นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า แม้ในช่วงปลายปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาคส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความเปราะบางเชิงโครงสร้างของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะทิศทางนโยบายการเงินที่เริ่มผ่อนคลายผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประคองบรรยากาศการลงทุนในช่วงปลายปี นอกจากนี้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้านยังช่วยเสริมสภาพคล่องในระบบ และสนับสนุนเสถียรภาพโดยรวมของตลาดการเงิน แต่ท่ามกลางบริบทที่ท้าทายดังกล่าว สินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดอย่างกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้การบริหารของ SCBAM ยังคงสามารถสร้างโอกาสรับรายได้สม่ำเสมอและจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งของคุณภาพสินทรัพย์ในยามเศรษฐกิจผันผวน โดยไตรมาสที่ 4/2568 คณะกรรมการการลงทุนได้อนุมัติจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนสำหรับรอบการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 3 กองทุนโดยมี กองทุน POPF (กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไพร์มออฟฟิศ) จ่ายเงินปันผลในอัตรา0.2150 บาท/หน่วย(*)
กองทุน DIF (กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล) จ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.2222 บาท/หน่วย(*) โดยปิดสมุดลงทะเบียนทั้ง 2 กองทุนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 และกองทุน CPNCG (กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN คอมเมอร์เชียล โกรท) จ่ายเงินคืนทุนในอัตรา 0.2260 บาท/หน่วย(*) โดยปิดสมุดลงทะเบียนกองทุนเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทั้ง 3 กองทุนมีกำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ลงทุนในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ของ SCBAM 2 กองทุน มีกำหนดจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในไตรมาสที่ 4/2568ได้แก่ กองทุน POPF ที่ลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารสำนักงาน 2 แห่ง อาคารสมัชชาวาณิช 2 และอาคารบางนา ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลธุรกิจสำคัญที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ซึ่งมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.2150 บาท/หน่วย นับเป็นครั้งที่ 4 ของปี และนับเป็นครั้งที่ 59 ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 6 มีนาคม 2569และอีกกองทุน คือ กองทุน CPNCG มีรายได้จากการลงทุนในสิทธิการเช่าของอาคารสำนักงานเกรดเอ บริเวณศูนย์การค้าในเครือบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ย่านปทุมวัน โดยมีกำหนดจ่ายเงินคืนทุน 0.2260 บาท/หน่วย เป็นเงินจำนวน 96,420,415 บาท จากกรณีที่กองทุนมีขาดทุนที่เกิดจากการลดลงของการประเมินมูลค่าทรัพย์สินซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ได้มีกระแสเงินสดจ่ายออกไปจริง เนื่องจากในเดือนธันวาคม 2568 ผู้เช่ารายใหญ่ 1 รายสิ้นสุดการเช่าพื้นที่สำนักงาน ส่งผลให้รายได้ของกองทุนรวม CPNCG มีแนวโน้มปรับลดลงในช่วงระหว่างการสรรหาผู้เช่ารายใหม่ โดยทางบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้บริหารทรัพย์สินของกองทุน อยู่ในระหว่างดำเนินการเจรจาและคัดเลือกผู้เช่าทดแทนอย่างเหมาะสม เพื่อให้การใช้ประโยชน์พื้นที่กลับเข้าสู่ระดับปกติในระยะถัดไป ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการจ่ายประโยชน์ตอบแทนของกองทุนในช่วงรอยต่อดังกล่าว กองทุนรวม CPNCG ที่ซึ่งทรัพย์สินหลักของกองทุนพึ่งปรับปรุงครั้งใหญ่แล้วเสร็จในปี 2565 และปรับปรุงครั้งย่อยในปี 2567 และยังมีเงินสำรองอยู่ในระดับพอเพียง ได้พิจารณาชะลอการเก็บเงินสำรองเพื่อการซ่อมแซมเพิ่มเติม ในช่วงรอยต่อการหาผู้เช่าทดแทน โดยการลดทุนครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 ของปีและเป็นครั้งที่ 12 ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน กำหนดจ่ายลดทุนในวันที่ 6 มีนาคม 2569
ในขณะเดียวกัน กองทุน DIF กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินโทรคมนาคม มีรายได้หลักจากการให้เช่าโครงข่ายโทรคมนาคม เช่น เสาสัญญาณและสายใยแก้วนำแสงแก่กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน (TRUE) โดยไตรมาส 4/2568 มีกำหนดจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.2222 บาท/หน่วย นับเป็นครั้งที่ 4 ของปี และครั้งที่ 48 นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 9 มีนาคม 2569
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวนต่อเนื่อง การคัดเลือกสินทรัพย์ที่สามารถสร้างโอกาสกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอและมีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารความเสี่ยงของผู้ลงทุน ซึ่งกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้การบริหารของ SCBAM ได้พิสูจน์ถึงโอกาสความสม่ำเสมอและต่อเนื่องของผลตอบแทนในทุกสภาวะตลาด พร้อมสะท้อนถึงคุณภาพของสินทรัพย์ที่สามารถยืนหยัดผ่านความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนเพื่อเป้าหมายการลงทุนได้ในระยะยาว


