SCBAM ตั้งเป้า AUM ปีม้าทองแตะ 2 ล้านล้านบาท หลังสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 1.98 ล้านล้านบาท ครองส่วนแบ่งตลาด 19.19% พร้อมเร่งปรับโฉมแอปเปิดบัญชีได้บนมือถือภายในปลายเดือนนี้ หนุนเปิดบัญชีเร็วขึ้นดันยอดนักลงทุนแตะ1ล้านราย มองหุ้นไทยฟื้นรับความหวังหลังเลือกตั้งและนโยบายรัฐ หากมาตรการชัด-ถูกใจนักลงทุน มีโอกาสเห็นเงินทุนไหลเข้าเพิ่ม ดันดัชนีขึ้นทดสอบ 1,570–1,600 จุด
นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ไทยพาณิชย์ จำกัด(SCBAM) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าปีนี้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ (AUM) น่าจะปรับตัวขึ้นไปแตะที่ระดับ 2 ล้านล้านบาทได้ ส่วนจำนวนลูกค้าที่ 1 ล้านรายเชื่อว่าจะมีโอกาสใกล้เคียงกับที่ตั้งเป้าไว้ในปี2570 เนื่องจากการให้บริการเปิดบัญชีใหม่มีการพัฒนาผ่านระบบออนไลน์ได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีAUM ณ สิ้นปี 2568 มูลค่ารวมกว่า1,981,909 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 19.19% โดยแบ่งออกเป็น
1. ธุรกิจกองทุนรวม (MF; Mutual Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 1,127,215 ล้านบาท คิดเป็น 17.45% 2 กลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (PF; Private Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 652,538 ล้านบาท คิดเป็น 28.77% และ 3 กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD; Provident Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 202,156 ล้านบาท คิดเป็น 12.62% (ที่มา: สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568)
“ปีนี้ตลาดเริ่มกลับมาดีขึ้นป้าหมาย AUM ปีนี้ มีโอกาสที่จะแตะ 2 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ ส่วนลูกกค้าไปที่ 1 ล้านราย ปัจจุบันอยู่ประมาณ 8 แสนก็เกือบแล้ว และเรากำลังปรับโฉมแอป เพื่อให้สามารถเปิดบัญชีได้เลยบนแอป คาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายเดือนนี้ ทำให้ระยะเวลาในการเปิดบัญชี และจำนวนผู้ใช้งานที่ใช้งานจริงเพิ่มขึ้นได้เร็วขึ้น สมัครง่ายขึ้น อยู่ที่ไหนก็สมัครได้เลย แต่ก่อนต้องยืนยันตัวตนและตรวจสอบ 2–3 วัน ปีนี้พยายามทำให้สะดวกขึ้น“
กล่าวอีกว่า บริษัทมุ่งหวังที่จะผลักดันAUNสู่ระดับเกิน 2 ล้านล้านบาทอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมวินัยการออมระยะยาวและการสร้างรากฐานทางการเงินให้กับนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่ม XS Investors ภายใต้แนวคิด “Wealth for Everyone” ทั้งนี้ SCBAM มุ่งพัฒนาโซลูชันการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางตลาดและความต้องการของผู้ลงทุนทุกระดับ ด้วยการใช้ข้อมูลที่แม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อส่งมอบประสบการณ์การลงทุนที่ยั่งยืน ควบคู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและปลอดภัย เสริมความแข็งแกร่งด้าน Cyber Security และพัฒนาศูนย์บริการผู้ลงทุนและช่องทางดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการ
ขณะเดียวกัน SCBAM ยังคงเดินหน้าสร้างนวัตกรรมการลงทุนทั้งสินทรัพย์ดั้งเดิมและทางเลือกอย่างต่อเนื่อง ผสานเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดพอร์ตและสนับสนุนผลตอบแทนระยะยาว ภายใต้การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มแข็ง เพื่อรองรับการเติบโตในทุกมิติ สะท้อนความเป็น “The Best Fund House” อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ลุ้นหุ้นไทย1,600 รับนโบายรัฐ-จ่อปรับคาดการณ์ผลประกอบการ บริษัทจดทะเบียน
ด้าน นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า
หลังการเลือกตั้งมา ตลาดมีความคาดหวังกลับเข้ามาค่อนข้างมาก จาก 2 เรื่องหลัก คือ
1. ผลเลือกตั้งออกมาในลักษณะแลนด์สไลด์
2. การจับมือจัดตั้งรัฐบาล แม้วันนี้อาจยังไม่ได้ “สะเด็ดน้ำ” ทั้งหมด แต่ภาพรวมถือว่ามีความรวดเร็วเพราะฉะนั้น ความหวังจึงกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างชัดเจน
ทั้งนี้ตามสถิติทั่วไป หลังการเลือกตั้งประมาณ 1 เดือน ตลาดมักจะปรับขึ้น ซึ่งรอบนี้ก็ถือว่าเป็นไปตามคาด โดยดัชนีขึ้นมาที่บริเวณ 1,470 จุด
ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามสมมุติฐานในกรณีที่EPS Growth ปีนี้อาจไม่ได้สูงมากนัก โดยถ้าใช้ EPS ที่ประมาณ 97 หรือP/Eประมาณ 15.1 เท่า ก็จะได้ดัชนีราว 1,470 จุด
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตลาดจับตาอยู่ต่อจากนี้ คือ นโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งถ้านโยบายที่ออกมาถูกใจนักลงทุน และมีมาตรการที่จับต้องได้ ก็มีโอกาสเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดไทยได้มากขึ้น
ซึ่งถ้าย้อนกลับไปปี 2022 จะเห็นว่าเงินทุนไหลเข้าไทยค่อนข้างมาก จนทำให้ตลาดไทยสามารถซื้อขายที่ระดับ PE ประมาณ 16 เท่าได้
ดังนั้นภาพลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้อีกครั้งในปีนี้ ดัชนีอาจมีโอกาสไปได้ถึง 1,570 จุด หรือแตะระดับ1,600จุดได้ โดยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
นโยบายรัฐบาลชุดใหม่ออกมาถูกใจนักลงทุน
และมีมาตรการหรือโครงการที่เปิดตัวแล้วจับต้องได้จริง จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งกับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ
“ตอนนี้เรามองว่าหุ้นไทยในระดับต่ำกว่า 1,270 จุด น่าจะเป็นไปได้ยากค่ะเพราะอย่างที่เคยคุยกันว่า ตลาดหุ้นไทยซึมมานานพอสมควรแล้ว และในเชิงมูลค่า (Valuation) หลายส่วนก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างรองรับได้ส่วนคำถามเรื่อง “จะมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่” นั้น ต้องเรียนว่า ไม่ได้อยู่ในสมมติฐานหลัก (Scenario) ของเรา เพราะเรามองว่าทุกฝ่ายน่าจะพยายามเดินหน้าให้เกิดความต่อเนื่อง เนื่องจากหากไม่เป็นเช่นนั้น จะกระทบหลายเรื่อง ทั้งงบประมาณและนโยบายต่าง ๆ ที่ยังรออยู่”
นอกจากนี้หลังจากที่ตลาดปรับขึ้นมาแรงแล้ว ขั้นต่อไปคือหน้าตารัฐบาล และนโยบายรัฐบาลโดยเฉพาะเป้าหมายที่อยากให้เศรษฐกิจไทยโต 3% หลังจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หากรัฐบาลอยู่ครบเทอม จะทำได้มากน้อยแค่ไหนเรื่องนี้จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างชาติ และถ้าดูตัวเลขเงินทุนต่างชาติ ปีนี้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน เงินทุนไหลเข้ามาประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือราว 0.4% ของมาร์เก็ตแคปประมาณเทียบกับปี 2022 ซึ่งตอนนั้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดเด่น เงินทุนไหลเข้าประมาณ มากกว่า 1% ของมาร์เก็ตแคป หรือเกือบ 200,000 ล้านบาท ก็มีโอกาสที่ต่างชาติจะเข้าลงทุนในหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอีกต่อจากนี้


