xs
xsm
sm
md
lg

บทบาท Private Assets กับการทำ Asset Allocation

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อการลงทุนในรูปแบบดั้งเดิมที่นักลงทุนหวังจะกระจายความเสี่ยง ด้วยการลงทุนทั้งในหุ้นและในตราสารหนี้ถูกท้าทายด้วยสภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา ส่งผลให้ในบางช่วง การเคลื่อนไหวของราคา ทั้ง 2 สินทรัพย์ ที่ปกติแล้วจะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามนั้น ไม่เป็นไปดังทฤษฎี ตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2022 ที่เกิดสถานการณ์ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ จากภาพของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เพิ่มระดับสูงขึ้น หรือในปี 2025 เอง ที่ราคาสินทรัพย์หลายประเภทเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยปรับตัวขึ้นและทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือ Digital Currency ซึ่งมาจากทั้งการกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed การผ่อนคลายกฎระเบียบต่อภาคเอกชนของสหรัฐฯ รวมถึงการผลักดันของ AIจากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) จึงเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น ทั้งในแง่การเพิ่มผลตอบแทนที่คาดหวัง การเพิ่มโอกาสในการลงทุนสินทรัพย์หลากหลายประเภทมากขึ้น รวมไปถึงยังช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนด้วยลักษณะเฉพาะตัวของสินทรัพย์ประเภทนี้

สินทรัพย์นอกตลาด หรือ Private Assets หมายถึง สินทรัพย์ที่ไม่ได้ทำการจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตัวอย่างของสินทรัพย์นอกตลาดนั้น ตัวอย่างเช่น หุ้นนอกตลาด (Private Equity) ตราสารหนี้นอกตลาด (Private Debt หรือ Private Credit)อสังหาริมทรัพย์นอกตลาด (Private Real Estate)โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Infrastructure) โดยสินทรัพย์นอกตลาด ได้รับความนิยมในต่างประเทศ เนื่องจากความผันผวนน้อยกว่าสินทรัพย์ในตลาด และระดับของความสัมพันธ์ (Correlation) กับสินทรัพย์ในตลาดน้อยจึงช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี อีกทั้ง ยังมีจำนวนหลักทรัพย์ หรือบริษัทให้นักลงทุนเลือกลงทุนเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับในประเทศไทย นอกจากนั้น ผลตอบแทนยังมีแนวโน้มชนะเงินเฟ้อในระยะยาวอีกด้วย จึงทำให้ลักษณะของผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return) มักจะสูงกว่าสินทรัพย์ในตลาดและเป็นเครื่องมือในการช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์นอกตลาด (Asset Under Management) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีขนาดประมาณ 22 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2024 จากข้อมูลของ McKinsey

อนึ่ง เฉกเช่นเดียวกันกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ก่อนที่จะเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์นอกตลาดให้กับพอร์ตลงทุน นักลงทุนจะต้องทำความเข้าใจกับลักษณะของสินทรัพย์ ข้อจำกัดการลงทุน รวมถึงระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนเพื่อหาสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับตนเอง สำหรับการวางแผนการแบ่งสัดส่วนการลงทุนมายังสินทรัพย์นอกตลาด นักลงทุนพิจารณารวมไปกับการจัดทำ Strategic Asset Allocation ที่มีการแบ่งการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ด้วยสัดส่วนสูงสุดของการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด จะไม่เกินระดับสัดส่วนที่รับได้สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำซึ่งนักลงทุนไม่สามารถปรับสัดส่วน (Rebalance) ได้อย่างทันท่วงทีเหมือนสินทรัพย์อื่นๆ ได้ รวมถึงอาจกำหนดผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Excess Return) ขั้นต่ำ ที่คาดหวังว่าจะได้รับเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ในตลาดทั่วไป ซึ่งอาจกำหนดเป็นตัวเลขชัดเจน หรือเทียบเคียงจาก Excess Return ในอดีตก็ได้ ตัวอย่างเช่น ค่าเฉลี่ยจากการลงโดยหากพิจารณาจากค่าเฉลี่ย Excess Return ย้อนหลัง 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2024 ของ Private Equity โดยใช้ข้อมูลจากดัชนี Bloomberg Private Capital Index อยู่ที่ระดับประมาณ 3.4% เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI All Country World Index ที่ใช้เป็น   มาตรวัดของการลงทุนหุ้นทั่วโลก

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์นอกตลาด ณ ปัจจุบัน ปรับความยืดหยุ่น เพื่อให้เข้าถึงนักลงทุนในวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การตั้งเป็นกองทุนรวมและ ETFs เพื่อให้นักลงทุนไม่ต้องวางเงินลงทุนในจำนวนที่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับการไปลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดโดยตรง  รวมถึงยังออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นักลงทุนสามารถถอนเงินลงทุนในระหว่างทางได้ตามระยะเวลาที่กำหนด (Semi-Liquid) อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงมีความจำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงและวัตถุประสงค์การลงทุนของตนเองในสินทรัพย์นอกตลาดอย่างรอบคอบ โดยตั้งกรอบระยะเวลาการลงทุนและกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้ได้

เศรณี  นาคธน
BBLAM
 
 
กำลังโหลดความคิดเห็น