xs
xsm
sm
md
lg

สัญญาณหยุดยิง จุดเปลี่ยนตลาดโลก: โอกาสลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โดย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์  ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด
 
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายลง หลังมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน โดยมีปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา แม้ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง แต่ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่ช่วยลดความตึงเครียดในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลกคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ การปิดเส้นทางดังกล่าวในช่วงที่เกิดความรุนแรงได้สร้างภาวะ Supply Shock อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปีนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้หลังการหยุดยิง ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลงมากกว่า 10%ตามความคาดหวังเชิงบวกของตลาด แต่ระดับราคายังคงสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน ปริมาณเรือขนส่งที่สามารถกลับมาใช้เส้นทางนี้ได้ยังอยู่ในระดับจำกัด สะท้อนว่าการฟื้นตัวของ Supply Chain ยังห่างไกลจากภาวะปกติ

แรงกดดันจากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินเฟ้อทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของทุกภาคเศรษฐกิจ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการบริโภคในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้สร้างโจทย์สำคัญให้กับธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านี้หลายประเทศเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือในกรณีเลวร้ายอาจกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะ “Stagflation” หรือเศรษฐกิจเติบโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคยังเปราะบาง ทำให้คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า การหยุดยิงครั้งนี้จะยั่งยืนเพียงใด และความขัดแย้งจะสามารถยุติลงได้จริงหรือไม่

ในฝั่งของตลาดการเงิน สัญญาณเชิงบวกจากการคลี่คลายความตึงเครียดได้กระตุ้นให้เกิดภาวะ Risk-on Sentiment อย่างชัดเจน ตลาดหุ้นหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อในสินทรัพย์เสี่ยง นักลงทุนเริ่มกลับเข้าหาหุ้นกลุ่มเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจลดลงในระยะถัดไป ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงานเริ่มชะลอการปรับขึ้นตามราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง ขณะที่อุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน เช่น การบิน ขนส่ง และการผลิตบางประเภท กลับได้รับประโยชน์มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรและเงินดอลลาร์ ไปยังตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ มากขึ้น สำหรับตลาดหุ้นไทยเองก็ได้รับอานิสงส์ในทิศทางเดียวกัน โดยแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนภาพรวมเงินเฟ้อให้มีเสถียรภาพมากขึ้น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก และขนส่งมีแนวโน้มฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ Fund Flow เริ่มมีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น

ภายใต้บริบทที่ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลายแต่ยังไม่หมดไป กลยุทธ์การลงทุนจึงควรเน้นการ “เลือกจังหวะ” และ “เลือกสินทรัพย์” อย่างรอบคอบ หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ซึ่งยังคงมีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวจากเมกะเทรนด์ด้านดิจิทัลและ AI โดยบลจ.ทาลิสเสนอทางเลือกการลงทุนผ่านกองทุน TLTECH-H ที่เน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีทั้ง Hardware และ Software ของสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะท้อนธีมการเติบโตดังกล่าว แม้ว่าราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะมีความผันผวนสูง แต่การปรับฐานในช่วงปลายปี 2025 ได้ทำให้ระดับราคากลับมาน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับผลประกอบการของหลายบริษัทที่ยังเติบโตได้ดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรตระหนักว่าการลงทุนในกองทุนเฉพาะทางมีความเสี่ยงสูง และเหมาะสำหรับผู้ที่มีระยะเวลาการลงทุนยาวและสามารถรับความผันผวนได้ สุดท้ายแล้ว แม้สัญญาณของ “ความหวัง” จะเริ่มปรากฏในตลาด แต่เส้นทางสู่ความชัดเจนยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การลงทุนในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการมองหาโอกาส แต่ต้องอาศัยวินัยและการบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไป