xs
xsm
sm
md
lg

KTAMปักธงAUM1.1 ล้านล้าน ลุ้นหุ้นไทยไปต่อ1,650 จุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บลจ.กรุงไทยตั้งเป้าAUM1.1 ล้านล้านบาท หลังครึ่งปีแตะ 1.06 ล้านล้านบาทแล้ว จ่อปั้มกองใหม่อีก6กองเพิ่มทางเลือกนักลงทุนภายในปีนี้พร้อมเดินหน้านำ AI ยกระดับบริการนักลงทุน และต่อยอด ecosystem กองทุนสกุลเงินต่างประเทศร่วมกับ KTB คาดเศรษฐกิจครึ่งหลังปียังเผชิญความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อ แต่ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 2.3% จากเดิม 1.9% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ หลัง SET Index ฟื้นตัวกลับมาใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว ลุ้นแตะ1,650 จุดในอีก 12 เดือนต่อจากนี้

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ผลการดำเนินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM)จะเพิ่มขึ้นแตะ 1.1 ล้านล้านบาทได้ภายในปีนี้ หลังจากปัจจุบันAUMของบริษัทอยู่ที่ 1.06 ล้านล้านบาท โดยในช่วงเวลาต่อจากนี้บริษัทเตรียมจะออกกองทุนใหม่อีกประมาณ 6 กองทุนเพื่อตอบโจทย์ความต้องและธีมการลงทุนที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังเตรียมที่จะนำเทคโนโลยีAIเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการนักทุนเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย 

“ปีนี้บริษัทอาจยังไม่ได้ออกกองทุนใหม่มากเท่าคู่แข่งในครึ่งปีแรก แต่ครึ่งปีหลังจะเห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมามากขึ้น ซึ่งครึ่งปีแรกบริษัทเน้นที่จะสร้าง ecosystem ของกองทุนสกุลดอลลาร์ ที่สามารถซื้อขายด้วยสกุลเงินต่างประเทศได้ โดยเป็นรายแรก ๆ ในประเทศที่ทำกองทุนลักษณะนี้
และหลังจาก ecosystem พร้อม และมีการทำงานร่วมกับ KTB ต่อไปซึ่งจะไม่ได้จำกัดแค่ดอลลาร์สหรัฐ แต่จะรองรับหลายสกุลเงินมากขึ้น ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนทั้งในเชิงสินทรัพย์และสกุลเงิน“นางชวินดากล่าว

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 บริษัทคาดว่า แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจตึงตัวขึ้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว

ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.3%

สำหรับเศรษฐกิจไทย ปีนี้บริษัทมองว่าน่าจะเติบโตได้ประมาณ 2.3% โดยเพิ่งปรับประมาณการขึ้นจากเดิมที่มองไว้ 1.9% เนื่องจากคาดว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านจะไม่ยืดเยื้อ และเศรษฐกิจไทยยังสามารถเติบโตต่อได้ประกอบกับการมีรัฐบาลที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยออกมาต่อเนื่อง น่าจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้

อย่างไรก็ตามแม้การท่องเที่ยวจะไม่เป็นไปตามคาด แต่การส่งออกที่ดีขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุน น่าจะช่วยชดเชยได้บางส่วน จึงมองว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะดีขึ้น ก่อนอาจปรับลดลงเล็กน้อยในปีหน้า

ดังนั้น เรายังมีมุมมองเชิงบวกกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งตราสารทุนต่างประเทศและตราสารทุนไทย สำหรับในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศนั้น ยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงแต่ยังคงมีความผันผวนจึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว  ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นและช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ถึงแม้ผลตอบแทนคาดการณ์จากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปัจจัยดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ และการลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะยาวยังคงมีความผันผวน

ทองคำยังมีแรงหนุน ระยะกลางยาวสะสมได้

นางชวินดา กล่าวว่า ในส่วนทองคำคาดว่าจากราคาทองคำที่ปรับขึ้นมามากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงอาจไม่ได้ปรับขึ้นแรงและต่อเนื่องเหมือนเดิมในเชิงเทคนิค ระยะสั้นถือว่าราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างแรง แต่ในระยะกลางถึงยาว ทองคำยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการทยอยซื้อของธนาคารกลาง โดยเฉพาะเมื่อราคาปรับลง จีนก็กลับมาซื้อทองเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงก่อนหน้า

ดังนั้น ระดับราคาที่ปรับลงมาอาจทยอยสะสมได้สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว แต่ไม่ควรคาดหวังผลตอบแทนระดับเลขสองหลัก หรือมากกว่า 10% ขึ้นไปเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง

หุ้นไทยฟื้นใกล้ค่าเฉลี่ย ลุ้นไปต่อ1,648-1,650 จุด

นางชวินดา กล่าวว่าอีกว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ หลัง SET Index ฟื้นตัวจากจุดต่ำในช่วงปี 2568 และกลับมาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,598 จุด อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นในระยะถัดไปจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น ขณะที่ระดับปัจจุบันฟื้นตัวขึ้นมาใกล้ค่าเฉลี่ยแล้ว สะท้อนว่าตลาดไทยไม่ได้อยู่ในจุดที่ถูกมากเหมือนช่วงก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับกรอบในอดีต โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจาก PBV ที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่

ในเชิงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยหากประเมินจากกำไรต่อหุ้นของตลาดในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ประมาณ 103 บาทต่อหุ้น กรอบดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่ประมาณ1,648-1650 จุดเมื่อเทียบกับระดับ SET Index ปัจจุบันแถว 1,598 จุด จะเห็นว่าดัชนีอยู่ใกล้ระดับเป้าหมายที่อิงค่าเฉลี่ยระยะยาวแล้ว ดังนั้น หากตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นต่ออย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นต้องเห็นการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนเข้ามาหรือ ตลาดยอมให้เทรดในราคาที่สูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย

แนะจัดพอร์ตสมดุล ชู KTWC Series กองทุนผสม ตามระดับความเสี่ยง

นางชวินดา กล่าวอีกว่า ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยที่เกิดขึ้นในอนาคต ทางบริษัทจึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เน้น “การจัดพอร์ตแบบสมดุล (Balanced Portfolio)” ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อรับมือกับความผันผวน

ทั้งนี้ กองทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ดังนี้
กองทุนเปิดเคแทม เอเชีย โกรท อิควิตี้ ฟันด์ (KT-ASIAG) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds - Asia Growth Fund (กองทุนหลัก)

กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ ฟันด์ (KT-WTAI)(ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน Allianz Global Artificial Intelligence (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกองทุน “KTWC Series” ซึ่งเป็นกองทุนผสมจำนวน 4 กองทุน ประกอบด้วย
กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Growth (KTWC-GROWTH) ซึ่งปัจจุบันมีกรอบการลงทุนเฉลี่ยระยะยาวในตราสารหนี้ 20% หุ้น 80% และมีค่าเฉลี่ยในการสร้างผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 8% ต่อปี

กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Moderate (KTWC-MODERATE) ปัจจุบันมีกรอบการลงทุนเฉลี่ยระยะยาวในตราสารหนี้ 50% หุ้น 50% และมีค่าเฉลี่ยในการสร้างผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 7% ต่อปี

กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Defensive (KTWC-DEFENSIVE) ปัจจุบันมีกรอบการลงทุนเฉลี่ยระยะยาวในตราสารหนี้ 85% หุ้น 15% และมีค่าเฉลี่ยในการสร้างผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 6% ต่อปี

นอกจากนี้กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Income (KTWC-INCOME) เน้นสร้างกระแสรายได้จากแหล่งที่มาที่มีความหลากหลายในตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ ทั่วโลก