xs
xsm
sm
md
lg

วิริยะโตทะลุเป้า คนหวั่นภัยพิบัติ–ค่ารักษาพุ่ง ดันNon-Motor โต 18% ตั้งเป้าเบี้ยทะลุ 6 พันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วิริยะประกันภัยโชว์เบี้ยประกันภัย Non-Motor
ครึ่งปีแรกเติบโต 18% ทะลุเป้าเดิมและสูงกว่าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวประมาณ 3% รับแรงหนุนจากประกันสุขภาพ อุบัติเหตุ บ้าน และทรัพย์สิน มั่นใจทั้งปียอดทะลุ6,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิม 5,700 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าขยับส่วนแบ่งตลาดจากอันดับ 7 สู่อันดับ 6 ภายใน 2 ปี


นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ Non-Motorของวิริยะประกันภัยในช่วงครึ่งปีแรกเติบโต 18% สูงกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 10% ขณะที่ตอุตสาหกรรมรวมเติบโตประมาณ 3% โดยประกันสุขภาพเติบโตค่อนข้างดี ส่วนกลุ่ม P&C หรือ Property and Casualty (ประกันภัยทรัพย์สินและความรับผิด) เติบโตมากกว่า 11% สูงกว่าตลาดที่เติบโตประมาณ 3.5% จึงถือว่าภาพรวมเป็นไปตามเป้าหมายและมีทิศทางที่ดี

โดยปัจจุบันธุรกิจ Non-Motor มีสัดส่วนประมาณ 13% ของพอร์ตโฟลิโอบบบบบการรับประกันของบริษัท โดยเป้าหมายเบี้ยประกันภัยทั้งปีอยู่ที่ 5,700 ล้านบาท แต่จากการเติบโตในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าสิ้นปีจะทำได้อย่างน้อย 6,000 ล้านบาท

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้เติบโตช่วงที่ผ่านมาเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้มาจาก 2 ส่วนด้วยกัน คือ
1. ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ 2. ประกันภัยกลุ่มทรัพย์สินและความรับผิด P&C โดยเฉพาะประกันภัยทรัพย์สินหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาและเหตุแผ่นดินไหวทำให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงมากขึ้น จึงเป็นแรงผลักดันให้ตลาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและสูงกว่าที่คาดไว้

ด้านประกันสุขภาพถึงแม้จะมีปัจจัยจาก เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล( Medical Inflation)ที่อาจส่งผลกระทบและสร้างความกังวลให้แก่ลูกค้า แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เบี้ยประกันภัยเติบโตเช่นกัน ส่วนประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล PA ในช่วง 2 ไตรมาสแรกก็เติบโตได้ถึง 42% โดยมีหลายผลิตภัณฑ์เติบโตดี โดยเฉพาะ Motor Add-on ความคุ้มครองเสริมสำหรับผู้ใช้รถยนต์ ซึ่งเติบโต 100% แม้ขนาดพอร์ตยังไม่ใหญ่มากก็ตาม

“ผลิตภัณฑ์นี้ต่อยอดจากธุรกิจประกันรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท และช่วยให้ตัวแทนประกันรถยนต์สนใจขายผลิตภัณฑ์ Non-Motor มากขึ้น บริษัทจึงมีแผนส่งเสริมการขายควบคู่กับประกันรถยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเบี้ยประกันเริ่มต้น 500 บาท ปัจจุบันเบี้ยประกันภัยรวมของผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับหลักร้อยล้านบาท ขณะที่พอร์ตประกัน PA ทั้งปีอยู่ที่มากกว่า 1,000 ล้านบาท“นางฐวิกาญจน์กล่าว

ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 4.7% อยู่อันดับ 7 จากปีที่แล้วซึ่งอยู่อันดับ 8 บริษัทตั้งเป้าขยับสู่อันดับ 6 ในอีกประมาณ 2 ปี แต่ต้องเพิ่มเบี้ยอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท จึงถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่เชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

“ที่ผ่านมาเรามีการพบตัวแทนในหลายพื้นที่และได้รับการตอบกลับที่ดี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่ายและขายควบคู่กับประกันรถยนต์ได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องการเพิ่มมูลค่าเบี้ยเฉลี่ยต่อรายการจากผลิตภัณฑ์เบี้ยต่ำหลักร้อยบาท ไปสู่ระดับ 2,000–3,000 บาท เพื่อให้รายได้และค่าตอบแทนของตัวแทนเหมาะสมขึ้นและน่าจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ส่วนแบ่งการตลาดรวมปรับตัวตามเป้าหมายได้”นางฐวิกาญจน์กล่าว

นอกจากนี้ยังมีในส่วนประกันภัยบ้านเติบโตถึง 29% จากการตื่นตัวต่อเหตุอุทกภัยและแผ่นดินไหว โดยผลิตภัณฑ์ประกันบ้านที่บริษัทส่งเสริมอย่างต่อเนื่องมีเบี้ยคงที่ 999 บาท ให้ทุนประกันสูงสุด 1 ล้านบาท รองรับทั้งบ้านปูน บ้านไม้ และบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ โดยทุนประกันจะแตกต่างตามประเภทของสิ่งปลูกสร้าง เหมาะกับผู้ที่ไม่มีสินเชื่อบ้านและไม่ได้มีประกันอัคคีภัยที่ผูกกับธนาคาร ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ประกันบ้านสร้างเบี้ยได้เกือบ 100 ล้านบาท

อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งคือประกันสำหรับ SME (Small and Medium Enterprises: ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ซึ่งตอบโจทย์ความเสี่ยงจากเหตุเพลิงไหม้ โดยมีเบี้ยคงที่ 1,500 บาท และทุนประกันสูงสุด 500,000 บาท ครอบคลุมอาคารหลายประเภทตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

เพิ่มน้ำหนักประกันภัยต่อรับความเสี่ยงเพิ่ม

นางฐวิกาญจน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาถึงแม้เหตุอุทกภัย แผ่นดินไหว และเพลิงไหม้ทำให้ลูกค้าตระหนักถึงความเสี่ยงและสนใจซื้อประกันมากขึ้น จึงเป็นโอกาสด้านเบี้ยประกันภัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทต้องบริหารค่าสินไหมอย่างใกล้ชิด

จากประสบการณ์เหตุแผ่นดินไหวและน้ำท่วมในปีที่แล้ว บริษัทได้ซื้อ Reinsurance (การประกันภัยต่อ) เพิ่มขึ้นในกลุ่ม P&C และวางแนวทางกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเพิ่มวงเงินประกันภัยต่อในระดับหนึ่ง

“ภัยพิบัติมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้น จึงต้องประเมินระดับความคุ้มครองจากประกันภัยต่อให้เหมาะสม ไม่สามารถปิด Risk Gap (ช่องว่างความเสี่ยง) ได้ 100% หากซื้อความคุ้มครองมากเกินไปก็มีต้นทุนสูงโดยไม่จำเป็น แต่หากซื้อน้อยเกินไป เมื่อเกิดเหตุอาจมีความคุ้มครองไม่เพียงพอ บริษัทจึงต้องเลือกระดับที่คุ้มทุนและอยู่ในขอบเขตความเสี่ยงที่ยอมรับได้”นางฐวิกาญจน์กล่าว

นอกจากนี้ค่าเบี้ยประกันภัยต่อในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติ แต่อัตราที่เพิ่มขึ้นของแต่ละบริษัทแตกต่างกันตามการเจรจาและโครงสร้างความเสี่ยง

นางฐวิกาญจน์ กล่าวอีกว่า แผนการเติบโตในอนาคตต่อจากนี้บริษัทมุ่งเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ทั้งในด้านการให้บริการและผลกำไรควบคู่กัน โดยบริษัทยังคงมีฐานะมั่นคงพอที่จะสามารถดูแลลูกค้าทุกกรมธรรม์ในระยะยาว เช่นเดียวกับช่วงประกันโควิดที่บริษัทดูแลลูกค้าตั้งแต่กรมธรรม์แรกจนถึงกรมธรรม์สุดท้าย แม้บริษัทจะได้รับผลกระทบทางการเงินก็ตาม

“เราจะไม่แข่งขันด้านราคา หรือค่าเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นการบริการ เพื่อให้ลูกค้ามีความสุขและมั่นใจในความคุ้มครองที่ได้รับในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักมาโดยตลอด และคาดว่าจะยังรักษาการเติบโตสองหลักต่อไป แต่ต้องเป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เติบโตสูงในปีหนึ่งแล้วถดถอยในปีถัดไป“นางฐวิกาญจน์กล่าว