โดย พิพัฒน์ นรานันทน์
บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
จากผลตอบแทนของกองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ ตั้งแต่ เดือนมกราคมถึงสิ้นสุดเดือนเมษายน ของปี 2569 ที่ติดลบประมาณร้อยละ 4- 5 ซึ่งเกิดจากอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้มีการปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมากโดยเฉพาะตราสารหนี้ ระยะยาวที่กองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ลงทุน เช่น อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ได้ปรับเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 1.66 ณ สิ้นปี 2568 เป็นร้อยละ 2.20 ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 เป็นต้น
เนื่องจากตลาดคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงเกินกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย จากปัญหาของสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสาราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าต่างๆ เช่น ปุ๋ย, ผลิตภัณฑ์จากปิโตเลียม เป็นต้น รวมทั้งราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้น ซึ่งหากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาของเงินเฟ้อ ส่งผลให้กองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยของตราสารที่ลงทุนค่อนข้างยาว ได้รับผลกระทบด้านลบจากการตีราคาหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Mark-to-Market)
แต่ผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นนั้นทำให้กองทุนมีอัตราผลตอบแทนของตราสารที่ลงทุนสูงขึ้นกล่าวคือ หากในอนาคตกองทุนไม่มีผลกระทบจากการตีราคาหลักทรัพย์ตามราคาตลาด อัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับคืออัตราผลตอบแทนตามราคาตลาด ณ วันที่ผู้ลงทุนลงทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุนอยู่
โอกาสที่ กนง. จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วหรือปรับเพิ่มอย่างรุนแรงเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.0% ไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นถึง 2.89% เนื่องราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นสูงถึง 105.78 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่หากมองไปข้างหน้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับลดลง อ้างอิงจากผลสำรวจของนักวิเคราะห์โดยส่วนใหญ่จาก Bloomberg ดังนี้
ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีข้อสมมติฐานในกรณีฐานว่าการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะสิ้นสุด ภายในครึ่งแรกของปี 2569 ส่งผลต่อการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 2569 และปรับลดลงมาที่ราคาเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 2570 โดยประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 ปรับสูงขึ้นชั่วคราวเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply driven inflation) นำโดยราคาพลังงาน ก่อนปรับลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่ทยอยคลี่คลาย (อ้างอิงจากรายงานนโยบายการเงินไตรมาส 1 ปี 2569
จากเหตุผลข้างต้นส่งผลให้โอกาสที่อัตราผลตอบแทนของ ตราสารหนี้ระยะยาวจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมีค่อนข้างจำกัด ในระยะสั้นผู้ลงทุนจะยังเห็นความผันผวนของอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้จากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้น และการคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นหากเป็นไปตามสมมติฐานของธนาคารแห่งประเทศไทยข้างต้น การลงทุนในกองทุน ThaiESGตราสารหนี้ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ที่ผู้ลงทุนได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนเงินได้ในการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา จึงทำให้การลงทุนในกองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ ณ ปัจจุบัน เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น ผู้ลงทุนจึงสามารถทยอยเข้าลงทุนได้


