โดย ธนัย ลิขิตชัยกุล
บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
การลงทุนในปัจจุบันมีแนวโน้มที่นักลงทุนจะยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นเรื่อย ๆ บนเงื่อนไขของการลงทุนที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้สูงในอนาคต การลงทุนดังกล่าวสร้างผลตอบแทนได้ดีในเชิงเปรียบเทียบ เช่น การลงทุนในหุ้นกลุ่ม Technology ที่เกี่ยวข้องกับ AI (Artificial Intelligence) ซึ่งกลุ่มบริษัทดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนี ชี้วัด (Benchmark) ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ดังจะเห็นได้จากกลุ่ม Magnificent 7 ได้แก่ Apple (AAPL), Microsoft (MSFT), Alphabet (GOOGL), Amazon (AMZN), Meta Platforms (META), Nvidia (NVDA) และTesla (TSLA) ซึ่งสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างโดนเด่นในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยในปี 2023 สร้างผลตอบแทน +76%, ปี 2024 สร้างผลตอบแทน +48%, ปี 2025 สร้างผลตอบแทน +23% โดยทำผลตอบแทนการลงทุนได้ดีกว่าดัชนีชี้วัด (Benchmark) อย่าง S&P500 ค่อนข้างมากที่ทำผลตอบแทนปี 2023 ได้เพียง +24%, ปี 2024 สร้างผลตอบแทน +23%, ปี 2025 สร้างผลตอบแทน +16% จนทำให้ นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก เลือกที่จะลงทุนในลักษณะเกาะกลุ่ม (Concentrate) ในกลุ่มดังกล่าวอย่างมีนัยยะสำคัญ และ มีความย่ามใจ (Complacency) ต่อการลงทุนในระยะยาว ละเลยความผันผวนของ Portfolio ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีนัยยะสำคัญจนอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่งคั่ง (Wealth) ของตนได้
สำหรับผู้ดำเนินนโยบายควบคุมการลงทุน (Regulator) รวมถึงผู้ดำเนินนโยบายการเงินอย่างธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลก ยังคงมีแนวโน้มผ่อนปรนต่อมาตรการการควบคุมการลงทุน และมีแนวโน้มจะเข้ามาช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงเช่นตราสารทุนมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นได้ดีอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะมีการฟื้นตัว (Recovery) จากช่วง ที่มีการพักฐาน (Correction) อย่างรวดเร็ว เช่น ช่วงปี 2020 ที่ตลาดมีการพักฐานอย่างมีนัยยะสำคัญหลังความเชื่อมั่นที่แย่ลง และเศรษฐกิจโลกมีการหดตัวเพราะการควบคุมโลกระบาด ซึ่งทั้งผู้ดำเนินนโยบายควบคุมการลงทุน (Regulator) และ ธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลกได้เข้ามาผ่อนคลายการควบคุมทางการเงิน เช่น ผ่อนปรนกระบวนการประเมินสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL: Non-Performing Loan) ผ่อนปรนการชำระหนี้ชั่วคราว อัดฉีดสภาพคล่องเข้ามาในระบบ เป็นต้น ทำให้ นักลงทุนคลายความกังวลและเข้ามาลงทุนอีกครั้ง พร้อมทั้งลงทุนในลักษณะเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติอย่างมีนัยยะสำคัญ
ด้านดัชนีชี้วัดหลายอย่าง เช่น Risk appetite index, Yield spread, การเติบโตของกำไรที่หลุดจาก Trend ระยะยาว หรือ Valuation สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ กลายเป็น False signal ที่ทำให้ผู้ที่เชื่อถือสิ่งเหล่านี้สร้างผลตอบแทนได้แย่กว่าดัชนีตลาด การลงทุนแบบกระจุกตัวจะยิ่งผลักดันให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดตราสารทุนและตราสารที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย เดินหน้าไปสู่จุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่า จะสิ้นสุดลงตรงไหน
ทั้งนี้สำหรับการลงทุนที่ทาง MFC มองว่าน่าสนใจในปีนี้ ยังคงเป็นแนวทางการลงทุนที่ Diversify ไปในหลาย กลุ่มอุตสาหกรรม และหลากหลายภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงของการลงทุนโดยรวม การลงทุนลักษณะนั้นจะเป็นแนวทาง การจัด Portfolio ลักษณะ Core-satellite หรือการทุนลงทุนในสัดส่วนหลัก (Core) ในดัชนี้ชีวัด (Benchmark) และสัดส่วนรอง (Satellite) ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและมีความผันผวนมากกว่าดัชนีชี้วัด ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนมั่นใจ ได้ว่า Portfolio จะไม่ปรับตัวลง หรือเผชิญความเสี่ยงที่มากเกินไป และจะทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าจะสร้างผลตอบแทน ที่สม่ำเสมอได้ในระยะยาวและช่วยให้นักลงทุนมีความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เตรียมตัวสำหรับวัยเกษียณ การลงทุนลักษณะนี้จะช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าจะมีเงินทุนเพียงพอในช่วงท้ายหลักการทำงาน
เราจึงแนะนำลงทุนในกองทุนที่มีแนวทางใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัด (Benchmark) หากเป็นการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ แนะนำกองทุนที่สร้างผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีชี้วัดอย่าง S&P500 ขณะที่หากเป็นการลงทุนในหุ้น Global equity แนะนำกองทุนที่มีความใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัดอย่าง MSCI All Countries World Index เป็นกองทุนหลัก (Core portfolio) ขณะที่ส่วนของกองทุนรอง (Satellite portfolio) อาจเป็นการลงทุน Thematic fund หรือการลงทุนที่เน้นลงทุนรายอุตสาหกรรม (Sector) หรือการลงทุนที่เน้นลงทุนรายภูมิภาค (Region) เช่น กองทุนเอเชียเทคโนโลยี กองทุน Fintech กองทุนหุ้นจีน เป็นต้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตัวชี้วัด บนความเสี่ยงที่เหมาะสมและไม่ผันผวนมากจนเกินไป
โดยการลงทุนที่ดีควรมีการผสมสินทรัพย์ให้หลากหลายด้วย เช่น ตราสารหนี้, ทองคำ และเงิน เพื่อให้ Portfolio มีความสมดุลทั้งในแง่ของความเสี่ยงที่จะลดลงและผลตอบแทนเทียบความเสี่ยง (Sharpe Ratio) ที่จะเพิ่มขึ้นได้ เช่น ลงทุน ในสินทรัพย์เสี่ยง 50-70% ลงทุนในตราสารหนี้ 30-50% เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวจะช่วยรักษาความมั่งคั่ง (Wealth) ให้กับนักลงทุนได้ดีในระยะยาว


