สมาคม บลจ. กางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ยกระดับนักลงทุนสถาบันเป็นเสาหลักตลาดทุนไทย พร้อมเร่งเพิ่มการออม ขยายฐานผู้ลงทุนจากไม่ถึง 3 ล้านคนสู่ 5-6 ล้านคน เดินหน้าผลักดันบัญชีออมหุ้นรูปแบบใหม่ TISA และเสนอแนวทางดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าลงทุนในสินทรัพย์ไทย หวังเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติอีกล้านล้านบาทช่วยเสริมความแข็งแกร่งตลาดทุนและหนุนเศรษฐกิจระยะยาว
นายพจน์ หะริณสุต นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณจำกัด เปิดเผยว่า แผนยุทธศาสตร์ขิงสมาคมระยะปี 2569–2571 มุ่งยกระดับ “นักลงทุนสถาบัน” เป็นเสาหลักของตลาดทุนไทย พร้อมเดินหน้าเพิ่มการออมของประเทศ ขยายฐานนักลงทุนรายย่อย และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมลงทุน รองรับการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ในระยะสั้น เยื้องต้นมีแผนที่จะเข้าพูดคุยกับกระทรวงการคลังเพื่อสงเสริมการออมและการลงทุน 2 ส่วนด้วยกันได้แก่ การผลักดันโครงการบัญชีออมหุ้นรูปแบบใหม่ (TISA) และแนวทางให้ต่างชาติลงทุนในกองทุน
สำหรับTISA แนวทางเดิมจะใหวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดเป็น 800,000 บาทต่อปี แต่ทางสมาคมมีแนวคิดเพิ่มเติมที่จะเพิ่มวงเงิน ลดหย่อนภาษีสูงสุดเป็น 1,000,000 บาท อย่างไรก็ตามหากการขอขยายวงเงินดังกลล่าวไม่สามารถทำได้ จะเสนอให้วงเงินเดิม 800,000 บาท แบ่ง 300,000 บาท สามารถลงทุนในกองทุนอื่นๆ ได้เช่น กลุ่ม ThaiESG เป็นต้น
ส่วนแนวทางดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเบื้องต้นจะต้องมีการลงทุนอย่างน้อยเท่ากับวีซ่าและระยะเวลาที่ต้องการพำนักอยู่ในประเทศไทยเช่น 2 ปีเป็นต้น
อีกจุดที่น่าสนใจ คือการใช้โอกาสในช่วงนี้ ที่มีปัญหาในต่างประเทศชาวต่างชาติ เช่นตะวันออกกลาง อิสราเอลย้ายมาอยู่ในเมืองไทยมากขึ้นจึงควรผลักดันให้กระทรวงการคลังนำเงินของคนพวกนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เข้ามาอยู่ในตลาดทุน จะมาลงในหุ้น ในบอนด์ หรืออะไรก็ได้ แต่ว่าให้มาลงในสินทรัพย์ที่เป็นของไทย เช่น fixed income, ตราสารหนี้, infrastructure fund, หุ้น แล้วก็ให้เขาลงทุนให้ยาวเท่ากับวีซ่าเขาเป็นต้น เงินตรงนี้ ประเมินว่าจะมีมูลค่าหลายล้านล้านหรือถ้าดึงมาแค่ 5% เราอาจจะได้ เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยเป็นหลักแสนล้านบาทเลยทีเดียว“นายพจน์กล่าว
นายพจน์ กล่าวอีกว่า แผนงานของเราใน 3 ปีข้างหน้า คือการทำให้นักลงทุนสถาบันควรจะเป็นเสาหลักของตลาดทุนไทยและสิ่งที่เราต้องทำ นอกจากทำให้นักลงทุนสถาบันมีความสำคัญ เราจะต้องเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนในประเทศไทย ผู้ลงทุนตอนนี้มีแค่ไม่ถึง 3 ล้านคน จุดมุ่งหมายของเราใน 3 ปี 5 ปี ก็คือทำให้มันได้ 5-6 ล้านคน
ส่วนภาพรวมการออมและการลงทุนของไทยสะท้อนว่า ประเทศไทยมีกำลังแรงงานรวมประมาณ 40 ล้านคน โดยเป็นแรงงานนอกระบบ 21 ล้านคน หรือ 52.5% และแรงงานในระบบ 19 ล้านคน หรือ 47.5% ขณะที่การเข้าถึงระบบการเงินของประชาชนอยู่ในระดับสูง โดยประชาชนมีบัญชีธนาคาร 92% ของผู้ใหญ่ทั้งหมด มีการใช้ Digital Payment 92% และมีบัญชีพร้อมเพย์กว่า 81 ล้านบัญชี
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการลงทุนของประชาชน พบว่ายังมีสัดส่วนผู้ลงทุนค่อนข้างต่ำ โดยมีผู้ถือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 3 ล้านคน ผู้มีบัญชีหุ้น 2.83 ล้านคน และผู้ลงทุนในตลาดหุ้น SET และ mai รวม 4.2 ล้านคน ขณะที่บัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลมีประมาณ 3.17 ล้านบัญชี ขณะที่ประชากรอีกกว่า 34 ล้านคน หรือ 85% ของแรงงาน ยังไม่ได้ลงทุน
ด้านอุตสาหกรรมกองทุนไทย ปัจจุบันมีขนาดรวมประมาณ 6.35 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นกองทุนรวม 63% กองทุนส่วนบุคคล 21% และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 15% ขณะที่การลงทุนของกองทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศ 74% หรือ 4.82 ล้านล้านบาท และต่างประเทศ 26% หรือ 1.71 ล้านล้านบาท
สำหรับกองทุนรวมหุ้นมีการลงทุนในหุ้นไทยและต่างประเทศใกล้เคียงกัน โดยอยู่ที่ประมาณ 0.92 ล้านล้านบาทต่อประเภท เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ พบว่า GDP ไทยอยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดหุ้น (SET Market Cap) อยู่ที่ 17.89 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 94% ของ GDP ด้านตลาดตราสารหนี้มีมูลค่า 15.91 ล้านล้านบาท หรือ 84% ของ GDP ส่วนมูลค่าสินทรัพย์กองทุนรวม (Fund AUM) อยู่ที่ 10.16 ล้านล้านบาท หรือ 53.6% ของ GDP


