โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด
ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก ประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนหลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือ "ไฟฟ้าจะมาจากไหน?" เพราะไม่ว่า AI จะฉลาดเพียงใด หากไม่มีไฟฟ้าป้อนเข้าระบบ ทุกอย่างก็หยุดนิ่ง Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA เคยให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจในงาน World Economic Forum 2026 (Source: NVIDIA Blog/Davos WEF, as of 30 Jan 2026) ว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีเดี่ยวๆ แต่มีองค์ประกอบสำคัญถึง 5 ชั้น โดยชั้นพื้นฐานที่สุดคือ "พลังงานไฟฟ้า"
กองทุนเปิด Eastspring Smart Grid Infrastructure Fund หรือ ES-GRID จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงธีมการลงทุนระยะยาวในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
Smart Grid คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ?
เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ลองนึกภาพโครงข่ายไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ระบบไฟฟ้าแบบเดิมหรือที่เรียกว่า Traditional Grid ทำงานในลักษณะทางเดียว คือผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ส่งผ่านสถานีไฟฟ้า ผ่านโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า จนถึงบ้านเรือนและโรงงาน ผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้บริโภคอย่างเดียว ไม่สามารถผลิตหรือส่งไฟฟ้ากลับเข้าระบบได้ และทุกอย่างถูกควบคุมจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาตั้งแต่ยุค 1960 ถึง 1970
แต่โลกในปี 2026 เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันเรามีโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน มีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน มีรถ EV ที่ต้องชาร์จไฟ มี Data Center ที่กินไฟมหาศาลเพื่อรัน AI และมีพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมที่ผลิตได้ไม่สม่ำเสมอ ระบบไฟฟ้าแบบเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับมือกับความซับซ้อนเหล่านี้ได้
Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ จึงเป็นคำตอบ Smart Grid คือระบบไฟฟ้าที่เชื่อมต่อหลายแหล่งพลังงานเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Solar Rooftop, Battery Storage, EV Charging หรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ รองรับการหมุนเวียนพลังงานแบบสองทิศทาง หมายความว่าผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ใช่แค่ผู้บริโภคอีกต่อไป แต่สามารถผลิตไฟฟ้าและส่งกลับเข้าระบบได้ด้วย
ที่สำคัญ Smart Grid ใช้ Sensors, Software, AI และ Data Analytics เพื่อบริหารจัดการระบบและส่งข้อมูลแบบ Real-time ทำให้การผลิตและส่งไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติมากขึ้น ฟื้นฟูระบบได้รวดเร็วขึ้นหากเกิดไฟดับ ลดช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด รวมถึงต้นทุนด้านการดำเนินงานและการบริหารจัดการ และมีความปลอดภัยดียิ่งขึ้น “Smart Grid จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่”
ทำไมต้องลงทุนใน Smart Grid ณ เวลานี้?
มีปัจจัยสนับสนุน 4 ประการที่สามารถจดจำได้ง่ายๆ ด้วยตัวอักษร G-R-I-D
ปัจจัยแรก G : Growth in Demand หรือความต้องการไฟฟ้าเร่งตัวทั่วโลก
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ในปี 2024 เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าแซงหน้าการเติบโตของ GDP ทั่วโลก และ IEA คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโตปีละ 3-4% จนถึงปี 2030 ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยในทศวรรษก่อนหน้าถึง 50% แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก AI และ Data Center และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า EV
ปัจจัยที่สอง R : Renewable Integration หรือพลังงานสะอาดที่ต้องพึ่ง Smart Grid
ปัจจุบันแหล่งพลังงานที่ผลิตได้ใหม่ส่วนใหญ่มาจากพลังงานสะอาด ข้อมูลจาก Ember with Clean Edge analysis ปี 2025 แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ในกำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิที่เพิ่มเข้ามาแต่ละปีเติบโตจาก 29% ในปี 2017 เป็น 69% ในปี 2024 (Source: Ember with Clean Edge analysis, 2025, as of 31 Dec 2025) สาเหตุหลักคือต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงถึง 83% และพลังงานลมลดลง 63% นับตั้งแต่ปี 2009 (Source: Lazard's Levelized Cost of Energy+ report, 2024) ทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็นทางเลือกที่ถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายพื้นที่
ปัจจัยที่สาม I : Infrastructure Upgrade หรือโครงข่ายไฟฟ้าเดิมต้องยกระดับ
นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิมในหลายประเทศส่วนใหญ่ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1960 ถึง 1970 ซึ่งโดยปกติจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50–80 ปี ในสหรัฐฯ ตัวเลขชัดเจนว่า 70% ของสายส่งใช้งานมามากกว่า 25 ปีแล้ว (Source: SEPA Power, as of 31 Dec 2025) นอกจากความเก่าแก่แล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศยังซ้ำเติมปัญหา ทำให้ไฟดับบ่อยขึ้นในช่วงปี 2019–2022 เหตุการณ์ Texas Winter Storm Uri ปี 2021 และ Hurricane Ida ปี 2021 ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัยมีความเปราะบางเพียงใด
ปัจจัยที่สี่ D : Decade Long Investment หรือเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่กำลังไหลเข้า
การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตในระดับ double digits โดย BloombergNEFรายงานว่าการลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 3% ต่อปีในช่วงปี 2022-2023 เร่งตัวขึ้นเป็น 8% ในปี 2023-2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 15-16% ในปี 2024–2026 โดย BloombergNEF ประเมินว่าตลาดการลงทุน Smart Grid ทั่วโลกอาจเติบโตได้ถึง 580,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (Source: BloombergNEF, as of 31 Dec 2025) ขณะที่ Goldman Sachs คาดการณ์ Grid Capex สะสมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 790,000 ล้านเหรียญถึงปี 2030 (Source: Goldman Sachs GIR, Company data, EEI as of 31 )
มุมมองการลงทุน: ทำไม ES-GRID จึงน่าสนใจ
กองทุนเปิด Eastspring Smart Grid Infrastructure Fund (ES-GRID) เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก First Trust NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ กองทุนหลักบริหารจัดการโดย First Trust Portfolios L.P. ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำในสหรัฐฯ มีสินทรัพย์สุทธิขนาดใหญ่ถึง 8,420 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 264,000 ล้านบาท (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 27 Feb 2026) จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2009 มี Track Record ยาวนานกว่า 15 ปี
กระบวนการคัดเลือกหลักทรัพย์ของกองทุนหลักเริ่มจากการกรองบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Smart Grid และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า จากนั้นคัดเลือกเฉพาะบริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่า 100 ล้านเหรียญ มีสภาพคล่องการซื้อขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 500,000 เหรียญ และมี Free Float อย่างน้อย 20% ที่สำคัญ กองทุนเน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Smart Grid โดยตรง (Pure Play) ประมาณ 80% ของพอร์ตลงทุน ซึ่งหมายถึงบริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจ Smart Grid ไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนอีก 20% เป็นกลุ่ม Diversified ที่มีรายได้เกี่ยวข้อง 10–50% หรือมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญขึ้นไป
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนหลักสามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 10 ปีได้ราวปีละ 20.7% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 ผลตอบแทนรายปีย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 29.6%, ย้อนหลัง 3 ปีเฉลี่ยปีละ 21.9% และย้อนหลัง 5 ปีเฉลี่ยปีละ 14.9% (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 31 Dec 2025) ซึ่งล้วนเหนือกว่าดัชนี MSCI World Industrials ในทุกช่วงเวลา กองทุนหลักยังได้รับ Morningstar Overall Rating 5 ดาว ณ 31 ธันวาคม 2025 (Source: Morningstar, as of Dec 2025) สะท้อนคุณภาพการบริหารจัดการที่โดดเด่นในกลุ่มกองทุนประเภทเดียวกัน


