บลจ.กสิกรไทย ตั้งเป้าปีนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแตะ 300,000 ล้านบาท ก่อนขึ้นแท่นผู้นำอุตสาหกรรมภายใน 3 ปี พร้อมเปิดตัว “Life Path Solution” เครื่องมือวางแผนเกษียณที่ปรับพอร์ตอัตโนมัติตามอายุตอบโจทย์ลูกค้ากองสำรองฯ ขณะเดียวกันคาดหุ้นไทยใกล้ 1,600 จุดเริ่มมีอัพไซด์จำกัด เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ กำไรบริษัทจดทะเบียนยังไม่เร่งตัว แนะคัดหุ้นปันผล อิเล็กทรอนิกส์ นิคมฯ และกระจายลงทุนต่างประเทศ
นายวิน พรหมแพทย์ CFA, ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯตั้งเป้าหมายการเติบโตของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่ 300,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 270,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้นเป็นที่ 1 ของอุตสาหกรรมในแง่สินทรัพย์รวมของกองทุนสำรองฯ ได้ภายใน3ปีจากปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ล่าสุด เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการลงทุนเพื่อการเกษียณ ด้วยการเสนอบริการใหม่ “Life Path Solution” สำหรับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นรายแรกๆในตลาดทุนไทย เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโครงสร้างประชากรที่มีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ขณะที่ระดับเงินออมของคนไทยยังไม่เพียงพอต่อการรองรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ รวมถึงภาระด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง โดยบริษัทฯตั้งเป้าหมาย "Life Path Solution” ปีนี้เพิ่มขึ้นแตะกว่า 1,000 จากยอดAUMปัจจุบันที่ 197 ล้านบาท ทั้งนี้ หากรวมK-WealthPLUS Series และLife Path Solution รวมเงินลงทุนใหม่ประมาณ 28,000 ล้านบาท
นายวิน กล่าวว่า Life Path Solution ถูกออกแบบบนแนวคิดการวางแผนการเงินแบบองค์รวม โดยมุ่งเน้น “การจัดการสิ่งที่ควบคุมได้” อย่างมีระบบ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนอายุขัย การกำหนดระดับรายได้และระยะเวลาการทำงาน การดูแลสุขภาพ ตลอดจนการกำหนดสัดส่วนการลงทุนและการออมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมรับมือกับ “ความไม่แน่นอนที่ควบคุมไม่ได้” ในระยะยาว เช่น อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ความผันผวนของผลตอบแทนในตลาด การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษี ภาวะเงินเฟ้อ หรือการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการ โดยสมาชิกเลือกแผนการลงทุนเพียงครั้งเดียว จากนั้นระบบจะปรับสัดส่วนสินทรัพย์โดยอัตโนมัติตามช่วงอายุ โดยในช่วงอายุ 25–45 ปี พอร์ตจะเน้นหุ้นทั่วโลกในสัดส่วนสูงถึง 85% เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน จากนั้นจะทยอยลดสัดส่วนลงตามลำดับเมื่ออายุมากขึ้น อาทิ ปรับลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเหลือประมาณ 61% ในช่วงอายุ 50 ปี และลดลงต่อเนื่องจนอยู่ในระดับเหมาะสมก่อนเกษียณ เป็นต้น สะท้อนถึงการบริหารพอร์ตแบบเชิงรุกในช่วงต้น และปรับสู่โหมดระมัดระวังมากขึ้นในช่วงปลาย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญและสอดคล้องกับมาตรฐานการบริหารพอร์ตเพื่อการเกษียณในระดับสากล
“หัวใจสำคัญของ Life Path Solution คือการลงทุนผ่านกองทุนผสมในกลุ่ม K-WealthPLUS Series โดยเฉพาะกองทุน K-WPULTIMATE ซึ่งเป็นกองทุนหลักที่มีบทบาทในการสร้างการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว กองทุนดังกล่าวมีจุดเด่นด้านการบริหารแบบ Dynamic Asset Allocation เน้นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในตลาดใดตลาดหนึ่ง ซึ่งผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนระหว่างหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือกได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาวะตลาดและวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยล่าสุดกองทุน K-WPULTIMATE สามารถสร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ได้ประมาณ 9% แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์สงครามและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนศักยภาพในการบริหารพอร์ตเชิงรุกและการกระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Life Path Solution ยังได้รับการเสริมความมั่นคงผ่านการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นกันชนลดความผันผวนและรักษาเสถียรภาพของผลตอบแทนโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดทุนมีความไม่แน่นอนสูง” นายวินกล่าว
ทั้งนี้ บริการ Life Path Solution ยังช่วยขจัดข้อจำกัดสำคัญของผู้ลงทุนรายบุคคล ทั้งในแง่การตัดสินใจที่ผิดจังหวะและการขาดวินัยในการลงทุนระยะยาว เนื่องจากสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่จำเป็นต้องติดตามหรือปรับพอร์ตด้วยตนเอง โดยในช่วงที่ผ่านมา บลจ.กสิกรไทย ได้นำเสนอบริการดังกล่าวให้กับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปแล้วบางส่วน ซึ่งได้รับความสนใจและมีแนวโน้มการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการจากการเข้าร่วมที่เพิ่มขึ้น 54% จำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 30% และจำนวนบริษัทที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 14%
**เตือนหุ้นไทยอัพไซด์ตัน เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ**
นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ CFA, กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยปรับเข้าใกล้ระดับ 1,600 จุด และเคยยืนเหลือระดับนี้ไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ แม้จะมีโอกาสฟื้นตัวตามกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดเอเชีย แต่ยังต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้นราคาหุ้นไทยค่อนข้างตึงตัวในช่วงที่ดัชนีรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 1,600 จุด
ทั้งนี้หุ้นไทยราคาค่อนข้างตึงตัว โดยปัจจุบันตลาดซื้อขายที่ค่า P/E ประมาณ 16 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในระยะข้างหน้า ซึ่งกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 90-95 บาทต่อหุ้น และในปีนี้ยังคาดว่าจะอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนว่าการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังมีข้อจำกัด
ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้มีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% หรืออย่างมากเพียง 2% แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาสนับสนุนก็ตาม
“โอกาสที่ราคาหุ้นจะขยับสูงกว่านี้มันจำกัดมาก เพราะเศรษฐกิจไทยเติบโตค่อนข้างต่ำ ที่น่าจะพอเป็นแรงหนุนได้บ้างเห็นจัเป็นกระแสเงินทุนต่างชาติทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดเอเชียมากขึ้น
แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่หันไปเอเชียเหนือที่ได้รับ
ประโยชน์โดยตรงจาก AI มากกว่า แถมราคาหุ้นในตลาดกลุ่มนี้ยังเทรดอยู่ใกล้ๆไทย ซึ่งทำให้ดูน่าสนใจมากกว่า”
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีความน่าสนใจในการลงทุน ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มหุ้นปันผลซึ่งเป็นธีมการลงทุนหลักในภาวะตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง หนี้สินต่ำ และมีรายได้สม่ำเสมอ ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังมีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยระดับ 5-6% แม้อาจได้รับผลกระทบระยะสั้นจากมาตรการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) KAsset ยังคงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะหุ้นต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ตราสารหนี้ควรให้น้ำหนักต่ำกว่าปกติเล็กน้อย และเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุน Global Bond ที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจในระยะยาว 3-5 ปี
นอกจากนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์และรีทกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดแล้ว โดยยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยในระดับ 6-8% ทั้งนี้ KAsset แนะนำกองทุน K-VALUE ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นคุณค่าและหุ้นปันผล และกองทุน K-PROP ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนในภาวะตลาดผันผวน


