xs
xsm
sm
md
lg

KTBSTMR’ จ่ายผลตอบแทน 0.1513 บาทต่อหน่วยเดินหน้ารุกสินทรัพย์ที่สร้างการเติบโตให้ผู้ถือหน่วย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กองทรัสต์ KTBSTMR’ เตรียมจ่ายประโยชน์ตอบแทนไตรมาส 4 ปี 2568 ในอัตรา 0.1513 บาทต่อหน่วยทรัสต์ มูลค่ารวม 45.62 ล้านบาท รวมทั้งปีจ่ายผลตอบแทน 188.35 ล้านบาท ผู้ถือหน่วยเตรียมรับเงินวันที่ 26 มี.ค. เผยปี 2569 เดินหน้าเชิงรุกลงทุนสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ สร้างการเติบโต มอง ดาต้าเซ็นเตอร์ไทยกำลังเติบโตเร่งตัว มองสถานการณ์ตะวันออกกลางหากยืดเยื้อจะกระทบเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทยได้”
 
นายพลสิทธิ ภูมิวสนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดาโอ รีท แมเนจเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ‘DAOL REIT’  ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 ปี 2568 กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เคทีบีเอสที มิกซ์ หรือ ‘KTBSTMR’ มีรายได้รวมอยู่ที่ 88.38 ล้านบาทเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.19 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy rate) เฉลี่ยอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 94.38% เป็นผลการดำเนินงานที่สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของสินทรัพย์

กองทรัสต์จึงได้พิจารณาจ่ายประโยชน์ตอบแทนไตรมาสที่ 4/2568 สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 (ระยะเวลา 92 วัน) ในอัตรา 0.1513 บาทต่อหน่วยทรัสต์ เป็นเงินประมาณ 45.62 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนแบบปรับปรุงเต็มปี (Annualized) ที่ 6% เมื่อเทียบกับราคาพาร์/1 หรือประมาณ 10.9% เมื่อเทียบกับราคาตลาด/2 (ราคาตลาด ณ วันที่ 26 ก.พ. 2569 ที่ 5.55 บาท/หน่วย) โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนในวันที่ 12 มี.ค. 2569 และกำหนดจ่ายประโยชน์ตอบแทน ในวันที่ 26 มี.ค. 2569
ส่งผลให้ทั้งปี 2568 กองทรัสต์จ่ายผลตอบแทนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 0.6247 บาทต่อหน่วย หรือจำนวน 188.35 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งปีที่ประมาณ 6.25% เมื่อเทียบกับราคาพาร์/3 ขณะเดียวกันหากพิจารณาการจ่ายประโยชน์ตอบแทนของกองทรัสต์ KTBSTMR ตั้งแต่การจัดตั้งกองทรัสต์เมื่อเดือน พ.ย. 2564 จนถึงงวดปัจจุบัน กองทรัสต์ได้มีการจ่ายผลตอบแทนรวมเป็นจำนวนเงินถึง 2.8437 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ ในด้านการบริหารจัดการทางการเงิน กองทรัสต์ได้กันเงินเพื่อสำรองการจ่ายคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2568เป็นต้นไป ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอนาคต อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยในระยะยาว และลดอัตราส่วนการกู้ยืม (สัดส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยจ่าย (interest-bearing debt) ต่อมูลค่าสินทรัพย์รวม (TAV)) เมื่อกองทรัสต์สามารถชำระคืนเงินกู้ได้ครบถ้วน รายได้จากทรัพย์สินจะไม่ถูกนำไปใช้ในการชำระหนี้อีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ผลกำไรสุทธิของกองทรัสต์เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะสามารถจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้นได้ในอนาคต
 
แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ปี 2569
นายพลสิทธิ มองแนวโน้มในปี 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญกับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯและการชะลอตัวของอุปสงค์โลกรวมถึงปัจจัยภายในประเทศที่จะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค การชะลอการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยภาพรวมอยู่ในช่วงของการปรับสมดุล บางกลุ่มสินทรัพย์เริ่มเห็นการเติบโตในระดับปกติหลังจากขยายตัวต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า บางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานใหม่และกำลังซื้อที่เปราะบาง โดยพิจารณาประเภททรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการกองทรัสต์ KTBSTMR ดังนี้

1.) ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ในปี 2569กลุ่มคลังสินค้าและโรงงานยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในพอร์ต แม้อัตราการเติบโตของการซื้อขายที่ดินอุตสาหกรรมและการขยายพื้นที่เช่าจะเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ ปัจจัยสนับสนุนยังคงมาจากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ภูมิภาคและการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการรายเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก อัตราการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคลังสินค้าโลจิสติกส์สมัยใหม่อาจเห็นอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตราการเช่าในบางทำเล กองทรัสต์จึงมุ่งเน้นการรักษาฐานผู้เช่าหลัก การต่อสัญญาเช่าล่วงหน้า และการคัดเลือกผู้เช่าที่มีความมั่นคงทางการเงิน เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอในระยะยาว
 
2.) ตลาดอาคารสำนักงาน มีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงของการทรงตัว โดยปริมาณอุปทานใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แนวโน้มการย้ายสำนักงานไปสู่อาคารคุณภาพสูงยังคงดำเนินต่อ ส่งผลให้อาคารที่มีมาตรฐานสูงสามารถรักษาอัตราการเช่าได้ดี ขณะที่อาคารรุ่นเก่าเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันมากขึ้น กองทรัสต์มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพพื้นที่เช่าการบริหารความสัมพันธ์กับผู้เช่าอย่างใกล้ชิด และการปรับปรุงอาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
 
3.) ภาคค้าปลีก ในปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อภายในประเทศที่เปราะบาง และอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในระดับสูง ส่งผลให้อัตราการเช่าเฉลี่ยปรับลดลงจากปี 2568 อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เช่าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และแฟชั่นจากต่างประเทศยังคงมีความสนใจขยายสาขาในประเทศไทย โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและโครงการที่มีจุดเด่นชัดเจน กองทรัสต์ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างผู้เช่า (tenant mix) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของโครงการ

4.) ภาคอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ของไทยกำลังเข้าสู่ “เฟสเติบโตเร่งตัว” (Acceleration Phase) อย่างชัดเจนในปี 2569 จากแรงผลักเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ความต้องการด้าน AI/Cloud และการลงทุนจากผู้ให้บริการรายใหญ่ (Hyperscalers) ทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค (Regional DC Hub) เคียงคู่สิงคโปร์และมาเลเซีย โดยเฉพาะหลังจาก BOI และนโยบายรัฐผลักดันธุรกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ
 
“โดยรวมกองทรัสต์ได้ติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิดและดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาเสถียรภาพของกระแสเงินสดและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยผ่านการรักษารายได้ ค่าเช่าและค่าบริการ การบริหารความสัมพันธ์กับผู้เช่าอย่างใกล้ชิด การควบคุมต้นทุน และการปรับปรุงคุณภาพทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อประโยชน์แก่กองทรัสต์และผู้ถือหน่วยของกองทรัสต์ สำหรับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง กองทรัสต์คาดว่าหากสถานการณ์จบได้ในช่วงภายใน 1 เดือน ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อกองทรสัต์มากนัก แต่หากสถานการณ์มีการยืดเยื้ออาจจะส่งผลกระทบมาถึงเศรษฐกิจของไทยโดยเฉพาะเรื่องของราคาพลังงานที่อาจจะมีผลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของผู้เช่าได้ อย่างไรก็ดี กองทรัสต์จะจับตาดูถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว” นายพลสิทธิ กล่าว
 
สนับสนุน ESG และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน
นายพลสิทธิ ยังกล่าวว่า กองทรัสต์ KTBSTMRยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลควบคู่กับบริหารสินทรัพย์ มีการดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บนพื้นที่ดาดฟ้าของโครงการซัมเมอร์ฮิลล์และ โครงการซัมเมอร์ฮับ แล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยโครงการซัมเมอร์ฮิลล์ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้วกว่า 114.76 MWh และคาดว่าในรอบ 12 เดือนแรกจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 252.00 MWh ส่วนโครงการซัมเมอร์ฮับ ปัจจุบันผลิตไฟฟ้าได้แล้วกว่า 37.05 MWh และคาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 83.00 MWh ต่อปี ของกำลังการผลิตของแต่ละโครงการ  

นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าของกองทรัสต์แล้ว ระบบดังกล่าวจะยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ประมาณ 60,000 กิโลกรัมต่อปี (kg CO2) นับตั้งแต่ติดตั้งระบบ Solar Roof Energy ของทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จ รวมถึงยังสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทียบเท่าการใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้เชื้อเพลิงกว่า 430,000 กิโลเมตร
นอกจากนี้กองทรัสต์ได้เข้าร่วมโครงการของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) เกี่ยวกับการใช้บริการ QR Code Sealer ในการส่งเอกสารการประชุมให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์สำหรับทุกๆ การประชุม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้กระดาษ ส่งผลให้ต้นทุนด้านการพิมพ์ลดลง รวมถึงได้รับส่วนลดค่าบริการการเป็นนายทะเบียนรายปีเป็นระยะเวลา 3 ปีด้วย โดยการลดการใช้กระดาษถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยทรัสต์และสังคมโดยรวมในระยะยาว
สำหรับในอนาคต กองทรัสต์มีแผนที่จะขยายการติดตั้งระบบพลังงานสะอาดไปยังทรัพย์สินอื่นในกองทรัสต์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ พร้อมสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน (Sustainable Return) ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล