โดย คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
ปี 2026 ธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI ยังคงมีความน่าสนใจ ด้วยแรงหนุนจากความต้องการ AI ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเริ่มเห็นการนำเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้ในวงกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่หุ้น AI ความสามารถในการสร้างรายได้จาก AI (AI Monetization) และระดับมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับตึงตัว ส่งผลให้ ตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงวันที่ 27 ม.ค. 2026 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในเอเชีย
โดยดัชนี NASDAQ100 ปรับตัวขึ้น 2.7% ในขณะที่ดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น 21% และ ดัชนี Hang Seng Tech (HSTECH) ของตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 4.3% แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นเทคโนโลยีนอกสหรัฐฯ มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านมูลค่า (Valuation Risk) และเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากตลาดที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนและระดับมูลค่าตลาดที่ยังไม่ตึงตัว
เกาหลีใต้ได้ผลบวกจากวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ของชิปหน่วยความจำ
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังคงมีความโดดเด่นจากความต้องการชิป High Bandwidth Memory (HBM) สำหรับ AI Training ที่เพิ่มขึ้นตามแผนการขยายการลงทุนใน Data Center ของกลุ่ม Hyperscaler อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ในปี 2026 แนวโน้มการนำเอาโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้งาน หรือ AI Inference ที่เพิ่มขึ้น จะช่วยหนุนความต้องการชิปหน่วยความจำทั้งประเภท DRAM และ NAND ให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของ DRAM
ด้านอุปทาน การขยายกำลังการผลิตยังต้องใช้เวลา โดยโรงงานผลิตแห่งใหม่ของบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำทั้ง Samsung, SK Hynix และ Micron คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2027 ส่งผลให้อุปทานชิปหน่วยความจำในปี 2026 ยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว ประกอบกับผู้ผลิตชิปมีการโยกย้ายกำลังการผลิตไปผลิตชิปหน่วยความจำที่ใช้งานใน AI ซึ่งมีอัตราการทำกำไรสูง และมีความต้องการที่แข็งแกร่ง จึงทำให้ราคาชิปหน่วยความจำทั้งที่เกี่ยวข้องกับงาน AI และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป เช่น ในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และโทรศัพท์มือถือ ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดย TrendForce คาดการณ์ว่า ราคาชิปหน่วยความจำสำหรับ PC และมือถือ ใน 1Q26 จะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 50% QoQ
แนวโน้มราคาชิปหน่วยความจำที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดปี 2026 เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของกำไรในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ เช่น Samsung และ SK Hynix ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 38% ในดัชนี KOSPI ส่งผลให้กำไรตลาดโดยรวมมีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรของดัชนี KOSPI ในปี 2026 เติบโตสูงถึง 91% YoY และมีโอกาสได้รับการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนี KOSPI ซื้อขายที่ระดับ 12M Forward P/E ปะมาณ 10.5 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี สะท้อนระดับมูลค่าที่ยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตในระยะถัดไป (ที่มา Bloomberg ณ วันที่ 27 ม.ค. 2026)
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีน โอกาสจากต้นทุนต่ำและการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเริ่มกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง ภายหลังการเปิดตัวโมเดล AI ต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพสูงของ DeepSeek ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เร่งให้บริษัทเทคโนโลยีจีนพัฒนาความสามารถด้าน AI ควบคู่กับการลดต้นทุน เราประเมินว่าในปี 2026 กระแส AI ที่ยังแข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเชิงบวกดังต่อไปนี้
1. โมเดลและแอปพลิเคชัน AI ของจีนมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก จากความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้งานอยู่ในระดับที่สามารถตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ได้ ส่งผลให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วไป, กลุ่ม SMEs และสตาร์ทอัพ AI ในหลายประเทศ แม้ว่าบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วยังพึ่งพาโมเดลจากสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงของข้อมูล ทั้งนี้ เริ่มเห็นการนำโมเดล AI จากจีนไปใช้งานในระดับสากลมากขึ้น เช่น Airbnb เลือกใช้ Alibaba Qwen ขณะที่ Kling AI ของบริษัท Kuaishou Technology มีรายได้หลักจากตลาดต่างประเทศ โดยประมาณ 40% มาจากลูกค้าองค์กร อาทิ แพลตฟอร์มมัลติมีเดีย และเอเจนซีโฆษณา สะท้อนศักยภาพของจีนในการพัฒนาและต่อยอด AI ในเชิงพาณิชย์
2. หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนยังมีระดับมูลค่าที่น่าสนใจ โดย Bloomberg consensus คาดการณ์กำไรของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีจีน คือ ดัชนี Hang Seng Tech (HSTECH) จะเติบโตราว 12% YoY ในปี 2026 และคาดว่า จะเร่งตัวขึ้นเป็น 34% YoY ในปี 2027 ขณะที่ดัชนี HSTECH ซื้อขายที่ระดับ 12M Forward P/E ประมาณ 20 เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี-0.3SD ซึ่งต่ำกว่าดัชนี NASDAQ100 ที่มีระดับ 12M Forward P/E ประมาณ 25.4 เท่า (ที่มา Bloomberg ณ วันที่ 27 ม.ค. 2026) สะท้อนโอกาสในการปรับขึ้นของมูลค่าหุ้น (Valuation Re-rating) หากการเติบโตของกำไรเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ มาตรการจำกัดการส่งออกชิป AI จากสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลจีนหันมาส่งเสริมการใช้ชิปที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้า โดยเฉพาะชิปที่ใช้ในงาน AI Inference ในขณะที่ความต้องการใช้ชิป AI ในจีนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการที่ภาคธุรกิจนำ AI มาใช้งานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และลดความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูล
ดังนั้น ภายใต้ภาวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีระดับมูลค่าค่อนข้างตึงตัว การกระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีน ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและบริหารความเสี่ยงในระยะกลางถึงยาว ขณะเดียวกัน ธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตและน่าสนใจในระยะยาว


