โดย ฉัตรแพร ศิริสกาวกุล
บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
การลงทุนในต่างประเทศไม่ได้มีแค่เรื่อง "ผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหลักทรัพย์" เท่านั้น แต่ยังมีตัวแปรสำคัญอย่างการเปลี่ยนแปลง"อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ" ที่สามารถเป็นได้ทั้งส้มหล่น (ได้ผลตอบแทนเพิ่ม) และยาขม (ได้ผลตอบแทนลดลง) สำหรับนักลงทุนแล้วเราควรเลือก Share Class แบบไหนดี?
Hedged Share Class คือ การลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นผลตอบแทนจะมาจากหลักทรัพย์เท่านั้น แต่การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้มาฟรีๆจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า Hedging Cost* มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับประเทศที่ไปลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 1.00% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 3.50%-3.75% (ข้อมูล ณ 21 เมษายน 2569) ดังนั้นต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 2.50%-2.75% เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากสินทรัพย์และปิดความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน และเหมาะกับ นักลงทุนที่มีมุมมองว่า ค่าเงินบาทกำลังจะแข็งค่า เช่น ปัจจุบัน 32 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ จะแข็งค่าเป็น 29บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ หมายถึงผลตอบแทนจากค่าเงิน -9.38% หากเราป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน แม้จะมีต้นทุน 2.50% แปลว่ากองทุนสามารถลดความผันผวนได้ ยกตัวอย่างเช่น ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 7% ทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมีต้นทุน ที่ 2.50% นักลงทุนได้ผลตอบแทนรวม 4.33% แต่หากนักลงทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนนักลงทุนจะได้ผลตอบแทน -3.03%
Unhedged Share Class คือ การลงทุนแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นผลตอบแทนจะมาจาก 2 ส่วน 1.ผลตอบแทนจากตราสารที่ลงทุน 2.ผลตอบแทนจากค่าเงิน ความผันผวนของกอง Unhedged จะสูงกว่ากองที่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ระยะเวลาการลงทุนยาวเพียงพอและมีมุมมองว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า เช่น ปัจจุบัน 32 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ จะอ่อนค่าไป 34 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ หมายถึงผลตอบแทนจาก
ค่าเงิน 6.25% หากผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารได้ 7% จะได้ผลตอบแทนรวมเป็น 13.69% แต่ในทางกลับกัน หากค่าเงินบาทแข็งค่าไป 30 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ จะขาดทุนจากค่าเงิน -6.25% ผลตอบแทนรวมจะเหลือเพียง 0.31%
การลงทุนใน Unhedged shareclass เปรียบเสมือนลงทุนในค่าเงินต่างประเทศ ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงค่าเงินด้วยซึ่งการมีสินทรัพย์ในเงินสกุลหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ยูโรไว้บ้าง อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีในระยะยาว เงินสกุลหลักเป็นสินทรัพย์สำรองหลักที่ปลอดภัย (Safe Haven) ที่มีความต้องการใช้สูงที่สุดในโลก ในกรณีที่ตลาดการลงทุนเกิดสภาวะกลัวความเสี่ยง (Risk Off) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มักจะแข็งค่าขึ้นสะท้อนว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง กองUnhedged มีแนวโน้มจะได้ผลตอบแทนดีจากค่าเงินบาทอ่อนในช่วงที่มีวิกฤตโลก
สุดท้ายแล้วไม่มีคำตอบตายตัวว่า Hedged หรือ Unhedged แบบไหนดีกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของแต่ละบุคคล การลงทุนในต่างประเทศเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงของท่านและเลือกนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสม การลงทุนที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงทุนที่กำไรเยอะที่สุดเสมอไป แต่คือการลงทุนที่ตอบโจทย์ของคุณ และคุณ "เข้าใจความเสี่ยง" และสามารถถือมันได้อย่างสบายใจ


