ปี 2026 เปิดฉากมาพร้อมภาพเดิมที่หนักขึ้นและนักลงทุนจะต้องเผชิญกับความผันผวน และความไม่แน่นอนรอบด้าน
ที่ยากไปกว่านั้นคือตลาดที่เริ่มต้นจากระดับที่ปรับขึ้นมาแล้วทำให้ความผันผวนมีโอกาสมากกว่าเดิม
ท่ามกลางนิวนอร์มอลใหม่
รวมถึงบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยง และมุมมองต่อธีม AI ว่ายังไปต่อได้แต่ต้องไม่ประมาทและต้องกระจายให้สมดุลมากขึ้น
วิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย บอกถึงเรื่องนี้ว่า ปีนี้(2026)สิ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในกับเศรษฐกิจโลกมี3เรื่องด้วยกันคือ
1.เศรษฐกิจโลกโตช้าลงประโยคนี้เกิดขึ้นแล้วในปีที่ผ่านมา และจะเกิดขึ้นอีกในปีนี้ข่าวดีคือ “ไม่ติดลบ” ข่าวร้ายคือ “ไม่ได้โตเยอะ”อันนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะฝั่งตะวันตกหรือฝั่งเอเชีย ปัญหาเดียวกันคือ “โตช้า”
2จะเห็นอาการ Rotationจากหุ้นเทคที่บูมมากในฝั่งสหรัฐฯ อาจจะเห็นการบูมในฝั่งเอเชียในปีนี้ถึงแม้จะเริ่มเห็นแล้วในปีที่ผ่านมา แต่อาจเห็นชัดขึ้นในปีนี้ฃ
3สงครามปีนี้ยังมีความท้าทายรออยู่และความขัดแย้งจะมีทั้งที่เป็น สงครามจริง ๆ สงครามการค้า
และสงครามด้านเทคโนโลยี
“เรื่องภูมิศาสตร์ เรื่องการเมือง อย่างไทยก็มีการเลือกตั้งต้นปี สหรัฐเลือกตั้งปลายปี คือมันจะมีเยอะมากที่จะรอเราอยู่ และเราเชื่อว่า “ตลาดจะผันผวนกว่าปีที่ผ่านมาอีก ซึ่งปีที่ผ่านมาจริง ๆ ถ้าไม่นับตอน “ทรัมป์ขึ้นภาษี” ก็ไม่ได้แย่มาก ตลาดโลกเป็นขาขึ้นเป็นส่วนใหญ่นะครับ แต่ปีนี้มันจะตั้งต้นจากตลาดที่ ขึ้นไปเยอะแล้วและจะเจอปัญหามากมายที่รอเราอยู่ ฉนั้นเรายังเชื่อว่า ปีนี้การลงทุนยังคงต้องยึดหลักการกระจายความเสี่ยงของคอร์พอร์ตเหมือนเดิม และการจัดพอร์ตการลงทุนที่มีคอร์พอร์ตจะกลับมาทำหน้าที่ตัวเองอีกครั้งไม่ว่าจะเจอคลื่นยังไงก็ตาม“
Core - Satellite พอร์ตการลงทุนฝ่าผันผวน
คุณวิน บอกอีกว่า อย่างที่ผมเกริ่นว่าเศรษฐกิจโตช้าลงประเทศพัฒนาแล้ว ตัวเลขช้าลงจริง ๆ ต่ำอยู่ประมาณ 1–2% ส่วนประเทศกำลังพัฒนา อินเดียเยอะกว่าเพื่อนหน่อย 6% แต่ก็ช้าลงกว่าเดิม จีนประมาณ 4% บราซิลประมาณ 2% และเทรนด์นี้จะเป็นเทรนด์ทั่วโลกจริง ๆ และไทยเองก็โตช้าลงเช่นกัน
เป็นเรื่องแน่นนอนเลยว่าในปีนี้การลงทุน จะต้องเผชิญกับความผันผวนมากกว่าในปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ได้เห็นในปีที่ผ่านมา คือการพิสูจน์ชัด ๆ เลยว่าการจะฝ่าคลื่นลมความปั่นป่วนของเศรษฐกิจการเมืองได้ด้วยดี ต้องมีการกระจายความเสี่ยง
และต้องจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง
ที่เรียกว่า Core - Satellite ซึ่งบลจ.กสิกรไทยเราทำงานกับเจพีมอร์แกน ออกมาเป็นการลงทุนพอร์ตผสมที่เรียกว่า K-WealthPLUS Series กองทุนรวมผสม ซึ่งสมารถพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และมีโอกาสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ
“ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมากองเคเวลพลัสบาลานซ์ ความเสี่ยงไม่ได้เยอะมากตอนเกิดเหตุการณ์ ทรัมป์ขึ้นภาษี หุ้นไทยและหุ้นสหรัฐลงไปประมาณ 20%แต่ความที่เราจัดพอร์ตผสมไว้แล้ว เคเวลพลัสบาลานซ์วันนั้นลงไปประมาณแค่ 2%เท่านั้นแปลว่าการกระจายความเสี่ยงช่วยให้เรารอดในวันที่หุ้นผันผวนมาก ๆ ได้”
นอกจากนี้สิ่งที่ผมอยากบอกเพิ่มเติมคือ นักลงทุนส่วนใหญ่เวลาที่เราไปเจอจะมีปัญหาอยู่สามอย่าง
1. เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น ไม่มีเวลามาตามดูข้อมูล
2. ต่อให้มีเวลาก็ข้อมูลมีไม่มากพอที่จะเข้าถึงว่าตลาดเป็นอย่างไร
3. ต่อให้มีเวลามีข้อมูล ก็มักจะตัดสินใจผิดทาง เช่น ทรัมป์ขึ้นภาษีหุ้นตก เรายังขายหุ้น
แต่ถ้ามีการจัดพอร์ตผ่านการลงทุน K-WealthPLUS Series จะสามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
ในปีที่ผ่านมาในพอร์ตที่เราจัดไว้ให้มีทองคำอยู่ด้วย และเพิ่มน้ำหนักไปอีก ซึ่งเราทำหน้าที่ได้แทนผู้ลงทุนว่าอย่างน้อยคอพอร์ตมีทองคำ และทำถูกเวลา เราก็เอนจอยรีเทิร์นจากทองคำมาเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนทองคำในปีนี้ภาพระยะยาวเรามองว่าเทรนด์ยังเป็นขาขึ้นเพราะความต้องการลงทุนจากธนาคารกลางเป็นปัจจัยหลักเพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากการลงทุนในพันธบัตรดอลลาร์แต่ระยะสั้นมันขึ้นมาเยอะผมแนะนำเสมอว่า ถ้าอยากลงทุนทองคำมีสองแนว1. รอย่อแล้วซื้อ 2. DCA ไปเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาไม่ควรลงทีเดียวไม้ใหญ่ เพราะอาจติดดอยได้รอย่อซื้อ หรือ DCA ดีกว่า
*Rotation หุ้นเทคมาฝั่งเอเชียมากขึ้น
ท่ามกลางความผันผวนแต่หุ้นเทคธีมAIกับวิ่งกระฉูดแตก คำถามต่อมาคือ มันจะไปต่อหรือพอแค่นี้ หรือฟองสบู่หุ้นAIกำลังจะแตก
คุณวิน บอกถึงเรื่องนี้ว่า เอไอบับเบิ้ลไหมคำตอบคือ ไม่ได้เป็นบับเบิ้ลแบบที่เคยเป็นในอดีต เพราะอะไรเพราะรายได้กำไรของบริษัทเทคโตดีมากอย่างต่อเนื่อง มันจะเป็นก็ต่อเมื่อ “กำไรไม่โต” หรือธุรกิจมีปัญหาจริง ๆ
แต่ด้วยความที่กำไรมันโตต่อเนื่อง อาการมันเลยยังไม่ใช่
แต่เราก็คิดว่า “ต้องไม่ประมาท”
“เราเชื่อว่าหุ้น AI ฝั่งสหรัฐฯ ขึ้นมาเยอะมาก
สิ่งที่เราแนะนำคืออาจต้องขยายวงการลงทุนไปเทคโนโลยีอื่นมากขึ้น เราเชื่อว่า AI ยังเป็นธีมที่ไปต่อแต่เพื่อให้พอร์ตเราไม่พึ่งพา AI ฝั่งอเมริกามากเกินไปคงต้องหาธีมอื่นมาเสริมเช่น EV ไบโอเทคและเทคฝั่งเอเชียเพื่อกระจายความเสี่ยงนั่นแหละ เพราะเราไม่อยากพึ่งพา AI ของสหรัฐมากเกินไป”
*จีโอโพลิติกส์ นิวนอร์มอลสร้างความผันผวนอีก10ปี*
ขณะที่ มทินา วัชรวราทร, CFA, Head of Investment Strategy, KAsset เล่าว่า ในปีที่แล้ว ภาพเศรษฐกิจโลก คือคำว่า รีซีเลียน
คือเศรษฐกิจโลกสามารถ ปรับตัวได้ ไม่ว่าจะเจอเทรดวอลล์ เจอนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เราไม่คาดมาก่อนอีกหลายเรื่องเลยเศรษฐกิจหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออก ควรจะต้องเป็นเศรษฐกิจถดถอยแต่ประเทศเหล่านั้นก็สามารถปรับตัวได้ดีมาก
แต่ว่าแน่นอนว่าจะชะลอตัวลง
ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ จีโอโพลิติกส์ความผันผวนเป็น “นิวนอร์มอล”ของสังคมโลกในปัจจุบัน
ถ้าเรามามองจีโอโพลิติกส์ความเสี่ยงความปั่นป่วนที่ปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม ทรัมป์ทาริฟต่าง ๆ จะมีตลอดทั้งปี และยังไม่จบและเป็นนิวนอร์มอลสำหรับเรานักลงทุน ซึ่งภาพนี้มันจะไม่ได้อยู่แค่ปี 2026 แต่อีกสิบปีก็เป็นอย่างงี้
เอิร์นิ่งตัวขับเคลื่อนหลักปี 2025 และต่อเนื่องปี 2026
คุณ มทินา บอกอีกว่า ที่นี้ถ้ามาดูกันว่าอะไรที่ทำให้ปีที่ผ่านมาหุ้นเทคปรับตัวขึ้นต่อเนื่องแม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ นั่นก็คือ กำไร ซึ่งเอิร์นิ่งในปี 2025 เป็นตัวที่ทำให้ผลตอบแทนปรับตัวขึ้นและปี 2026 ก็เช่นเดียวกัน
ฝั่งอเมริกา เอิร์นิ่งยังสามารถโตได้ เป็นตัวเลขสองหลัก ปี 2026 น่าจะโตได้ 14% เช่นเดียวกับฝั่งญี่ปุ่น เอเชีย ex-Japan และประเทศจีน และถึงแม้จะมีทรัมป์ทารีฟในตอนเมษายนคนมองว่าเศรษฐกิจอาจไม่ดี ตลาดหุ้นไม่ดี กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่น่าดี แต่ ณ ตอนนั้นกลายเป็นว่าทุกคนต้องรีบ “ปรับเอิร์นิ่งขึ้น” เพราะภาษีไม่ได้ทำร้ายกำไรของบริษัทมากขนาดนั้นและกำไรของประเทศที่เกี่ยวกับเอไอ ถูกเอิร์นิ่งรีวิชั่นปรับขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ซึ่งกำไรของบริษัทในปีนี้ก็น่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนและคัดกรองหุ้นไปในตัวเช่นกัน
กระจายลงทุนเพิ่มสัดส่วนเทคเอเชีย
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้การกระจายการลงทุนในปีนี้ต้องเลือกทั้งในส่วนของประเทศและเซ็กเตอร์ควบคู่กันเพราะถ้าดูในรูปนี้ ฝั่งอเมริกา หุ้น Top 10 คิดเป็นประมาณ 40% ของดัชนี ซึ่งเวฟถัดไปของการลงทุนเอไออาจจะไม่ได้อยู่ช่วงต้นน้ำ แต่อาจอยู่ช่วง “แอปพลิเคชัน” การนำเอไอไปใช้บริษัทที่สามารถนำเอไอไปใช้และมีความสามารถในการทำกำไรก็ถือเป็นบริษัทที่น่าสนใจ
ส่วนเอเชียในแง่ของAI ซัพพลายเชนก็ถือว่าได้ประโยชน์ร่วม และการที่AIเติบโตไม่มีเดต้าเซ็นเตอร์ไหนในอเมริกาประกอบขึ้นมาได้
โดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกจากเอเชีย
ถ้าไม่มีเอเชีย ไม่มีอุปกรณ์ที่ผลิตอยู่ฝั่งนี้ สร้างไม่ได้เพราะฉะนั้น ถ้าฝั่งเอไอยังไปต่อ ฝั่งอเมริกาสร้างเดต้าเซ็นเตอร์เยอะขนาดนี้ฝั่งเอเชียซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็จะได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน
สรุปแล้ว ปี 2026 คือปีที่ “เศรษฐกิจโตช้า แต่ความผันผวนโตเร็ว โจทย์สำคัญของนักลงทุนจึงไม่ใช่การเดาทิศทางตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการ “จัดพอร์ตให้รอด” เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ


