โดย อำพร จันทรานุกูล
บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะแต่งตั้งนายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขึ้นเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนถัดไป หลังวาระของนายเจอโรม พาวเวล สิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2569 ทำให้ นักลงทุนทั่วโลกจับตาว่า แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้ผู้นำเฟดคนใหม่จะเป็นไปในทิศทางใด เพื่อวางกลยุทธ์และจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสม เนื่องจากนายเควิน วอร์ช มีแนวคิดสนับสนุนให้เฟด “ลดดอกเบี้ย” โดยไม่ต้องกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่ใส่จากมาตรการภาษีนำเข้า เนื่องจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพทางการผลิต ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีขึ้นโดยไม่สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
คำถามจึงตามมาว่า AI ลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้จริงหรือไม่? งานวิจัยและรายงานล่าสุดสะท้อนมุมมองที่หลากหลาย แต่ชี้ให้เห็นว่า AI สามารถทำให้เงินเฟ้อลดลงและเพิ่มขึ้นได้ ดังนี้
1) AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ทำให้เงินเฟ้อต่ำลง
รายงานของ World Economic Forum ในหัวข้อ Chief Economist’s Outlook (2026) ระบุว่า AI สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดย EY-Pathenon ประเมินว่า AI สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานขึ้น 1.5%–3% ภายในทศวรรษหน้า และเริ่มเห็นผลตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่ใช้งานจริง โดยหลายองค์กรใช้ AI เพื่อลดเวลาในงานวิเคราะห์ เอกสาร และงานเชิงความรู้ต่าง ๆ ขณะเดียวกัน งานวิจัยของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) เรื่อง The impact of artificial intelligence on output and inflation” Aldasoro et al., 2024 รายงานว่า เมื่อ AI ถูกนำไป ใช้อย่างแพร่หลาย ผลผลิตการบริโภค และการลงทุน จะเพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ มีแนวโน้มทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงในระยะเริ่มต้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอุปทานเกิดเร็วกว่าการปรับตัวของอุปสงค์ ซึ่งทั้งสองการศึกษามีข้อสรุปที่สอดคล้องกัน คือ AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการลดลงในระยะเริ่มต้น ต้นทุนแรงงานที่ลดลงเร็วกว่าการปรับตัวของอุปสงค์ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในทิศทางลดลง (Disinflation)
2) การลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
อีกด้านหนึ่ง AI กระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซิร์ฟเวอร์ ชิป คลาวด์ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน สร้างแรงส่งสำคัญต่ออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ จากรายงานของ World Economic Forum ในหัวข้อ Chief Economist’s Outlook (2026) ระบุว่า แม้ว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ แต่ในช่วงเริ่มต้นของ การเปลี่ยนผ่านสู่ AI การลงทุนจำนวนมากทำให้ความในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นเร็วกว่าผลของผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1–0.25% ในทศวรรษหน้า เนื่องจากความต้องการลงทุนในเทคโนโลยี มีน้ำหนักมากกว่า ผลจากการประหยัดต้นทุนในช่วงแรก โดยเฉพาะในช่วงแรกของการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI นอกจากนี้ รายงานของ Bank of America Institute หัวข้อ “Economic shifts in the age of AI” (Bank of America Institute, 22 ตุลาคม 2025) พบว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ช่วยจีดีพีของสหรัฐฯ ในปี 2568 ถึง 1.3% ในไตรมาส 2 และยังมีข้อมูลบ่งชี้ว่าธุรกิจขนาดเล็กเพิ่มการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสูงถึง 6.9% (yoy) สะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง อาจทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจร้อนแรงขึ้นและผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลา
จากมุมมองเหล่านี้จะเห็นว่า ผลของ AI ต่อเงินเฟ้อยังไม่อาจสรุปได้ชัดเจนในระยะสั้น เนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ เช่น ต้นทุนการลงทุนเบื้องต้น การกระจุกตัวของรายได้ โครงสร้างอุตสาหกรรม และผลกระทบต่อแรงงานในช่วงเริ่มต้น ทำให้แม้ AI จะมีแนวโน้มช่วยลดเงินเฟ้อ แต่ก็ยังยากที่จะระบุช่วงเวลาที่ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้เกิดมุมมองต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แตกต่างกันไป ดังนั้น นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามปัจจัยที่ส่งผลต่อ ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งการส่งสัญญาณ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะแนวคิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต้องยอมรับ ว่าการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีอิทธิพลต่อสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลก แต่ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ นักลงทุนจึงควรศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์ลงทุน เพื่อจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด และระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้


