คาดธุรกิจประกันชีวิตไทยปี 69 โต 2.5–3.5% รับแรงหนุนสังคมสูงวัย ดันดีมานด์ประกันบำนาญ-ออมระยะยาวพุ่ง ขณะที่ลูกค้าเริ่มหันสนใจ “ยูนิตลิงก์” มากขึ้นหลังดอกเบี้ยต่ำ ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลก สมาคมประกันชีวิตไทยย้ำฐานะการเงินอุตสาหกรรมยังแกร่ง เงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ เผยปี 68 เบี้ยรวมทะลุ 6.76 แสนล้าน โต 3.45% โดย “ประกันสุขภาพ-โรคร้ายแรง” ยังเป็นพระเอกโตเฉลี่ย 10.5% แต่ความท้าทายหลักยังอยู่ที่เงินเฟ้อทางการแพทย์ หนี้ครัวเรือนสูง และเศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัดซึ่งกดดันตลาดประกันกลุ่มและประกันสินเชื่อ พร้อมจับตาปัจจัยเสี่ยงจากสงคราม-การค้าโลกที่กระทบราคาน้ำมัน ค่าเงิน และความเชื่อมั่นการใช้จ่ายในประเทศ.
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายก สมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตปี 2569 คาดว่าเบี้ยประกันภัยรับรวมจะเติบโตประมาณ 2.5-3.5% โดยโครงสร้างเบี้ยยังคงเป็นเบี้ยปีต่ออายุราว 70% และเบี้ยใหม่ประมาณ 30% สะท้อนความสำคัญของการรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่การขยายตลาดใหม่
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ โดยปี 2569 คาดว่าประชากรอายุเกิน 60 ปีจะมีสัดส่วนประมาณ 21% และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2572 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก จนเข้าสู่ระดับ Super Aged Society ส่งผลให้ประชาชนตระหนักถึงการวางแผนเกษียณมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบออมระยะยาวเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการมองหาความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทำให้ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ขณะที่ประกันสะสมทรัพย์แบบการันตีผลตอบแทนคงที่เริ่มชะลอ เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและอัตราดอกเบี้ย
“แม้เศรษฐกิจยังผันผวน แต่อุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง อัตราส่วนเงินกองทุนสูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำมาก สะท้อนเสถียรภาพของระบบ และความพร้อมในการเป็นกลไกสร้างความมั่นคงทางการเงินให้สังคมไทยในระยะยาว” นางนุสรา กล่าว
ส่วนทิศทางระยะถัดไปของอุตสาหกรรมประกันชีวิตจะมุ่ง 3 แกนหลัก ได้แก่ การคุ้มครองสุขภาพ การวางแผนเกษียณ และการลงทุนที่ยืดหยุ่น โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า
เบี้ยรวมปี68กว่า6.7แสนล้าน-ประกันสุขภาพโตแรงสุด
สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 2568 สามารถทำเบี้ยประกันรับรวม 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% แบ่งเป็นเบี้ยใหม่ 190,886 ล้านบาท เติบโต 3.6% เบี้ยปีแรก 127,172 ล้านบาท เติบโต 5.36% เบี้ยจ่ายครั้งเดียว 63,714 ล้านบาท เติบโต 0.25% และเบี้ยต่ออายุ 485,619 ล้านบาท เติบโต 3.4%
ทั้งนี้ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงแยังคงเป็น “พระเอก” ของตลาด เติบโตเฉลี่ยราว 10.5% จากแรงกดดันเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนหันมาบริหารความเสี่ยงด้านค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อความคุ้มครองตั้งแต่อายุยังน้อย
ด้านประกันชีวิตแบบบำนาญเติบโตเกือบ 10% ในปีที่ผ่านมา สะท้อนการวางแผนเกษียณอย่างเป็นระบบ ส่วนประกันชีวิตตลอดชีพยังเป็นฐานสำคัญในการแนบสัญญาเพิ่มเติมด้านสุขภาพ
นางนุสรา กล่าวอีกว่า ความท้าทายสำคัญในปี 2569 ยังเป็นเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่ดันต้นทุนการเคลมเพิ่มขึ้น แม้ดีมานด์ประกันสุขภาพขยายตัว แต่ส่งผลต่อการบริหารความสามารถทำกำไร ขณะเดียวกัน ภาวะหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด ยังกดดันตลาดประกันกลุ่มและประกันสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยกู้ และองค์กรควบคุมงบสวัสดิการ
“เศรษฐกิจในปัจจุบันมีแรงกดดันต่อธุรกิจ แต่เราได้ยินจากภาครัฐบางท่านเริ่มพูดถึง “สัญญาณที่ดี” และแนวคิดบางอย่างที่อยากผลักดัน ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องแบบนี้ช่วย ขับเคลื่อน sentiment ของเศรษฐกิจได้ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจไทยถ้าโตได้เกิน3%ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากบรรยายกาศทางเศรษฐกิจน่าจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นการใช้จ่ายได้”
อย่างไรก็ตามในอีกด้านต้องยอมรับว่า ปัญหาทั่วโลกมีอยู่เต็มไปหมด และประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ซึ่งวันนี้มีทั้งปัญหาสงคราม และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก รวมถึงสงครามที่เกิดขึ้นเป็นจุด ๆ ตามภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเรา
ยกตัวอย่างเช่นหากเหตุการณ์เกิดใกล้ภูมิภาคเรา ผลกระทบที่ตามมาคือเรื่อง ราคาน้ำมันและค่าขนส่ง ทำให้ ราคาทองผันผวน และ ค่าเงินผันผวน ซึ่งเราเห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอด ดังนั้นย่อมกระทบเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย
เมื่อเศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ การส่งออกซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ไทยพึ่งพาก็มีข้อจำกัด ขณะที่การท่องเที่ยวก็ไปได้แบบมีข้อจำกัดเช่นกัน แม้ไทยยังเป็นประเทศที่น่าดึงดูด และน่าจะยังรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ แต่ก็ต้องติดตามปัจจัยเหล่านี้ด้วย


