สวัสดีครับ
( คลิกที่ ไอคอน Multimedia ด้านบน เพื่อฟังเสียงการเสวนา )
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 33 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 6 เมษายน 2548 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


