อเบอร์ดีนมองหุ้นไทยลุ้นแตะ 1,450–1,500 จุด P/E 15.5–16 เท่า คาดกำไรต่อหุ้นปี 2026 อยู่ราว 94 บาท ระบุไทยอาจเปลี่ยนเป็นตลาดที่มีกำไรเติบโตได้ หากนโยบายรัฐชัดเจนขึ้น หลังบรรยากาศลงทุนไทยเริ่มกลับมามีเสถียรภาพหลังเลือกตั้ง หนุนความเชื่อมั่นและโอกาสรีเรทติ้งตลาดแนะจัดพอร์ตสมดุล เน้นหุ้นคุณภาพสูง ปันผลดี พร้อมกระจายสู่หุ้น Defensive และกลุ่มได้อานิสงส์นโยบายรัฐ
นางสาวดวงธิดา แซ่แต้, Deputy Head of Thai Equities, Aberdeen Investment - Thailand, กล่าวว่า “ภายใต้บรรยากาศการลงทุนที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องความล่าช้าทางนโยบายและสร้างความต่อเนื่องต่อการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่
ความเห็นส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของตลาดหุ้นไทย (SET) ปี2026 จะอยู่ที่ 94 บาท และคาดการณ์ P/E 2026 จะอยู่ในกรอบ 15.5 - 16 เท่า จึงทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นกลับไปบริเวณค่าเฉลี่ยเดิมที่ 1,450-1,500 จุด ขณะที่ปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ย การค้าโลก ภาษีการค้า และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ยังคงเป็นตัวกำหนดระดับความเสี่ยงและทิศทางของกระแสเงินทุนจากต่างชาติ
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ต่างชาติมองไทยเป็นตลาดหุ้นเน้น “หุ้นคุณค่า ที่ราคาซื้อขายอยู่ในระดับ ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง ไม่ค่อยมีกำไรเติบโตมากนัก เงินที่เข้ามาส่วนใหญ่จึงอยู่ในกองทุนที่เน้นเงินปันผลเป็นหลัก
แต่ปีนี้ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ถ้ามีความชัดเจนเรื่องจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ไทยจะเริ่มถูกมองเป็นหุ้นที่มีกำไรเติบโตได้ โดยในภาพรวมเอเชีย/อาเซียน ถือว่าราคาถูก แต่ไม่ค่อยมีการเติบโต
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไทยมีเสถียรภาพรัฐบาลและ ความชัดเจนทางนโยบายเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคายังถูกเราจึงมองว่ายังน่าสนใจ แต่ยังต้องขอความชัดเจนเพิ่มอีกนิดก่อนพิจารณาปรับน้ำหนักการลงทุน
ก่อนหน้านี้ ลดสัดส่วนลงทุนในหุ้นไทย”ลงอยู่พักหนึ่ง เพราะ ความชัดเจนของการเติบโตกำไรของประเทศอื่นดูดีกว่า เช่น เกาหลี ไต้หวัน รวมถึงจีนที่มีเรื่องราว/ปัจจัยหนุนชัดเจนกว่าอย่างธีม AI และระดับราคาหุ้นที่ยังไม่แพงแต่ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา กองทุนสาย เน้นปันผลกลับ เพิ่มสัดส่วนลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น เพราะหุ้นกลุ่มธนาคารของไทยเคยให้ อัตราปันผลประมาณ 7–8% ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยต่อจากนี้คงต้องดูคความชัดเจนของสเถียรภาพรัฐบาลและนโยบายที่ชัดเจนกว่านี้ก่อนปรับน้ำหนัก“
นางสาวดวงธิดา บอกอีกว่า กลุ่มอุตสาหกรรมบางส่วนมีโอกาสได้ประโยชน์ หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เกิดผลได้จริง เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ กลุ่มพาณิชย์ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ภาคครัวเรือน และ กลุ่มธนาคารและการเงิน จากนโยบายพักหนี้และการลดค่าครองชีพ เช่น ค่าไฟ
นอกจากนี้เรามองว่าการกระจายความเสี่ยงไปยัง กลุ่มหุ้นดีเฟนซีฟ (Defensive Stocks) ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มักสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดีกว่า ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความมั่นคง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน โทรคมนาคม รวมถึงบางบริษัทในกลุ่มการเงินที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ซึ่งยังคงเป็นตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการจ่ายเงินปันผลในระดับที่ดี นอกจากนี้ กลุ่มหุ้นส่งออก ซึ่งมีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวอย่างชัดเจน ก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นในช่วงนี้เช่นกัน”
อเบอร์ดีนยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น พร้อมจัดพอร์ตแบบสมดุล ระหว่าง ‘หุ้นเติบโต’ โดยเลือกเฉพาะบริษัทที่มีความสามารถในการคาดการณ์กำไร และ ‘หุ้นอิงกับเศรษฐกิจในประเทศ’ ที่ได้แรงหนุนระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หุ้นขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าในช่วงหลังการเลือกตั้ง ขณะที่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งความคืบหน้าในการอนุมัติงบประมาณ และพัฒนาการด้านนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะชัดเจนและเดินหน้านโยบายได้ต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากเป็นปัจจัยกำหนดว่าควรเพิ่มหรือลดความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นไทยในแต่ละช่วงเวลา
“เรามีมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นไทยระยะสั้น แต่การลงทุนยังคงต้องเน้นสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตลงทุน และคัดเลือกหุ้นรายตัวอย่างพิถีพิถัน โฟกัสหุ้นคุณภาพสูง ที่ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ สำหรับการเสริมความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน เราแนะนำให้พิจารณากระจายการลงทุนบางส่วนไปยังตลาดเกิดใหม่เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางความคืบหน้าทางการเมืองและงบประมาณที่ยังต้องติดตามและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังฟื้นไม่เต็มที่” ดวงธิดา กล่าว
กองทุนแนะนำ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สยามลีดเดอร์ส (ABSL)
กองทุนเปิดอเบอร์ดีน สยามลีดเดอร์ส (ABSL) ความเสี่ยงระดับ 6 มุ่งคัดสรรหุ้นไทยขนาดใหญ่และคุณภาพสูง เน้นบริษัทที่พื้นฐานแข็งแกร่ง เติบโตต่อเนื่อง และอยู่ในกลุ่ม 150 บริษัทชั้นนำที่มี Market Cap สูงสุด ของตลาดหุ้นไทย เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและผลประกอบการสม่ำเสมอจากผู้นำในอุตสาหกรรม
กองทุนแนะนำ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกรท (ABG)
กองทุนเปิดอเบอร์ดีน โกรท (ABG) ความเสี่ยงระดับ 6ลงทุนในหุ้นไทยทุกขนาด โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อคัดเลือกหุ้นคุณภาพเข้าพอร์ต โดยเน้นบริษัทที่มีโอกาสเติบโตสูงและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เหมาะกับนักลงทุนที่มองการเติบโตของพอร์ตในระยะกลาง–ยาวผ่านหุ้นศักยภาพสูงของไทย


