xs
xsm
sm
md
lg

หลวงตาบัวเทศนา“ใช้หลักธรรม”ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


พระอาจารย์หลวงตามหาบัว แสดงธรรมเทศนาให้คณะผู้บริหาร และพนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ณ บ้านพระอาทิตย์ วันนี้(29ธ.ค.) เนื่องในวันปีใหม่ เพื่อน้อมนำหลักธรรมไปใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข อันถือเป็นมหามงคลยิ่งต่อจิตใจ นำมาซึ่งความสุขสงบตามวิถีของธรรมชาติ ซึ่งนับเป็นแนวทางหลักชีวิต ของพุทธศาสนิกชน

พระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แสดงธรรมเทศนาให้คณะผู้บริหารและพนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ณ บ้านพระอาทิตย์ วันนี้(29ธ.ค.)ว่า

วันนี้ ถือว่าเป็นวันโอกาสวาสนาอำนวย มีคุณสนธิ (สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ) พร้อมครอบครัว ตลอดจนญาติมิตรทั้งหลาย ได้รวมกำลังสร้างกุศลผลประโยชน์ให้แก่ตนและส่วนรวม โดยนิมนต์หลวงตามาแสดงธรรม เพื่อความสำเร็จเป็นผลดี อันเป็นมหามงคลแก่จิตใจ เพื่อนำมหามงคลให้แก่จิตใจนี้ ออกแสดงในหน้าที่การงานกิริยามารยาท การประพฤติตัว

“เมื่อใจเป็นที่ได้รับการอบรมแล้ว ทุกสิ่งถึงจะเป็นไปตามใจ ส่วนมากจะไม่ค่อยผิดพลาดกัน เพราะใจได้รับการอบรม ถ้าใจไม่มีการอบรมอะไรเลย มักจะผาดโผนโจนทะยาน อันเป็นเรื่องของกิเลส ทำลายความสงบสุขร่มเย็นของตนและส่วนรวมเสียมากต่อมาก และเมื่อได้มีการสดับตรับฟังอรรถธรรม เป็นกาลเป็นเวลา แล้วมันได้ประพฤติปฏิบัติ จะเป็นเครื่องกล่อมใจในขณะฟังด้วย เป็นคติเตือนใจได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ นับเป็นอรรถเป็นธรรม เป็นคติธรรม ปัญญาธรรมประจำตนในหัวใจของเรา จิตใจของเราที่อยู่กับอรรถ กับธรรม มีกายเป็นคนทั้งคน มีความสงบร่มเย็นเป็นธรรมอยู่ภายในใจ ดังนั้น หลักธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ในสามแดนโลกชาตินี้ กล่าวได้ว่า ไม่อาจมีสิ่งใดที่จะเสมอเหมือนธรรมของพระพุทธเจ้าได้

เพราะฉะนั้นเวลาพระพุทธเจ้าได้มาตรัสรู้แต่ละพระองค์ จึงเป็นของยากแสนสาหัส คิดดูดังที่พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระมารดา เสด็จกลับลงมา ทรงเปิดโอกาสให้เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม มนุษย์ทั้งหลาย ได้มองเห็นกันทั่วหน้าในวันนั้น ประชาชนทั้งหลายเกิดความยิ้มแย้มแจ่มใส ตื่นเต้นกันอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งไม่เคยมีมาแต่กาลไหนๆเลย

หลวงตาฯ แสดงธรรมต่ออีกว่า เมื่อรวมความแห่งความตื่นเต้นทั้งหลายลงไปแล้ว พากันปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า จำนวนมากมายทีเดียวในครั้งนั้น เพราะเป็นความที่เลิศเลอภายในจิต ออกมาจากที่ได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้า แสดงตนออกมาอย่างเปิดเผยว่า ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปจะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า คือปรารถนาเป็นพุทธภูมิ สร้างโพธิสมภารเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้ามีอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว พระองค์ทรงยิ้มออกมา จากกิริยาที่แสดงออกมา อันถือว่าเป็นมหามงคลแกสัตว์โลกทั้งหลาย ที่เขาทำความปรารถนานั้นเป็นของดีเยี่ยม และพระองค์ทรงรับสั่งออกมาจากพระโอษฐ์ในขณะที่ทรงยิ้มผ่านไปแล้วนั้น

“นี่เราก็อนุโมทนาสาธุการ กับบรรดาจิตใจของสัตว์โลกทั้งหลายที่มีความกระหยิ่มยิ้มย่อง ที่ได้เห็นได้ยินได้ฟังในขณะนี้จากเรา อยากเป็นพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับเราเป็นมาแล้ว แต่ความเป็นพระพุทธเจ้านี้ ไม่ได้เป็นอย่างง่ายดาย ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเหนือคนทั่วๆไปอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นทุกข์ เป็นสัตว์เข็ญใจหรืออะไร กิริยาอาการแห่งความอดความทน ความบึกบึนทั้งหลายนี้จะแซงหน้าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย และคนทั่วๆไปอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องใช้ความสมบุกสมบันหนักมากทีเดียว และใช้ไปตลอด ไม่ได้ใช้วันนี้แล้ว วันหน้าพักผ่อนอ่อนแอไปเสียอย่างนั้น ต้องได้ใช้ตลอดเวลาW

ก่อนที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่า สมบุกสมบันเกินโลก เกินทั้งสารทั้งหลายตลอดมา นี่ก็ทำความปรารถนาอย่างนี้ ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงนั้น อย่างมากก็ 2-3 ราย ก็เพราะความลำบากลำบนมากในการบำเพ็ญ จะไม่อดไม่ทน เป็นไปตามสายของโพธิสมภาร ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า นี่แหละการเป็นพระพุทธเจ้า เป็นได้ยากอย่างนี้”

พระพุทธเจ้าของเราก็ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า และบำเพ็ญพระบารมีมาตั้ง 4 อสงไขย แสนมหากัลป์ จึงได้สำเร็จเป้นพระพุทธเจ้าขึ้นมานั่นเอง นี่เรียกว่าความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นของยากลำบากที่สุด ทุกอย่างต้องเหนือโลกทั่วๆไป แม้จะไปอยู่ในกำเนิดของสัตว์ ความอดความทนความเฉลียวฉลาด ความเสียสละทุกอย่าง ต้องขึ้นอยู่กับสัตว์ พระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นสัตว์ ก็ต้องมีคุณธรรมเหนือกว่าสัตว์ตลอดไป มาเป็นมนุษย์ เป็นอะไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างเหนือมนุษย์ทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา นี่แหละผลแห่งความอดความทน ความสมบุกสมบันที่ไม่ย่อท้ออ่อนแอ จนได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

เมื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็สมเหตุสมผล คือเป็นศาสดาเอกของโลก ไม่มีใครเสมอเหมือน ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงครองนั้น เป็นธรรมอันเลิศเลอสุดยอดแล้ว คือพระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรกที่ได้ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาสอนโลกนี้ ความจริงธรรมนี้มีมาดั้งเดิม มีมานมนาน แต่ไม่มีใครสามารถขุดค้นขึ้นมาทำประโยชน์แก่โลกได้ เทียบกันได้แก่แร่ธาตุที่มีฝังจมอยู่ในพื้นที่ต่างๆทั่วไปหมด แต่ไม่มีใครสามารถที่จะนำขึ้นมาทำประโยชน์ได้ เขาเหยียบย่ำกันไปมาอยู่เช่นนั้น จนกว่ามีผู้ฉลาดเห็น ก็เลยนำแร่ธาตุต่างๆ ตามคุณภาพของตน นำเอามาเป็นประโยชน์แก่โลก

พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพ้นแร่ธาตุ คือพระธรรมธาตุที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ขึ้นมาครองในพระองค์ เรียกว่าได้ตรัสรู้ธรรม และธรรมอันนี้แล ที่นำมาสั่งสอนโลก จึงเป็นธรรมที่เลิศเลอสุดยอด ในสัตว์ทั้งหลายจึงอ่อนใจ ไม่อยากจะได้ยินได้ฟัง ไม่อยากจะประพฤติปฏิบัติตาม เห็นว่าสุดวิสัยที่จะทำได้ เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบาก เหตุที่ก่อนที่จะรู้ได้เห็นได้นั้น ก็ถือว่าพระโพธิสัตว์ของเราเป็นคติตัวอย่าง อย่างนี้เป็นศาสดา เป็นโพธิสัตว์ที่ทรงทุ่มเทกำลังทุกอย่าง สมภูมิความเป็นพระโพธิสัตว์ จึงได้เป็นศาสดาของเรา

“ส่วนสัตว์โลกทั้งหลายไม่ได้ทุ่มเทถึงขนาดพระพุทธเจ้า แต่อุตส่าห์พยายามเดินตามครู คือศาสดาของเรา ได้ไม่ได้เต็ม 100% ได้กี่เปอร์เซ็นต์ก็เป็นรายได้ของสัตว์โลก ที่มีความอุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกาย สร้างความดีใส่ตน การสร้างความดีใส่ตนนี้ เป็นของยาก ของลำบากในเวลาที่ยังไม่ได้หลักได้เกณฑ์ ได้ต้นทุน หรือมีความแน่นหนามั่งคงเข้าสู่ใจ สร้างลงไปไม่หยุดไม่ถอย จนกระทั่งคุณธรรมได้ปรากฏเด่นขึ้นภายในจิตใจแล้ว”

เรื่องความอุตส่าห์พยายามทุกด้านทุกทาง หักโหมตัวเข้ามาเสริมกำลังกันเอง ให้เกิดความอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญ จนได้ผลสำเร็จเป็นสัตว์โลกที่เลิศเลอไปตามเช่น สาวก ภูมิแห่งสาวก เท่านั้นก็พุทธบริษัททั้งหลาย มีผู้สำเร็จเป็นโสดา สกิทา อานาคามี และอรหันต์ นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นเทวบุตร สวรรค์ชั้นพรหมเต็มไปหมด ล้วนแล้วตั้งแต่ผู้ใช้ความอุตส่าห์พยายาม บำเพ็ญตามทางของศาสดา ที่อยู่ที่ประดิษฐานอยู่ หรือว่าที่สถิตอยู่ และสมบัติอันเป็นที่เสวยก็พอดีกับความดี ความงามของตนเอง ที่ได้สร้างมามากน้อย นี่ก็อำนาจแห่งการปฏิบัติตน นี่ก็ได้ใช้ความอุตส่าห์พยายาม

ไม่อุตส่าห์พยายามมันก็เป็นกิเลสไปหมด เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องบอกว่าอุตส่าห์พยายาม มันหักดึงหักฉุดอยู่ตลอดเวลา ให้หลงใจไปตามมันจนได้ เพราะฉะนั้นสัตว์โลกจึงเป็นสัตว์ที่ลืมตัวหลงใจไปตามกิเลสเสียมากต่อมาก หาผู้จะสร้างคุณงามความดีไม่ค่อยมี มิหนำซ้ำยังถือว่าการสร้างความดี ถือเป็นข้าศึกต่อตนเสียด้วย ยังมีเยอะนะ เพราะการสร้างความดีเป็นเรื่องยากในเบื้องต้น เมื่อสร้างไปมากเข้าๆ สร้างความดีเลยเป็นกำลังอันใหญ่หลวง ดูดดื่ม และก็ความอดความทน ความพากความเพียร แต่ก่อนไม่มีเคยมี แต่เมื่อมีธรรมเป็นเครื่องหนุน ผลของตนที่ได้บำเพ็ญมาแล้ว ก็ทำให้พออกพอใจ จากนั้นก็หนุนไปเรื่อยๆ ธรรมหนุนเพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ก็เหมือนกิเลสที่หนุนสัตว์ให้จมลงในทางต่ำตลอดมานั้นแล

เมื่อธรรมมีกำลังแล้ว ย่อมฉุดให้ผู้บำเพ็ญให้ผู้หลุดพ้นเป็นลำดับ โดยอัตโนมัติของตน ไม่ผิดกันอะไรกับกิเลสฉุดลากสัตว์โลกให้จมลงโดยอัตโนมัติของมัน นี่ธรรมก็เป้นอย่างนั้น ในเบื้องต้นก็ต้องถูต้องไถ ต้องอดต้องทน ตะเกียกตะกาย ล้มลุกคลุกคลานไปเสียก่อน เมื่อฝึกซ้อมไปหลายครั้งหลายหน ก็เหมือนกับเขาต่อยมวย ฝึกมวย เขาฝึกเบื้องต้นก็เป็นมวยเลี้ยงควาย มวยวัดไปเสียก่อน พอจากนั้นก็ขึ้นเป็นมวยเวที เลยกลายเป็นมวยแชมป์โลกไปได้ เพราะการฝึกในอยู่ตลอดเวลา นี่การฝึกตนเพื่อความคล่องแคล่วว่องไวในทางที่ถูกที่ดี ก็ต้องอาศัยในการฝึกฝนตนเองในทางที่ถูกที่ดี หนักก็เอาเบาก็ไม่ถอย สู้ไปสู้มาก็ค่อยราบรื่นไปเองอย่างนี้แหละ

จิตใจนี้ที่ไปฝืดไปเคือง ก็เพราะว่ากิเลสเป็นขวากเป็นหนาม เป็นกำแพงกั้นจิตใจไม่ให้ไปในทางที่ถูกที่ดี และเปิดโล่งในทางที่เลวทรามต่ำช้าไว้ภายในใจของสัตว์โลก เพราะฉะนั้นสัตว์โลกจึงไหลลงทางต่ำได้อย่างรวดเร็ว ที่จะไหลไปในทางที่ถูกที่ดีต้องฝืนกัน เรื่องกิเลสก็มีน้ำหนักอย่างนี้ พวกเราทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธ ก็ควรคิดพินิจพิจารณาตัวเองให้มากนะ

นัตติ อัตตะ สะมัง เตมัง – ความรักอื่นเสมอความรักตนไม่มี สัตว์ก็รักตน คนก็รักตน ถือตนเป็นที่หนึ่ง รักสิ่งใดๆสู้รักตนไม่ได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นจึงทำความรู้สึกความรักตนเข้ามาสอดส่อง ดูความเคลื่อนไหวของเรา คิดถูกประการใดเราจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ถ้าผิดก็รับผลคือความไม่ดี ความทุกข์ขึ้นมาเอง ถ้าถูกก็คือรับความดี คือความสุข ความเจริญ ขึ้นมาใส่ตัวเราเอง จึงต้องระมัดระวังรักษาตน

สิ่งใดที่เป็นภัยให้พยายามปัดป้องออกไป สิ่งใดที่ดีให้พยายามอุดหนุนเข้ามา ยากลำบากอย่าถือมาเป็นอุปสรรค ถือเหตุผลเป็นสำคัญ ถึงจะยาก แต่ได้ผลดี เราก็ต้องปฏิบัติตามเช่นนั้น เรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ดำเนินตามทางพระพุทธศาสนา จะมีหวัง ในโลกนี้ชาตินี้เราก็มีหวัง มีความอบอุ่นภายในใจ สมบัติสิ่งของเงินทองมีมากมีน้อย นั้นเป็นเครื่องประดับภายนอก ส่วนสมบัติภายในคือธรรมสมบัติ อันนี้เป็นเครื่องประดับสิ่งเสริมจิตใจของเราอยู่ภายใน

เมื่อมีสมบัติอันนี้เป็นเครื่องส่งเสริมอยู่ภายในแล้ว แม้จะทุกข์จะจนบ้างตามโลกอนิจจัง แต่เราก็ไม่มีเดือดร้อนเหมือนโลกทั้งหลาย ที่หวังที่พึ่งแต่ภายนอกโดยฝ่ายเดียว ไม่คำนึงถึงที่พึ่งภายในเลย พวกนี้ได้รับความเดือดร้อนไม่มีฝั่งมีฝา ไม่มีที่เกาะที่ยึด แต่ผู้ที่มีหลักใจนั้น ย่อมมีที่เกาะที่ยึด ความจนก็ยอมรับว่าจน มีก็ยอมรับว่ามี เดินไปตามโลก แต่ความรอบคอบในจิตใจที่มีธรรมนั้น มีความรับผิดชอบ มีความเข้าใจตนอยู่เสมอก็ไม่เดือดร้อน

“เราจึงควรที่จะสั่งสมทั้งสมบัติภายนอกเป็นเครื่องประกอบกันกับความเป็นอยู่ของเราและสังคมทั่วๆไป ซึ่งอาศัยสิ่งเหล่านี้มาเป็นประจำ และสั่งสมคุณงามความดีอันเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอนี้เข้าสู่ใจ เรียกว่าธรรมสมบัติที่เข้าสู่ใจ เราก็จะเย็น เวลาเราอยู่เช่นนี้ ความเป็นอยู่ของเราก็แน่ใจว่าเราเป็นมนุษย์ ภพนี้เป็นภพมนุษย์ของเราผู้เกิดเป็นมนุษย์ แต่จากภาพนี้แล้วเปลี่ยนแปลงได้ เพราะภพหนึ่งๆไม่ค่อยเกิดซ้ำๆซากๆ ในภพเก่าของตนเป็นคนๆเดียวกันไม่มี มีแต่แยกแต่แยะไปด้วยอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่ว หนักเบามากน้อยเหมือนกันหมด”

เหมือนกับที่เขาบอกว่า กรรมคือความดีความชั่ว ย่อมจำแนกแก่สัตว์ให้เป็นประเภทประณีต เลวทรามต่างกัน พอออกจากนี้เราจะแยกไปภพหน้า ภพหน้าจะเกิดขึ้นได้ด้วยอะไร ถ้าไม่เกิดขึ้นได้จากบุญจากกรรมของตนที่สร้างมา เพราะผลบุญกรรมทั้งหลายสร้างไปแล้ว ลืมไปแล้ว ไม่ว่าทำกลางวันกลางคืน ปีนั้นเดือนนี้ เราลืมไปหมดแล้ว แต่การกระทำอยู่กับเรา กรรมดีกรรมชั่วติดอยู่กับหัวใจของเรา และแยกไปนี้แล้ว ถ้ามีกรรมชั่วจำได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ กรรมไม่เคยลำเอียง มันก็จะแยกไปสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา เป็นภพเป็นชาติต่างๆ กลายไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต รวมไปถึงเป็นสัตว์นรกก็ได้ จากจิตวิญญาณดวงนี้ที่มีแก่ความชั่วรุมล้อมอยู่ตลอดเวลา มันจึงเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างนี้

ทีนี้ผู้สร้างความดีนี้ก็เหมือนกัน เปลี่ยนจากมนุษย์แล้ว แม้จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่มีคุณสมบัติประจำตน สมบัติเงินทองพอเป็นพอไป จนถึงขั้นเศรษฐี มหาเศรษฐีก็ได้ ส่วนจิตใจก็เป็นธรรมในใจ เรียกว่าเศรษฐีธรรมภายในใจ หรือมหาเศรษฐีธรรมก็ได้ ก็ค้ำชูอุดหนุนกับไปอย่างนี้ แล้วสูงขึ้นไปๆ จนถึงที่สุดนี้เมื่อพระนิพพาน เพราะอำนาจแห่งการสร้างความดีทั้งหลายเข้าสู่ตน

นี่คือกรรมที่ตนนั้นเป็นผู้ทำทั้งดีทั้งชั่ว เป็นเครื่องจำแนกแจกตัวเองนั้นแหละ ให้ไปเกิดในสถานที่ต่างๆ ไปตามกรรมดีชั่วของตนตลอดไปทุกภพทุกชาติ เกิดมากี่กัลป์นับไม่ได้ แต่การเกิดการตายเกิดไม่หยุดไม่ถอย ให้นับหรือไม่นับก็ตาม คือจิตวิญญาณดวงนี้เอง ออกาจากร่างนั้นแล้วเข้าสู่ร่างนั้น ออกจากร่างนึงไปสู่ร่างนึง คือจิตไม่เคยตาย แต่ร่างกายสังขารที่เป็นที่อาศัยของใจนั้น ตายได้ แตกสลาย ทำลายได้ เช่นวัตถุอย่างหยาบ อย่างมนุษย์สัตว์ทั้งหลายนี้เกิดมา ก็แปรสภาพแล้วตายได้ แต่ส่วนจิตใจนี้ไม่ตาย ออกจากภพนี้ชาตินี้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่ว นี้เป็นธรรมตายตัว ใครจะลบล้างไม่ได้ในเรื่องกรรมอันนี้ ใครจะเหนือเมฆมาก็ตาม ไม่มีที่จะเหนือกรรมไปได้ ท่านจึงสอนไว้ว่า ไม่มีอานุภาพใดจะเหนือกรรมดีกรรมชั่วที่ตนทำแล้วไปได้ อันนี้ครอบไปหมดเลย

ด้วยเหตุนี้พวกสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นลูกศิษย์ของชาวพุทธ จงอย่าลืมเนื้อลืมตัว อย่าทะเยอทะยาน อย่าดีดอย่าดื้อเกินเหตุเกินผล อยู่เลยกรอบของศีลของธรรม เลยกลายเป็นความข้ามศีลข้ามธรรม แล้วจะพาเจ้าของให้ล่มจมฉิบหายไปได้ ทั้งๆที่ตนมีความมุ่งหวังอย่างแรงกล้า ว่าจะเป็นผู้เจริญรุ่งเรือง ตามความมุ่งหมาย แต่กลับกลายเป็นความล่มจมไปก็ได้ ถ้าขัดต่อธรรม เหยียบย่ำทำลายธรรม แล้วก็ทำกับเหยียบย่ำทำลายตนเอง

ท่านจึงสอนให้เชื่อธรรม เฉพาะอย่างยิ่งกรรมดีกรรมชั่วที่ตนทำนั้นแล เพราะว่ากรรมดีกรรมชั่วมีอยู่กับสัตว์นับไม่ได้เลยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็มาหยั่งเห็นเรื่องกรรมดีกรรมชั่วที่อยู่ในหัวใจของสัตว์ พาสัตว์เปลี่ยนเบนแปรปรวนให้ทั้งฝ่ายต่ำฝ่ายสูงมาตลอด ท่านจึงสอนสัตว์โลกตามความเป็นจริง เพราะลบล้างไม่ได้ ต้องสอนตามหลักความจริง ที่มีที่เป็นว่าบาปมีบุญมี นรกมี เปรตผีประเภทต่างๆนับจำนวนไม่ได้มี นรกมีกี่ขุม ตามขั้นแห่งกรรมของผู้ทำแล้วมากน้อย จะลงไปตามอำนาจแห่งกรรม ตกนรกหมกไหม้หลายขุมหลายบ่อ เป็นฝ่ายกรรม

ทีนี้ฝ่ายสูงก็เหมือนกัน ขึ้นเป็นลำดับจากการทำดีของตน นับตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไป แล้วก็เทวดา ชั้นจากเทวดาก็มีหลายชั้น จนกระทั่งถึงพรหมโลก นี้คือเป็นสถานที่อยู่และเสวยผลของผู้บำเพ็ญความดี จนกระทั่งถึงนิพพาน นี่คือความดี จะพึงได้รับอย่างนี้ด้วยกันนั้นแหละ เราที่เป็นลูกชาวพุทธ อย่าพากันตื่นเต้นกับกิเลส อะไรก็ตามใหม่เอี่ยมไปหมดนะ ไม่มีอะไรจะล้าสมัย ถ้ากิเลสฉุดลากไปแล้ว ทันสมัยทั้งนั้น จะจมก็มันสมัย อะไรก็ทันสมัย

ยกตัวอย่าง เช่นอย่างพวกขโมย ไปขโมยสิ่งของ ลักเล็กขโมยน้อย จนกลายเป็นมหาโจร เข้าใจตน ทะนงตนว่า จะไม่มีใครมีความฉลาดสามารถจับกุมตัวเราได้ เพราะเราเป็นมหาโจรที่ดีงาม ถ้าแม้มหาโจรที่ดีงามนี่แหละไปติดคุกติดตารางอยู่ในนั้น แล้วทำไมจึงไปติดคุกได้ มันก็ไม่เหนือกรรมอีกแหละ เวลาที่ใจเราคึกคะนองก็เหมือนกัน ในโลกนี้เราเป็นใหญ่กว่าใครทั้งหมด ไม่มีใครที่จะเหนือเรา เราเป็นใหญ่กว่าใครทั้งหมด ด้วยความสำคัญตน แล้วก็ทะนงตน แล้วทำลงไปๆแล้ว กรรมไม่เอนไม่เอียง ผิดถูกชั่วดี กรรมเป็นเครื่องตัดสินเอง ผลจึงออกมาตามอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วของผู้ทำ ไม่เหนือนี้ไปได้เลย จะมีอำนาจขนาดไหนก็ตาม

ดังนั้น ท่านจึงสอนอย่าให้ประมาทกรรม อย่าลืมตัว ให้ประพฤติตัวเหมาะสมกับที่เราเป็นลูกชาวพุทธ เมืองไทยนี้เป็นลูกชาวพุทธเสียมากต่อมาก นับถือพระพุทธศาสนาตั้งแต่ตาสีตาสา อยู่ตามท้องไร่ท้องนา ถึงวงราชการงานเมือง จนกระทั่งถึงผู้ปกครองบ้านเมือง วงราชการ รัฐบาล ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นลูกชาวพุทธ ควรที่จะได้ยินได้ฟัง ควรที่จะสำเหนียกศึกษาอรรถธรรมตามศาสดาองค์เอก มีไว้ประจำใจ อย่าให้มีกิเลสมันฉุดลากไปด้วยความทะนงตน ว่าจะได้ดีได้เด่น จะได้เป็นนั้นเป็นหนี เป็นความหมายลมๆแล้งๆ แล้วก็บึกบึนไป ผิดพลาดไปเรื่อย ไปรู้ตัว

ความสำคัญนี้ก็ถือด้อยไปเรื่อย จนกระทั่งจมไปไม่รู้ตัวก็ได้ เรื่องความสำคัญของกิเลส มักหลอกลวงสัตว์โลกให้ล่มจมด้วยเสมอ ถ้าเป็นเรื่องของอรรถของธรรมแล้ว ต้องเป็นทางสม่ำเสมอ ไม่ลืมเนื้อลืมตัว นี่เรียกว่าธรรม เป็นใหญ่เป็นโตมากน้อยเพียงใด ให้มีธรรมเป็นเครื่องประจำใจ ผู้น้อยดำเนินไปด้วยความสม่ำเสมอ ผิดถูกชั่วดีก็ดำเนินไปตามคดีของกฎหมายบ้านเมือง และศีลธรรม โลกก็มีความร่มเย็นเป็นสุข

“นี่แหละธรรมเข้าไปที่ไหน มีความสงบร่มเย็น อยู่กับเด็กก็น่ารัก อยู่กับผู้ใหญ่หญิงชายที่ไหนน่ารัก น่าเคารพนับถือ ยิ่งอยู่กับผู้ปกครองบ้านเมืองเท่าไหร่ ยิ่งน่าเคารพกราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจแก่พี่น้อง ลูกหลานทั้งหลายที่เป็นบริษัทบริวารทั่วประเทศเขตแดน ไปที่ไหนมีความชุ่มเย็นไปที่นั่น”

กิเลสนี่ต้องเป็นความลืมตัวไปโดยสม่ำเสมอ ลืมมากลืมน้อย ลืมไปจนทะนงตัว นี่เป็นเรื่องของกิเลส และอันนี้จะเป็นภัยต่อตนเอง และเป็นความกระทบกระเทือนต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็เพราะว่าความลืมตน แล้วเหยียบย่ำทำลายเลยไม่คิดว่ามีสูงมีต่ำ เหยียบไปย่ำไปเรื่อยๆ มันก็ไปโดยเอาขวากเอาหนาม เอาหินโสโครก ลงเหวลงบ่อไปได้ด้วยความลืมตัว จึงต้องได้ระมัดระวัง ท่านเรียกว่าเป็นผู้มีธรรมในใจ

เราทั้งหลายเป็นลูกชาวพุทธ นับตั้งแต่วงราชการการเมืองที่สูงสุดลงมา ขออย่าให้เอาสิ่งอื่นนอกเหนือไปจากธรรม อย่าจ้องทำลายธรรมลงไปจะเสียคน พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอก ธรรมเลิศเลอมาตั้งแต่สมัยไหนๆ สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นสาวกของโลกได้ตลอดมาทั้ง 3 พระรัตนตรัยนี้ เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นลูกศิษย์ของพระรัตนตรัย อย่าอาจเอื้อม อย่าเหยียบย่ำทำลาย อย่าอวดดีอวดเด่น สิ่งเหล่านี้จะเป็นการทำลายตนเอง

เฉกเช่นเดียวกับการขับรถเข้าชนภูเขานั่นแหละ อย่างน้อยก็เอามีดไปฟันหิน หินจะมีความเสียหายอะไร ที่เสียหายก็คือมีดที่เอาไปฟันหิน ขับรถชนภูเขา ภูเขาทั้งลูกจะเสียหายอะไร แต่เสียหายอยู่ที่รถ ดื้อด้านอาจหาญทะนงตัว ขับรถชนภูเขานั้นแล ผู้ใดที่มีความประมาท เหยียบย่ำทำลายพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นเหมือนภูเขาทั้งลูก ผู้นั้นก็เท่ากับเอามีดไปฟันหิน และขับรถไปชนภูเขานั้นแล ที่จะเป็นอันตรายก็คือผู้ที่ดื้อด้านอวดตนว่าดิบว่าดีว่าเด่นนั่นแหละ ภูเขาทั้งลูกไม่เสียหาย

พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ท่านไม่เสียหายอะไร ท่านสอนโลกด้วยความเมตตาสงสารล้วนๆ ท่านไม่มีได้มีเสีย มีตั้งแต่สัตว์โลก คิดจะมีได้มีเสีย ควรจะสำเหนียกศึกษาที่สูงที่ต่ำ ที่ควรกราบไหว้บูชา ที่ควรเคารพนับถือ ผู้ใดเป็นผู้มีบุญมีคุณ จะเป็นศาสดาองค์เอกไม่มี รองลำดับลงมา ก็คือพระธรรม และพระสงฆ์สาวก รองลำดับลงมาก็คือครูอาจารย์ผู้แนะนำสั่งสอน อันนี้ยกไว้สูงเสมอ อย่าไปแตะต้อง อย่าไปทำลาย อย่าไปฟัน อย่าเอามีดไปฟัน อันนี้เท่ากับหินทั้งแท่ง เอามีดฟันก็คือเสียมีดของเรา เอารถไปชนก็เสียรถ ของเรา เสียทั้งตัวของเราด้วย จึงควรระวังให้มากทีเดียว

เราเป็นลูกชาวพุทธ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นภูเขาทองทั้งแท่งกั้นไว้เลย ให้เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาตลอดมา จะได้จะเสียไม่มีความเสียหายอันได้เลย ได้เสียเป็นธรรมดาของโลก แต่ได้เสียจากการทำลายพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรือเหยียบย่ำทำลายพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และครูบาอาจารย์นี้เป็นความเสียหายมากทีเดียว ให้พากันระมัดระวัง ลูกศิษย์มีครูต้องเคารพครู นักเรียนต้องเคารพครู เคารพอาจารย์ ลูกต้องเคารพพ่อแม่ ท่านผู้ใดมีบุญมีคุณกับตนให้เคารพนับถือเป็นลำดับ นี่เรียกว่า ผู้มีกตัญญู และจากนั้นก็เป็นโอกาสอันดี ก็มีกตเวทีสนองตอบแทนบุญท่านด้วยความดีของตน

ตรงนี้ ถือเป็นมงคลสำหรับผู้ที่มีพระคุณต่อเรา เราก็เป็นผลเป็นประโยชน์ ให้พากับนำธรรมเหล่านี้ไปปฏิบัติต่อตนเอง ให้มีสูงมีต่ำ อย่าไปเรียบราบไปหมด อะไรก็เหยียบแหลก เท้าของเรามันเป็นของวิเศษมาจากไหน เวลาไปโดนน้ำเขาก็เรียกสาดเหมือนกันนั่นแหละ หัวของเราก็เหมือนหัวมนุษย์ ชนไม้ก็แตก ชนหินก็แตก ชนอะไรก็แตก ถ้าชนด้วยความประมาทนั้น ถ้าชนหมอนไม่แตก ถ้าหมอนแตกเพราะความขี้เกียจขี้คร้านไม่เอาไหน สอนให้ภาวนาไม่ยอมทำ หล่มตูมจนกระทั่งหมอนแตก อันนี้ไม่เป็นไร ที่อย่าไปชนตันไม้ภูเขา และความดื้อด้านคึกคะนองก็แล้วกัน

วันนี้ท่านทั้งหลายได้มาได้ยินไดฟังอรรถธรรม ที่หลวงตาได้มาสั่งสอนพอเบาๆ แล้วส่วนมากอยากให้พากันสนใจทางด้านอรรถธรรมภายในใจด้วยจิตภาวนาให้มาก ท่านทั้งหลายจะเป็นผู้เด่นในตัวเอง ขอให้มีการภาวนาธรรม ความสงบใจ ใจนี้ปกติจะหาความสงบร่มเย็นไม่ได้เลย มีความทุกข์ ความคะนองยิ่งกว่าม้าคะนองเสียอีก เป็นอย่างนั้นตลอดมา เพราะอำนาจแห่งกิเลสมันผลักดันอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงยับยั้งด้วยความสงบใจ

ดังนั้น จึงเทศนาธรรมในช่วงท้ายว่า จิตที่อบรมด้วยจิตภาวนา จิตจะเปลี่ยนสภาพเข้าสู่ความดีเรื่อยๆไป ความดีก็กลายเป็นความแปลกประหลาด ความมหัศจรรย์ ความสว่างไสว ความเลิศเลออยู่ในหัวอกของผู้ภาวนานั้นแล นี่พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก สว่างไสวจ้าจากพระทัยของพระพุทธเจ้า และสาวกก็สว่างจ้าจากหัวอกของท่านสู่โลกธาตุ จนกระทั่งใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน เพราะการอบรมภาวนาแล้วสว่างจ้าไปหมดเลย สว่างจ้าตลอดเวลา
นี่คือใจของพระพุทธเจ้าเป็นอันดับหนึ่ง

ใจของพระสาวกอรหันต์ทั้งหลายเป็นอันดับต่อไป ความอัศจรรย์ของจิตที่ได้ซักฟอกเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ใครจะคาดไม่ได้ หมายไม่ได้ แม้แต่ตัวเองผู้บำเพ็ญ ในขณะที่ยังไม่รู้อรรถรู้ธรรม จิตจะไม่เป็นอย่างนี้ เราก็คาดได้หมายได้ แต่พอเป็นเข้าอยู่ลำดับๆแล้วผิดคาดผิดหมายไปโดยลำดับ จนกระทั่งจิตใจสว่างจ้าขึ้นมา เป็นจิตที่ประเสริฐเลิศเลอสุดยอดแล้วนี้ ตัวเองก็คาดไม่ได้เลย เพราะหลักธรรมชาตินี่เกิดขึ้นเอง เหตุที่บำเพ็ญมาโดยลำดับ การฝึกจิตจึงเป็นของสำคัญมากทีเดียว

หลวงตาที่มาเทศน์ให้ฟังเวลานี้ ขอเรียนตามความจริงว่า เราปฏิบัติบำเพ็ญ ได้เห็นได้ลุล่วงเป็นลำดับอย่างนี้แหละ จึงได้นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย เริ่มต้นตั้งแต่จิตล้มลุกคลุกคลาน กิเลสดื้อด้าน ทุอย่างเหยียบย่ำทำลายจิตใจให้หาความสงบไม่ได้ เราก็พยายามต่อสู้กับกิเลสด้วยการภาวนา ผิดบ้างถูกบ้าง สงบบ้างไม่สงบบ้าง เป็นอย่างนั้นตลอด เมื่อจิตได้รับการอบรมโดยสม่ำเสมอ ก็ค่อยมีกำลังวังชาขึ้นมา ถ้าเป็นการเขียนหนังสือก็ค่อยคล่องตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จิตของเราก็ค่อนคล่องตัว ความสงบก็ค่อยเกิดขึ้นเรื่อยๆ ความสง่างามก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ จากการอบรมจิตใจด้วยจิตภาวนา จนกระทั่งขอสรุปความเลย ว่าหายสงสัยในโลกทั้ง 3 นี้ แต่ก่อนเราก็มืดมิดปิดตาภายในจิตใจ แต่ในเวลานี้เราเปิดโล่งออกหมด ไม่มีอะไรที่จะมาปิดใจได้เลยใน 3 แดนโลกธาตุนี้ จ้าไปหมดเลย นี่คือใจดวงที่ได้ชำระให้บริสุทธิ์ อะไรจะมาคาดไม่ได้เลย เพราะธรรมชาตินี่เป็นใจที่นอกสมมุติไปแล้ว อย่างที่ว่าเป็นธรรมธาตุ

คำว่าธรรมธาตุก็ยังเป็นสมมุติอยู่ ธรรมชาติจริงๆแล้วยังเลยนั้นไปอีก นี่แหละอำนาจแห่ง หรือคุณค่าแห่งการอบรมจิตใจ หรือจิตใจของเราเป็นนักรู้ด้วยกันไม่เคยตาย มีเป็นนักรู้ด้วยกัน มีทุกข์มีร้อนเหมือนกัน ยอมรับกิเลสมีเหมือนกัน ธรรมที่เราบำเพ็ญก็จะมีเหมือนกัน เมื่อถึงขั้นที่จะเลิศเลอว่า ไม่ว่าจิตผู้หญิงผู้ชายเลิศเลอได้ทั้งนั้นแหละ ธรรมเท่านั้นทำโลกให้เย็น โลกอันนี้ถ้าเรามองด้วยสายตาอันเป็นธรรม ไม่มีเรื่องของความสุขความเจริญ มีแต่การเสกสรรปั้นยอ วัดกันที่วัตถุ อยู่ที่ไหนมันก็มีสิ่งเหล่านี้ ที่หาความสุขไม่ได้ เพราะกิเลสหลอกนั่นเอง ต่างคนต่างวาดภาพหลอกตัวเอง หลงไปอย่างนี้เรื่อยๆถ้าไม่มีธรรม

นี่เรามีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องเกาะแล้ว มีจิตภาวนา ใจจะสงบร่มเย็น นี่แหละเกาะแห่งความสุขจะเกิดขึ้นแล้ว โลกทั้งโลกอาศัยมันไม่ได้ อาศัยภายในจิตใจด้วยธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง จิตใจจะรู้เป็นลำดับๆ จากการอบรมภาวนา นี่แหละคือจุดแห่งความสุขของโลก ถ้าโลกมีธรรมเป็นเครื่องอบรมจิตใจ จะมีความสงบร่มเย็นได้ด้วยกัน แต่ถ้าไม่มีธรรม ทั้งเขาทั้งเราจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด ไม่มีต้นไม่มีปลาย จะหมุนไปอย่างนี้ วนไปวนมา ก็มีแต่สิ่งที่หลอกลวงโดยลำดับ เพราะจิตไม่มีหลักยึดที่ถูกต้อง ไม่มีเบรกห้ามล้อ เราอยากให้พี่น้องชาวพุทธได้อบรมจิตใจ จะหลับจะนอนจิตใจก็สงบเย็น ไม่สงสัย

จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้นำไปพิจารณา อย่านอนเฝ้ากระดูกอยู่เฉยๆนะ ตายแล้วมันกองกันเหมือนกันหมด ถ้าจิตใจเศร้าหมอง เหมือนกับเอาใจโดดลงนรก เป็นซากกระดูกให้เขาเผาวุ่นวายหมด ทำจิตให้ดี เขาจะไปเผาไปฝังอย่างไร จิตของเราดีแล้ว เผาไม่เผาก็ไม่เป็นอารมณ์ห่วงใยอะไร ขอให้ตัดกังวลตนว่าไม่เกี่ยวข้อง ว่าใครจะมาเผาศพเผาเมรุ ให้ห่วงใยจิตที่มันมีขัดข้องอย่างไร แล้วเราจะเป็นที่พอใจ ตายที่ไหนตายได้ทั้งนั้นสบายไปหมด เมื่อใจพอตัวแล้ว การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ