ปัญหาไฟใต้ที่ดูลุกลามใหญ่โต เป็นยาดำของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย เชื่อไหมว่า ปืนใหญ่โบราณที่มีชื่อว่า “พญาตาณี” ซึ่งเป็นปืนโบราณกระบอกใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ที่ตั้งอยู่ที่บริเวณสนามหน้ากระทรวงกลาโหม รวมกับปืนใหญ่โบราณอื่น ๆ อีกหลายสิบกระบอก สามารถบอกที่มา รากเหง้าของปัญหานี้ได้
“พญาตาณี” เป็นปืนใหญ่หล่อด้วยทองสำริด มีห่วงสำหรับยก 5 ห่วง ท้ายลำกล้องทำเป็นรูปสัตว์ ที่เพลาสลักรูปราชสีห์ ที่กระบอกปืน จารึกว่า "พญาตาณี" ปากลำกล้องกว้าง 11 นิ้ว ยาว 3 วาศอกคืบ 2 นิ้วครึ่ง
ตามประวัติ ปืนใหญ่โบราณกระบอกนี้ ถูกนำมาจากเมืองปัตตานีเข้ามาไว้ที่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325-2352) พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ยกกองทัพลงไปปราบปรามพม่าที่มาตีหัวเมืองทางแหลมมลายูจนราบคาบ ในปี พ.ศ. 2328 กรมพระราชวังบวรได้เสด็จไปประทับที่เมืองสงขลา ให้ข้าหลวงเชิญกระแสรับสั่งออกไปยังหัวเมืองที่เหลือ คือ เมืองปัตตานี เมืองไทรบุรี และเมืองตรังกานู ให้มายอมเป็นเมืองขึ้นเช่นเดิม
แต่ “สุลต่านมูฮัมมัด “ พระยาปัตตานีในขณะนั้นขัดขืน กรมพระราชวังบวร ฯ จึงมีรับสั่งให้ พระยากลาโหม ยกกองทัพไปตีเมืองปัตตานีได้ในปี พ.ศ. 2329 กวาดต้อนครอบครัวและศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งปืนใหญ่ ทั้ง 2 กระบอก ได้ถูกลากขึ้นเรือสำเภา แต่สามารถนำมาได้เพียงกระบอกเดียว อีกกระบอกเจอพายุจนเรือล่มจมอยู่ในทะเลปากน้ำปัตตานีนั่นเอง เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ได้นำขึ้นน้อมเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จารึกชื่อปืนว่า “พญาตาณี”

ตำนานการสร้างปืน“พญาตาณี” มีประวัติความเป็นมาที่คลุมเครือ ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าสร้างขึ้นในสมัยใดกันแน่ บางตำนานกล่าวว่า “พญาอินทิรา” เป็นผู้สร้าง
สาเหตุที่สร้างเป็นเพราะ มีนายเรือสำเภาจีนได้นำปืนและกระสุนปืนมาถวาย ทำให้สุลต่านเกิดความละอายต่อชาวจีนผู้นั้น เนื่องจากพระองค์มีฐานะเป็นเจ้าผู้ครองนคร แต่หาได้มีอาวุธปืนไว้สำหรับป้องกันบ้านเมือง เหมือนนายเรือมีไว้ป้องกันตนเองและสำเภา ต่อไปจะเป็นที่ดูหมิ่นแก่ชาวต่างประเทศ จึงเรียกประชุมเหล่าขุนนาง ให้จัดหาช่างและทองเหลืองมาหล่อปืนให้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปี และประกาศห้ามพ่อค้านำทองเหลืองออกนอกเมือง
หรือ อีกตำนานกล่าวว่า "นางพญาปัตตานี" เป็นผู้สร้าง โดยผู้ที่หล่อปืนพญาตานีว่าเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน “แซ่ลิ้ม” ชื่อ “เคี่ยม” เดินทางมาจากเมืองจีน แล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่ปัตตานี ต่อมาได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวปัตตานี แล้วเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ชาวปัตตานีเรียกว่า "ลิ้มโต๊ะเคี่ยม" บุคคลผู้นี้อพยพมาจากเมืองจีนในปี พ.ศ. 2121 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2121 -พ.ศ. 2136 ) หรือปลายรัชสมัยพระเจ้าธรรมราชา
"พญาตาณี" เป็นภาพสะท้อนความรุ่งเรืองของรัฐปัตตานีในอดีตได้เป็นอย่างดี หากเราย้อนกลับไปดูความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรแห่งนี้ จะพบว่า พวกเขาสามารถนำบ้านเมืองต่อต้านการรุกรานจากอาณาจักรใหญ่อย่างกรุงศรีอยุธยาได้ และยังสามารถนำพารัฐเปิดประตูการค้ากับนานาประเทศได้ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา
ปัตตานีเป็นชุมชนโบราณที่มีหลักฐานย้อนหลังไปถึงพุทธศตวรรษที่ 6 และค่อยๆ พัฒนาจากชุมชนชายฝั่งทะเล กลายเป็นรัฐที่มีความมั่งคั่ง เนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญในเส้นทางการค้าทางทะเลโบราณ ที่มาจากทุกทิศทุกทางของโลก ตั้งแต่ยุโรป อินเดีย เปอร์เซีย จีน ญี่ปุ่น และชวา จนกระทั่งกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ปัตตานีพัฒนาอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่า “อาณาจักรลังกาสุกะ” ก่อนที่จะหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา

ความยิ่งใหญ่ มั่งคั่งของอาณาจักชนชาวมาลายู หรือ รวมทั้ง ความสำเร็จในการสร้างปืนใหญ่ประสิทธิภาพสูง อย่างปืนพญาตาณี นี้ ได้มีผู้นำไปสร้างเป็นอุดมการณ์ ยุยงส่งเสริมให้ชนชาวมาลายูลุกขึ้นมาแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐมาลายู ไม่ต้องอยู่ภายใต้อาณาจักรสยามในเวลาต่อมา
รูปธรรมของอุดมการณ์ การแบ่งแยกดินแดน ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2452 ซึ่งเป็นยุคการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับมาลายู ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ก็เริ่มมีปัญหาว่า คนในพื้นที่ จะอยู่กับฝ่ายใด
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ยุคนโยบายชาตินิยมได้เกิดขึ้นมา เชื้อที่ครุครุ่นมานานพลันปะทุเป็นไฟลุกโชนขึ้นมา เมื่อมีกลุ่มคนในท้องถิ่นไม่พอใจนโยบายของรัฐบาลในการบริหารราชการในจังหวัดแถบนี้ ได้นำมาเป็นข้ออ้างในการปลุกระดมผู้คน และประกาศตัวเป็นกบฏแยกดินแดน ประกาศเป้าหมายรวมเมืองปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล เป็นรัฐอิสระภายใต้ “ขบวนการรวมมาลายูปัตตานีที่ยิ่งใหญ่เป็นเอกภาพ” หรือ “กัมปาร์”
หลังจากนั้น ได้เกิดขบวนการแบ่งแยกดินขึ้นมาอีกหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มปฏิวัติแห่งชาติ (บี.อาร์.เอ็น.) องค์การแบ่งแยกดินแดนแห่งสาธารณรัฐปัตตานี (กลุ่มพูโล) เป็นต้น ผู้นำแบ่งแยกดินแดนรุ่นเก่าปลดประจำกันไป ก็มีเด็กรุ่นใหญ่ขึ้นมาแทนที่ ยังคงอุดมการณ์และติดอาวุธ ในขณะที่ทางการยังคงเดินหน้าตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรง โดยไม่คำนึงถึงสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง นั่นคือ ความแตกต่างจากวัฒนธรรมของชนชาวมาลายูแถบนี้ โดยมองว่า การลุกขึ้นมาเรียกร้องนั่นคือ การเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ จนนำไปสู่การต่อสู้ที่นอกลู่นอกทางอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ความรุ่งโรจน์ในอดีตของลังกาสุกะ ได้จบสิ้นลงแล้ว ยังเหลือเพียง “พญาตาณี” เท่านั้น ที่เป็นรูปธรรมให้พวกเขาสัมผัสได้ เมื่อปี 2544 ชาวปัตตานีได้มีการเรียกร้องให้นำปืน “พญาตาณี” กลับไปไว้ที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี โดยมีการสร้างฐานวางปืนรอไว้แล้ว พร้อมทั้ง เสนอให้กรมศิลปากร งมปืนใหญ่อีกกระบอกหนึ่งที่จมอยู่บริเวณหน้าปากน้ำปัตตานีขึ้นมา แต่หน่วยงานความมั่นคง ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่า การกลับมาของปืนใหญ่ทั้งสองกระบอก อาจจะนำเอาอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนกลับมาด้วย แต่หลงลืมกันไปว่า นโยบายของรัฐที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือ การเอาทหารนำการเมือง ต่างหาก ที่เป็นตัวสร้างปัญหา เพราะ มันเป็นเสมือนการสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงให้ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา
โดยลืมมองว่า ความหลากหลายของวัฒนธรรมเป็นความมั่งคั่งของสังคม และเป็นลักษณะเด่นของสังคมไทยของเรา
ความลับของชนชาวมาลายู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงถูกซ่อนอยู่ที่ปืนกระบอกนี้ หากผู้กำหนดนโยบาย และเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น ยังไม่รู้จักปืนใหญ่ “พญาตาณี” กระบอกนี้พอ ก็ยากที่จะดับไฟใต้ได้!!!
“พญาตาณี” เป็นปืนใหญ่หล่อด้วยทองสำริด มีห่วงสำหรับยก 5 ห่วง ท้ายลำกล้องทำเป็นรูปสัตว์ ที่เพลาสลักรูปราชสีห์ ที่กระบอกปืน จารึกว่า "พญาตาณี" ปากลำกล้องกว้าง 11 นิ้ว ยาว 3 วาศอกคืบ 2 นิ้วครึ่ง
ตามประวัติ ปืนใหญ่โบราณกระบอกนี้ ถูกนำมาจากเมืองปัตตานีเข้ามาไว้ที่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325-2352) พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ยกกองทัพลงไปปราบปรามพม่าที่มาตีหัวเมืองทางแหลมมลายูจนราบคาบ ในปี พ.ศ. 2328 กรมพระราชวังบวรได้เสด็จไปประทับที่เมืองสงขลา ให้ข้าหลวงเชิญกระแสรับสั่งออกไปยังหัวเมืองที่เหลือ คือ เมืองปัตตานี เมืองไทรบุรี และเมืองตรังกานู ให้มายอมเป็นเมืองขึ้นเช่นเดิม
แต่ “สุลต่านมูฮัมมัด “ พระยาปัตตานีในขณะนั้นขัดขืน กรมพระราชวังบวร ฯ จึงมีรับสั่งให้ พระยากลาโหม ยกกองทัพไปตีเมืองปัตตานีได้ในปี พ.ศ. 2329 กวาดต้อนครอบครัวและศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งปืนใหญ่ ทั้ง 2 กระบอก ได้ถูกลากขึ้นเรือสำเภา แต่สามารถนำมาได้เพียงกระบอกเดียว อีกกระบอกเจอพายุจนเรือล่มจมอยู่ในทะเลปากน้ำปัตตานีนั่นเอง เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ได้นำขึ้นน้อมเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จารึกชื่อปืนว่า “พญาตาณี”
ตำนานการสร้างปืน“พญาตาณี” มีประวัติความเป็นมาที่คลุมเครือ ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าสร้างขึ้นในสมัยใดกันแน่ บางตำนานกล่าวว่า “พญาอินทิรา” เป็นผู้สร้าง
สาเหตุที่สร้างเป็นเพราะ มีนายเรือสำเภาจีนได้นำปืนและกระสุนปืนมาถวาย ทำให้สุลต่านเกิดความละอายต่อชาวจีนผู้นั้น เนื่องจากพระองค์มีฐานะเป็นเจ้าผู้ครองนคร แต่หาได้มีอาวุธปืนไว้สำหรับป้องกันบ้านเมือง เหมือนนายเรือมีไว้ป้องกันตนเองและสำเภา ต่อไปจะเป็นที่ดูหมิ่นแก่ชาวต่างประเทศ จึงเรียกประชุมเหล่าขุนนาง ให้จัดหาช่างและทองเหลืองมาหล่อปืนให้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปี และประกาศห้ามพ่อค้านำทองเหลืองออกนอกเมือง
หรือ อีกตำนานกล่าวว่า "นางพญาปัตตานี" เป็นผู้สร้าง โดยผู้ที่หล่อปืนพญาตานีว่าเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน “แซ่ลิ้ม” ชื่อ “เคี่ยม” เดินทางมาจากเมืองจีน แล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่ปัตตานี ต่อมาได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวปัตตานี แล้วเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ชาวปัตตานีเรียกว่า "ลิ้มโต๊ะเคี่ยม" บุคคลผู้นี้อพยพมาจากเมืองจีนในปี พ.ศ. 2121 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2121 -พ.ศ. 2136 ) หรือปลายรัชสมัยพระเจ้าธรรมราชา
"พญาตาณี" เป็นภาพสะท้อนความรุ่งเรืองของรัฐปัตตานีในอดีตได้เป็นอย่างดี หากเราย้อนกลับไปดูความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรแห่งนี้ จะพบว่า พวกเขาสามารถนำบ้านเมืองต่อต้านการรุกรานจากอาณาจักรใหญ่อย่างกรุงศรีอยุธยาได้ และยังสามารถนำพารัฐเปิดประตูการค้ากับนานาประเทศได้ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา
ปัตตานีเป็นชุมชนโบราณที่มีหลักฐานย้อนหลังไปถึงพุทธศตวรรษที่ 6 และค่อยๆ พัฒนาจากชุมชนชายฝั่งทะเล กลายเป็นรัฐที่มีความมั่งคั่ง เนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญในเส้นทางการค้าทางทะเลโบราณ ที่มาจากทุกทิศทุกทางของโลก ตั้งแต่ยุโรป อินเดีย เปอร์เซีย จีน ญี่ปุ่น และชวา จนกระทั่งกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ปัตตานีพัฒนาอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่า “อาณาจักรลังกาสุกะ” ก่อนที่จะหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา
ความยิ่งใหญ่ มั่งคั่งของอาณาจักชนชาวมาลายู หรือ รวมทั้ง ความสำเร็จในการสร้างปืนใหญ่ประสิทธิภาพสูง อย่างปืนพญาตาณี นี้ ได้มีผู้นำไปสร้างเป็นอุดมการณ์ ยุยงส่งเสริมให้ชนชาวมาลายูลุกขึ้นมาแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐมาลายู ไม่ต้องอยู่ภายใต้อาณาจักรสยามในเวลาต่อมา
รูปธรรมของอุดมการณ์ การแบ่งแยกดินแดน ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2452 ซึ่งเป็นยุคการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับมาลายู ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ก็เริ่มมีปัญหาว่า คนในพื้นที่ จะอยู่กับฝ่ายใด
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ยุคนโยบายชาตินิยมได้เกิดขึ้นมา เชื้อที่ครุครุ่นมานานพลันปะทุเป็นไฟลุกโชนขึ้นมา เมื่อมีกลุ่มคนในท้องถิ่นไม่พอใจนโยบายของรัฐบาลในการบริหารราชการในจังหวัดแถบนี้ ได้นำมาเป็นข้ออ้างในการปลุกระดมผู้คน และประกาศตัวเป็นกบฏแยกดินแดน ประกาศเป้าหมายรวมเมืองปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล เป็นรัฐอิสระภายใต้ “ขบวนการรวมมาลายูปัตตานีที่ยิ่งใหญ่เป็นเอกภาพ” หรือ “กัมปาร์”
หลังจากนั้น ได้เกิดขบวนการแบ่งแยกดินขึ้นมาอีกหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มปฏิวัติแห่งชาติ (บี.อาร์.เอ็น.) องค์การแบ่งแยกดินแดนแห่งสาธารณรัฐปัตตานี (กลุ่มพูโล) เป็นต้น ผู้นำแบ่งแยกดินแดนรุ่นเก่าปลดประจำกันไป ก็มีเด็กรุ่นใหญ่ขึ้นมาแทนที่ ยังคงอุดมการณ์และติดอาวุธ ในขณะที่ทางการยังคงเดินหน้าตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรง โดยไม่คำนึงถึงสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง นั่นคือ ความแตกต่างจากวัฒนธรรมของชนชาวมาลายูแถบนี้ โดยมองว่า การลุกขึ้นมาเรียกร้องนั่นคือ การเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ จนนำไปสู่การต่อสู้ที่นอกลู่นอกทางอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ความรุ่งโรจน์ในอดีตของลังกาสุกะ ได้จบสิ้นลงแล้ว ยังเหลือเพียง “พญาตาณี” เท่านั้น ที่เป็นรูปธรรมให้พวกเขาสัมผัสได้ เมื่อปี 2544 ชาวปัตตานีได้มีการเรียกร้องให้นำปืน “พญาตาณี” กลับไปไว้ที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี โดยมีการสร้างฐานวางปืนรอไว้แล้ว พร้อมทั้ง เสนอให้กรมศิลปากร งมปืนใหญ่อีกกระบอกหนึ่งที่จมอยู่บริเวณหน้าปากน้ำปัตตานีขึ้นมา แต่หน่วยงานความมั่นคง ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่า การกลับมาของปืนใหญ่ทั้งสองกระบอก อาจจะนำเอาอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนกลับมาด้วย แต่หลงลืมกันไปว่า นโยบายของรัฐที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือ การเอาทหารนำการเมือง ต่างหาก ที่เป็นตัวสร้างปัญหา เพราะ มันเป็นเสมือนการสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงให้ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา
โดยลืมมองว่า ความหลากหลายของวัฒนธรรมเป็นความมั่งคั่งของสังคม และเป็นลักษณะเด่นของสังคมไทยของเรา
ความลับของชนชาวมาลายู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงถูกซ่อนอยู่ที่ปืนกระบอกนี้ หากผู้กำหนดนโยบาย และเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น ยังไม่รู้จักปืนใหญ่ “พญาตาณี” กระบอกนี้พอ ก็ยากที่จะดับไฟใต้ได้!!!


