ROH แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ วันนี้ ยืนยันยังมีความประสงค์และศักยภาพซื้อคืนโรงแรม “รอยัล ออคิด เชอราตัน” หลังได้พันธมิตรทางการเงินรายใหม่เข้ามาสนับสนุน แต่เส้นทางปิดดีลอาจไม่ง่าย เมื่อ บลจ.วรรณ ยืนยันก่อนหน้านี้ว่าสิทธิซื้อคืนตามสัญญาสิ้นสุดตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2569 ต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนภายใน 30 วัน ก่อนนำโรงแรมประเมินราคาและเปิดขายแข่งขัน ซึ่งหากเดินตามกระบวนการดังกล่าว ROH อาจต้องกลับมาเสนอราคาแข่งกับนักลงทุนรายอื่น
บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ชี้แจงความคืบหน้าการใช้สิทธิซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ จากทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพิทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน หรือ GROREIT ในราคา 4,873 ล้านบาท
ROH ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 บริษัทได้ส่งหนังสือถึงบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะทรัสตี และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ เพื่อยืนยันความประสงค์และศักยภาพในการซื้อคืนทรัพย์สินตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา
บริษัทเปิดเผยว่าได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนทางการเงินจาก พันธมิตรทางการเงินรายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการตรวจสอบสถานะกิจการ หรือ Due Diligence การได้รับอนุมัติที่เกี่ยวข้อง และการลงนามในสัญญาขั้นสุดท้าย จึงยังไม่ถือว่าแหล่งเงินทุนหรือธุรกรรมซื้อคืนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ROH ยังยืนยันว่า แม้สัญญาเช่าโรงแรมจะครบกำหนดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่โรงแรมยังเปิดให้บริการตามปกติ ไม่มีการหยุดชะงัก และบริษัทยังคงรับรู้รายได้จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมประเมินว่ามีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับดำเนินธุรกิจและจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อคืนทรัพย์สิน
ROHยังไม่คืนสิทธิ์ สองฝ่ายยืนคนละสถานะ
อย่างไรก็ดี การแจ้งข้อมูลครั้งล่าสุดของ ROH ยังไม่ทำให้ข้อพิพาทกับ GROREIT ยุติลง เนื่องจากก่อนหน้านี้ บลจ.วรรณชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ตามเงื่อนไขในสัญญา ROH ต้องชำระเงินซื้อคืนจำนวน 4,873 ล้านบาท และจดทะเบียนรับโอนทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569
แต่เมื่อถึงกำหนด ROH ไม่ได้นำแคชเชียร์เช็คหรือโอนเงินเพื่อชำระราคาซื้อคืน ณ สำนักงานที่ดิน บลจ.วรรณและทรัสตีจึงมีจุดยืนว่า ROH ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด ส่งผลให้สิทธิซื้อคืนตามสัญญาเดิมสิ้นสุดลงแล้ว
หลังจากนั้น ฝ่ายกองทรัสต์ได้เรียกให้ ROH ส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินคืนภายใน 30 วัน โดยกรอบเวลาที่มีการรายงานแตกต่างกันเล็กน้อย ตั้งแต่วันที่ 14–16 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ยังไม่ปรากฏการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า กองทรัสต์ได้รับมอบการครอบครองทรัพย์สินและอำนาจควบคุมการบริหารโรงแรมคืนจาก ROH อย่างสมบูรณ์แล้ว ทำให้สถานะของโรงแรมยังคงมีความไม่แน่นอน
สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อผู้ถือหน่วยลงทุน เพราะหากการส่งมอบทรัพย์สินล่าช้าหรือข้อพิพาทยืดเยื้อ กองทรัสต์ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าประเมินราคา เปิดประมูลขายทรัพย์สิน และนำเงินมาชำระหนี้ก่อนคืนส่วนที่เหลือแก่ผู้ถือหน่วยได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งความไม่ชัดเจนเรื่องสิทธิการครอบครองและการบริหารอาจทำให้นักลงทุนรายใหม่ชะลอการตัดสินใจ หรือเรียกร้องเงื่อนไขเพิ่มเติมก่อนเข้าร่วมประมูล ส่งผลให้กระบวนการขายทรัพย์สินและการคืนเงินแก่ผู้ถือหน่วยอาจต้องทอดยาวออกไปอีกครับ
มีเงินแล้ว อาจไม่ได้ซื้อในราคาเดิม
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แม้ ROH จะได้พันธมิตรและยืนยันความพร้อมด้านเงินทุน แต่ ROH อาจไม่สามารถกลับมาใช้สิทธิซื้อคืนในราคา 4,873 ล้านบาทตามสัญญาเดิมได้โดยอัตโนมัติ เพราะฝ่ายผู้จัดการกองทรัสต์ถือว่าสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดไปแล้ว
แนวทางที่ บลจ.วรรณเคยเปิดเผยคือ เมื่อรับมอบทรัพย์สินกลับคืนแล้ว จะให้ผู้ประเมินอิสระประเมินมูลค่าโรงแรมใหม่ จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการขายแบบแข่งขันและขออนุมัติจากผู้ถือหน่วยทรัสต์ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายงานว่ามูลค่าประเมินอาจอยู่ในช่วง 4,800–5,200 ล้านบาท
หากกระบวนการดังกล่าวเดินหน้าจริง ROH ยังสามารถแสดงความสนใจซื้อโรงแรมกลับคืนได้ แต่สถานะจะเปลี่ยนจาก “ผู้มีสิทธิซื้อคืนตามสัญญาเดิม” เป็นผู้เสนอซื้อรายหนึ่ง ซึ่งต้องแข่งขันด้านราคาและเงื่อนไขกับนักลงทุนรายอื่น ไม่ได้รับประกันว่าจะซื้อได้ในราคาเดิม 4,873 ล้านบาท
ดังนั้น หนังสือของ ROH ในวันนี้จึงเป็นการยืนยันว่า บริษัทยังไม่ถอยจากการซื้อโรงแรมคืนและเริ่มมีแหล่งเงินทุนสนับสนุน แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากองทรัสต์ยอมรับให้รื้อฟื้นสิทธิเดิม หรือยอมขายทรัพย์สินให้ ROH ในราคาเดิมแล้ว
บทสรุปของดีลจึงมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยต้องจับตาว่า GROREIT จะยอมเจรจาขายให้ ROH โดยตรงหรือไม่ จะเดินหน้าเรียกคืนการครอบครองและเปิดขายแข่งขัน หรือข้อพิพาทจะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป


