อิสระ อรดีดลเชษฐ์
BBLAM
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านได้ลุกลาม จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ส่งแรงกระแทกต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของพลังงานโลก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด อิหร่านจึงตอบโต้ด้วยการประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” พร้อมเตือนว่า ไม่ควรมีเรือใดผ่านบริเวณดังกล่าว แม้จะไม่ใช่การปิดด้วยกำลังทางเรือโดยตรง แต่การโจมตีด้วยโดรนทำให้บริษัทประกันภัยทั่วโลกหยุดให้ความคุ้มครองเรือเดินสมุทร ส่งผลให้การขนส่งแทบทั้งหมดต้องหยุดชะงัก ยกเว้นเพียงเรือของอิหร่านและจีนบางส่วนเท่านั้น
การปิดเส้นทางนี้ส่งผลรุนแรงในวงกว้าง เพราะน้ำมันและก๊าซกว่า 20% ของโลกต้องเดินเรือผ่านบริเวณนี้ เมื่อเส้นทางหยุด ระบบพลังงานโลกจึงสั่นสะเทือนทันที ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 30% หลังเคยทะยานแตะระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเทศผู้ผลิต อย่างอิรักและคูเวต เริ่มลดกำลังผลิต เพราะส่งออกไม่ได้ ขณะที่ IEA ต้องเรียกประชุมฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาการปล่อยน้ำมันสำรองของโลก
สำหรับประเทศไทย เหตุใดจึงได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าเพื่อนบ้าน? คำตอบอยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสุทธิมากที่สุดในเอเชีย โดยมีสัดส่วนประมาณ 4.7% ของ GDP ความหมาย คือ ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยแย่ลงทันที ประมาณ 0.5% ของ GDP นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพา LNG ในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูง และยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น เมื่อกาตาร์ ผู้ผลิตรายใหญ่ ประสบปัญหาจากการโจมตีด้วยโดรน จนซัพพลายสะดุด ส่งผลลามมาสู่ต้นทุนไฟฟ้าในประเทศ
ผลกระทบของช่องแคบฮอร์มุซจึงไหลมาตามลำดับ เริ่มจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น ซึ่งผลักดันให้ราคาดีเซลในไทยโดยเราประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเพิ่ม 1% จะทำให้ราคาดีเซลในไทย เพิ่มประมาณ 0.886% ดีเซล ซึ่งเป็นต้นทางของระบบลอจิสติกส์ทั้งหมด เมื่อราคาเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนสินค้าในภาพรวม ทำให้เงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ปรับเพิ่มในเดือนถัดไป โดยทุก 1% ที่ราคาดีเซลสูงขึ้น จะดัน CPI ประมาณ 0.059 จุด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านอุปสงค์จะเริ่มเห็นชัด หลัง 9–12 เดือน เมื่อรายได้จริงลดลง คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และการลงทุนชะลอ ทำให้แรงดันเงินเฟ้อถูกหักล้างบางส่วนในระยะยาว
จากการประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันจนถึงปลายปี 2026 พบว่า มี 4 กรณีสำคัญ ได้แก่
(1) สถานการณ์ “ปิดบางส่วน” ของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งราคาน้ำมัน WTI อยู่ราว 95 ดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่ม 1.25 จุดเปอร์เซ็นต์ และแม้ดีมานด์จะหักล้างได้ 0.37 จุดเปอร์เซ็นต์ เงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ที่ประมาณ +0.51%
(2) สถานการณ์ “ปิดนาน” ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันขึ้นถึงราว 110 ดอลลาร์ ต้นทุนเพิ่ม 2.30 จุดเปอร์เซ็นต์ หักล้างด้วยอุปสงค์ลดลง 0.60 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เงินเฟ้อขึ้นเป็น +0.90%
(3) สถานการณ์ “ยกระดับความรุนแรง” เมื่อราคาน้ำมันทะยานสู่ระดับประมาณ 130 ดอลลาร์ ต้นทุนขยับถึง +3.80 จุดเปอร์เซ็นต์ ดีมานด์ช่วยลด 0.80 จุดเปอร์เซ็นต์ และทำให้เงินเฟ้ออยู่ที่ +1.60%
และ (4) กรณี “ช็อกหนักมาก” หากราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 150 ดอลลาร์ ต้นทุนจะเพิ่มสูงถึง 5.50 จุดเปอร์เซ็นต์ แม้ดีมานด์จะลดลง 1.00 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่เงินเฟ้อไทยยังคงขึ้นสู่ระดับ +2.80%
ด้วยเหตุนี้ ช่วงราคาน้ำมัน WTI ตั้งแต่ 130 ดอลลาร์ขึ้นไป ถือเป็นจุดเสี่ยงสำหรับไทย เพราะเงินเฟ้อมีความเป็นไปได้สูงที่จะทะลุกรอบล่างของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 1.5%
จากบริบทดังกล่าว แนวโน้มการดำเนินนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีความสำคัญ หากราคาน้ำมัน อยู่ในช่วง 95–110 ดอลลาร์ BOT ยังนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปได้ เนื่องจากแรงดันเงินเฟ้อจากต้นทุนถูกชดเชยด้วยอุปสงค์ที่อ่อนแอ แต่หากราคาน้ำมันขยับขึ้นเกิน 130 ดอลลาร์ มีแนวโน้มสูงที่ BOT อาจจะต้องยอมเปลี่ยนทิศทางของนโยบาย ทั้งนี้ หากค่าเงินบาทอ่อนมาก ก็จะทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อเกิดเร็วขึ้นกว่าที่โมเดลคาดการณ์ไว้
สำหรับนักลงทุน ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดมี 3 ประการ ได้แก่ ความสามารถของสหรัฐฯ ในการเปิดภารกิจคุ้มกันเรือเดินสมุทรว่าจะทำได้เร็วเพียงใด เพราะยิ่งสามารถดำเนินการได้เร็ว ราคาน้ำมันก็ยิ่งมีโอกาสนิ่งเร็วขึ้น อีกประเด็น คือ ประเทศพัฒนาแล้วจะร่วมกันปล่อยน้ำมันสำรองออกมามากน้อยเพียงใด และสุดท้าย คือ อิหร่านจะมีสัญญาณยอมลดระดับความตึงเครียดหรือไม่ ตราบเท่าที่คำตอบของทั้ง 3 คำถามยังไม่ชัดเจน เงินเฟ้อไทยและเส้นทางดอกเบี้ยของไทยจะยังคงผันผวนและผูกกับสถานการณ์ในพื้นที่เล็กๆ ของโลกที่อยู่ห่างจากเราไปกว่า 5,000 กิโลเมตร
ในภาพรวม ไทยมีฐานเงินเฟ้อต่ำและใกล้ภาวะฝืด จึงยังรองรับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันได้ จนถึงราว WTI 110 ดอลลาร์ แต่เมื่อราคาน้ำมันทะลุ 130 ดอลลาร์ขึ้นไป ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อไทยจะสูงเกินกรอบล่าง 1.5% ของแบงก์ชาติจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นด่านทดสอบสำคัญของวัฏจักรการลดดอกเบี้ยของ BOT ไทยยังเสี่ยงมากกว่าเพื่อนบ้านเพราะการนำเข้าน้ำมันสุทธิสูงถึง 4.7% ของ GDP จึงอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลกมากที่สุดในภูมิภาค และค่าเงินบาท ซึ่งอ่อนค่าจะทำหน้าที่เป็นตัวขยายความเสี่ยง ทำให้ระดับราคาน้ำมันที่เป็นจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม


