นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติทั่วไปของเวียดนาม (GSO) ระบุว่า GDP ในปี 2568 เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 8.02% ขณะที่ในปี 2569 สภาแห่งชาติเวียดนามมั่นใจเดินหน้าตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่ 10% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานจาก Bloomberg ที่ระบุว่าเวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง Semiconductor แห่งใหม่ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นของตลาดการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตค่าแรงถูกสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีโลก จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดการลงทุนในเวียดนามมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงได้เปิดเสนอขาย กองทุนเปิดเคแทม VN DIAMOND (KT-VNDIAMOND) (ความเสี่ยงระดับ 6)เปิดเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 4 – 10 มี.ค. 69 นี้
กองทุน KT-VNDIAMOND เป็นกองทุนที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบเชิงรับ (Passive Investing) โดยเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน DCVFMVN Diamond ETF(กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของ NAV โดยกองทุนหลักจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ (HOSE) ประเทศเวียดนาม และเน้นสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานของดัชนี VNDIAMOND Index ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิง
สำหรับดัชนี VNDIAMOND Index เป็นดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในหลักทรัพย์นครโฮจิมินห์ (HOSE) ซึ่งผ่านเกณฑ์การพิจารณาทางด้านต่างๆ เช่น เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด เกณฑ์สภาพคล่อง และเกณฑ์สัดส่วนการถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ จะพิจารณาจากหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนการถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Ownership) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของสัดส่วนที่นักลงทุนชาติสามารถถือครองได้ หรือเกณฑ์คุณภาพของหลักทรัพย์ (โดยพิจารณาจากค่า P/E ของหลักทรัพย์ เมื่อเทียบกับค่า P/E โดยเฉลี่ยของกลุ่มหลักทรัพย์) ทั้งนี้ กองทุน KT-VNDIAMOND จึงช่วยเปิดโอกาสการลงทุนในหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นเวียดนาม ที่ปัจจุบันติดเรื่อง Foreign Ownership Limit (FOL) หรือติดข้อจำกัดการถือครองสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68 กองทุนรวมหลักได้มีการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มบริษัทชั้นนำในประเทศเวียดนาม โดยลงทุนในหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่FPT กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศเวียดนาม, MWG ผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ทโฟนรายใหญ่ในเวียดนาม, PNJ ผู้ผลิตและค้าปลีกเครื่องประดับชั้นนำของประเทศเวียดนาม, Techcombank และACB ธนาคารเอกชนชั้นนำในเวียดนาม โดยกองทุนหลักได้กระจายสัดส่วนการลงทุนในรายอุตสาหกรรม ใน Bank 38%, Retailing 25.6%, IT 16.3%, Residential 6.8% และ Transportation 5.5% (ที่มา: ข้อมูลจากDragon Capital ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68) หมายเหตุ สัดส่วนการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนหลัก
"นอกจากปัจจัยมหภาคที่แข็งแกร่งแล้ว ประเด็นเชิงลบต่างๆ ในประเทศเวียดนามก็ได้เริ่มคลี่คลายลง เช่น กรณีปัญหาการไม่สามารถชำระหนี้ และการใช้เงินลงทุนผิดวัตถุประสงค์ของบางบริษัท รวมถึงความคืบหน้าในการปราบปรามการทุจริตที่มีรายงานออกมาในทิศทางที่ดีในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้ง ได้มีการคาดการณ์ว่า ในสิ้นปี 2026 นี้ เวียดนามจะมีประมาณการการเติบโตของกำไร(Earnings Growth) และ GDP Growth ที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค จึงเป็นจังหวะที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างโอกาสการลงทุนในตลาดที่เติบโตเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคอย่างประเทศเวียดนาม ผ่านกองทุนที่เน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี” นางชวินดา กล่าว


