วิริยะประกันภัยชี้เศรษฐกิจโลกผันผวน-ภัยพิบัติถี่ขึ้น ดันธุรกิจประกันวินาศภัยไทยโต 2–3% พร้อมเดินหน้าปรับองค์กรปี 2569 ด้วย 3 กลยุทธ์ “นวัตกรรม–ข้อมูล–บุคลากร” ตั้งเป้าเบี้ยรวม 44,700 ล้านบาท โต 4% เร่งใช้ AI พัฒนาระบบเคลม รับมือช่วงแจ้งเหตุจำนวนมาก ขณะเดียวกันเตือนตลาดรถ EV แข่งลดราคาขายเสี่ยงฉ้อ รุกโฟกัสประกันเดินทาง-บุคคล รวมถึงประกันทรัพย์สินตามดีมานด์หลังภัยพิบัติ
นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นถี่ขึ้น อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทยยังคงเดินหน้าปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการคุ้มครองความเสี่ยงให้กับประชาชน
โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.4% ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโตในระดับ 2–3% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งระบบราว 290,000 ล้านบาท สะท้อนทิศทางการเติบโตที่ยังคงดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้ปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
วิริยะโชว์แกร่งฝ่าภัยพิบัติ ตั้งเป้าเบี้ยปี 69 แตะ 4.47 หมื่นล้าน
นายอมร กล่าวอีกว่า แผนดำเนินงานในปีนี้( 2569 )บริษัทจะขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การยกระดับคุณภาพบริการด้วยนวัตกรรม การใช้ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ในด้านนวัตกรรม บริษัทเตรียมขยายการใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสภาพรถและการประเมินความเสียหาย รวมถึงพัฒนาระบบเคลมผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินการ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแจ้งเหตุจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดบริการ Fast Track สำหรับการเคลมประกันสุขภาพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ
ขณะเดียวกัน บริษัทจะนำแนวคิด Data Driven มาใช้ในการบริหารจัดการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการสินไหมกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์และตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการวิกฤตส่วนการพัฒนาบุคลากร บริษัทจะเน้นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านประกันภัย โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ ควบคู่กับการสร้างความผูกพันและความสุขในการทำงาน
สำหรับเป้าหมายธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 44,700 ล้านบาท เติบโตประมาณ 4% โดยแบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 39,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และเบี้ยประกันภัย Non-Motor 5,700 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10%
ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทสามารถรักษาการเติบโตและความแข็งแกร่งทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้นประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 5% จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 37,700 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยกลุ่มที่ไม่ใช่รถยนต์ 5,300 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 17%
ขณะเดียวกันบริษัทยังครองอันดับหนึ่งในตลาดประกันวินาศภัยไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 34 ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 14.6% และยังคงเป็นผู้นำตลาดประกันภัยรถยนต์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 39 ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 23% ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีสินทรัพย์รวมประมาณ 68,000 ล้านบาท เงินกองทุนราว 34,000 ล้านบาท
และมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) สูงกว่า 350% สะท้อนความมั่นคงทางการเงินและศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงในระยะยาว
เสริมนวัตกรรมเคลมสินไหมรับมือภัยพิบัติ
นายอมร กล่าวอีกว่า ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่มีความถี่มากขึ้น เราสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โดยความร่วมมือของพนักงานและผู้บริหาร ทำให้การให้บริการในภัยพิบัติต่าง ๆ ทำได้ทั่วถึงและทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม ปีนี้เรายังพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง เพราะคาดว่าภัยพิบัติในปีนี้และปีถัด ๆ ไปจะรุนแรงและถี่มากขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น เพื่อรองรับทุกภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้บริษัทจะทำการเสริมนวัตกรรมเพื่อรองรับการเคลมสินไหมในกรณีภัยพิบัติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า โดยที่ผ่านมาเมื่อผู้เอาประกันไม่สะดวกไปทำเคลม ระบบจะช่วยได้มาก เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่ม capacity รองรับการตรวจสอบอุบัติเหตุในภาวะเกิดเหตุ เราจึงต้องขยายผลการใช้นวัตกรรมเหล่านี้ รวมถึงมองไปข้างหน้าเพื่อประเมินว่าภัยจะใหญ่แค่ไหน ต้องเตรียมเครื่องมือใหม่อะไรบ้าง และปรับปรุงงานด้านใดเพื่อรองรับภัยที่ใหญ่กว่าเดิมในอนาคต
“บริษัทสามารถรับมือกับสถานการณ์วิกฤตในปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ ซึ่งบริษัทได้ใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายสาขาและบุคลากรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เข้าดูแลและช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง”นายอมร กล่าว
ชี้แข่งลดราคาขายรถEVเสี่ยงเกิดเหตุฉ้อฉล
แนวโน้มรถ EV และเบี้ยประกัน เรื่องเบี้ยขึ้นอยู่กับรุ่นและประเภท เพราะค่าซ่อม ค่าแรง และค่าอะไหล่ของแต่ละยี่ห้อไม่เท่ากัน บริษัทพร้อมรับเสมอ แต่ต้องลงรายละเอียด และพูดคุยกับผู้ผลิตเรื่องค่าแรงค่าอะไหล่ เพื่อกำหนดเบี้ยที่เหมาะสม โดยภาพรวมเบี้ย EV แพงกว่าเบี้ยรถสันดาประมาณ 20% แต่ภาพรวมตอบยาก เพราะยอดขายรถ EV แกว่งตามแต่ละยี่ห้อ ต้องรอดูตัวเลขปิดงวดก่อน
ส่วนเรื่องรถ EV ลดราคา กระทบการรับประกันปีถัดไปแค่ไหน เป็นความเสี่ยงที่ต้องดูแลให้การพิจารณาสินไหมเป็นธรรม เพราะหากราคารถลดลงต่ำกว่าทุนประกันเดิม จะเกิดความเสี่ยง และอาจมีมิจฉาชีพบางส่วนหวังทำกำไรจากประกัน จนอาจนำไปสู่การฉ้อฉลหรือชนเพิ่มขึ้น จึงต้องเตรียมรับมือในการพิจารณาและบริหารความเสี่ยง
เดินหน้าประกันเดินทาง-บุคคล พร้อมดันประกันทรัพย์สินรับดีมานด์หลังภัยพิบัติ
ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญยังมุ่งเน้นประกันเดินทาง และขยายผลิตภัณฑ์กลุ่ม personal line ต่อเนื่อง รวมถึงให้ความสำคัญกับประกันภัยทรัพย์สิน เพราะจากสถานการณ์ที่ผ่านมา ภัยพิบัติทำให้ลูกค้าตื่นตัวและต้องการประกันทรัพย์สินมากขึ้น โดยบริษัทศึกษาผลิตภัณฑ์และหาประกันภัยต่อเพื่อรองรับ
ขณะที่โปรดักต์สุขภาพ/ตัวเลือกช่วยลดเบี้ย โดยภาพรวมยังแบ่งเป็น 2 แบบหลัก คือ เหมาจ่ายต่อปี และเหมาจ่ายแบบต่อครั้ง พร้อมเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า เช่น การรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรก (deductible) และ copayment เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระจาก medical inflation ซึ่งเมื่อใช้ copayment และ deductible ร่วมกัน เบี้ยสามารถลดลงได้ถึง 60% ช่วยแบ่งเบาภาระในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และช่วยบริษัทด้วยเช่นกัน


