xs
xsm
sm
md
lg

SCBAM ผนึกไทยพาณิชย์ ลุยฐานลูกค้าเงินฝาก ตั้งเป้า 3 ปี ดึงกว่า 50% เปิดบัญชีกองทุนรวม ตี้งเป้าAUMปีหน้าแตะ2.5ล้านล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



SCBAM รุกขยายฐานลูกค้าผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งเป้าภายใน 3 ปี ดึงลูกค้าเงินฝากกว่า 50% เปิดบัญชีกองทุนรวม เตรียมพัฒนากองทุนรองรับนักลงทุนรายใหม่ วางเป้า AUM ปี 2570 แตะ 2.5 ล้านล้านบาท จากสิ้นปีนี้คาดรักษาระดับ 2 ล้านล้านบาท พร้อมประเมินดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 ที่ 1,640 จุด และปี 2570 ที่ 1,710 จุด

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้บริษัทจะกลับมาให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์มากขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าเงินฝากของธนาคารให้เข้ามาลงทุนในกองทุนรวมกับ SCBAM

ปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์มีลูกค้าเงินฝากจำนวนมาก แต่ลูกค้าที่ลงทุนในกองทุนรวมยังมีสัดส่วนไม่สูงนัก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายฐานลูกค้าภายในกลุ่ม โดยตั้งเป้าสัดส่วนลูกค้าเงินฝากที่เข้ามาลงทุนในกองทุนรวมให้เกินครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่า 50% ภายใน 3 ปี

“ที่ผ่านมาพวกเราเดินไปด้วยกัน จับมือกัน แต่ยังไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนมากนัก หลังจากนี้จะต้องชัดเจนมากขึ้น เพราะหากไม่มีเป้าหมายร่วมกัน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ยาก ต่างฝ่ายต่างอาจเดินไปคนละทาง เพราะฉะนั้น เป้าหมายต้องเป็นเป้าหมายเดียวกัน”

ส่วนแนวทาง Open Architecture หรือการเปิดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กองทุนรวมจากบริษัทจัดการกองทุนหลายแห่ง นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าน่าจะยังดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เพียงแต่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันภายในกลุ่มมากขึ้น

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า บริษัทมีเป้าหมาย
สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ในปี 2570 ที่ระดับ 2.5 ล้านล้านบาท ขณะที่สิ้นปี 2569 มองว่ายังมีโอกาสรักษา AUM ไว้ที่ระดับ 2 ล้านล้านบาท หากตลาดตราสารหนี้ไม่เกิดความผันผวนรุนแรง โดยความผันผวนของ AUM ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากกองทุนตราสารหนี้ ดังนั้น หากทิศทางอัตราดอกเบี้ยเป็นไปในลักษณะปัจจุบัน เชื่อว่าความผันผวนของกองทุนตราสารหนี้จะลดน้อยลง และปัจจัยที่เคยกดดัน AUM ของบริษัทก็น่าจะบรรเทาลงด้วย

นอกจากนี้ หากมองในเชิงโครงสร้าง สิ่งที่ SCBAM ยังขาดคือผลิตภัณฑ์ที่เป็นพื้นฐานของการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาอาจให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นมากกว่า ทั้งกองทุนผสมและกองทุนต่างประเทศ บริษัทจึงต้องกลับมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์พื้นฐานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนดัชนีหุ้น หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจไม่ได้หวือหวาเหมือนกองทุนต่างประเทศ แต่เป็นก้าวแรกของการลงทุนสำหรับลูกค้าจำนวนมาก

“ลองนึกภาพลูกค้าที่เพิ่งเริ่มลงทุน วันแรกเดินเข้ามาเป็นลูกค้าเงินฝาก แล้วเราแนะนำให้ไปซื้อกองทุนที่ลงทุนใน Nasdaq ทันที ลูกค้าอาจถามด้วยซ้ำว่า Nasdaq สะกดอย่างไร เพราะยังไม่รู้จักการลงทุนประเภทนี้เลย ดังนั้น หากต้องการชวนลูกค้าเงินฝากให้เริ่มลงทุน ก็ต้องมีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความเข้าใจและระดับความเสี่ยงที่ลูกค้ายอมรับได้“

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่าอีกว่า ในอดีตธนาคารมีแนวคิด Deposit Substitution หรือการนำเงินฝากบางส่วนไปลงทุนในผลิตภัณฑ์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 1% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรบางประเภทอยู่ที่ประมาณ 1–2% ซึ่งไม่ได้แตกต่างกันมากนักสิ่งสำคัญจึงเป็นเรื่องของ ประสบการณ์ด้านการลงทุนว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเริ่มต้นจากเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 1% ขยับไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นเล็กน้อย เช่น 1.1% และสามารถพัฒนาต่อยอดการลงทุนในอนาคตได้ โดยมีกระบวนการให้คำแนะนำที่เหมาะสม

“ผมคิดว่าคำว่า Wealth Management หรือการบริหารความมั่งคั่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ คนที่มีเงิน 100,000 บาท ก็อยากให้เพิ่มเป็น 200,000 บาท คนที่มีเงิน 1 ล้านบาท ก็อยากให้เงินของตัวเองเติบโตขึ้นเช่นกัน”

ทั้งหมดนี้คือเรื่องของ Wealth Creation หรือการสร้างความมั่งคั่ง ลูกค้าต้องมีโอกาสก้าวออกจากการฝากเงินเพียงอย่างเดียว และเริ่มเข้าสู่การลงทุนอย่างเหมาะสมในระยะยาว การลงทุนจะช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับลูกค้า และความมั่งคั่งเหล่านั้นก็มีโอกาสหมุนเวียนกลับมาเป็นเงินฝากในระบบธนาคารอีกครั้ง

“ถ้าพูดกันตรง ๆ หากเราไม่ทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้เงินของลูกค้าอยู่ในบัญชีเงินฝากอย่างเดียว โดยไม่ชวนเขาเรียนรู้เรื่องการลงทุน เราคิดจริง ๆ หรือว่าลูกค้าจะรู้จักอยู่เพียงธนาคารเดียว ถ้าเราไม่ทำ ก็ต้องมีคนอื่นเข้ามาทำอยู่ดี”

หากลูกค้ามีความสัมพันธ์ด้านการบริหารความมั่งคั่ง หรือมีสินทรัพย์ลงทุนอยู่กับธนาคารอยู่แล้ว ก็จะทำให้ธนาคารรู้จักและเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เมื่อถึงช่วงที่ต้องการสินเชื่อ การพิจารณาก็ย่อมสะดวกขึ้น เพราะธนาคารมีข้อมูลและความสัมพันธ์กับลูกค้ามาเป็นเวลานาน

กองทุนหุ้นไทยโตช้า จี้อุตสาหกรรมส่งเสริมจริงจัง

สำหรับกองทุนรวมหุ้นไทยภายใต้การบริหารของ SCBAM นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่จำได้มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 110,000–150,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดที่ปรับตัวขึ้นลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด
เงินลงทุนใหม่ที่ไหลเข้าสู่กองทุนหุ้นไทยส่วนใหญ่มาจากการลงทุนระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนลดหย่อนภาษี รวมถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ที่มีการจัดสรรเงินไปยังหุ้นไทย

แม้เงินลงทุนส่วนนี้ยังช่วยสนับสนุนตลาด แต่มีอัตราการเติบโตไม่สูงมากนัก โดยเงินสมทบหรือเงินลงทุนเพิ่มเติมอยู่ที่ประมาณ 3–5% ต่อปี
โดยเฉพาะกองทุนลดหย่อนภาษีที่ต้องแบ่งเม็ดเงินลงทุนกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกัน ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่กองทุนหุ้นลดลง ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะ SCBAM แต่ส่งผลให้กองทุนหุ้นไทยทั้งระบบเติบโตค่อนข้างต่ำ

“ผมคิดว่านี่เป็น Pain Point หรือปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมจัดการลงทุน เรามักมองข้ามคนในบ้าน แล้วไปมองคนข้างบ้าน เหมือนกับว่าเรามองไปมองมา แต่ไม่ได้ลงไปดูอย่างจริงจัง”

นายณรงค์ศักดิ์ มองว่า อุตสาหกรรมจัดการลงทุนยังขาดการส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างจริงจัง ที่ผ่านมายังไม่ได้ลุกขึ้นมาพิจารณาอย่างชัดเจนว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนมากกว่านี้
เพราะตลาดหลักทรัพย์หรือองค์กรอื่นเป็นเพียงตัวกลางที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน แต่บริษัทจัดการลงทุนในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้ตัดสินใจลงทุนแทนลูกค้า ควรมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น และเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมในปีหน้า

ลดพึ่งพากองทุนภาษี ย้ำธุรกิจต้องยืนได้ด้วยตัวเอง

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่าอีกว่า กองทุนลดหย่อนภาษีว่า การลงทุนขึ้นอยู่กับภาระภาษีของแต่ละคนเป็นหลัก ผู้ลงทุนมักลงทุนตามสิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่มีอยู่ ทำให้เม็ดเงินในกองทุนประเภทนี้ค่อนข้างสม่ำเสมอ หรือเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Steady Growth)

แต่จำนวนผู้ลงทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะบางคนไม่มีวงเงินสำหรับการลงทุนเพิ่มเติม จึงเป็นอีกเรื่องที่ยังขาดแรงสนับสนุนจากภาครัฐ
สมาคมบริษัทจัดการลงทุนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรช่วยกันผลักดันมาตรการสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาว รวมถึงรูปแบบการออมใหม่ ๆ ที่อาจช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการออมของประชาชน แต่ยังต้องติดตามว่าจะสามารถดึงเงินออมระยะยาวเข้าสู่การลงทุนได้จริงมากน้อยเพียงใด

สำหรับ SCBAM ได้เตรียมความพร้อมที่จะไม่พึ่งพากองทุนลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียวมาตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

“หากมองในแง่ดี ก็ถือเป็นการเปิดทางเลือกให้กับประชาชนมากขึ้น ขณะเดียวกันทำให้เราตระหนักว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด”

มองเงินลงทุนโลกกระจายออกจาก AI หุ้นไทยมีโอกาสรับอานิสงส์

สำหรับมุมมองตลาดหุ้นไทย นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศหลายครั้ง รวมถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันที่ผ่านมา ดูเหมือนตลาดยังมีแรงซื้ออยู่
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปถึงปีหน้า ประเด็นสำคัญคือวัฏจักรการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งขยายตัวไปสู่การลงทุนจำนวนมากแล้ว หากการลงทุนเหล่านั้นสร้างผลตอบแทนได้ไม่มากเท่าที่คาดหวัง ก็อาจทำให้นักลงทุนเริ่มกระจายความเสี่ยง

โดยการกระจายความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นภายในกลุ่มสินทรัพย์หุ้นด้วยกัน ผ่านการโยกเงินไปยังตลาดที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง หรือบริษัทที่มีกระแสเงินสดค่อนข้างแน่นอนและคาดการณ์ได้

“ผมเชื่อว่าเงินลงทุนส่วนหนึ่งอาจไหลมาจากการกระจายความเสี่ยงออกจากวัฏจักรการเติบโตขนาดใหญ่ของ AI นักลงทุนอาจเริ่มรู้สึกว่าการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ประเภทเดียว หรือ All Eggs in One Basket มีความเสี่ยงมากเกินไปหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ ตลาดหุ้นไทยซึ่งเป็นตลาดขนาดเล็ก แต่มีหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง มูลค่าหุ้นไม่แพงมาก และมีลักษณะตั้งรับความผันผวนได้ดี จึงอาจกลายเป็นทางเลือกหนึ่งของพอร์ตการลงทุนทั่วโลก“

ฝ่ายลงทุนชี้ต่างชาติเริ่มกลับ แต่ไม่หวัง Fund Flow ดันตลาด

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่าอีกว่าในช่วง 1–2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทย หลังจากระดับมูลค่าหุ้นปรับลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอีกครั้ง ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้น EPSได้รับการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ประกอบกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 4% ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มเห็นเงินทุนไหลกลับเข้ามา
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้มองว่ากระแสเงินทุนต่างชาติ จะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย หากมีเงินทุนไหลเข้ามาก็จะช่วยให้ตลาดปรับตัวขึ้นได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ปัจจัยสำคัญต่อเนื่องไปถึงปีหน้ายังคงเป็นผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

“เราไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามา หรือไม่คาดหวังว่าจะมีเงินเข้ามาในปีหน้า เพียงแต่เราไม่ได้ใช้เรื่องนี้เป็นปัจจัยแรกในการประเมินตลาดหุ้นไทย”

กระแสเงินทุนต่างชาติยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการเศรษฐกิจโลก ทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ช่วงปลายปียังมีเงินลงทุนจากกองทุนลดหย่อนภาษีเข้ามาสนับสนุนตลาด โดยกองทุน Thai ESG จะลงทุนในสินทรัพย์ไทยโดยตรง ส่วนกองทุน RMF ก็มีบางส่วนลงทุนในหุ้นไทย

ปักเป้า SET ปีนี้ 1,640 จุด ปีหน้า 1,710 จุด

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่าอีกว่า หากรัฐบาลมีเสถียรภาพและสามารถดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะกลางถึงระยะยาว ก็อาจช่วยให้ระดับมูลค่าหุ้นที่นักลงทุนยอมรับ ของตลาดหุ้นไทยรักษาระดับที่สูงขึ้นได้ หลังจากอยู่ในภาวะย่ำแย่มาตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้บริษัทยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปี 2569 ไว้ที่ 1,640 จุด คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ประมาณ 14 เท่า ส่วนปี 2570 มองเป้าหมายดัชนีที่ 1,710 จุด คิดเป็น P/E ประมาณ 15 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย โดยมองโอกาสรับผลตอบแทนรวมเงินปันผลในปีหน้าประมาณ 8%
สำหรับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 4% โดยหุ้นบางกลุ่ม เช่น ธนาคาร และหุ้นในบางอุตสาหกรรม ยังสามารถให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 5–6% ได้

หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง หุ้นที่มีลักษณะตั้งรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ดี รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่นักลงทุนต่างชาตินิยมลงทุน ยังมีโอกาสได้รับความสนใจ เพราะหลายบริษัทเป็นหุ้นคุณภาพของไทย และราคาหุ้นยังไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังมีเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ เช่น การอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งเห็นหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวขึ้นมาแล้วในปีนี้ รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตหรือขยายกิจการ (Capex) และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP)
สำหรับโอกาสการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI บริษัทไม่ได้มองเฉพาะหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังรวมถึง Agentic AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผนและดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย ตลอดจนบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AIโดยเฉพาะการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ที่เพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าและสร้างโอกาสให้ธุรกิจอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้โอกาสการลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียง 1–2 บริษัท หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมติฐานของบริษัทที่คาดว่าราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะเริ่มปรับลดลงในปีหน้า อาจส่งผลต่อประมาณการกำไรของกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนกำไรเกือบ 30% ของตลาดหุ้นไทย ดังนั้น ในกรณีฐาน (Base Case) จึงไม่ได้คาดว่ากำไรต่อหุ้นของตลาดหุ้นไทยปี 2570 จะเติบโตมากนัก โดยอาจทรงตัวจากปีนี้

สำหรับ EPS ของตลาดหุ้นไทยปี 2569 ผู้บริหารฝ่ายลงทุนระบุว่า น่าจะอยู่ที่ประมาณ 100–112 บาทต่อหุ้น และปีหน้าคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยถึงแม้กำไรภาพรวมตลาดอาจไม่เติบโตมากนัก แต่ยังมีหลายอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ธุรกิจภายในประเทศ การท่องเที่ยว สาธารณูปโภค โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกลุ่มขนส่ง

“หากดูรายละเอียดภายใน จะพบว่าอุตสาหกรรมอื่นยังมีโอกาสเติบโตได้ดี ดังนั้น ต้องพิจารณารายละเอียดเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม มากกว่าดูเฉพาะตัวเลขกำไรของตลาดโดยรวม ซึ่งปีหน้าตลาดหุ้นไทยจะเติบโตจากผลประกอบการและปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ส่วนในช่วงที่ตลาดผันผวน นักลงทุนยังสามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงได้เช่นกัน“