xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะมอดไหม้  ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งกว่าที่คิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อิสระ อรดีดลเชษฐ์
BBLAM

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ครอบงำหน้าข่าวเศรษฐกิจมาหลายสัปดาห์ มักจะกระตุ้นสัญชาตญาณพื้นฐานของนักลงทุนที่ว่า "เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง ประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบหนัก" ซึ่งเป็นมุมมองที่เข้าใจได้ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก โครงสร้างเศรษฐกิจผูกติดกับการท่องเที่ยวและการส่งออก และทุกบาทที่เพิ่มขึ้น ณ สถานีบริการน้ำมัน เปรียบเสมือนการดึงเงินออกจากกระเป๋าของครัวเรือนโดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียด ภาพที่ปรากฏกลับมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก และนั่นเป็นประเด็นสำคัญต่อการจัดพอร์ตการลงทุนในขณะนี้ ดัชนี SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 18% นับจากต้นปีจนถึงต้นเดือนเมษายน (Year-to-Date) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก โดยสวนทางกับตลาดหุ้นสำคัญอื่นๆ อย่างชัดเจน เช่น S&P 500 ที่ค่อนข้างทรงตัว, MSCI ACWI (+2%), Nifty 50 ของอินเดีย (-9%), JCI ของอินโดนีเซีย (-15%) และตลาดส่วนใหญ่ในอาเซียน  
นอกจากนี้ ไทยยังดึงดูดเงินทุนไหลเข้าสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติประมาณ 937 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับจากต้นปี ในขณะที่ อินเดียเผชิญเงินทุนไหลออกกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ไต้หวัน 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และเกาหลีใต้กว่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงตลาดพันธบัตรไทยที่มีเงินไหลเข้าเพิ่มอีกกว่า 5.7หมื่นล้านบาท นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของตลาดที่กำลังถูกทอดทิ้ง แต่เป็นตลาดที่ถูกเลือกถือครองอย่างมีกลยุทธ์ เหตุผลสำคัญชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้ตลาดไม่ถดถอยรุนแรง คือ นักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะไม่ยั่งยืน เส้นกราฟราคาฟิวเจอร์ส (Futures Curve) สะท้อนภาพชัดเจนว่า แม้ราคาน้ำมันดิบส่งมอบปัจจุบัน (Spot Price) จะอยู่ใกล้ระดับ 95–98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากลับปรับลดลงสู่ระดับ 65–70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีหน้า ซึ่งหมายความว่า ตลาดมองภาวะนี้เป็นเพียง "การช็อกชั่วคราว" ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว 

 
ภาคเศรษฐกิจ: เริ่มเห็นรอยร้าว... แต่ยังไม่ใช่การแตกสลาย

แม้ตัวเลขตลาดหุ้นจะยืนได้ค่อนข้างดี แต่พื้นฐานเศรษฐกิจเริ่มแสดงสัญญาณของความตึงเครียด ข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการรายงานตัวเลขก่อนเกิดสงครามนั้น เราจะเห็นได้ว่า การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 10.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน (เทียบกับ 23.6% ในช่วงก่อนหน้า) ในขณะที่ ภาคการผลิตเริ่มเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่น่าเบาใจจากการลงทุนภาคเอกชนที่ยังเติบโตได้ถึง 15.5% และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่เริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนนี้ ความท้าทายที่แท้จริงจะเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป เมื่อเศรษฐกิจต้องเผชิญกับมรสุมจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจในระยะสั้นออกมาค่อนข้างอ่อนแอ 

ภาคตลาดหุ้น: พลังงานได้ประโยชน์ ส่วนที่เหลือแบกรับต้นทุน
ในด้านผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน เราเริ่มเห็นภาพการแยกส่วน (Divergence) ที่ชัดเจน โดยกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น เช่น กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เริ่มได้รับการปรับประมาณการกำไร (EPS Upgrade) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเห็นการปรับเพิ่มประมาณการเล็กน้อยในกลุ่ม ICT ทว่าในภาพรวมนั้น ประมาณการกำไรของทั้งตลาด (SET EPS) ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 94.87 ซึ่งหมายความว่า การที่ดัชนี SET พุ่งขึ้นมาได้ในระดับนี้นั้น ไม่ได้เกิดจากกำไรที่เติบโต แต่เกิดจากการที่นักลงทุนยอมให้มูลค่าตลาดสูงขึ้น (Market Re-rating) ด้วยความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตเป็นสำคัญ 

นัยสำคัญต่อการลงทุน (The Investment Implication) การจัดสรรพอร์ตการลงทุนในช่วงนี้ ขึ้นอยู่กับการประเมินระยะเวลาของสถานการณ์: 
1.หากมีการหยุดยิงและเส้นทางอุปทานกลับสู่ภาวะปกติ ภายใน 1-2 เดือน: กลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกเทขายอย่างหนัก เนื่องจากความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน จะกลายเป็นโอกาสในการเข้าสะสมที่น่าสนใจ สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิกว่า 7.3 พันล้านบาท โดยเน้นหนักในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง โรงแรม พาณิชย์ และการขนส่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากประมาณการกำไรที่ลดลงก่อนหน้านี้ แต่จะได้รับประโยชน์สูงสุดหากสถานการณ์คลี่คลาย 
2.หากสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี: กลยุทธ์ควรปรับเน้นการตั้งรับ (Defensive) โดยให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีกระแสเงินสดมั่นคง ทนทานต่อสภาวะเงินเฟ้อ และมีอัตราส่วนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันให้กับพอร์ตการลงทุน 
โดยสรุป การที่ดัชนี SET สามารถรักษาผลตอบแทนที่ 18% นับจากต้นปี ท่ามกลางเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ติดต่อกันสามสัปดาห์ ทั้งหมดนี้ชี้ ไปที่บทสรุปเดียวกัน คือ ตลาดกำลังตอบรับกับ "ภาวะช็อก" ไม่ใช่ "การล่มสลายเชิงโครงสร้าง" แม้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจะยังมีอยู่จริง แต่ภาพรวมการลงทุนนั้นมีความแตกต่างกันในรายละเอียด และในความแตกต่างนั้นเอง คือ จุดที่โอกาสในการลงทุนซ่อนอยู่ 
บทความนี้สะท้อนความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ในฐานะนักวิเคราะห์เชิงลงทุน มิใช่คำแนะนำในการลงทุนแต่อย่างใด