โดย ทีมจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด
แม้ว่าสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น หลังจากมีการลงนามข้อตกลงร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันเพื่อยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ปัญหาห่วงโซ่อุปทานต่าง ๆ รวมถึงราคาน้ำมันที่ใช้ในการอุปโภคนั้น ยังคงไม่สามารถกลับไปอยู่ในจุดก่อนเกิดสงครามได้ เนื่องจากอิสราเอลซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดสงครามนั้นไม่ได้อยู่ในร่าง MOU ดังกล่าว ประกอบกับการเจรจาในเชิงรายละเอียดจำเป็นต้องใช้เวลาหลายขั้นตอน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของนิวเคลียร์ ซึ่งอาจยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว ส่งผลให้ตลาดยังคงมีความระมัดระวังต่อความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่สูงขึ้นกำลังส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในรอบนี้
จากผลสืบเนื่องในประเด็นนี้ต่อผู้กำหนดนโยบายในระดับประเทศ หลังจากที่ธนาคารกลางหลักหลายแห่งได้ผ่านช่วงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย (Easing Cycle) ในช่วงปลายปี 2024 ถึงปี 2025 พบว่าในช่วงหลังมานี้เริ่มมีธนาคารกลางบางแห่งเริ่มออกมาปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง อาทิ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ไม่ให้อ่อนค่าลง อันเนื่องมาจากการขาดดุลทางการคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลง รวมถึงป้องกันเงินทุนไหลออก ซึ่งส่วนนึงมาจากการนโยบายการแทรกแทรงกลไลตลาดภายใต้สภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ยังมีกรณีการขึ้นดอกเบี้ยของศรีลังกาหลังจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางออสเตรเลียและธนาคารกลางยุโรปปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลาง
ในส่วนของธนาคารกลางอื่นเองที่ก่อนหน้านี้เคยพูดถึงโอกาสในการลดดอกเบี้ย ก็เริ่มมีท่าทีที่จะหยุดการลงของดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยของเราเองก็เช่นกัน โดยเป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งเผชิญหน้ากับปัญหาเงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนค่า และ/หรือมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันดิบ จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพทางมหภาคไว้ ขณะที่กลุ่มประเทศซึ่งภาวะเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินยังคงแข็งแรงอยู่นั้น มีความสามารถที่จะเลือกรอดูสถานการณ์ไปก่อนได้
อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ แม้ว่าในบางประเทศจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ แต่ดอกเบี้ยในตลาดซึ่งดูจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้น และเป็นตัวชี้วัดแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะยาว ต่างปรับตัวสูงขึ้นเป็นแนวโน้มขาขึ้นในปีนี้ ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รุ่นอายุ 2 ปี และรุ่นอายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นจากสิ้นปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.5% และ 4.2% ในปัจจุบันพบว่าขึ้นมาอยู่ที่ 4.2% และ 4.5% ตามลำดับ
โดยสรุปแล้ว ความไม่ลงรอยกันอิหร่านและสหรัฐฯ-อิสราเอลถือเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดทิงทางนโยบายดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ในกรณีที่ห่วงโซ่อุปทานโลกไม่สามารถกลับมาเป็นปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดสงครามได้ นั่นอาจทำให้วงจรดอกเบี้ยขาขึ้นกลับมาอีกครั้ง ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นแน่นอนว่าจะทำให้ภาพการลงทุนมีความท้าทายมากขึ้นหลังจากนี้ ในช่วงเวลารอยต่อหลังจากนี้ นักลงทุนอาจพิจารณาการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงขึ้น มีกระแสเงินสดรับที่ยังสามารถส่งผ่านหรือเอาชนะเงินเฟ้อได้ หนี้สินต่ำและฐานะทางการเงินที่แข็งแรง ไม่ว่าจะในระดับของบริษัทหรือระดับประเทศก็ดี


